กรมชลแจงคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัยพัง ทำน้ำทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299576

กรมชลแจงคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัยพัง ทำน้ำทะลัก

อ่างฯห้วยท่าแพ, ทำน้ำทะลัก

กรมชลแจงคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัย พัง ทำน้ำทะลัก

              จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า คันดินกั้นน้ำบริเวณหน้าทางระบายน้ำล้น(Spill Way)ของอ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ จ.สุโขทัย พังทลายเป็นแนวยาวกว่า 40 เมตร ทำให้มวลน้ำมหาศาลทะลักลงสู่คลองท่าแพ และมีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่ท้ายอ่างฯ นั้น

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า อ่างเก็บน้ำห้วยท่าแพ ต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุที่ระดับเก็บกัก 58ล้านลูกบาศก์เมตร ฝนที่ตกหนักบริเวณทางตอนบนของอ่างเก็บน้ำ ทำให้มีน้ำไหลลงอ่างฯจนเต็มความจุ มีน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น(Spill Way)ตลอดในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ในขณะที่ยังอยู่ในช่วงงานก่อสร้างเพื่อเพิ่มความจุอ่างฯ เป็น 70 ล้านลูกบาศก์เมตร ผู้รับเหมาได้ทำคันดินเพื่อปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างประมาณครึ่งหนึ่งของทางระบายน้ำล้น โดยให้น้ำสามารถระบายได้ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง แต่เนื่องจากปริมาณน้ำเมื่อวันที่ 18 .. 60 มีมากถึง 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้เกิดการกัดเซาะคันดินพังเสียหาย ส่งผลให้มีน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นมากขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวได้ไหลลงสู่ลำห้วยท่าแพ มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งในช่วงที่แคบเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร บริเวณต.สารจิตร และต.บ้านแก่ง อ.ศรีสัชนาลัย

              ปัจจุบันระดับน้ำได้ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 2 – 3วันนี้ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จากโครงการชลประทานสุโขทัย ได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือพร้อมกับนำน้ำดื่มไปแจกจ่ายให้กับประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไปแล้ว

             ทั้งนี้ ปริมาณน้ำจากลำห้วยท่าแพจะไหลลงสู่คลองชักน้ำแม่น้ำยมฝั่งขวา ก่อนจะไหลไปรวมกับลำน้ำแม่มอกและไหลลงสู่คลองทางไม้ที่ไหลผ่านบริเวณโรงพยาบาลสุโขทัยตามลำดับ ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณโรงพยาบาล เนื่องจากโครงการชลประทานสุโขทัย ได้รักษาระดับน้ำในคลองทางไม้ให้อยู่ต่ำกว่าระดับตลิ่งประมาณ 30เซนติเมตร

กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299547

กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ

กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ

              วันที่ 19 ตุลาคม 2560 กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เคาะวันแรกเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำยางข้นรายใหญ่ของประเทศ ขานรับ ราคาพุ่ง 44.50 บาท/กก. มุ่งเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด พร้อมกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจาก ตลาด กยท. ได้ เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรอง และที่สำคัญ ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ และผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสด มีระบบควบคุมคุณภาพ และรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

                นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่ในความรับผิดชอบครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 5.1ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 23.18 ของประเทศ และมีผลผลิตรวม 1,117,880 ตัน/ปี โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยึดถือการทำสวนยางเป็นอาชีพหลักมาอย่างยาวนาน ฉะนั้น ยางพาราจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่เขตภาคใต้ตอนล่างผลิตและจำหน่ายส่วนมากจะเป็นรูปแบบของน้ำยางสดเป็นหลัก ทำให้ กยท.ได้มีการผลักดันการจัดตั้งกลุ่มน้ำยางสดของเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 452 กลุ่ม พร้อมทั้ง ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมน้ำยางสดหรือบ่อน้ำยาง เพื่อรวบรวมน้ำยางสดจากกลุ่มย่อย อีกจำนวน 11 ศูนย์ สามารถรวบรวมน้ำยางสด คิดเป็นปริมาณเนื้อยางแห้ง 16,000 ตัน/ปี มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 900 ล้านบาท/ปี นับว่าเป็นผลผลิตที่สร้างมูลค่าไม่น้อยให้แก่เกษตรกร และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่

               นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมาระบบบริหารจัดการตลาดน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกร ยังไม่สามารถสร้างระบบในการบริหารจัดการน้ำยางสดให้มีประสิทธิภาพได้เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางกฎระเบียบ และข้อจำกัดของน้ำยางสดทั้งระยะเวลาในการเก็บรักษา การขนส่ง กลยุทธ์ทางการค้าการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทำให้การขายน้ำยางสดของเกษตรกรยังไม่ได้ราคาที่เหมาะสม

ฉะนั้น การพัฒนาระบบน้ำยางสดให้มีคุณภาพ และที่สำคัญมีเสถียรภาพด้านราคาที่เป็นธรรม กยท. จึงได้จัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด ซึ่งเป็นตลาดกลางแห่งแรกของประเทศที่จะเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด สามารถกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจากตลาด กยท. ได้ ซึ่งเกษตรกรสามารถขายน้ำยางสดได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรองในการขาย ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสดจะมีระบบควบคุมคุณภาพและรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

               ด้านนายชัยพจน์ อรุณชัยวัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) กล่าวว่า บริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งตลาดน้ำยางสด โดยจะเป็นบริษัทผู้รับซื้อน้ำยางสด ที่ให้ราคารับซื้อสูงที่สุดในประเทศไทย วันนี้ เป็นวันแรกที่เปิดตลาดกลางน้ำยางสด ทางบริษัท จึงขอประกาศรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ราคากิโลกรัมละ 44.50 บาท/กก. สูงกว่าราคาตลาดท้องถิ่นทั่วไปที่ขายอยู่ที่ 40 บาท/กก. โดยวันนี้มารับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางถึง กยท. จำนวนประมาณ 120 กว่าตัน ซึ่งบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาท้องถิ่นในแต่ละวัน

              นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.สาขานาทวี กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ เช่น เกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เป็นอีมีผลผลิตน้ำยางสดประมาณวันละ 30,000 กก. โดยขายตรงผ่านบริษัทเอกชนเพื่อแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ซึ่งน้ำยางทุกหยดจะรับซื้อจากสมาชิกเท่านั้น เพื่อให้การบริหารจัดการระบบขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. จะช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรสมาชิกสามารถขายได้ราคาที่สูงขึ้น เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มต่างๆ ที่ขายให้พ่อค้าเอกชนรายย่อยขณะนี้ต่างกลุ่มต่างดำเนินการขายแยกกันไปทำให้เมื่อประสบปัญหาต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพ การกดราคา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งการตั้งตลาดกลาง กยท. ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางเท่านั้น แต่กลับเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลับมารวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งและสามารถร่วมกันขายน้ำยางสดผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นระบบที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อผู้ขายต่อไปได้

                “ที่ผ่านมา กยท.เปิดตลาดกลางสำหรับซื้อขายยางแผ่นรมควันได้สำเร็จแล้ว และหากสร้างกลไกของรัฐ ตั้งตลาดกลางน้ำยางสด จะยิ่งช่วยให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขายผลผลิตในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำยางสด ซึ่งมีปริมาณที่มาก และคุณภาพที่ทำอยู่ก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ จะสามารถซื้อขายได้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายศตวรรษ กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299544

 เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

เกษตรทฤษฎีใหม่,  เกษตรฯ, จัดงาน, ประสาน, ถวายในหลวง

 เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

         วันที่ 19 ต.ค.60 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135  พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เตรียมดำเนินการต่อเนื่อง ปี 2561 ตั้งเป้าเกษตรกรสมัครใจ เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มจำนวน 70,000 ราย  รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 เกษตรฯ จัดงาน 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง
พลเอก ฉัตรชัย กล่าวว่า จากปัญหาของภาคเกษตรที่สำคัญ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และการบริหารจัดการผลิต ทั้งการพัฒนาเรื่องดินและน้ำ ขาดแคลนทุนและโครงสร้างพื้นฐาน มีหนี้สิ้นจากจากผลิตเชิงเดี่ยว และมีความเสี่ยงเสียหายจากภัยพิบัติธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร ให้เกษตรกรมีรายได้และความภาคภูมิใจในอาชีพ เป้าหมายเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ซึ่งนอกเหนือจากการผลิตสินค้าหลักแล้ว ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรมีการผลิตอาหารที่ปลอดภัยบริโภคอย่างเพียงพอในครัวเรือน และนำรายได้จากการผลิตสินค้าหลักมาเป็นเงินออม เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในอนาคต และสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกร
“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ปี 2560 เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจากพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร บริษัทเอกชน สนับสนุนการดำเนินงานในทั่วทุกพื้นที่เป็นอย่างดี”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ร่วมกับส่วนราชการในสังกัด สถาบันการศึกษา ปราชญ์เกษตร และภาคเอกชนที่สนับสนุนโครงการ เพื่อรับทราบสรุปผลการดำเนินงานโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ปี  2560 และร่วมกันขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องใน ปี 2561 โดยผลการดำเนินงานปี 2560 มีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 70,002 ราย พบว่าหลังจากร่วมโครงการแล้ว เกษตรกรได้นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างเกื้อกูลกัน ตามศักยภาพของตนเองในพื้นที่ เกิดพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่ายจากการบริโภคผลผลิตที่ปลอดภัยของตนเองได้เฉลี่ยเดือนละ 533 บาท มีการลดต้นทุนการผลิต และลดใช้การใช้สารเคมี โดยใช้ปัจจัยการผลิตและใช้แรงงานของตนเองได้ เฉลี่ยเดือนละ 556 บาท เกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในเมือง ลดลงร้อยละ 1.47 มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และจัดทำบัญชีครัวเรือน มีการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ครัวเรือนร้อยละ 18.38 สามารถลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ อีกทั้งยังมีการวางแผนและดำเนินการผลิตในแปลงที่เข้าร่วมโครงการ สร้างรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 4,613 บาท
ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและเกิดการพัฒนาความยั่งยืน ทุกภาคส่วนจึงได้ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในปี พ.ศ.2561 โดยกำหนดรับสมัครเกษตรกรที่มีความสมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่เพิ่มขึ้น จำนวน 70,000 ราย  รวมเป็น 140,000 ราย เพื่อถวายรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และร่วมกันทุกภาคส่วนในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างเพียงพอและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ฝนตกหนักไหลลงแม่น้ำปิง ส่งผลน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299540

ฝนตกหนักไหลลงแม่น้ำปิง ส่งผลน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้น

แม่น้ำเจ้าพระยา

ฝนตกหนักไหลลงแม่น้ำปิงที่กำแพงเพชร ส่งผลน้ำที่นครสวรรค์เพิ่มขึ้น

        วันที่ 19 ต.ค.60  ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่าที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,854 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.38 เมตร ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่จ.กำแพงเพชร ทำให้แม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จ.นครสวรรค์ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งปริมาณน้ำจะไหลไปรวมกับแม่น้ำสะแกกรังและไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาตามลำดับ ในขณะที่การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยายังควบคุมการระบายอยู่ที่ไม่เกิน 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

อย่างไรก็ตามคาดว่าจะทำให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ได้เขตอ.เมือง อ.วัดสิงห์ และอ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท รวมไปถึงพื้นที่ในเขตอ.เมือง จ.อุทัยธานี และอ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ สำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ส่งหนังสือแจ้งจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งฝ่ายปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ดังกล่าว ให้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งต่อไปแล้ว
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในระยะนี้ ด้วยการควบคุมการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวันนี้(19ต.ค.)ได้ระบาย 2,598 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีพร้อมกับเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ให้สูงสุดตามศักยภาพที่รับได้ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และจนถึงขณะนี้เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึง
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(19 ต.ค. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 58,038 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 82 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 34,512 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 73 สามารถรองรับน้ำได้อีก 13,285 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,728 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,032 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 72 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,159 ล้าน ลบ.ม.
อนึ่ง กรมชลประทาน ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกโครงการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ นำถุงยังชีพและน้ำดื่ม เข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้ว

กรมป่าไม้ ผนึกเครือข่ายปลูกต้นไม้ ในวันรักต้นไม้ประจำปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299428

กรมป่าไม้ ผนึกเครือข่ายปลูกต้นไม้ ในวันรักต้นไม้ประจำปี

วันต้นไม้แห่งชาติ, กรมป่าไม้, เนื่องใน

กรมป่าไม้ ผนึกเครือข่ายปลูกต้นไม้ เนื่องใน “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ”

 

นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า ทรงมีพระราชปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ
โดยพระองค์ทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์เองมาโดยตลอด ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 กำหนดให้วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น“วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ”

นางอำนวยพร กล่าวด้วยว่าในปี 2560 นี้กรมป่าไม้จัดกิจกรรมเนื่องในวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ พร้อมกันกันทั้ง 4 ภาค ซึ่งแต่ละภาคจะคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม และมีต้นไม้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงปลูก โดยในภาคเหนือจัดที่จังหวัดลำปางภาคกลางที่จังหวัดราชบุรี ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคตะวันออกเฉียงจัดที่โรงเรียนร่มเกล้าตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร นี้

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นประกอบด้วยการบำรุงดูแลรักษา ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย พรวนดินต้นสนฉัตรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปลูก เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเยี่ยมหน่วยทหาร
โรงเรียนร่มเกล้าเป็นการส่วนพระองค์ และได้ทรงปลูกต้นสนฉัตร จำนวน 2 ต้น ที่มุมอาคารเรียนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2519 ปัจจุบันต้นไม้ทรงปลูกทั้งสองต้นได้เจริญเติบโตแข็งแรงดี

ทั้งนี้ทีมงานรุกขกร ของสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนม กรมป่าไม้ พร้อมนักเรียน คุณครู
และประชาชนชาวสกลนครได้ร่วมแรงร่วมใจกันดูแลรักษาต้นไม้ของพ่อ ให้สวยงดงามเจริญเติบโตยั่งยืนตลอดไป
“นอกจากการดูแลรักษาต้นสนฉัตรทรงปลูกแล้ว ได้ปลูกต้นสาละลังกาเพื่อเป็นพุทธบูชาและแสดงความกตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จย่าและพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย รวมทั้ง กรมป่าไม้ได้นำกล้าไม้ต้นราชพฤกษ์ต้นไม้ประจำชาติที่มีดอกเป็นพวงระย้าสีเหลือง เป็นสีประจำวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 จำนวน 900 ต้น แจกให้กับประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมได้นำไปปลูกที่บ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ปวงประชาได้ “สืบสานพระราชปณิธานองค์แม่ฟ้าและพ่อหลวง” ในการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ราชพฤกษ์ ให้เจริญ งอกงาม เติบโต แข็งแรงเป็นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดไป” ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯ แจงสระเก็บน้ำม.เกษตรฯแตกไม่กระทบเขตเมืองลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299371

กรมชลฯ แจงสระเก็บน้ำม.เกษตรฯแตกไม่กระทบเขตเมืองลพบุรี

สระเก็บน้ำมเกษตร, กรมชลฯ
สระเก็บน้ำมเกษตร, กรมชลฯ

กรมชลฯ แจงปริมาณน้ำที่ไหลจากสระเก็บน้ำม.เกษตรฯไม่กระทบพื้นที่เขตเมืองลพบุรี

              จากกรณีที่คันดินสระเก็บน้ำม.เกษตรฯ จ.ลพบุรีแตก เมื่อเวลา 04.00 น.วันนี้ (18 ต.ค.) (อ่านต่อ…สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลักบ้านหมี่-โคกสำโรงอ่วม) นายสมเกียรติ ประจำวงษ์อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กรมชลประทานลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ขอเรียนว่า อ่างเก็บน้ำที่ระบุในข่าวคือ สระเก็บน้ำภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตลพบุรี เป็นงานจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความจุ 700,000 ลูกบาศก์เมตร ลักษณะโครงการเป็นสระเก็บน้ำ ไม่ใช่อ่างเก็บน้ำตามที่ปรากฏในข่าว โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 04.00 . ของเช้าวันที่ 18 ตุลาคม 2560ขณะเกิดเหตุมีน้ำอยู่ประมาณ 600,000 ลูกบาศก์เมตร คาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลออกจากสระ ประมาณ320,000 ลูกบาศก์เมตร คงเหลือค้างสระประมาณ 280,000 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลหลากผ่านทุ่งนา ประมาณ 200 ไร่ ความลึก เฉลี่ยประมาณ 25 เซนติเมตรลงคลองห้วยปลาหมอ ผ่านหมู่บ้านหนองบัว เกาะแก้ว วังกระทุ่ม ลำละเลง และ ลงสู่ฝายหนองชนะชัยต่อไป

               ปัจจุบัน ฝายหนองชนะชัยมีระดับน้ำต่ำกว่าสันฝายประมาณ 1 เมตร ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำส่วนนี้ไว้ได้ทั้งหมด ซึ่งปริมาณน้ำทั้งหมดจะคงอยู่ในลำน้ำ ไม่ล้นตลิ่ง หรือ ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน และพื้นที่ตอนล่างในเขตพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ แต่อย่างใด

                ล่าสุด สำนักงานชลประทานที่ 10 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดลพบุรี หน่วยทหารในพื้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเพนียด และกรมทางหลวง ได้ร่วมกันดำเนินการนำเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าปิดทำนบที่ชำรุดดังกล่าว ด้วยเสาเข็มไม้ และถุงBig bag คาดจะดำเนินการแล้วเสร็จในวันนี้

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299351

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

ลพบุรี, อ่างฯลพบุรีแตก, คลิป, น้ำทะลัก

ลพบุรี, อ่างฯลพบุรีแตก, คลิป, น้ำทะลัก

สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลักพื้นที่บ้านหมี่-โคกสำโรงอ่วม

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 04.00 น.  ฃวันที่ 18 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 04.00 น. คันอ่างเก็บน้ำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เกิดชำรุดเสียหาย ซึ่งอ่างดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตลพบุรี หมู่ที่ 5 บ้านนกเขาเปล้า ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก กว้าง 500 เมตร ยาว 600 เมตร ลึก 5 เมตร ก่อสร้างโดยใช้งบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อประมาณ 13 ปีก่อน

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

ต่อมาเวลา 10.30 น.วันเดียวกันนายวีระชัย นาคมาศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วยนายศิริศักดิ์ สกุลโสรัจจะ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย พบว่าคันชำรุดเป็นระยะทางยาว 15 เมตร สาเหตุเกิดจากน้ำในอ่างมีปริมาณมากเกินไปประกอบกับคันอ่างเก็บน้ำเป็นคันดินปนทรายและไม่มีการบดอัดแน่น คาดว่าน้ำจะไหลผ่านบ้านหนองบัว ตำบลเพนียดและผ่านตำบลคลองเกตุ

อย่างไรก็ตามการดำเนินการแก้ไขขณะนี้ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ โครงการชลประทานลพบุรี แขวงทางหลวงชนบทลพบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 16 ชัยนาท เข้าซ่อมแซมคันอ่างเก็บน้ำดังกล่าวแล้ว

ดูชัดๆ !! (คลิป) สระเก็บน้ำม.เกษตรฯลพบุรีแตก น้ำทะลัก!!

สำหรับจุดเกิดเหตุดินสไลด์บริเวณคันดินอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่หมู่ที่ 4-5 ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เป็นทางยางกว้างหลายเมตร ทำให้ปริมาณน้ำที่เก็บอยู่ในอ่างเก็บน้ำไหลทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะถนนสายเพนียด-นกเขาเป้า ขณะนี้มีระดับน้ำสูงกว่า 30 ซม.รถเล็กไม่สามารถวิ่งผ่านได้แล้ว

โดยน้ำที่ไหลออกมามุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอโคกสำโรงและอำเภอบ้านหมี่ ซึ่งทางจังหวัดได้ประกาศให้ประชาชนเก็บของขึ้นที่สูงด่วนเพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ ที่ถูกน้ำท่วมอยู่แล้วอาจจะทำให้น้ำท่วมสูงเพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ชลประทานจ.ลพบุรีที่เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุระบุว่า สระเก็บหนองโสนแห่งนี้สามารถเก็บน้ำได้สูงสุด 1.8 แสนลบ.ม.เท่านั้น ขณะที่ช่วงเวลาที่คันดินชำรุด มีน้ำอยู่ประมาณ 4 แสนลบ.ม.  ส่วนสาเหตุคันดินที่ไม่ผ่านการบดอัดอย่างแน่นหนา ทำให้เกิดชำรุดน้ำไหลทะลักดังกล่าว โดยสระเก็บน้ำแห่งนี้ก่อสร้างโดยกรมชลประทานแล้วเสร็จเมื่อปี 2550 ก่อนถูกโอนภารกิจไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)จังหวัดลพบุรี

 

**ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมชลฯ แจงสระเก็บน้ำม.เกษตรฯแตกไม่กระทบเขตเมืองลพบุรี 

อดีตส ส.ส.ลพบุรี วอนรัฐเร่งเยียวยาอ่างเก็บน้ำแตก

เตรียมรับมือน้ำเหนือหลังปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านนครสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299288

เตรียมรับมือน้ำเหนือหลังปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านนครสวรรค์

ไปแล้ว, นครสวรรค์

เตรียมรับมือน้ำเหนือ หลังปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านสถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ไปแล้วอัตรา 2,859 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

                วันที่ 17 ต.ค.60 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่าเมื่อเวลา 19.00 น. ของคืนวันที่ 16 ต.ค. 60 ที่ผ่านมาปริมาณน้ำสูงสุดได้ไหลผ่านสถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ไปแล้วในอัตรา 2,859 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงเช้าวันนี้(17 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านในเกณฑ์ 2,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.39 เมตร เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำต่อเนื่องมากว่า 1 สัปดาห์ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด

สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า ส่วนเขื่อนเจ้าพระยา ยังควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนในเกณฑ์ไม่เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยวันนี้   (17 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,598 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวานนี้(16 ต.ค. 60) ถึง 06.00 น. วันนี้(17 ต.ค. 60) บริเวณจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ระดับน้ำเริ่มทรงตัวลดลง 2 เซนติเมตร ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวณบ้านป้อม ระดับน้ำเริ่มทรงตัวลดลง 2 เซนติเมตร ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด ระดับน้ำเริ่มทรงตัวลดลง 1 เซนติเมตร แต่ที่บริเวณอ.บางบาล เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร แนวโน้มระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัวลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือบริเวณจังหวัดนครสวรรค์เริ่มลดลงแล้ว ประกอบกับกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง

โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 583 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง ช่วยบรรเทาและลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,202 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 310 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(17 ต.ค. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,442 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,916 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 72 สามารถรองรับน้ำได้อีก 13,812 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,342 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,646 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 70 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,531ล้าน ลบ.ม.
กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ นำถุงยังชีพและน้ำดื่ม เข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้ว

ตลาดยิ่งเจริญจัดกว่า 100 เมนูเชวนคนไทยกินเจถวายแด่พ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299273

ตลาดยิ่งเจริญจัดกว่า 100 เมนูเชวนคนไทยกินเจถวายแด่พ่อหลวง

ตลาดยิ่งเจริญจัดอาหารเจ 4 ภาค กว่า 100 เมนูเชิญชวนคนไทยถือศีลกินเจถวายแด่พ่อหลวงของปวงไทย ด้วยทานบารมี

                          ตลาดยิ่งเจริญเชิญชวนคนไทย ถือศีล กินเจ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พ่อหลวงของปวงไทย ด้วยทานบารมีวันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ณ ที่ทำการมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ ลานจอดที่ 1 ตลาดยิ่งเจริญพร้อมจัดเมนูอาหารเจ 4 ภาค กว่า 30 ร้านค้า100 เมนู ภายใต้แนวคิดอาหารปลอดภัยพร้อมจัดพื้นที่โปรโมชั่นอาหารเจและบริการ ส่งสด” ครบ จบ ในที่เดียว ส่งถึงหน้าบ้านทุกวัน ผ่านช่องทาง http://www.songsod.com

ตลาดยิ่งเจริญจัดกว่า 100 เมนูเชวนคนไทยกินเจถวายแด่พ่อหลวง

               ทางด้านมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์จัดพิธีกรรมเพื่อให้ประชาชนร่วมทำบุญสร้างกุศลพร้อมเปิดโรงทานแจกอาหารเจที่ปรุงด้วยกุ๊กระดับภัตตาคารให้รับประทานฟรี ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ตั้งแต่ วันที่ 18-29 ตุลาคมนี้ ณ ที่ทำการมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ ลานจอดที่ 1 ตลาดยิ่งเจริญ

                นางสาวณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด(ตลาดยิ่งเจริญ) เปิดเผยว่าตลาดยิ่งเจริญได้ร่วมกับ มูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานเขตบางเขน เอกชน และชุมชนย่านสะพานใหม่ จัดงานเทศกาลถือศีลกินเจตลาดยิ่งเจริญ น้อมเกล้าถวายแด่ พ่อหลวงของปวงไทย ด้วยทานบารมี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และส่งเสริมขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม อันดีงามให้คงอยู่สืบไป

            โดยในปีนี้พิเศษจัดเป็น พื้นที่โปรโมชั่นเมนูอาหารเจ 4 ภาค กว่า 30 ร้านค้า ภายใต้แนวคิดอาหารปลอดภัยกว่า 100 เมนู อาทิ ส้มตำเจ , ส้มตำไหลบัว , คั่วกลิ้งเจ , น้ำพริกอ่องเจ, หมูทอดเจ เป็นต้น ซึ่งได้สรรหาสินค้าของดี อาหารอร่อย เมนูสุขภาพ ในซุ้ม “ยิ่งเจริญ มุมอร่อย มุมสุขภาพ”มาให้เลือกสรร ทั้งอาหารคาว หวาน และผักผลไม้ปลอดสารพิษ นอกจากนี้ภายในงานตลาดยิ่งเจริญได้จัดเตรียมจุดบริการเครื่องล้างผักด้วยระบบโอโซน เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้าและผู้บริโภคได้นำผักมาล้างได้ที่จุดบริการนี้ ซึ่งจะช่วย ชะล้างสารพิษที่ตกค้างได้เป็นอย่างดีโดยมีไว้บริการที่นี่ที่เดียว ณ ลานโปรโมชั่น 60 ปี ตลาดยิ่งเจริญ

          นอกจากนี้ยังเสนอทางเลือกใหม่ เพื่อความสะดวกกับลูกค้า สามารถใช้บริการ ส่งความสดใหม่ ของอาหารเจทุกมื้อ ส่งถึงหน้าบ้านทุกวันซึ่งคาดว่าบริการ ส่งสด อาหารเจจะเป็นส่วนสนับสนุนให้ยอดขายอาหารเจของตลาดเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากอำนวยความสะดวกและไม่สร้างความจำเจกับให้ผู้ที่ทานอาหารเจ สามารถเลือกเมนูใหม่ๆ ทานได้ทุกวันผ่านช่องทาง http://www.songsod.com /messenger inbox : http://bit.ly/2ubzuqm /Line@ : @songsod

              “เทศกาลถือศีลกินเจปีนี้คาดว่าจะคึกคัก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่พร้อมใจกันร่วมทำบุญเพื่อพ่อหลวง นอกจากนี้ตลาดยังมีบริการส่งอาหารเจผ่าน ส่งสด” ส่วนราคาพืชผักในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้มีปรับขึ้นบ้างจากช่วงปกติ เพราะความต้องการมีมากขึ้น หากเปรียบเทียบราคาในเทศกาลเดียวกันจากปีที่ผ่านมายังคงราคาใกล้เคียงกันซึ่งในส่วนของตลาดยิ่งเจริญเป็นตลาดค้าส่ง มีจำนวนของผู้ค้าจำนวนมาก จึงเกิดการแข่งขันทำให้สินค้าราคายุติธรรมตามกลไกการตลาด และในภาพรวมของสินค้ากลุ่มผัก มีการบริโภคมากขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 40-50% ในขณะเดียวกัน ส่วนราคาเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ราคาได้เริ่มปรับลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจ” นางสาวณฤมล กล่าว

                 ทางด้าน นางกัญจนิดา ตันติสุนทร กรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ โฮลดิ้ง จำกัด(ตลาดยิ่งเจริญ) กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าเทศกาลกินเจปี 2560 ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ จะมีเม็ดเงินใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเจสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งแม้ว่าในปีนี้จำนวนคนที่สนใจกินเจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จากการเพิ่มจำนวนวันในการกินเจของผู้บริโภค โดยส่วนใหญ่ตั้งใจจะกินเจทุกมื้อตลอด 9-12 วัน เทียบกับปีก่อนที่ส่วนใหญ่กินเจเป็นบางมื้อ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการกินเจในปีนี้โดยรวมไม่แตกต่างจากปีที่แล้ว คือมีงบประมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 300 บาท / คน / วัน

                ด้วยเหตุนี้ตลาดยิ่งเจริญจึงมีโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย ซื้อคูปอง 1,900 บาท ได้รับกระเป๋าผ้าคุณภาพดี ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” ของร้านจิตรลดา มูลค่า 160 บาท ซึ่งจะมีการนำรายได้จำนวน 10 บาท นำไปสมทบทุนร่วมทำบุญสร้างอาคารนวมินทรบพิตร โรงพยาบาลศิริราช และรับน้ำดื่ม 3 ขวด พร้อมบัตรที่ระลึก คำสอนของพ่อ สามารถนำคูปองมาซื้ออาหารเจที่ตลาดได้ทุกวันตั้งแต่วันที่ 18-29 ตุลาคม นี้ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่น ทุกยอดซื้อ 100 บาท ได้รับสติ๊กเกอร์ 1 ดวง เพื่อสะสมในสมุดเพื่อสะสมยอดซื้อ นำมาแลกรับของสมนาคุณ อาทิ กระบอกน้ำ , เสื้อ , ร่ม UV และกระเป๋าผ้า ตั้งเป้าเงินสะพัดส่วนสะสมยอดซื้อ วันละ 300,000 บาท ตลอดเทศกาล 10 วัน คาดว่าไม่ต่ำกว่า 3,300,000 บาท

               นอกจากนี้ตลาดยิ่งเจริญยังได้ร่วมกับมูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ (จิบเสียงเซี่ยงตึ๊ง)(โรงเจสะพานใหม่ ตลาดยิ่งเจริญ) จัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนร่วมทำบุญสร้างกุศล พร้อมร่วมพิธีสักการะองค์เทพเจ้าดาวเคราะห์ทั้ง 9 พระองค์ สวดมนต์เวียนธูป และเข้าร่วมพิธีบูชาเทพเจ้าธรรมบาล เพื่อสะเดาะเคราะห์และเสริมบารมีพร้อมเปิดโรงทานแจกอาหารเจที่ปรุงด้วยกุ๊กระดับภัตตาคารให้รับประทานฟรีตลอดทั้ง 10 วันในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆได้ทุกวัน ณ มูลนิธิโพธิภาวนาสงเคราะห์ (โรงเจสะพานใหม่) ลานจอดรถที่ 1 ตลาดยิ่งเจริญ

กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299203

  กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

อ่างยะรม

  กรมชลเดินหน้าเร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

                    นายประพิศ จันทร์มา ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมชลประทานวางแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำยะรม อ.เบตง จ.ยะลา โดยกำหนดระยะเวลา 4 ปี (.. 2560-2563) นั้น ตนได้สั่งการให้สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 เร่งรัดก่อสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

   กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

                   ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่การเกษตร การอุปโภคบริโภคครอบคลุมพื้นที่ ต.ยะรมทั้งตำบลแล้ว ยังสอดรับกับท่าอากาศยานเบตงที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2562 และคาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปี 2563

              “เป็นการเร่งรัด เพื่อให้ครอบคลุมเป้าหมายทุกด้านพร้อมๆ กันเลยทีเดียว เพราะคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติก่อสร้างโครงการสนามบินเบตงในปีนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ”

                      อ่างเก็บน้ำยะรม มีขนาดความจุอ่าง 8.34 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ชลประทาน 3,500 ไร่ ขณะเดียวกันแก้ไขปัญหาราษฎรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

                  แผนงานก่อสร้างเดิมของอ่างเก็บน้ำยะรม ประกอบด้วย ก่อสร้างทำนบดินหัวงานและอาคารประกอบ และงานก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ (..2560-2563)

   กรมชลเดินหน้าสร้างอ่างเก็บน้ำยะรมรับบการเปิดสนามบินเบตง

                  อ่างเก็บน้ำยะรมจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค รวมทั้งน้ำประปาสำหรับสนามบินเบตง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ประกอบด้วยประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ซึ่งจะพัฒนาเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด ไม่ได้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยประเทศไทยกำหนดพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยจัดทำพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งจะเน้นด้านการท่องเที่ยว การบริการ และการค้าเป็นพิเศษที่สามารถเชื่อมโยงไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้สะดวกยิ่งขึ้น

                  ตามแผนการก่อสร้างสนามบินเบตง ต.ยะรม อ.เบตง เริ่มก่อสร้างในปี 2560 และอาคารผู้โดยสารจะแล้วเสร็จเดือนกุมภาพันธ์ 2562 และทางวิ่งสนามบินแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคมเดียวกัน และเป็นส่วนสำคัญเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากปีละ 6แสนคน เป็น 1 ล้านคน เนื่องจากสะดวกในการเดินทาง จากเดิมต้องใช้เวลาเดินทางจากสนามบินหาดใหญ่หรือสนามบินนราธิวาส3-4 ชั่วโมง