เร่งซ่อมแซมคันคลองชลประทานบ้านคุยโพธิ์ หลังโดนน้ำซัดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300352

เร่งซ่อมแซมคันคลองชลประทานบ้านคุยโพธิ์ หลังโดนน้ำซัดขาด

บ้านคุยโพธิ์

เร่งซ่อมแซมคันคลองชลประทานบ้านคุยโพธิ์ หลังโดนน้ำซัดขาด

        เมื่อเวลา 12.30 น. ของวันนี้(28 ต.ค. 60) ได้เกิดเหตุการณ์น้ำซึมลอดคลอง 3L-RMC บริเวณกม.13+895 ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย บ้านคุยโพธิ์ ต.บึงเนียม อ.เมือง จ.ขอนแก่น เนื่องจากต้องรับน้ำบางส่วนจากลำน้ำพองที่มีปริมาณมาก ทำให้คันคลองเกิดการทรุดตัวค่อยๆขาดจาก 5 เมตร เป็น 30 เมตร ในเวลา 18.00 น.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำจากลำน้ำพองไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบประมาณ 3,500 ไร่

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุกรมชลประทาน ได้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไข โดยการเสริมไม้ยูคาขวางคันคลองที่ขาด พร้อมกับวางถุงทราย(Big Bag)ขวางคันคลอง เพื่อป้องกันคันคลองไม่ให้ถูกน้ำกัดเซาะและทรุดตัวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้(28 ต.ค. 60) สำหรับการดำเนินการแก้ไขในระยะต่อไป จะใช้แผ่นเหล็ก Sheet-Pile กว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 5 เมตร ประมาณ 200 – 500 แผ่น พร้อมด้วยกล่องแกเบียน(Gabions)บรรจุหินขนาดใหญ่ จำนวน 300 ชุด เพื่อปิดช่องที่ขาด คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในวันพรุ่งนี้ (29 ต.ค.2560) ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ขนย้ายและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่ ประตูระบายน้ำ D8 จำนวน 19 เครื่อง เพื่อเร่งสูบน้ำที่เข้าท่วมขังอยู่ในพื้นที่ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้ประสานกับเทศบาลนครขอนแก่น ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่บ้านคุยโพธิ์ ต.บึงเนียม ต.เมืองเก่า ต.พระลับ อ.เมืองขอนแก่น รวมไปถึงพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วมบริเวณรอบนอกเขตเทศบาลนครขอนแก่น ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นเข้าท่วม ให้ขนย้ายสิ่งของและสัตว์เลี้ยงไว้บนที่สูงแล้ว จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

อธิบดีกรมชลลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300344

อธิบดีกรมชลลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา

อธิบดีกรมชลลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา

                วันนี้ ( 28 ตุลาคม 2560 ) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมมอบถุงยังชีพและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับแผนการรับน้ำเข้าทุ่งให้เหมาะสมในปีถัดไป

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วยว่า จากนี้ไประดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะทรงตัวและลดระดับลงตามลำดับตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาทุ่งรับน้ำแต่ละแห่งทำหน้าที่ในการหน่วงน้ำไม่ให้ไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้เกินกว่าแผนที่วางไว้ โดยทุ่งบางระกำในจังหวัดพิษณุโลกช่วยรับน้ำไว้จากแผนเดิม 400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้านลบ.ม) เป็น 550 ล้าน ลบ.ม และทุ่งรับน้ำ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 12 ทุ่งก็เช่นเดียวกันได้รับน้ำมากกว่าแผนที่กำหนด

ทั้งนี้เป็นเพราะปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในพื้นที่ รวมกับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมา ประกอบกับมีภาวะน้ำทะเลหนุน เป็นผลทำให้มีน้ำไหลเข้าทุ่งเพิ่มขึ้นซึ่งกรมชลประทานได้ประสานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบแล้วอย่างเช่นในพื้นที่ทุ่งผักไห่และทุ่งป่าโมกข์ช่วยรับน้ำไว้ได้ประมาณ 300 ล้าน ลบ.ม มากกว่าแผนถึง 100 ล้าน ลบ.ม เป็นผลทำให้มีน้ำท่วมพื้นที่ข้างเคียงเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีสั่งการผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

กรมชลประทานได้ประสานกับส่วนราชการสรุปแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการใช้ทุ่งเป็นแหล่งรับน้ำในปีต่อไป สำหรับการนำน้ำที่อยู่ในพื้นที่ตอนบนเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท รวมทั้งปริมาณน้ำที่เปิดรับเข้าเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งรับน้ำต่างๆ   โดยการทยอยลำเลียงน้ำออกตามรอบเวรและความเหมาะสมโดยคำนึงถึงพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และจะทยอยนำน้ำออกจากทุ่งบางระกำในวันที่ 1 พ.ย นี้ และนับจากนี้อีก 1 สัปดาห์ก็ค่อยๆจัดการน้ำออกจากทุ่ง 12 ทุ่งให้เหลือประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับเตรียมแปลงด้วยและจะต้องดูแลจัดสรรน้ำให้เกษตรกรกลุ่มนี้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลด้วย

“ขอยืนยันว่าจะควบคุมปริมาณน้ำจากพื้นที่ซึ่งเป็นทุ่งรับน้ำและพื้นที่ตอนบนออกลงสู่ลำน้ำและออกสู่ทะเลให้สอดคล้องเหมาะสมกับปริมาณน้ำในแม่น้ำ จังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล และจะไม่มีการปล่อยน้ำรวดเดียวตามที่เป็นข่าวในโลกโซเชียลอย่างแน่นอน ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องน้ำและสภาพอากาศจากหน่วยงานของรัฐเท่านั้น และจากนี้ไประดับน้ำในพื้นที่ต่างๆก็จะมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและจะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ต่อจากนี้ฝนจะเริ่มลงสู่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งกรมชลประทานได้สั่งการให้ติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในที่สุด

อธิบดีกรมชลย้ำไม่ระบายน้ำเหนือผ่านกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300320

อธิบดีกรมชลย้ำไม่ระบายน้ำเหนือผ่านกทม.

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์

อธิบดีกรมชลย้ำไม่ระบายน้ำเหนือผ่านกทม.

       วันที่ 28 ต.ค. ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำในพื้นที่ตอนบนเริ่มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำในแม่เจ้าพระยาบริเวณสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงเหลือ 2,979 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ.ม./วินาที)   แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ยังคงปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ.ม./วินาที มาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 60 จนถึงปัจจุบัน (27 ต.ค. 60) ยังคงระบายน้ำในอัตราเท่าเดิม โดยได้แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบางส่วน เข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวมประมาณ 769 ลบ.ม./วินาที ไม่มีแผนที่จะเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด

ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้ไหลมาถึงบริเวณจังหวัดปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานครแล้ว โดยไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตามที่เป็นข่าวลือในโลกโซเซียลมีเดีย ทั้งนี้ พื้นที่น้ำท่วมด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อำเภออินทร์บุรี อำเภอพรหมบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภอบางบาล อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 14 จุด เท่านั้น อีกทั้ง ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C.29A อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันมีอัตราการไหลเฉลี่ย 2,826 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าความจุของลำน้ำมาก(บริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรับน้ำได้สูงสุด 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ปริมาณน้ำดังกล่าว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแต่อย่างใด

         สำหรับกรณีของคลองรังสิต นั้น เนื่องจากต้องแบ่งเบาปริมาณน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ที่จะระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านเขื่อนพระรามหก ด้วยการเพิ่มการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์มากขึ้น ส่งผลให้น้ำในคลองต่างๆ รวมถึงคลองรังสิต      มีระดับน้ำสูงขึ้น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้  เนื่องจากในคลองเหล่านี้ จะมีอาคารบังคับน้ำ สถานีสูบน้ำที่จะควบคุมปริมาณน้ำ โดยไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วม สามารถแจ้งข้อมูลหรือติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานชลประทานที่ 11 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ หมายเลขโทร. 02 5312913

“ฉัตรชัย”ถกแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300318

“ฉัตรชัย”ถกแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

กรมชลประทาน, ฉัตรชัย

“ฉัตรชัย”เรียกประชุมร่วมกรมชลประทานและนักวิชาการถกแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

           เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2560 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมสถานการณ์น้ำและแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมีนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีฝ่ายบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวง ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

ปัจจุบันปริมาณน้ำในแม่เจ้าพระยา บริเวณสถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ลดลงเหลือ 2,979 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมชลประทานจะยังคงปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ระบายมาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. 60) โดยได้แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบางส่วนเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวมประมาณ 769 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการทบทวนแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งมีทั้งหมด 9 แผนงาน สำหรับแผนงานที่ได้มีการพิจาณาในรายละเอียดร่วมกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ใน 4 แผนงาน คือ 1. คลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำได้ถึง 13 กิโลเมตร จากเดิมที่ต้องไปผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาที่แคบ และคดเคี้ยวถึง 35 กิโลเมตรแล้วยังเป็นจุดที่มีผลกระทบต่อชุมชนรวมถึงโบราณสถาน น้อยที่สุด โดยคลองผันน้ำจะระบายน้ำ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 2. คลองระบายน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก (ชัยนาท – ป่าสัก – อ่าวไทย)               ซึ่งโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงชัยนาท – ป่าสัก เป็นการปรับปรุงคลองเดิมให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำเพิ่มขึ้นจาก 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และช่วงที่ 2 ป่าสัก – อ่าวไทย เป็นคลองขุดใหม่ เพื่อรับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักระบายออกสู่ทะเล ได้สูงสุด 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะเป็นการช่วยตัดยอดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยาระบายออกสู่อ่าวไทยอีกทางหนึ่ง 3. การสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 ซึ่งจะรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกสู่ทะเลได้สูงสุดได้ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที                   ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล – บางไทร อย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนแนวทางที่ 2 และ 3 นั้นที่ประชุมมีมติให้กรมชลประทานไปศึกษาทบทวนเปรียบเทียบแนวทางที่ 2 และ แนวทางที่ 3 ว่าแนวทางใดมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำดีกว่า และคุ้มค่ากับการลงทุนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการตัดสินใจหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด

ส่วนแนวทางที่ 4. เป็นแผนงานปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการหาแนวทางในการเพิ่มปริมาณการระบายน้ำบริเวณช่วงคอขวด (ใต้คลองมหาสวัสดิ์ – คลองภาษีเจริญ – คลองมหาชัย) ให้สามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้เพิ่มจาก 52 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ/ระบายน้ำของแก้มลิงคลองมหาชัย – คลองสนามชัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เกษตรฯ จัดใหญ่โชว์สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่ตลาดนัดคลองผดุงฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300255

เกษตรฯ จัดใหญ่โชว์สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่ตลาดนัดคลองผดุงฯ

กเกษตรณ, เกษตรฯ

เกษตรฯ จัดใหญ่โชว์สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่ตลาดนัดคลองผดุงฯ

               นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี              พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้ส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินการจัดงานตลาดนัดสินค้าชุมชน บริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล ริมคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิต ประกอบกับรัฐบาลได้มีนโยบายมุ่งเน้นให้เกิดการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมในเชิงสร้างสรรค์ โดยผลักดันให้ภาคการเกษตรมีการพัฒนาที่เร็วขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ มีมาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ประสานความร่วมมือเป็นเจ้าภาพการจัดงาน “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6 – 26 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้าเกษตรคุณภาพ Quality Agriculture Products ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าเกษตรที่มีการคัดสรรมาอย่างพิเศษ เพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้มาตรฐาน

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิดหลักแบ่งเป็น 3 สัปดาห์ คือ สัปดาห์แรก “เกษตรตามรอยเท้าพ่อ” เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สัปดาห์ที่ 2 “จากรากหญ้าสู่เกษตรดิจิทัล” การเชื่อมโยงการส่งเสริมและพัฒนาภาคการเกษตร และสัปดาห์สุดท้าย “เกษตรรุ่นใหม่ ไทยแลนด์ 4.0″การเชื่อมโยงงานพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer,Young Smart Farmer โดยภายในงานจะนำสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ที่สามารถซื้อขายผ่านระบบ Internet Bangking, QR CODE และช่องทาง Online โดยจะแบ่งโซนต่างๆ ดังนี้ (1) โซน Young Smart Farmer และแปลงใหญ่ (2) โซน GAP Organic Thailand (3) โซน Q Food Court (4) โซนผักผลไม้GAP Organic (5) โซนผู้ประกอบการ 4.0 (6) โซน Show Case (7) โซน Innovation (8) โซนแปลงใหญ่Young Smart Farmer และเครือข่าย (9) โซนหม่อนไหม แปลงใหญ่ และ (10) โซนข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว พร้อมทั้งมีกิจกรรมร่วมสนุกอีกมากมาย

“นับเป็นโอกาสดีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายในการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม      อีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 และพร้อมจะนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี ทั้งผัก ผลไม้ เทคโนโลยีทางการเกษตร รวมถึงสินค้าแปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนต่าง ๆ  และเกษตรแปลงใหญ่ มานำเสนอตลอดระยะเวลาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ภายใต้ชื่อ “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม : ตลาดเกษตรเกรดพรีเมี่ยม” ระหว่างวันที่ 6 – 26 พฤศจิกายน 2560 ณ บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษม จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วม ชม ชิม ช็อป สินค้าเกษตรคุณภาพดีของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสินค้าเกษตร สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” นางสาวดุจเดือน กล่าว

กรมชลยันน้ำในทุ่ง 1,300 ล้านลบ.ม.ระบายลงเจ้าพระยา-ท่าจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300076

กรมชลยันน้ำในทุ่ง 1,300 ล้านลบ.ม.ระบายลงเจ้าพระยา-ท่าจีน

กรมชลประทาน, ล้าน

กรมชลแจงน้ำในทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำกว่า 1,300 ล้าน ลบ.ม.เตรียมระบายลงเจ้าพระยา-ท่าจีน หลังทำทะเลลด

 

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงว่า ปริมาณน้ำที่กรมชลประทาน ได้นำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ทั้งฝั้งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นปริมาณน้ำที่ได้แบ่งรับมาจากบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุเกือบทุกทุ่งแล้ว คงเหลือทุ่งโพธิ์พระยา ที่ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 25 ล้าน ลบ.ม. และทุ่งเจ้าเจ็ดบางยี่หน ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 127 ล้าน ลบ.ม. ส่วนทุ่งพระยาบรรลือและทุ่งรังสิตใต้ เป็นทุ่งที่ใช้เป็นทางผ่านลำเลียงน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้ระบายออกสู่ทะเล เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเมือง ไม่สามารถเอาน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ได้

       ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบัน(25 ต.ค. 60) มีการนำน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในทุ่งรวมกันแล้วประมาณ 1,361.50 ล้าน ลบ.ม.  ซึ่งปริมาณน้ำทั้งหมดยังเก็บกักไว้ในทุ่งทั้ง 12 ทุ่ง ยังไม่มีการระบายน้ำออกจากทุ่งลงมาสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

              ส่วนการนำน้ำออกจากทุ่งต่างๆ กรมชลประทานมีแผนที่จะดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2560 โดยจะเริ่มตั้งแต่พื้นที่ลุ่มต่ำตอนบน ทุ่งบางระกำไล่ลงมาจนถึงพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง 12 ทุ่ง      ซึ่งเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองต่างๆลดต่ำลงกว่าระดับน้ำในทุ่ง การระบายน้ำออกจากทุ่งจะทำได้สะดวกขึ้น แต่หากทุ่งไหนมีปัญหาการระบายออกยาก จะทำการสูบระบายออกด้วยเครื่องสูบน้ำ พร้อมกับคงปริมาณน้ำไว้ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรได้เตรียมแปลงทำนารอบที่ 2(นาปรัง)ต่อไป

           อย่างไรก็ตามอธิบดีกรมชลประทานยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่อยู่ในทุ่ง จะระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน เป็นหลักหลังจากได้ระบายน้ำในแม่น้ำทั้งสองที่รับมาจากพื้นที่ตอนบน ลงทะเลจนระดับต่ำกว่าตลิ่งแล้ว จึงเริ่มระบายหรือสูบน้ำลงในแม่น้ำผ่านระบบชลประทาน โดยจะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ที่น้ำไหลผ่าน ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบางแห่งที่อาจจะมีน้ำเอ่อล้นบ้าง ซึ่งได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่วางแนวทางในการช่วยเหลือประชาชนที่อาจจะได้รับผลกระทบ พร้อมกับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากประชาชนมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460 ตลอด 24 ชั่วโมง

“กฤษณพงศ์”เรียกประชุมกก.มูลนิธิมก.มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300072

“กฤษณพงศ์”เรียกประชุมกก.มูลนิธิมก.มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม

มูลนิธิมก, กฤษณพงศ์

“กฤษณพงศ์”เรียกประชุมกก.มูลนิธิมก.มุ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคม

             วันที่ 25 ต.ค. ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการและเลขาธิการ ในการประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2560 ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
สำหรับความเป็นของมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2524 ด้วยเจตนารมณ์ที่จะเสริมสร้างและสนับสนุนกิจกรรมอันเป็นสาธารณกุศล และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องตามแนวทางปรัชญาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยมีอดีตนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการการจัดตั้ง ร่วมกับอดีตอธิการบดี ศาสตราจารย์พิเศษอินทรี จันทรสถิตย์ เป็นรองประธานกรรมการ และอดีตอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ เป็นกรรมการและเลขาธิการ ด้วยเงินก่อตั้งมูลนิธิฯ 880,000.- บาท
ปัจจุบันมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นองค์กรสาธารณกุศล ลำดับที่ 46 ที่ได้รับ การยกเว้นภาษีจากสรรพากร กระทรวงการคลัง ผู้บริจาคขอหักลดหย่อนภาษีประจำปีได้ มูลนิธิฯ มีเงินสดและทรัพย์สิน รวม 110,667,565.- บาท มีทาวเฮาส์ 2 ชั้น 5 หลัง เนื้อที่รวม 90 ตารางวา ย่านวังหิน เสนานิคม โดยมอบให้สำนักทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดูแล และบริหารจัดการ โดยมอบเงินให้มูลนิธิฯ ปีละ 100,000.- บาท

กรมชลฯ ไขความกังวลถานการณ์น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/300071

กรมชลฯ ไขความกังวลถานการณ์น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54

กรมชลปนะทาน, กรมชลฯ

กรมชลฯ ไขความกังวลถานการณ์น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันและปี 54

 

         วันนี้ (25 ตุลาคม 2560) ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงตามที่มีกระแสความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียจำนวนมากแสดงความคิดเห็นในเชิงวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำในขณะนี้  โดยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดสถานการณ์น้ำท่วมเหมือนเมื่อปี 2554 นั้น กรมชลประทานขอเรียนว่า ในช่วงฤดูฝนปี 2560 ประเทศไทยได้รับอิทธิพล จากพายุโซนร้อน ตาลัส เซินกา  พายุไต้ฝุ่นทกซูรี และพายุดีเปรสชั่น ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม 1,771  มิลลิเมตร ( ณ วันที่ 24 ต.ค. 60) เมื่อเปรียบกับ ณ เวลาเดียวกัน ในปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนรวมสะสม ที่ 1,798 มิลลิเมตร  นับว่ามีปริมาณใกล้เคียงกัน  แต่รัฐบาลได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ล่วงหน้าแล้ว ในช่วงก่อนน้ำมา และระหว่างน้ำมา ทำให้ผลกระทบและความเสียหายที่เกิดกับประชาชนไม่ขยายเป็นวงกว้าง

โดยกรมชลประทานร่วมกับหนว่ยงานที่เกี่ยวข้องได้การดำเนินการก่อนน้ำมา  อาทิ พัฒนาเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำ / แก้มลิง ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งประเทศ จำนวน 5,016 โครงการ  สามารถรับน้ำได้ 1,579 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนคาดการณ์ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง และขนาดกลาง 248 แห่ง  การวางแผนการระบายน้ำฤดูฝน การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกพืช ทุ่งบางระกำ  ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จ.นครสวรรค์ เตรียมให้เป็นทุ่งรับน้ำหลาก 13 ทุ่ง รับน้ำได้กว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

การกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำในทุ่งเจ้าพระยา 0.865 ล้านตัน มีการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกล

สำหรับการดำเนินการระหว่างน้ำมา ได้มีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก มีการใช้อ่างเก็บน้ำในการหน่วงน้ำ (เขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์) มีการยกระดับน้ำเหนือเขื่อนทดน้ำเพื่อหน่วงน้ำ (เขื่อนนเรศวรและเขื่อนเจ้าพระยา) มีการจัดจราจรน้ำ ลุ่มน้ำยม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำชี

การตัดยอดน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง (ที่ปรับปฏิทินส่งน้ำ ทำให้พื้นที่เกษตรเก็บเกี่ยวหมดแล้ว) นอกจกานี้ยังการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 607 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 73เครื่อง และเรือผลักดันน้ำ 64ลำ และบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วมปี 2560 นี้กับ ปี 2554 ตามที่หลายฝ่ายมีความกังวลนั้นจะมีความแตกต่างกัน โดยจากข้อมูลทางด้านสถิติของปริมาณน้ำที่ไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงวันและเวลาเดียวกัน  พบว่า ปริมาณที่ไหลที่ผ่านแต่ละสถานีวัดน้ำของปี 2560 น้อยกว่า ปี 2554

กล่าวคือ ปัจจุบัน (25 ตุลาคม 2560)ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านสถานี c.2 จังหวัดนครสวรรค์ 3,019 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 1,019 ลบ.ม./วินาที (4,038 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554), ปริมาณน้ำไหลเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 2,697 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 729 ลบ.ม./วินาที (3,426 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554) และปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีC.29A จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2,702 ลบ.ม./วินาที น้อยกว่าปี 2554 จำนวน 801 ลบ.ม./วินาที (3,503 ลบ.ม./วินาที ในปี 2554)

สำหรับการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำนั้น กรมชลประทาน ได้มีหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด และกระทรวงมหาดไทย  อย่างรวดเร็วมาโดยตลอด ภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลจากคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ จำนวน 10 หน่วยงาน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสถานการณ์น้ำและเตรียมความพร้อมสำหรับแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ตลอดจนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ชลประทานทุกพื้นที่ร่วมประชุม วางแผน บูรณาการร่วมกับทางจังหวัดและประสานลงพื้นที่ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงกับประชาชนที่เป็นจุดเสี่ยงและเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

“บิ๊กฉัตร” สั่งชป.เตรียมรับมือปริมาณฝนภาคใต้ส่อแววอ่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299987

“บิ๊กฉัตร” สั่งชป.เตรียมรับมือปริมาณฝนภาคใต้ส่อแววอ่วม

กรมชลประทาน, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร” สั่งชป.เตรียมการล่วงหน้าหลังอุตุคาดการณ์ปริมาณฝนภาคใต้ส่อแววอ่วม

            วันที่ 24 ต.ค. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือเฉพาะกิจเพื่อติดตามสภาพอากาศ และสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย ณ ห้องประชุมธารทิพย์ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน ว่า  จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ได้คาดการณ์แนวโน้มปริมาณฝนในภาพรวม ขณะนี้มีแนวโน้มเริ่มลดน้อยลงทั้งตอนเหนือและอีสาน ก็น่าจะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาจากในช่วง วันที่ผ่านมาฝนตกมากเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เป็นผลให้ต้องปรับการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาจากระบายน้ำ 2,600 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,700 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่23 ต.ค. 60  ส่งผลให้ขณะนี้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ.ม./วินาที ซึ่งหลังจากนี้จะคงปริมาณน้ำให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องไปอีก 1สัปดาห์ พร้อมกับบริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อน โดยการแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมกันประมาณ 768 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมกับรับน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 1,347 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบาย  อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาจะส่งผลกระทบพื้นที่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาสูงขึ้นประมาณ 2025 ซม. ในช่วงระยะสั้นๆ หลังจากนั้นจะคงการระบายและลดการระบายให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

           ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบการบริหารจัดการน้ำในปี 2554 และ ปี 2560  จากปริมาณฝนเฉลี่ยมีความใกล้เคียงกันโดยปี 2554 ปริมาณฝน 1,771 มม. ขณะที่ปี 2560 ปริมาณฝน 1,740 มม.  พบว่าสามารถลดผลกระทบจากน้ำท่วมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยวัดได้จากทั้งจำนวนพื้นที่และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการบริหารจัดการล่วงหน้า อาทิ การจัดทำแก้มลิง การเตรียมทุ่งรับน้ำ การจัดจราจรน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และ การส่งเครื่องสูบน้ำ/ผลักดันน้ำลงพื้นที่อย่างทันเวลา/ครอบคลุม ทำให้ปี 2560 มีผลกระทบน้อยกว่าปี 2554 เช่น ลดปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เปรียบเทียบ ณ วันที่ 23 ต.ค. ระดับแม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ปี 2554 มีน้ำ 4,200 ลบ.ม./วินาที  ปี 2560 มีน้ำ 3,054 ลบ.ม./วินาที ที่เขื่อนเจ้าพระยาปี 2554 มีน้ำ 3,506 ลบ.ม./วินาที ปี 2560 มีน้ำ 2,598 ลบ.ม./วินาที ที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ปี 2554 มีน้ำ 3,693 ลบ.ม./วินาที ปี 2560 มีน้ำ 2,696 ลบ.ม./วินาที

          ขณะที่พื้นที่น้ำท่วม ปี 2554 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 67 จังหวัด ปี 2560 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 36 จังหวัด พื้นที่เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม ต่างๆ ที่น้ำท่วม ปี 2554 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 15 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และ นครปฐม ปี 2560 มีพื้นที่น้ำท่วม รวม 1 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร พื้นที่การเกษตรที่เสียหายปี 2554 เกษตรกร 1.16 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 11.16 ล้านไร่ ปี 2560 เกษตรกร 0.16 ล้านครัวเรือน พื้นที่ 1.37 ล้านไร่ ระยะเวลาที่น้ำท่วม เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ปี 2554 ระยะเวลาเฉลี่ย 6 เดือน (ก.ค. – ธ.ค. 54) ปี 2560 ระยะเวลาเฉลี่ย 2 เดือน (ต.ค. – พ.ย. 60)

          “ข้อมูลข้างต้นเป็นที่ชัดเจนว่าที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ วางแผนการบริหารจัดการน้ำตลอด 23  ปีที่ผ่านมา ช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบน้ำท่วมได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่เลื่อนระยะเวลาเพาะปลูกให้เร็วขึ้น เช่น ทุ่งบางระกำ และอีก 12 ทุ่งใต้เขื่อนเจ้าพระยา สามารถรองรับน้ำจากพื้นที่ตอนบนไม่ให้ไหลลงสู่ด้านล่างได้ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการดูแลเกษตรกรพื้นที่รับน้ำดังกล่าวให้ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทั้งประชาชนและเกษตรกรให้ครอบคลุม และมีรายได้เช่น การจ้างงาน โครงการเงินกู้ฉุกเฉิน สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ เพื่อชดเชยรายได้ การลดภาระดอกเบี้ย และการเร่งสำรวจควาเสียหายตามาระเบียบกระทรวงการคลัง เป็นต้น” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

          นอกจากนี้ ยังได้สั่งการกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ สร้างการรับรู้ทั้งในและนอกเขตชลประทาน เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ปริมาณฝนทางภาคใต้มีแนวโน้มสูง จึงขอให้กรมชลฯ ประสานจังหวัดและท้องถิ่น ช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการสำรวจอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก หรืออ่างเก็บน้ำที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะล้นหรือแตกได้ รวมถึงสำรวจเส้นทางน้ำและสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพไว้ในพื้นที่ล่วงหน้าในการลดผลกระทบให้ได้โดยเร็วที่สุด

ซีพีเอฟ.ผนึกเครือข่ายเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 5 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299971

ซีพีเอฟ.ผนึกเครือข่ายเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 5 จว.

ซีพีเอฟ.ผนึกเครือข่ายเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 5 จว.

               นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามโรดแมป 3 เสาหลัก ของบริษัท คือ อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดิน น้ำ ป่า คงอยู่ ซึ่งบริษัท ฯได้ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน) และเครือข่ายภาคประชาสังคม วางยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ภายใต้โครงการ” ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” กำหนดแผนยุทธศาสตร์  5 ปี (ตั้งแต่ปี 2557-2561) ซี่ง ในปีนี้ ถือว่าได้ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายครบ 5 จังหวัด คือ จังหวัดชุมพร ระยอง สมุทรสาคร พังงา และสงขลา กำหนดเป้าหมายปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 จังหวัด จำนวนรวมกว่า 2,245 ไร่ ภายในปี 2561
               “ที่ผ่านมา ซีพีเอฟร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” ซึ่งผลที่ได้รับจากโครงการฯถือว่าเป็นการสร้างต้นแบบที่ดีและเครือข่ายที่เข้มแข็งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมพัฒนาไปสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ป่าชายเลนในพื้นที่ ตลอดจนสามารถรายงานผลการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ประเทศ” นายวุฒิชัยกล่าว   
                 นายวิชัย มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 5 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ป่าชายเลนมีความสำคัญมากต่อชุมชนในพื้นที่ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำแล้ว ยังเป็นแหล่งสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนอีกด้วย  การที่ภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ ผนึกพลังร่วมกับชุมชน และภาคีเครือข่าย เช่น กองทัพเรือ ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทะเลอ่าวไทย ช่วยให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น 
                 “ภาคเอกชนมีศักยภาพอย่างมากในการช่วยฟื้นฟูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขอบคุณซีพีเอฟที่เข้ามาช่วย และให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะลำพังภาครัฐทำเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่ได้ผลสมบูรณ์และยั่งยืน แต่หากภาคเอกชนและชุมชนเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ก็จะทำให้ผลสำเร็จเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” นายวิชัยกล่าว