กรมชลฯประสานกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำสู่ทะเลเร็วที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299970

กรมชลฯประสานกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำสู่ทะเลเร็วที่สุด

กรมชลประทาน

กรมชลฯประสานกองทัพเรือ นำเรือผลักดันน้ำติดตั้งในคลองลัดโพธิ์ระบายน้ำสู่ทะเลเร็วที่สุด

           วันที่ 24 ต.ค. ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังจากที่กรมชลประทาน ได้ทยอยเพิ่มปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,600 เป็น 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ลบ../วินาที) ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้(23 .. 60) มาจนถึงเช้าวันนี้(24 .. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ../วินาที ซึ่งหลังจากนี้จะคงปริมาณน้ำให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,700 ลบ../วินาที ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์ พร้อมกับบริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อน โดยการแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา รวมกันประมาณ 768 ลบ..ต่อวินาที พร้อมกับรับน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12ทุ่ง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 1,347 ล้าน ลบ.. ในขณะที่เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบาย

          อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า จากการติดตามระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าบริเวณจ.ชัยนาท มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น 22 เซนติเมตร บริเวณ จ.สิงห์บุรีไปจนถึงจ.อ่างทอง เพิ่มขึ้น 7เซนติเมตร ส่วนบริเวณบ้านป้อม บ้านบางหลวงโดด และอ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำทรงตัว โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านบริเวณอ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในอัตรา 2,882 ลบ../วินาที(ปริมาณน้ำสูงสุดที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรับได้ 3,500 ลบ../วินาที) ในขณะที่ในช่วงวันที่ 23 – 27 .. 60 ยังคงได้รับอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง

          กรมชลประทาน จึงได้เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด โดยได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำ 7ลำ และเรือหลวงมารวิชัย 1 ลำ จากกองทัพเรือ นำมาติดตั้งในบริเวณคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯในช่วงที่น้ำลง ให้ออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือมาแล้ว 55 ลำ ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.สมุทรสาคร พร้อมกับเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทานอีก 53 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.นครปฐม เพื่อเร่งระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลได้ เร็วขึ้น นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 12 เครื่อง ในบริเวณไซฟ่อนพระธรรมราชา ไซฟ่อนพระอินทราชา คลองเปรมประชากร ประตูระบายน้ำคอกกระบือ ประตูระบายน้ำบางน้ำจืด และบริเวณท้ายท่อระบายน้ำ บึงฝรั่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้นเช่นกัน หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มในพื้นที่ตอนบน สถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมและทยอยเข้าสู่สภาวะปกติภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

             สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(24 .. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 58,953 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 83 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 35,427 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 75 สามารถรองรับน้ำได้อีก12,427 ล้าน ลบ.. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 20,292ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,596ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 75 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 4,617 ล้าน ลบ..เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้

สศก.หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำปากพนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299904

สศก.หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำปากพนัง

สศก

สศก.หนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในลุ่มน้ำปากพนัง

                  นายธรณิศร กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลตัวชี้วัดความผาสุกของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และข้อมูลพื้นฐานโครงการว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 13อำเภอ 77 ตำบล 665 หมู่บ้าน 179,476 ครัวเรือน ประชากร 531,524คน  ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดความเสื่อมโทรม ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเกิดปัญหาระบบนิเวศเสียสมดุล ราษฎรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม และโยกย้ายถิ่นฐานออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่

ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงมีพระราชดำริอย่างต่อเนื่องถึง 13 ครั้ง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการดำเนิน “โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2.2753 ล้านไร่ ขึ้นในปี 2535 และแล้วเสร็จในปี  2547  โดยยึดแนวพระราชดำริ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีสองแผนงานหลัก คือ

แผนบริหารจัดการและฟื้นฟูนิเวศลุ่มน้ำปากพนัง และแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้                  โดยโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีเป้าหมายให้ราษฎรในพื้นที่อยู่ดีกินดี มีความสุข ตามพระราชประสงค์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมบูรณาการ สนองพระราชดำริครอบคลุมทุกด้านมาอย่างต่อเนื่อง ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาโดยลำดับ ระบบนิเวศต่างๆ ปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่โดยมีนิเวศแหล่งน้ำเป็นหัวใจหลัก ราษฎรที่อพยพโยกย้ายถิ่นฐานออกไปหาเลี้ยงชีพนอกพื้นที่กลับสู่ถิ่นฐานมาประกอบอาชีพในพื้นที่ มีความอยู่ดีกินดีขึ้นโดยลำดับจากการพัฒนาพื้นที่ในโครงการ

สำหรับแผนการพัฒนาล่าสุด คือ แผนแม่บทโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ. 2560-2564 มีวิสัยทัศน์ คือ “พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมสมดุล ประชาชนมีความผาสุก ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตัวชี้วัดหลัก คือ ความผาสุกของเกษตรกรในพื้นที่ฯ

ในการนี้ สศท. 8 ได้จัดทำผลตัวชี้วัดด้านความผาสุกของเกษตรกรฯ ยึดตามวิธีการจัดทำดัชนีความผาสุกของประเทศ พร้อมทั้งเสนอแนวทางพัฒนาการเกษตรและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ  โดยผลการศึกษาดัชนีความผาสุกของเกษตรกรวัดจากการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สุขอนามัย การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าในปี 2560 เกษตรกรในพื้นที่ฯ มีความผาสุกในระดับ 83.38 จัดอยู่ในระดับการพัฒนาดี  แต่การพัฒนายังคงไม่สมดุล โดยการพัฒนาด้านสังคม และด้านสุขอนามัย อยู่ในระดับดีมาก ด้านการศึกษา และด้านเศรษฐกิจ อยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตาม ทางด้านสิ่งแวดล้อม (สัดส่วนพื้นที่ป่าไม้ต่อพื้นที่ทั้งหมดของโครงการฯ) ยังอยู่ในระดับต้องปรับแก้ไข โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการการขยายพื้นที่เพื่อปลูกปาล์ม และยางพารา

ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน ควรสนับสนุนการฟื้นฟูและปลูกป่าเพิ่ม เพื่อสร้างความสมดุลในระบบนิเวศให้มากขึ้น และการจัดที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ รวมทั้ง การส่งเสริมการดำเนินการพัฒนาปรับปรุง ฟื้นฟูทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการลดลงของคนรุ่นใหม่ ที่จะสืบทอดอาชีพเกษตรของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ จึงต้องส่งเสริม สร้างแนวทาง และสร้างความภูมิใจในอาชีพการเกษตรให้มากขึ้น  โดยการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนหรือเกษตรกรรุ่นใหม่และแรงงานที่มีคุณภาพ เข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม เพิ่มมาตรการจูงใจให้ยุวเกษตรกร สานต่ออาชีพเกษตรกรรมต่อไป

อธิบดีอุทยานฯปัดจัดฉากล่า‘พะยูน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299891

อธิบดีอุทยานฯปัดจัดฉากล่า‘พะยูน’

กรมอุทยาน, พะยูน

อธิบดีอุทยานฯปัดจัดฉากล่า‘พะยูน’

                   จากกรณีชาวบ้านพบซากพะยูน ที่บริเวณปากคลองโต๊ะ ด้านทิศตะวันออก พื้นที่ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง จึงประสานให้เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เดินทางตรวจสอบพบซากพะยูนตัวหนึ่งถูกเชือกผูกติดกับครีบหน้า แล้วนำไปโยงกับรากต้นโกงกาง ในสภาพที่เปื่อยยุ่ย เหลือเพียงลำไส้กับหนังเพียงเล็กน้อย จึงไม่สามารถระบุเพศ อายุ น้ำหนัก ความยาว หรือรายละเอียดต่างๆได้นั้น

                   ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เผยว่า ได้รับแจ้งเรื่องจากหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเกาะลิบง จ.ตรังแล้ว รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก อีกแง่หนึ่งก็คือเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีการล่าพะยูนกันอยู่ แต่ที่ทางกรมอุทยานฯออกมาพูดก่อนหน้านี้พูดในภาพรวมว่าสัตว์ชนิดนี้มีปริมาณลดลง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีพะยูนมากที่สุดในขณะนี้ คือ จ.ตรัง และกรมอุทยานฯเอง ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรงจะต้องมาพูดคุยวางแผนงานการอนุรักษ์ดูแลให้เข้มข้นมากกว่านี้

                 “ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ตนหรืออาจจะเป็นนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานฯ จะเดินทางไปยัง จ.ตรัง เพื่อร่วมหารือกันเรื่องนี้ และจะเชิญชาวบ้านในพื้นที่และเครือข่ายนักอนุรักษ์ร่วมประชุมด้วย”

                  เมื่อถามเรื่องที่นักอนุรักษ์ และชาวบ้านในพื้นที่เกาะลิบงออกมาบอกว่า เรื่องนี้เป็นการจัดฉากของกรมอุทยานฯ ที่ทำให้เห็นว่า มีการล่าพะยูนจริง นายธัญญา กล่าวว่า คิดแบบนั้นถือว่าแย่มาก ๆ กรมอุทยานฯจะไปทำอย่างนั้นทำไม ในเมื่อหน้าที่คือการทำงานอนุรักษ์ อย่าโทษกันไปมา ซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น คนที่จะได้รับคือทาง จ.ตรัง และชาวบ้านในพื้นที่เกาะลิบงเอง ชาวบ้านจะมีอาชีพ จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นำนักท่องเที่ยวไปชมพะยูน ถามว่ากรมอุทยานฯจะได้อะไรจากการจัดฉากล่าพะยูน

                “ผมไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าจะมีใครคิดแบบนี้ ใครคิดใครพูดแบบนี้ ก็ไม่ต้องมาคุยกับกรมอุทยานฯเลย ตอนได้รับรายงานเรื่องนี้ ผมยังสั่งการหัวหน้าเขตห้ามล่าลิบงเลยว่า ให้หัวหน้าเขตห้ามล่าไปคุยกับชาวบ้านและกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ดี อย่าให้กรมอุทยานฯต้องกลายเป็นเหยื่อการเมืองในพื้นที่ กรมอุทยานทำงานอนุรักษ์และดูแลไม่ให้ใครทำผิดกฎหมายเรื่องสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เท่านั้น” นายธัญญา กล่าว

กรมชลฯ วางแผนระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้สอดรับน้ำเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299880

กรมชลฯ วางแผนระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้สอดรับน้ำเหนือ

กรมชลฯ วางแผนระบายน้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างให้สอดรับน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน

           บ่ายวันนี้ (23 ตุลาคม 2560) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน ดร.พินิจ บุญเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี  และนายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 พร้อมด้วยผู้แทนจากฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำท่วมขัง พร้อมมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบน้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ลานปูน หมู่ที่ 7 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทานและคณะ ได้ลงเรือเพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในเขตพื้นที่ตำบลเชียงรากใหญ่ เพื่อสร้างความรับรู้และเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชนถึงสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่นอกคันกันน้ำอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งหากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงขึ้นก็จะทำให้น้ำไหลเอ่อท่วมพื้นที่ดังกล่าวทั้งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี ทั้งจากปริมาณน้ำทางตอนเหนือที่ไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำฝนที่ตกในพื้นที่

และในช่วงวันที่ 22-25 ตุลาคม 2560 ซึ่งจะเกิดน้ำทะเลหนุนสูงใน 2 ช่วงเวลา คือ 11.00 น. และ 21.00 น. ก็จะมีผลทำให้ระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก 20-30 เซนติเมตร และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณนอกคันกั้นน้ำ แต่จะไม่กระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในของจังหวัดปทุมธานีแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้ประสานงานกับส่วนราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อเฝ้าระวัง เสริมแนวคันกั้นน้ำให้มั่นคงแข็งแรง พร้อมแจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้รับทราบ คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติมจะสามารถทยอยระบายน้ำออกสู่ทะเลได้ภายใน 2 สัปดาห์

อ.บางระกำช้ำหนักระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น 550 ล้านลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299876

อ.บางระกำช้ำหนักระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น 550 ล้านลบ.ม.

บางระกำ

อ.บางระกำช้ำหนักระดับน้ำในทุ่งเพิ่มขึ้น 550 ล้านลบ.ม.

วันที่ 23 ต.ค.60 นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน เปิดเผยว่า การระบายน้ำในพื้นที่ลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ผ่านทางคลองเมมและคลองบางแก้ว ตั้งแต่ท้ายประตูระบายวังขี้เหล็ก ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม ลงมาถึงประตูระบายน้ำบางแก้วเป็นไปอย่างช้า เนื่องจากระดับน้ำยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปริมาณน้ำที่บ่าทุ่งพื้นที่ฝั่งขวาของแม่น้ำยมสายหลัก ที่มาจากทาง อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรง อ.เมือง อ.คีรีมาศ และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย มาลงแม่น้ำยม ที่ อ.กงไกรลาศ และ อ.บางระกำ ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำยมสายหลักไหลผ่าน อ.บางระกำ ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเอ่อล้นตลิ่ง
“ระดับแม่น้ำยมที่สถานีวัดน้ำ Y.16 ด้านหลังที่ว่าการ อ.บางระกำ วันนี้อยู่ที่ระดับ 42.44 ม.รทก. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 337 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำ สูง 10.81 ม. สูงกว่าระดับวิกฤต 3.53 ม. (เพิ่มขึ้น) ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำบางแก้วเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการผันน้ำเข้าทุ่งนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล 60 พื้นที่กว่า 240,000 ไร่ ปริมาณน้ำที่อยู่ในคลองและในทุ่งนาปัจจุบันมีมากกว่า 550 ล้าน ลบ.ม.”
นายชำนาญเผยต่อว่า ขณะที่ระดับน้ำที่ประตูระบายน้ำบางแก้ว อ.บางระกำ วันนี้อยู่ที่ระดับ 42.63 ม.รทก. ล้น Spillway สูง 2.93 ม. (สูงกว่าระดับควบคุม 1.63 ม.) ปริมาณน้ำไหลผ่าน 90.00 ลบ.ม/วินาที ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 3 ได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบทุกพื้นที่ในภาพรวม โดยการลดการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ ปริมาณน้ำเก็บกัก 8,228 ล้าน ลบ.ม. (86.53 %) ปิดการระบาย, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปริมาณน้ำ 977.76 ล้าน ลบ.ม.(104.12 %) ระบาย 213 ลบ.ม./วินาที และยกระดับน้ำเหนือเขื่อนนเรศวร ที่ระดับ 48.20 ม.รทก. เพิ่มการระบายน้ำที่คลองผันน้ำ DR-2.8 ระบาย 160 ลบ.ม./วินาที และ DR-15.8 ระบาย 40 ลบ.ม./วินาที เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน

กรมชล ตั้งเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299874

 กรมชล ตั้งเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

กรมชล,  กรมชล

 กรมชล ตั้งเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายลงสู่ทะเลให้เร็วที่สุด

               ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวจากการติดตามสถานการณ์ฝนของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจริยะ กรมชลประทาน(SWOC) พบว่าในช่วงวันที่ 16 – 18 ต.ค. 60 มีปริมาณฝนตกกระจายในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางในจังหวัดอุตรดิตถ์ ,สุโขทัย ,ตาก ,พิษณุโลก ,เพชรบูรณ์ และกำแพงเพชร โดยมีฝนสะสม 3 วันสูงสุด วัดได้ 70 มิลลิเมตร , 168.6 มิลลิเมตร ,180.1 มิลลิเมตร ,151.5 มิลลิเมตร ,105.7 มิลลิเมตร และ 50.6 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำปิง และลุ่มน้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอเมืองนครสวรรค์ ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับในช่วงวันที่ 19 – 22 ต.ค. 60 มีฝนตกกระจายต่อเนื่องในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา
กรมชลประทาน ได้ใช้พื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาชะลอน้ำไว้ โดยคงการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาด้วยอัตรา เดิม 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งตัดยอดปริมาณน้ำแบ่งรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งผ่านระบบชลประทานอย่างเต็มศักยภาพ แต่ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยายังคงสูงขึ้น จนปัจจุบันอยู่ที่ระดับ +17.44 เมตร(รทก.) ดังนั้น     เพื่อไม่ให้เกิดน้ำล้นคันกั้นน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะค่อยๆ ทยอยเพิ่มการระบาย ตั้งแต่วันนี้(23 ต.ค. 60 เวลา 13.00 น.) จนถึงอัตรา 2,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันพรุ่งนี้(24 ต.ค. 60) จากนั้น จะคงการระบายน้ำในอัตรานี้ต่อเนื่องไปอีก 1 สัปดาห์ หากไม่มีปริมาณฝนตกเพิ่มเติมจะเริ่มลดปริมาณการระบายลงตามลำดับ ลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้น ประกอบกับอิทธิพลของน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วงวันที่ 23 – 27 ต.ค. 60 จะส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน ประมาณ 20 – 25 เซนติเมตร
กรมชลประทาน ได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.สมุทรสาคร จำนวนทั้งสิ้น 55 ลำ ขณะนี้ได้ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องแล้ว 35 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทานอีก 53 เครื่อง ติดตั้งในแม่น้ำท่าจีนบริเวณจ.นครปฐม ช่วยเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำลง ได้วันละประมาณ 29 ล้าน ลบ.ม.

วอน“บิ๊กตู่”แก้ทุจริตฯโซล่าฟาร์มสหกรณ์การเกษตรไชยวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299799

วอน“บิ๊กตู่”แก้ทุจริตฯโซล่าฟาร์มสหกรณ์การเกษตรไชยวาน

วอน“บิ๊กตู่” ช่วยผ่าทางตันแก้ทุจริตฯโซล่าฟาร์มสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯ อุดรธานี

               เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา นายบรรยงค์  อัมพรตระกูล ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังงานเกษตรสีเขียว และที่ปรึกษา สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมด้วยนายสุรชัย ศรีหวัง ประธานสหกรณ์เฉพาะกิจ และ เลขานุการสหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด จ.อุดรธานี พร้อมด้วย ตัวแทนสมาชิก ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมต่อพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, กรมส่งเสริมสหกรณ์, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.), และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อช่วยผ่าทางตันแก้วิกฤติ โซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด จ.อุดรธานี จากกรณี นายวิฑูรย์ ศรีวิชา ประธานสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯคนปัจจุบัน พร้อมกรรมการ รวม 4 คน มีพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส ในการดำเนินการโครงการโซล่าฟาร์ม สหกรณ์การเกษตร
ล่าสุดนายสุรชัย ศรีหวังได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. พิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานีและมีการดำเนินคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารกับนายวิฑูรย์แล้ว โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความเห็น “สั่งฟ้อง”  นาย วิฑูรย์  ศรีหวัง ซึ่งทางนิติกร ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้พิจารณาแล้วมีมติว่าการประชุมสหกรณ์ฯ ทั้งวันที่ 12 และ 18 ก.ค. 2560 เป็นโมฆะ

นายบรรยงค์กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรม 6 ข้อดังนี้ 1. ให้ กกพ. และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยกเลิกการยื่นขอขายไฟฟ้าของบริษัท จูปิเตอร์ฯ ที่อ้างสิทธิ์เป็นผู้สนับสนุนสหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์ จำกัด เนื่องจากทำผิดกฎหมาย
เป็นสาเหตุให้นายวิฑูรย์  ศรีวิชา ประธานสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯ ถูกแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้อัยการกำลังส่งฟ้อง เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
2.ขอให้รับรองประธานเฉพาะกิจและคณะกรรมการเฉพาะกิจที่สมาชิกจำนวน 101 คนซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เป็นผู้แต่งตั้งขึ้น ในวันประชุมวันที่ 3 ต.ค. 2560 เพื่อแก้ไขวิกฤติสำคัญครั้งนี้
3. ให้รับรองการยื่นขายไฟฟ้าต่อ กกพ. ของสมาชิก 101 คน ตามมติการประชุม 3 ต.ค. 2560 ซึ่งได้ไปยื่นคำร้องขอขายไฟฟ้าต่อ กกพ. ในวันที่ 9 ต.ค.2560 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คือ บริษัท พี เค ที กรีน จำกัด

4. ขอให้สหกรณ์จ.อุดรธานี และผวจ.อุดรธานี เปิดประชุมใหญ่วิสามัญเฉพาะกิจ Solar Farm ในวันที่ 24 ต.ค. 2560 เพื่อคืนอำนาจแก่สมาชิกในการสรรหาประธาน และคณะกรรมการ ที่มีความโปร่งใสและชอบธรรม
5. ให้ปลดประธานวิฑูรย์ ศรีวิชา และพวก 3 คน ออกจากคณะกรรมการบริหารสหกรณ์การเกษตรไชยวานฯเพราะมีพฤติกรรมไม่โปร่งใส กล้าทำผิดกฎหมาย และ 6. ขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่สหกรณ์จ.อุดรธานี บางคนซึ่งมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามทางคณะผู้ร้องเรียนหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐที่วันนี้ได้รวมตัวกันไปร้องฯและหวังว่าทาง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงรีบดำเนินการผ่าทางตันวิกฤติสหกรณ์ไชยวานฯโดยด่วนที่สุด

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299791

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

แม่น้ำเจ้าพระยา

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น

              นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หลังจากที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงจากจ.กำแพงเพชร ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จ.นครสวรรค์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในช่วงเย็นของวานนี้(21 .. 60) ปริมาณน้ำสูงสุดในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ไหลผ่านสถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ไปแล้วในอัตรา 3,059 ลบ../วินาที ก่อนจะทรงตัวและเริ่มลดลงจนถึงช่วงบ่ายของวันนี้(22.. 60) วัดปริมาณน้ำได้ 3,049 ลบ../วินาที ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1 เมตร แนวโน้มระดับน้ำลดลง คาดว่าเมื่อไหลมาสมทบกับปริมาณน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง จะทำให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงวันที่ 22 – 24 .. 60 เพิ่มสูงขึ้นจากระดับปัจจุบันประมาณ 10 เซนติเมตร

               ปัจจุบัน(22 .. 60) ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ +17.30 เมตร(รทก.) มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,598 ลบ../วินาที ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงบริเวณจ.พระนครศรีอยุธยายังทรงตัว กรมชลประทาน ยังคงการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก ในช่วงวันที่ 17 – 22.. 60 ตามมาตรการที่ได้วางไว้ โดยเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำต่อเนื่องมา 2สัปดาห์แล้ว ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนตามความเหมาะสม และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ คงการระบายน้ำวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รับน้ำเข้าไปรวมกัน 744 ลบ../วินาที พร้อมกันนี้ ได้ใช้ศักยภาพของระบบชลประทาน ในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้ง เครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทาน และของกองทัพเรือ ติดตั้งในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีน เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด รวมไปถึงการใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำลงด้วย

             สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแนวโน้มดีขึ้นโดยลำดับ เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มทรงตัวลดลง ประกอบการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับสภาวะฝนที่ตกลงมา ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมและกลับเข้าสู่สภาวะปกติในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้

กรมป่าไม้ สนองพระราชปณิธานดูแลต้นสนฉัตร ทรงปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299724

กรมป่าไม้ สนองพระราชปณิธานดูแลต้นสนฉัตร ทรงปลูก

กรมป่าไม้ สนองพระราชปณิธานดูแลต้นสนฉัตร ทรงปลูก “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ”

      วันที่ 21 ตุลาคม 2560 เวลา 09.00 น.  ที่โรงเรียนร่มเกล้า อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2560” พร้อมด้วยผอ.สจป.6 สาขานครพนม ผู้อำนวยการโรงเรียนร่มเกล้า ผู้แทนหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชน และนักเรียน นักศึกษา ประมาณ 500 คนเข้าร่วมพิธี

นางอำนวยพรกล่าวว่า สืบเนื่องจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ที่เสื่อมโทรมให้คืนความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์เองมาตลอดพระชนม์ชีพ และทรงให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาที่พระองค์ทรงปลูกเป็นอย่างมาก คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 ให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ เป็น “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” โดยในปี พ.ศ. 2560 นี้กรมป่าไม้ได้กำหนดจัดงานวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ภายใต้ชื่องาน “สืบสานพระราชปณิธาน องค์แม่ฟ้า และพ่อหลวง สู่ปวงชน” พร้อมกันในวันนี้ทั้งสี่ภาค

สำหรับกิจกรรมที่โรงเรียนร่มเกล้า ประกอบด้วย 1. พิธีเปิดกิจกรรม “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ เพื่อให้ทราบประวัติความเป็นมาของวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ
2.การชมนิทรรศการ การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จมาทรงเปิดโรงเรียนร่มเกล้า และเสด็จเยี่ยมทหารเป็นการส่วนพระองค์ ณ โรงเรียนร่มเกล้าแห่งนี้
3. การบำรุงรักษาต้นสนฉัตร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2519 โดยทีมรุกขกร ของ สจป.6 สาขานครพนม  4. การปลูกต้นสาละลังกา เพื่อเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นราชสักการะแด่ สมเด็จย่า และพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย
และ5. มอบพันธุ์กล้าไม้ ต้นราชพฤษ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติ ที่มีดอกสีเหลือง เป็นสีเหลือง ตรงกับสีประจำวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จำนวน 900 ต้น เพื่อให้ผู้ร่วมงานนำไปปลูกที่บ้าน เพื่อช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานองค์แม่ฟ้า และพ่อหลวง ในการดูแลรักษาต้นราชพฤกษ์เติบโต เป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง อยู่คู่กับจังหวัดสกลนครตลอดไป

กยท.ผนึกธกส.จุดประกายธุรกิจแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299597

กยท.ผนึกธกส.จุดประกายธุรกิจแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

กยท.ผนึกธกส.จุดประกายธุรกิจแก่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

                ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เวทีแห่งนี้ ผู้ร่วมสัมมนาจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง SMEs จาก 40 แห่ง ประมาณกว่า 100 คน จะได้รับความรู้ ความเชี่ยวชาญจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ องค์ความรู้ และการต่อยอดพัฒนาธุรกิจกลับไปเป็นเม็ดเงินที่สร้างรายได้ต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันทั้งจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่ประสบความสำเร็จสามารถส่งขายผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก กับผู้ประกอบกิจการยางรายใหม่ที่มีความพร้อมนำผลิตภัณฑ์จากยางพาราก้าวสู่ตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะพัฒนาผู้ประกอบการในทุกมิติ ตั้งแต่การเป็นนักคิด นักการตลาดในการนำผลผลิตที่มาจากต้นยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และพัฒนาตนเองเป็นนักเทคโนโลยีควบคู่ด้วย เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ สามารถส่งผลิตภัณฑ์ตรงถึงมือผู้บริโภคได้ง่าย รวดเร็ว จึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจและเท่าทันเทคโนโลยี

                  ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตยางกำลังเผชิญกับกับปัญหาหลักๆ ที่สร้างผลกระทบต่อยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ ปัญหาโครงสร้าง ในฐานะผู้ส่งออกยางรายใหญ่ แต่ประเทศไทยกลับใช้ยางพาราภายในประเทศเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อราคา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการใช้ทดแทนในประเทศมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา และยังมีปัญหาด้านต้นทุนการผลิตในประเทศไทยที่ยังคงสูง อย่างไรก็ตามการสร้างให้เป็นแบรนด์ยางพาราไทยที่ไม่มีประเทศใดสามารถลอกเลียนแบบได้ ตามระบบคุณภาพที่มีมาตรฐานคุณภาพในระดับสากล เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนและรายได้ที่เข้ามา ให้เกิดความคุ้มค่ากับการลงทุน ปัญหาด้านการกีดกันทางการค้า การลดปัญหาเรื่องนี้ ต้องเรียนรู้ให้เท่าทัน เพราะโลกมีการติดต่อสื่อสารในเรื่องของข้อมูล ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานที่สากลยอมรับจะช่วยลดปัญหานี้ได้ ปัญหาแรงงาน ในอดีตมีคนเพียงพอที่จะสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันปัญหาแรงงานเกิดขึ้นกับทุกภาคธุรกิจ รวมถึงภาคเกษตรอย่างสวนยางพารา ดังนั้น เทคโนโลยีการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะลดปัญหาได้

               “การสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ยางพาราของประเทศไทย ต้องมีความชัดเจนร่วมกัน ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ราคา และการส่งเสริมการขาย โดยต้องร่วมกันคิด เพื่อให้สามารถขายผลิตภัณฑ์ได้ สร้างให้เห็นเอกลักษณ์ของสินค้าอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์ และสิ่งสำคัญคือการสร้างความน่าเชื่อถือ ที่จะแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์และคุณภาพ ทั้งนี้ ต้องบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน โดยรัฐเปรียบเหมือนศูนย์บ่มเพาะที่จะช่วยสนับสนุนให้ทั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ให้เข้าใจในผลิตภัณฑ์และพัฒนาธุรกิจให้แข็งแรง สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง สร้างความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย