กรมชลฯเตรียมใช้คลองหัววัง-พนังตัก ระบายน้ำช่วยเมืองชุมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300681

กรมชลฯเตรียมใช้คลองหัววัง-พนังตัก ระบายน้ำช่วยเมืองชุมพร

กรมชลฯเตรียมใช้คลองหัววัง-พนังตัก ระบายน้ำช่วยเมืองชุมพร

                นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ช่วงวันที่ 1 – 5 พฤศจิกายน 2560 กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ทำการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทานไว้พร้อมแล้ว โดยที่จังหวัดชุมพรได้เริ่มพร่องน้ำในคลองต่างๆ มาตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2560 เริ่มจากคลองท่าแซะ ซึ่งอยู่ส่วนเหนือสุดของโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามแนวพระราชดำริ ปัจจุบันระดับต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 5 เมตร  สามารถรองรับน้ำได้อีก 3.35 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 50 % ของปริมาตรเก็บกัก  เชื่อมต่อไปยังคลองท่าตะเภา คลองสามแก้ว และคลองหัววัง-พนักตัก  และยังได้เปิดประตูระบายน้ำทุกแห่งเพื่อลด ปริมาณน้ำในคลองระบายทั้งระบบ

ส่วนแก้มลิงหนองใหญ่ ซึ่งเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่อยู่ติดกับคลองหัววัง – พนังตัก  เป็นแก้มลิงธรรมชาติสำหรับพักน้ำ ก่อนระบายน้ำลงสู่คลองหัววัง – พนังตัก  ให้ไหลออกทะเลโดยไม่ต้องผ่านตัวเมืองชุมพรนั้น มีความจุ  3.121 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1.415 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 54.65 % กำลังพร่องน้ำให้เหลือเพียง  30 %  ซึ่งจะสามารถรับน้ำได้อีก 1.706 ล้าน ลบ.ม.

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าส่วนเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ จากส่วนกลางได้นำมาไว้ในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว เช่น โป๊ะสำหรับบรรทุกรถขุดในการกำจัดสิ่งขีดขวางทางน้ำในคลองท่าตะเภา เครื่องสูบน้ำขนาด 16 นิ้ว จำนวน 20 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำจำนวน  10  เครื่อง รถแบ็คโฮ จำนวน  4  คัน กระสอบทรายจำนวน  5,000  กระสอบ พร้อมได้ทำการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน ไปยังผู้แทนผู้เลี้ยงปลา ผู้ประกอบอาชีพประมงท้ายประตูระบายน้ำต่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวังปริมาณน้ำและเมื่อระดับน้ำสูงถึงระดับเฝ้าระวัง หรือคาดว่าจะมีน้ำล้นตลิ่ง หรือน้ำท่วมขังในพื้นที่ โครงการชลประทานชุมพร จะทำการแจ้งเตือนกองอำนวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดชุมพร ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเป็นประธาน ให้แจ้งเตือนประชาชนทันที
“คลองหัววัง-พนังตัก เป็นคลองระบายน้ำเลี่ยงเมืองชุมพรสายสำคัญที่เคยช่วยให้ชาวเมืองชุมพรรอดพ้นภัยน้ำท่วมหนักจากพายุลินดามาแล้วเมื่อปี 2541ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่9 โดยมีพระราชดำริให้กรมชลประทานเร่งรัดขุดคลองที่ขุดค้างอยู่ 1,460 เมตร ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อใช้ระบายน้ำลงสู่ทะเลโดยเร็ว ซึ่งตามแผนงาน และงบประมาณขณะนั้นยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ต้องใช้เวลา  จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์จากมูลนิธิชัยพัฒนามาให้ 18 ล้านบาท จนกรมชลประทานและส่วนราชการต่างๆ ช่วยระดมกันเต็มที่จนแล้วเสร็จ เพียงแค่วันเดียวก็เกิดฝนตกหนักทางด้านเหนือลุ่มน้ำท่าตะเภา ด้วยพระบารมี คลองหัววัง-พนังตัก ที่ทะลุแล้ว 1,460 เมตร น้ำไหลผ่านได้ ทำให้ตัวเมืองชุมพรเวลานั้นรอดพ้นอุทกภัยไปได้โดยไม่เดือดร้อน ซึ่งในครั้งนี้ถึงแม้ว่าความรุนแรงจะไม่ถึงขั้นพายุ แต่เราเชื่อว่าโครงการพระราชดำริของพระองค์ท่านจะช่วยให้เมืองชุมพรรอดพ้นจากสถานการณ์อุทกภัยได้”ดร.สมเกียรติกล่าว

จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300579

จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

ตลาดคลองผดุง

ก.เกษตรฯจัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

            วันที่ 31 ต.ค. นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม พร้อมด้วยนางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6 – 26 พฤศจิกายน 2560 โดยรูปแบบการจัดงาน ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ภายใต้แนวคิด “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ซึ่งจะมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในงานกว่า 150 บูท มีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้าราว 300 ร้านค้า หมุนเวียนตลอด 3 สัปดาห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้าเกษตรคุณภาพ ได้มาตรฐาน และยังมีร้านอาหาร หมุนเวียนจำหน่ายกว่า 90 ร้าน

นอกจากการจำหน่ายสินค้าแล้วยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจทุกวัน ทั้งกิจกรรมฝึกอาชีพในด้านเกษตร-หัตถกรรม-การทำอาหาร-อาชีพเสริมโดยใช้วัตถุดิบหรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานตลาด คลองผดุงกรุงเกษม ภายใต้แนวคิด “ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ซึ่งจะมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าภายในงานกว่า 150 บูท  มีร้านค้าร่วมจำหน่ายสินค้าราว 300 ร้านค้า หมุนเวียนตลอด 3 สัปดาห์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้า เกษตรคุณภาพ ได้มาตรฐาน เช่น สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP หรือเกษตรปลอดภัย ซึ่งใช้สัญลักษณ์ Q, สินค้าอินทรีย์ หรือออร์แกรนิคไทยแลนด์, สินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI , สินค้าแปรรูปที่นำมา จำหน่ายก็เป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบ Q หรืออินทรีย์ หรือผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP/HACCP, สินค้าคุณภาพ มาตรฐานจากแปลงใหญ่, จากโครงการข้าวครบวงจร Young Smart Farmer, จากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งจาก โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ

จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้

โดยสินค้าที่จัดจำหน่ายในตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมครั้งนี้  จะมีความหลากหลาย ทั้งสัตว์น้ำสวยงาม พันธุ์ไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้ สวนถาด ผัก ผลไม้ ข้าว ข้าวสี ผ้าไหม-ผ้าฝ้าย ปศุสัตว์ ประมง ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์นมจากสหกรณ์โคนม ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ, ส้มโอทับทิมสยาม GI จ.นครศรีธรรมราช, ส้มสายน้ำผึ้งที่ได้รับมาตรฐาน GAP ที่ปลูกในพื้นที่อุดมไปด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ  อ.ฝาง, ผลิตภัณฑ์เห็ดโคน-เห็ดเผาะในน้ำเกลือ, ไข่มดแดงกระป๋อง, ทุเรียนหลงลับแล ตลอดจนสินค้าเกษตรนวัตกรรม ต่างๆ  เช่น ปลาเค็มอบโอโซน ซึ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาในกระบวนการผลิตและบรรจุด้วยระบบสุญญากาศ, น้ำมันรำข้าวเพื่อ สุขภาพ,  มะนาวผง, เครื่องสำอางทั้งสบู่, ครีม , เซรั่มจากสินค้าเกษตร เช่น ข้าว, หัวหอม,  มังคุด, มาร์กหน้าจากใยไหม

ในงานนี้ท่านจะได้พบกับสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัววางจำหน่ายในงานนี้เป็นครั้งแรก เช่น ข้าว กข 43 ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์ใหม่ เพื่อสุขภาพจากกรมการข้าว มีน้ำตาลต่ำเหมาะกับผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำตาลและผู้ป่วยเบาหวาน ปลาซิว สมพงษ์ ซึ่งเป็นปลาสวยงามที่สูญพันธุ์ไปจากไทยแล้วกว่า 30 ปี และไทยประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ขึ้นมาได้ รวมทั้งสินค้าที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับปลากัดซึ่งเป็นปลาประจำชาติ เช่น แสตมป์, แก้วน้ำ, ผ้าพันคอ, ถุงผ้า
นอกจากนี้แล้วยัง มีร้านอาหาร หมุนเวียนจำหน่ายกว่า 90 ร้าน และมี Food Truck ด้วย โดยเป็นร้านอาหารชื่อดัง รวมทั้ง Q Restaurant ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งใช้วัตถุดิบปลอดภัยและสะอาด มีสุขอนามัย สินค้าจำหน่ายทั้งหมดจะแบ่งออกเป็น 9 โซน ได้แก่  1.โซน Young Smart Farmer และแปลงใหญ่   2.โซน GAP และ Organic 3.โซน Q Food Court 4.โซนผู้ประกอบการ 4.0  5.โซน Show Case 6.โซนนวัตกรรม  7.โซนไม้ดอกไม้ประดับและเครือข่าย 8.โซนหม่อนไหม แปลงใหญ่ และ 9.โซนข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวครบวงจร
นอกจากการจำหน่ายสินค้าแล้วยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจทุกวัน ทั้งกิจกรรม ฝึกอาชีพในด้านเกษตร-หัตถกรรม-การทำอาหาร-อาชีพเสริมโดยใช้วัตถุดิบหรือวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการส่งเสริมการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กิจกรรมฝึกทำบัญชีผ่าน Smart Phone กิจกรรมการประกวดสัตว์น้ำสวยงามผ่านระบบออนไลน์ กิจกรรมสาธิตระบบนวัตกรรมตลาดสินค้าเกษตร : ผู้ซื้อพบผู้ขายออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งมีทุกวัน เป็นต้น             จัดเต็ม ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยมริมคลองผดุง 6-26 พ.ย.นี้
“นับเป็นโอกาสดี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายในการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม อีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 และพร้อมจะนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี ทั้งผัก ผลไม้ เทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงสินค้าแปรรูป จากวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ และเกษตรแปลงใหญ่ มาน าเสนอตลอดระยะเวลาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ภายใต้ชื่อ  “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6–26 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณเลียบคลองผดุง กรุงเกษม จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วม ชม ชิม ช้อป สินค้าเกษตรคุณภาพดีของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพเป็นของขวัญปีใหม่  เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน”

ส.ป.ก.จัดประชุมภาคีเครือข่ายจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300573

ส.ป.ก.จัดประชุมภาคีเครือข่ายจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ

สปก

ส.ป.ก.จัดประชุมภาคีเครือข่ายจัดทำแผนพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ

วันที่ 31 ตุลาคม 2560 เวลา 10.00 น. นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นประธานการประชุมหารือโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแบบประชารัฐ พร้อมด้วย นายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายนำชัย พรหมมีชัย ที่ปรึกษาส.ป.ก.(อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) นายเจริญชัย พรรณาภพ ผู้ตรวจราชการกรม นายสุริยน พัชรครุกานนท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้แทนสถาบันศึกษาอื่นๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมหารือและแสดงความคิดเห็นในการพัฒนางานต่าง ๆ ณ แปลงศูนย์เรียนรู้ฯ(อาคาร 7 เหลี่ยม) ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
ทั้งนี้ พี้นที่แห่งนี้ มีเนื้อที่ รวม ประมาณ 635 ไร่ เป็นพื้นที่กรณีพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งคสช.ที่ 36/2559(แปลงที่ดินพลตำรวจตรีชาลี เภกะนันท์และแปลงนายสุกิจเตชรัตนโชติ) ขณะนี้ ส.ป.ก.นครราชสีมา ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรรุ่นใหม่ จำนวน 37 ราย ได้เข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยเบื้องต้น(ส.ป.ก.จัดที่ดินทำกินรายละ 2 ไร่และจัดที่อยู่อาศัยรายละ 2 งาน)
โดย ส.ป.ก.มีแผนงานส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานในแปลงที่อยู่อาศัย การส่งเสริมผลิตโคเนื้อโคราชวากิว ส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมปลอดสารพิษ แผนงานแปลงต้นแบบเกษตรประณีตและเกษตรสมัยใหม่ ส่งเสริมการผลิตพืชผักอินทรีย์ ส่งเสริมธนาคารอาหารชุมชน ส่งเสริมแปลงต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่(โคกหนองนาโมเดล) แผนงานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ และการพัฒนาธุรกิจชุมชนด้วย

แนะเกษตรกรผลิตเอง“แตนเบียนบราคอน” ปราบหนอนหัวดำมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300558

แนะเกษตรกรผลิตเอง“แตนเบียนบราคอน”  ปราบหนอนหัวดำมะพร้าว

แนะเกษตรกรผลิตเอง“แตนเบียนบราคอน”  ปราบหนอนหัวดำมะพร้าว

                พันตรีณรงค์ชัย  ค่ายใส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดนครราชสีมา มีบทบาทหน้าที่ในการศึกษา ทดสอบ ประยุกต์และพัฒนาการใช้เทคโนโลยีการจัดการศัตรูพืช แบบผสมผสานให้เหมาะสมกับพื้นที่    ขณะนี้ศูนย์ฯ สามารถผลิตขยายศัตรูธรรมชาติได้ทั้งตัวห้ำ เช่น มวนพิฆาต  แมลงหางหนีบ แมลงช้างปีกใส  ด้วงเต่า  มวนเพชฌฆาต แมลงหางหนีบ   ตัวเบียน  เช่น แตนเบียน Anagyrus  lopezi  แตนเบียน Trichogramma Spp.  แตนเบียน  บราคอน  เชื้อ                         จุลินทรี ประกอบด้วย เชื้อราไตโคเดอร์ม่า  ฮาร์เซียนั่ม  เชื้อราบิวเวอร์เรีย  บาสเซียน่า เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม แอนนิโซฟลี สมุนไพรควบคุมศัตรูพืช เช่น  สะเดา ตะไคร้หอมหางไหล หนองตายหายาก  รวมศัตรูธรรมชาติที่ศูนย์เพาะได้หลายแสนตัว ปัจจุบันพบการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หลายจังหวัด หากไม่รีบดำเนินการป้องกันกำจัดต้นมะพร้าวจะเกิดความเสียหายกระจายวงกว้างออกไปมากยิ่งขึ้น และหากปลูกใหม่ต้องใช้เวลา 3-4 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิต

               ทางศูนย์ส่งเสริมฯ ได้จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ระบาด ให้ร่วมกันแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม โดยการให้ความรู้เกษตรกรผลิตแตนเบียน บราคอนกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวได้ด้วยตัวเอง  ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 200 บาทในการซื้ออุปกรณ์ส่วนพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน   ทางศูนย์ส่งเสริมฯให้การสนับสนุน ต้นทุนการผลิตแตนเบียนบราคอนสูงถึงตัวละ 1.50 บาท แต่หากใช้วิธีดังกล่าวสามารถลดเหลือตัวละ 0.10 บาทเท่านั้น  ทั้งนี้วิธีนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเพาะแตนเบียนชนิดอื่นๆ ได้ด้วย

อย่างไรก็ตามลำดับแรกที่เกษตรกรสามารถทำได้ทันที คือการดูแลรักษาความสะอาดแปลง หมั่นสำรวจแปลงถ้าพบหนอนหัวดำมะพร้าวให้รีบตัดทางใบและเผาทำลาย เพื่อตัดแหล่งอาศัยทันที จากนั้นให้ใช้ศัตรูธรรมชาติคือปล่อยแตนเบียนบราคอน เข้าไปควบคุมประชากรหนอนหัวดำไม่ให้แพร่ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น

สำหรับวิธีการผลิตแตนเบียนบราคอน ทำง่ายโดยเริ่มจากเกษตรกรตัดทางมะพร้าวที่หนอนหัวดำมะพร้าวกำลังระบาด มาคัดเอาหนอนหัวดำตั้งแต่วัย 3 ขึ้นไป ลำตัวยาว 1-1.2 ซม. ซึ่งเป็นวัยที่แตนเบียน             บราคอนสามารถวางไข่ได้  ใส่ในกาละมังแล้วใช้ผ้าขาวบางคลุมปากกาละมังมัดผ้าขาวบางบนขอบ           กาละมังด้วยยางหรือเชือก จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนบราคอนที่ได้จากศูนย์ส่งเสริมฯ  ใส่ลงไปใน            กาละมังพร้อมน้ำผสมน้ำผึ้ง 5-10%ชุบสำลีก้อนขนาดหัวแม่มือ เพื่อให้เป็นอาหารของแตนเบียน อัตราการปล่อยแตนเบียนบาคอน 3 คู่ ต่อหนอนหัวดำ 25 ตัว นำกาละมังไปไว้ใต้ร่มไม้ จากนั้นปล่อยให้แตนเบียนผสมพันธุ์และวางไข่บนตัวหนอนหัวดำ ประมาณ 4-5 วัน ครบกำหนดเปิดกาละมังให้แตนเบียนออกไปทำการกำจัดหนอนหัวดำในธรรมชาติ

ส่วนหนอนหัวดำที่ถูกแตนเบียนวางไข่แล้วให้เลี้ยงต่อไปอีกจนกระทั่งครบ 10-14 วัน แตนเบียนจะฟักออกเป็นตัวเต็มวัย ให้เปิดผ้าขาวบางปล่อยแตนเบียนปล่อยแตนเบียนออกสู่ธรรมชาติเพื่อไปกำจัดหนอนหัวดำต่อไป โดยสามารถเพิ่มปริมาณแตนเบียนได้อีก 4-10 เท่า ของ               แตนเบียนพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของหนองหัวดำ

                    วิธีดังกล่าวนี้สามารถแก้ปัญหาและป้องกันกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนในการผลิตแตนเบียน

กยท.ผนึกกรมทางหลวงส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300527

กยท.ผนึกกรมทางหลวงงส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทาง

กยท

กยท.ผนึกกรมทางหลวงงส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทาง

              วันที่ 30 ต.ค. นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวงดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลด้านการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยผลิตและแปรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อเพิ่มมูลค่าและสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้ กรมทางหลวง เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานวิจัยและพัฒนา งานก่อสร้าง บูรณะและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงสัมปทาน และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นองค์กรที่มีภารกิจในการบริหารจัดการและส่งเสริมการใช้ยางพาราของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนาและการส่งเสริมการใช้ยางพาราในภารกิจกรมทางหลวง เพื่อให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา เกิดนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีในการผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ และส่งเสริมการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการใช้ยางพาราในภารกิจของกรมทางหลวง

โดยการบูรณาการร่วมกันในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ และการดำเนินการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าและสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขสถานการณ์ราคายางให้เกิดเสถียรภาพ สร้างความยั่งยืนทั้งระบบ และช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและวงการยางพาราต่อไปทั้งนี้ ในปี 2561 กรมทางหลวงเตรียมแผนการใช้ปริมาณน้ำยางพาราข้น จำนวน 4,586 ตัน เพื่อใช้ในงานบูรณะซ่อมแซมผิวทาง และใช้ในงานวิจัยและพัฒนาระหว่างกรมทางหลวงและการยางแห่งประเทศไทย

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างการยางแห่งประเทศไทยและกรมทางหลวง เพื่อให้นโยบายการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมผลักดันให้เกิดการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ เพื่อให้การใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น อันนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราในประเทศต่อไป โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาร่วมกัน ต่อยอดไปจนถึงกระบวนการผลิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารา ตลอดจนนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินภารกิจของกรมทางหลวง ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศแล้ว ยังถือเป็นการช่วยเหลือด้วยการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่งด้วย

กรมชลเตรียมพร้อมรับมือฝนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300510

กรมชลเตรียมพร้อมรับมือฝนภาคใต้

กรมชลประทาน

กรมชลเตรียมพร้อมรับมือฝนภาคใต้

                ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาและ สสนก.แจ้งว่าขณะนี้ฝนกำลังเคลื่อนตัวลงสู่ภาคใต้โดยในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือในทุกๆ ด้าน  เริ่มตั้งแต่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2560 เพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง คือ  กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท  กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยในส่วนของกรมชลประทานได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือไปเตรียมพร้อมเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้แล้ว โดยปัจจุบันนำไปเตรียมไว้ที่จุดพักเครื่องจักร 16 จุด ในพื้นที่ 14 อำเภอ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ  380 เครื่อง  เครื่องผลักดันน้ำ  180 เครื่อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 63 เครื่อง  รถบรรทุก 34 คัน รถขุดตีนตะขาบ  30 คัน  รถแทรกเตอร์  3 คัน รถลากจูง 12 คัน
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ตรวจสอบระบบชลประทาน ความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ  ทำการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นพิเศษในแต่ละจังหวัด   โดยล่าสุดได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบเร่งดำเนินการลดระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80  ให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำแล้วจำนวน  2 แห่ง คืออ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย จังหวัดเพชรบุรี และอ่างเก็บน้ำห้วยวังเต็น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 4 แห่ง  มีปริมาตรน้ำรวมทั้งหมด 5,746 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 71  สามารถรับน้ำได้อีก 2,448 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 39 แห่งมีปริมาตรน้ำรวมทั้งหมด 333 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57  สามารถรับน้ำได้อีกกว่า 233 ล้าน ลบ.ม.

ในขณะเดียวกันได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชลประทานจัดส่งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย   ฝ่ายความมั่นคง เพื่อทำการแจ้งเตือนข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับทราบ พร้อมกันนั้นก็ให้มีการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทางช่องทางต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการวางแผนการติดตามและเฝ้าระวังเตรียมรับสถานการณ์น้ำจากฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนในระยะยาว กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ที่ความเสี่ยงสูง เช่น โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองบางสะพาน  ซึ่งได้ทำการขุดลอกขยายคลองเพิ่มประสิทธิภาพคลองบางสะพานทั้งคลองสายกลาง คลองฝั่งซ้ายและขวา ความยาวรวม 20 กิโลเมตร โครงการขุดลอกคลองชุมพรเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบริเวณสี่แยกปฐมพร ความยาว 20 กิโลเมตร โครงการขุดขยายคลองหลังสวนและขุดคลองบายพาสเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาล อำเภอหลังสวน  เป็นต้น

กรมชลประชุมร่วม 10 หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300508

กรมชลประชุมร่วม 10 หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์น้ำ

กรมชล

กรมชลประชุมร่วม 10 หน่วยงาน ติดตามสถานการณ์ฝนภาคใต้ -ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา

                 วันนี้ (30 ตุลาคม 2560) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 37/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจาก กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมVDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่งทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

                   รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ว่าในช่วงวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน ความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้อุณหภูมิจะลดลง 2 – 4 องศาเซลเซียสและมีลมแรง

                     นอกจากนี้ ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคใต้ตอนล่างเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง ส่งผลให้ฝั่งตะวันตกฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 – 60 ของพื้นที่ ในช่วงวันที่31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2560 และมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 – 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ในช่วงวันที่ 2 – 4 พฤศจิกายน 2560

                       ทั้งนี้ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้สำนักงานชลประทานที่ 14 – 17 เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในภาคใต้ ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเร่งระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ สำรวจสภาพอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก และให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลอ่างเก็บน้ำที่ถ่ายโอนไปแล้ว เพื่อให้อาคารชลประทานทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ที่คาดว่าจะเกิดอุทกภัย รวมทั้งขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช และสำรวจสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ตามนโยบายของ พล.. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

                    ส่วนสถานการณ์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบชลประทาน รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล โดยในวันนี้ กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลง 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเดิมคือไม่เกิน 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,647 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ว่าสถานการณ์น้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ใน                    ส่วนของการผันน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำตามแผนการปรับเปลี่ยนปฏิทินเพาะปลูกพืชฤดูฝนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปี 2560 นั้น จะเริ่มผันน้ำออกจากทุ่งบางระกำเป็นแห่งแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 หลังจากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบชลประทานระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป 

ทยอยลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300477

ทยอยลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง

เขื่อนเจ้าพระยา

ทยอยลดน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา หลังน้ำเหนือลดลงอย่างต่อเนื่อง

               นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน่ำเจ้าพระยาล่าสุดวันนี้(30..60) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ลดลงอย่างต่อเนื่อง เช้านี้วัดได้ 2,844 ลบ../วินาที ระดับน้ำลดลงจากวานนี้(29..60) 7 เซนติเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงอยู่ที่ +17.20 เมตร(รทก.) ระดับน้ำลดลง 11 เซนติเมตร ปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยายังคงที่ในอัตรา 2,697 ลบ../วินาที(เวลา 06.00 .)ทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนจนถึงบริเวณจ.พระนครศรีอยุธยาทรงตัว ส่วนปริมาณน้ำที่บริเวณ อ.บางไทร วัดได้2,795 ลบ../วินาที ไม่กระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แนวโน้มปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างทรงตัวและจะลดลงในระยะต่อไป

                 ทั้งนี้ เนื่องจากระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน จึงได้ปรับลดการ รับน้ำลงสู่แม่น้ำน้อย จากวันละ 196 เหลือ 186 ลบ../วินาที ส่วนคลองชัยนาทป่าสัก ได้ปรับลดการรับน้ำเข้าคลองเช่นกัน จากวันละ 195 เหลือ 185 ลบ../วินาที โดยจะปรับลดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในระยะต่อไป ขณะเดียวกันในช่วงบ่ายของวันนี้(30..60) ได้ลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลง 50 ลบ../วินาที เหลือ 2,647 ลบ../วินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ จ.ชัยนาท ไปจนถึงบริเวณพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล แม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับในระยะต่อไป

               สำหรับการนำน้ำออกจากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด ซึ่งปัจจุบัน(30..60) มีปริมาณน้ำในทุ่งรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 1,423 ล้าน ลบ.. นั้น กรมชลประทาน ได้วางแผนทยอยนำน้ำออกจากทุ่งแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 .. 60 ไปจนถึงต้นเดือน ม.. 61 โดยจะเริ่มตั้งแต่ทุ่งบางระกำก่อน จากนั้นจะไล่ลงมาจนถึงทุ่งสุดท้ายคือทุ่งโครงการฯโพธิ์พระยา เพื่อให้สอดคล้องกับการเพาะปลูกของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ การนำน้ำออกจากทุ่งต่างๆ จะใช้ระบบชลประทานในการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีนเป็นหลัก โดยจะควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน

สหกรณ์เล็งจับมือกรุงไทยผุดบัตรเงินสด CO-OP MEMBER CARD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300475

สหกรณ์เล็งจับมือกรุงไทยผุดบัตรเงินสด CO-OP MEMBER CARD

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ

สหกรณ์เล็งจับมือกรุงไทยผุดบัตรเงินสด Co-op Member Card ชำระค่าสินค้าผ่านระบบ QR Code

                  นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับผู้แทนธนาคารกรุงไทย              เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาระบบบริหารจัดการทางการเงินให้แก่สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ โดยทางธนาคารกรุงไทยได้นำเสนอเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ 2 รูปแบบ ได้แก่ การจัดทำบัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op   Member Card  เพื่อให้สมาชิกนำไปรูดซื้อสินค้ากับสหกรณ์ และเป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมทาง การเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก และอีกรูปแบบหนึ่ง              คือการชำระค่าสินค้าผ่านระบบ QR Code โดยสมาชิกสมาชิกใช้มือถือ แสกนรหัส QR Code เพื่อชำระค่าสินค้ากับสหกรณ์ได้โดยไม่ต้องพกเงินสด ซึ่งเทคโนโลยีทางการเงินทั้ง 2 ระบบนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพด้านธุรกรรมทางการเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ช่วยลดขั้นตอนการทำงานต่าง  ๆ ของสหกรณ์ลง และยังเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินสด ตามนโยบายของรัฐบาล Nation e-Payment                       ที่มุ่งเน้นให้มีการลดการใช้เงินสด  เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

บัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op Member Card จะเริ่มใช้กับสหกรณ์การเกษตรขนาดใหญ่ระดับอำเภอ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการ 822 แห่งทั่วประเทศ  โดยบัตร Co-op Member Card จะทำหน้าที่เป็นบัตรเงินสด ใช้สำหรับการซื้อขายสินค้าระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก  ซึ่งไม่เกี่ยวกับระบบธุรกรรมการเงินปกติของธนาคารกรุงไทย เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์ไม่ต้องไปเปิดบัญชีกับธนาคาร แต่ใช้วิธีเติมเงิน             เข้าบัตรผ่านหลากหลายช่องทางของธนาคารกรุงไทย  โดยสามารถนำบัตรนี้ไปถอนเงินสดจากตู้ ATM ได้ทุกธนาคารทั่วประเทศ และยังนำไปใช้ซื้อสินค้ากับสหกรณ์ต่าง ๆ ได้อีกด้วย  ซึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการจะติดตั้งเครื่อง Mobile EDC ไว้สำหรับบริการสมาชิกรูดซื้อสินค้าต่าง ๆ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคหรือปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกัน เมื่อสหกรณ์จะจ่ายเงินกู้  เงินปันผลเฉลี่ยคืนหรือชำระค่าผลผลิตทางการเกษตรที่สหกรณ์รับซื้อจากสมาชิกสหกรณ์ก็สามารถเติมเงินดังกล่าว เข้ามาในบัตร Co-op Member Card ได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนระบบการชำระค่าสินค้าผ่านรหัส QR Code จะดำเนินการในร้านค้าสหกรณ์และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ที่มีอยู่                ทั่วประเทศ  โดยสมาชิกสหกรณ์สามารถซื้อสินค้ากับร้านค้าสหกรณ์ และใช้วิธีแสกนรหัสQR Code เพื่อตัดเงินจากบัญชีธนาคารของสมาชิกมาชำระค่าสินค้าให้กับสหกรณ์ได้ในทันที โดยสมาชิกไม่ต้องพกเงินสดไปซื้อสินค้าที่สหกรณ์  ซึ่งระบบการชำระสินค้าผ่านรหัส QR Code นี้ ธนาคารกรุงไทยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระค่าสินค้าระหว่างธนาคารที่สมาชิกมีบัญชีเงินฝากอยู่กับร้านค้าของสหกรณ์  ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกในการซื้อขายสินค้าระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก และยังเป็นการยกระดับการให้บริการของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

“ในอนาคตการทำธุรกรรมการเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกจะลดการใช้เงินสดลง แต่จะนำรูปแบบการชำระสินค้าผ่านบัตร Co-op Member Card และชำระค่าสินค้าผ่านการหักบัญชีโดยรหัส QR Code เข้ามาใช้แทน นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงินให้กับสหกรณ์แล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงให้กับสหกรณ์ โดยไม่ต้องเก็บรักษาเงินสดไว้ที่สหกรณ์จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการทุจริต และช่วยลดภาระให้กับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่ง ในระยะแรก บัตร Co-op Member Card นี้ จะทำธุรกรรมได้ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกเท่านั้น แต่ในอนาคต ก็จะพัฒนาช่องทางเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มคุณสมบัติให้เป็นบัตร Visa เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์สามารถนำบัตรนี้ไปรูดซื้อของจากร้านค้าทั่วไปได้  ซึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์และธนาคารกรุงไทย จะมีการลงนามความร่วมมือในการดำเนินโครงการบัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op Member Card และการใช้รหัส QR Code ชำระค่าสินค้าสหกรณ์ ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สภาเกษตรกรฯสำรวจปัญหาเกษตรกรจัดทำแผนพัฒนาทุกตำบลทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300462

สภาเกษตรกรฯสำรวจปัญหาเกษตรกรจัดทำแผนพัฒนาทุกตำบลทั่วประเทศ

นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์

สภาเกษตรกรฯสำรวจปัญหาเกษตรกรจัดทำแผนพัฒนาทุกตำบลทั่วประเทศ

 

            นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาของเกษตรกร ว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายที่จะพัฒนาภาคเกษตรจากเกษตรกรผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นอุตสาหกรรม จึงเป็นแนวทางให้สภาฯได้จัดทำแผนพัฒนาตำบลในทุกตำบลโดยเริ่มต้นที่อำเภอละ 1 ตำบล เจตนาที่ลงไปทำแผนก็เพื่อต้องการที่จะค้นหาศักยภาพของตำบลนั้นๆ ของกลุ่มเกษตรกร, เกษตรกรรายบุคคลว่ามีศักยภาพด้านใดบ้าง การที่เราลงไปทำแผนตำบลจะได้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลที่เป็นความต้องการของเกษตรกรจริงในความต้องการที่อยากจะได้รับการพัฒนาในเรื่องอะไร ความต้องการที่อยากจะต่อยอดเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเรื่องใด โดยสภาเกษตรกรฯทำมาทุกปี ปีละ 888 อำเภอ 888 ตำบลในทุกปี

“ตอนนี้ขึ้นปีที่ 3 ซึ่งข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้น 2 ปีนี้ก็จะมีอยู่ประมาณ 2,000 ตำบล 2,000 กลุ่ม  ในจำนวนนี้แต่ละจังหวัดต้องสำรวจและจัดเก็บข้อมูลว่าเกษตรกร/หมู่บ้าน/องค์กรนี้เหมาะที่จะทำอะไร มีความสนใจเรื่องอะไร มีองค์ความรู้เดิมเรื่องอะไร เหล่านี้เป็นพื้นฐานข้อมูลที่สำคัญ เมื่อได้ข้อมูลมาสิ่งที่เราต้องดำเนินการต่อคือคลังข้อมูลหรือดาต้าแบงค์ ที่เป็นความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง สภาเกษตรกรฯจึงต้องจัดทำเรื่องนี้ระดับจังหวัดและระดับชาติด้วย เพื่อเวลาที่จะไปบูรณาการโครงการเพื่อเกษตรกรกับหน่วยงานต่างๆ หากมีคลังข้อมูลก็สามารถดำเนินการได้ทันท่วงทีและตรงกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มาในขณะนี้ความต้องการรับการพัฒนา 4 ภาคทั่วประเทศ รวม 636 หมู่บ้าน  547 องค์กร 32,292 ราย ต้องการพัฒนาด้านพืช สัตว์ ประมง อาหาร บรรจุภัณฑ์ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร แปรรูป เครื่องจักรกล เป็นต้น   สำหรับข้อมูลที่สภาเกษตรกรจังหวัดจัดเก็บเพื่อเตรียมทำแผนตำบล ณ วันที่ 16 ต.ค.2560 ภาคเหนือ 186 ตำบล ภาคกลาง 220 ตำบล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 317 ตำบล ภาคใต้ 157 ตำบล รวมทั้งสิ้น 880 ตำบล  โดยข้อมูลนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สภาเกษตรกรฯจะนำไปเชื่อมโยงในการพัฒนาเกษตรกรร่วมกับการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆด้วย เช่นที่ผ่านสภาเกษตรกรฯได้นำข้อมูลเข้าบูรณาการร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค และล่าสุดประสานข้อมูลกับกรมการพัฒนาชุมชนเพื่อดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

” โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เกษตรกรควรปรับตัว กระตือรือร้น พัฒนาตนเองไปสู่ผู้ประกอบการ สภาเกษตรกรฯจะเป็นกลไกในการเชื่อมโยง ประสานหน่วยงานต่างๆนำองค์ความรู้สู่เกษตรกรให้ตรงกับปัญหาและความต้องการพัฒนา ” นายเสน่ห์ กล่าวปิดท้าย