เช็คความพร้อมประมงไทยปูทางรับอียูตรวจเข้มพฤศจิกายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299201

เช็คความพร้อมประมงไทยปูทางรับอียูตรวจเข้มพฤศจิกายนนี้

เช็คความพร้อมประมงไทยปูทางรับอียูตรวจเข้มพฤศจิกายนนี้

 

วันที่ 16 ต.ค.60 เวลา 07.30 น. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง  ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรปราการ เพื่อตรวจติดตามการปฏิบัติงานระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำ  ก่อนคณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล (DG MARE)  ของสหภาพยุโรป (EU)  จะเดินทางมาตรวจประเมินในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 60 นี้  เพื่อสร้างความมั่นใจให้อุตสาหกรรมประมงไทยปราศจากการทำประมง IUU ทั้งระบบ โดยจุดแรกคณะได้เดินทางไปยังสะพานปลาสมุทรสาครเพื่อรับฟังบรรยายสรุปการควบคุมระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำจากเรือประมงไทย พร้อมตรวจการปฏิบัติงานการควบคุมการเข้า – ออก ของเรือประมง จากนั้นได้เดินทางตรวจการปฏิบัติงานการขนถ่ายสัตว์น้ำที่ท่าเทียบเรือประมงพรพีรพัฒน์ จ.สมุทรสาคร ก่อนรับฟังบรรยายสรุป และตรวจการปฏิบัติงาน ณ โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ บ.ไทยยูเนียน จ.สมุทรสาคร

ส่วนในช่วงบ่ายคณะได้เดินทางต่อไปยังท่าเรือหมายเลข 23 บริษัท ธนาพรชัย จำกัด อ.พระประแดง จ.สุมทรปราการ เพื่อตรวจการปฏิบัติงานควบคุมเรือประมงต่างชาติภายใต้มาตรการรัฐเจ้าของท่า (PSM) อาทิ การควบคุมก่อนการนำเข้า ข้อมูลเส้นทางการเดินเรือ การตรวจสอบความปลอดภัยของเรือ ลูกเรือ และการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกรมเจ้าท่า  รวมถึงตรวจการควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและตรวจการปฏิบัติงานตรวจการขนถ่ายสัตว์น้ำ และการออกเอกสารเพื่อควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำจากท่าเพื่อไปโรงงานและห้องเย็น

                    พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ  เปิดเผยว่า  ในภาพรวมถือว่าไทยมีการพัฒนาการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูในหลายๆ ด้านไปค่อนข้างมาก และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงไทยปราศจากการทำประมง IUU ทั้งระบบ  โดยเฉพาะการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสัตว์น้ำที่กรมประมงได้มีการปรับปรุงระบบตรวจสอบย้อนกลับของไทย เพื่อไม่ให้มีสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุมเข้ามาในประเทศไทย  รวมถึงไม่ให้มีการส่งออกสัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงแบบ  IUU  อย่างเด็ดขาด  ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย  และสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ

                   โดยสัตว์น้ำที่จับโดยเรือประมงไทย  ได้มีการจัดวางระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงทะเลได้ตลอดสายการผลิต โดยกำหนดให้เรือประมงที่จับสัตว์น้ำต้องจดบันทึกการทำการประมงตามความเป็นจริงทุกครั้ง และมีรายละเอียดของชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์น้ำ บริเวณที่จับ และเครื่องมือการทำประมง  เมื่อนำสัตว์น้ำขึ้นที่ท่าเทียบเรือ  กำหนดให้ท่าเทียบเรือต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด  กรณีขนส่งไปขายที่ตลาดกลางโดยยังไม่มีการคัดแยกและชั่งน้ำหนัก ต้องชั่งน้ำหนักโดยประมาณของสัตว์น้ำที่ขนส่ง  และเมื่อถึงตลาดกลางต้องคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด  และเมื่อมีการซื้อขายสัตว์น้ำ ผู้ซื้อผู้ขายต้องกรอกข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและปริมาณที่ซื้อขายในเอกสารกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ เพื่อให้มีข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้ทุกขั้นตอนตลอดสายการผลิต

ส่วนสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ  ผู้ประกอบการนำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำ โดยด่านตรวจสัตว์น้ำของกรมประมงจะดำเนินการตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสาร เพื่อให้มั่นใจว่าสัตว์น้ำไม่ได้มาจากการทำการประมง IUU โดยทำการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ใบรับรองการจับสัตว์น้ำ, ล็อคบุ๊ค ใบอนุญาตทำการประมง ใบอนุญาตขนถ่าย แหล่งทำการประมง พฤติกรรมเรือ เส้นทางเดินเรือ ข้อมูลการทำการประมง และแผนผังการเก็บสัตว์น้ำ เป็นต้น หากข้อมูลถูกต้องจะอนุญาตให้เรือเทียบท่าและขนถ่ายสัตว์น้ำได้

นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมการขนถ่ายและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำที่ขนขึ้นรถบรรทุก และจัดทำเอกสารเพื่อกำกับรถบรรทุกทุกคันที่ขนส่งไปยังโรงงาน และบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อสัตว์น้ำไปถึงโรงงานจะมีการคัดแยกและชั่งน้ำหนักสัตว์น้ำรายชนิด และออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำนำเข้าให้กับผู้นำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับ กรมประมงได้มีการระบบอิเล็กทรอนิกส์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย และ 2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำนำเข้า เพื่อให้สามารถตามสอบเส้นทางไหลของสัตว์น้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดสายการผลิต ตั้งแต่การนำเข้าสัตว์น้ำ การขึ้นท่าสัตว์น้ำ การกระจายสัตว์น้ำ การแปรรูป การออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ การออกใบรับรองการแปรรูปสัตว์น้ำ ตลอดจนถึงกระบวนการสุดท้าย คือ การส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มงวดในกระบวนการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบเรือประมงที่แจ้งเข้า – แจ้งออกให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์  เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำสัตว์น้ำขึ้นท่า  ควบคุมการขนถ่ายสัตว์น้ำและลูกเรือกลางทะเล   สร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการประมงตลอดสายการผลิตให้ความร่วมมือ  และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด  และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำที่จับจากเรือประมงไทย โดยได้มีการนำระบบเครื่องชั่ง Smart scale ที่สามารถส่งข้อมูลชนิดและน้ำหนักที่ชั่งเข้าระบบ ที่ได้มีการนำร่องใช้กับท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาที่สงขลาเป็นแห่งแรก และที่สมุทรสาครเป็นแห่งที่สอง ซึ่งจะทำให้ข้อมูลชนิดและน้ำหนักสัตว์น้ำมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงมากขึ้นด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

กรมชลยังคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,600 ลบ.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299187

กรมชลยังคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,600 ลบ.ม.

เขื่อนเจ้าพระยา

กรมชลยันควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไม่เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากที่ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าวันนี้(16 ต.ค. 60) ปริมาณน้ำทางตอนบนที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.39 เมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้(15 ต.ค.) 9 เซนติเมตร เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำต่อเนื่องมากว่า 1 สัปดาห์ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า
ส่วนเขื่อนเจ้าพระยา ยังควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนในเกณฑ์ไม่เกิน 2,600 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยวันนี้   (16 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,598 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวานนี้(15 ต.ค. 60) ถึง 06.00 น. วันนี้(16 ต.ค. 60) บริเวณจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง เพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวณบ้านป้อม เพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร และบริเวณอ.บางบาล เพิ่มขึ้น 5 เซนติเมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 578 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง        ช่วยบรรเทาและลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,183 ล้านลูกบาศก์เมตร      ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 310 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(16 ต.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,242 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,715 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 71 สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,007 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,219 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,523 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,653 ล้าน ลบ.ม.
ในส่วนของพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่ง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการในพื้นที่ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกัน นำเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกล และกระสอบทราย ทำคันป้องกันน้ำที่จะไหลเข้าท่วมถนนและเส้นทางสัญจร รวมทั้งการนำถุงยังชีพและน้ำดื่ม เข้าไปช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่องแล้ว

สั่งเลิกเลี้ยงกุ้งเค็มพื้นที่น้ำจืด หวั่นเสียหาย1.6 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299143

สั่งเลิกเลี้ยงกุ้งเค็มพื้นที่น้ำจืด หวั่นเสียหาย1.6 หมื่นล.

บอร์ดประมง, หมื่นล, หมื่นล้าน

บอร์ดประมงสั่งเลิกเลี้ยงกุ้งเค็มพื้นที่น้ำจืด หวั่นเสียหาย1.6 หมื่นล้าน

             บอร์ดนโยบายประมงแห่งชาติ เห็นชอบยกเลิกการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด หลังเกษตรกรร้องน้ำหลุดลงพื้นที่เกษตรอื่น เสี่ยงคู่ค้ายกข้ออ้างกีดกันสินค้า ด้านผู้เลี้ยงกุ้งลั่นเสียหายตลอดสายผลิต 1.6 หมื่นล้าน
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ได้พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการระงับใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด เนื่องจากเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพอื่นร้องเรียนต่อกรมประมงและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการปล่อยน้ำทิ้งของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเล ซึ่งระบายน้ำที่มีความเข้มทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย  กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ กรมประมงได้แจ้งให้ผู้เลี้ยงกุ้งที่ปล่อยน้ำออกนอกพื้นที่ฟาร์มดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดการน้ำทิ้งซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรับทราบและดำเนินการปรับปรุงตามที่ได้รับแจ้งเตือน แต่ยังมีบางรายรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลชนิดอื่นยังมีบางที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งปัญหานี้หากไม่ได้รับการแก้ไขมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตประเทศคู่ค้าจะนำมาใช้เป็นข้อกีดกันทางด้านการค้า กรณีปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

นอกจากนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ประกาศยกเลิกการเพาะเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 โดยให้ผู้ว่าราชการ 60 จังหวัดที่เพาะเลี้ยงออกคำสั่ง แต่ไม่ดำเนินการออกประกาศ 10 จังหวัด ในขณะที่ผลสำรวจของกรมประมงเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาพบว่า ยังมีเกษตรกรผู้ผลิตสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด อยู่ทั้งสิ้น 5,794 ฟาร์มคิดเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยง 82,675.51 ไร่

ดังนั้นเพื่อให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นไปตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การประมง พ.ศ.2558 กรมประมงจึงทำแผนแม่บทในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศ ขึ้นซึ่งได้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ ระบุว่ากำหนดให้บังคับใช้พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 ควบคู่กับการบังคับใช้มาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ฝ่ายเลขานุการฯเห็นควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6 / 2553 และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 7 / 2559

โดยให้กำหนดพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ เป็นพื้นที่น้ำจืดภายใต้มาตรา 9 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือ เป็นพื้นที่ที่มีชั้นตะกอนทะเลลึกกว่า 1.5 เมตร (ม.) เนื่องจากชั้นดินที่มีตะกอนทะเลลึกกว่า 1.5 เมตร ดินด้านบนจะเป็นดินที่มีสภาพทางการเกษตรสูง เพราะอิทธิพลจากชั้นตะกอนทะเลจะอยู่พ้นความลึกของรากพืช จึงควรอนุรักษ์พื้นที่เหล่านี้ไว้สำหรับใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรม และเป็นพื้นที่ที่ห้ามเลี้ยงสัตว์น้ำตามกฎหมายอื่นกำหนด

อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มในพื้นที่น้ำจืด ภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยระบุว่าจะส่งผลกระทบตลอดสายการผลิต ฟาร์มเพาะลูกกุ้ง ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ภาคการส่งออก อุตสาหกรรมห้องเย็นรวมไปถึงภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การค้าปัจจัยการผลิตและแรงงานจากประมง คาดว่ามีความเสียหายทางเศรษฐกิจ กว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี ประกอบด้วยภาคการผลิตจากพื้นที่การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในพื้นที่น้ำจืดประมาณ 82,675.50 ไร่ผลผลิตเฉลี่ย 735 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี คิดเป็นผลผลิตรวมประมาณ 60,765 ตันหรือ 18.99% ของผลผลิตรวมทั้งประเทศปริมาณ 320,000 ตันต่อปี มูลค่าประมาณ 10,026 ล้านบาท
การยกเลิกเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืดยังกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ เพราะผลผลิตกุ้งขาวที่เลี้ยงในพื้นที่น้ำจืดส่วนหนึ่งจำหน่ายภายในประเทศจึงอาจทำให้ผู้บริโภคในประเทศต้องซื้อกุ้งขาวในราคาที่แพงขึ้น

กรมชลยันยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299094

กรมชลยันยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์

กรมชล, กรมชลยัน, อยู่ในเกณฑ์

กรมชลยัน ยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ในเกณฑ์ 2,600 ลบ.ม./วินาที

        วันที่ 15 ต.ค. ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวยืนยันถึงการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ว่า กรมชลประทานยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,600 ลบ.ม./วินาที โดยคงระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ระดับ +16.80 เมตร(รทก.) และได้ระบายน้ำผ่านระบบชลประทานโดยเพิ่มการรับน้ำเข้าฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งสองฝั่ง 531 ลบ.ม./วินาที ยืนยันไม่ได้มีการเร่งปล่อยน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาหรือปล่อยน้ำเพิ่มในเวลากลางคืนแต่อย่างใด
ส่วนปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่มากกว่า 2,600-2,616 ลบ.ม./วินาที อยู่ในช่วงตั้งแต่เช้าวันที่ 14-15 ตุลาคม 2560 และระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ณ เวลา 06.00 น. ตั้งแต่วันที่ 12 -15 ตุลาคม 2560 มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นรวม 18 เซนติเมตร โดยสาเหตุที่อาจจะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น มีปัจจัยเสริมจากปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในช่วงวันที่ 11 – 14 ตุลาคม 2560 ซึ่งมักจะมีฝนตกในช่วงบ่ายถึงค่ำมาตลอด ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงมาเติมในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ และกรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้รายงานสถานการณ์น้ำและประสานงานกับจังหวัดชัยนาท สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดชัยนาท ฝ่ายความมั่นคง รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ให้รับทราบ เพื่อแจ้งเตือนและสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมาโดยตลอด

กรมชลยันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299093

กรมชลยันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำ

กรมชลประทาน

กรมชลยันเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงปิดการระบายน้ำ

วันที่ 15 ต.ค. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากที่ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา พบว่าวันนี้(15 ต.ค. 60) ปริมาณน้ำทางตอนบนที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,804 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.48 เมตร เพิ่มขึ้นจากวานนี้(14 ต.ค.) 8 เซนติเมตร เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ยังคงงดการระบายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า

ส่วนที่เขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อน 2,616 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวานนี้(14 ต.ค. 60) ถึง 06.00 น. วันนี้(15 ต.ค. 60) บริเวณจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร ส่วนที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำบริเวรบ้านป้อม จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้น 4 เซนติเมตร ที่บริเวณบ้านบางหลวงโดด เพิ่มขึ้น 6 เซนติเมตร และบริเวณอ.บางบาล เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่าง โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ ปัจจุบันรับน้ำเข้าไปรวมกันวันละ 530 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ รวม 12 ทุ่ง ช่วยบรรเทาและลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้มากกว่า 1,156 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังสามารถรับน้ำรวมกันได้อีกกว่า 340 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(15 ต.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 57,036 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 81 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 33,509       ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 สามารถรองรับน้ำได้อีก 14,195 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 19,111 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,415 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 68 สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันอีกกว่า 5,765 ล้าน ลบ.ม.

เครือข่ายทสม.27,200 คนเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299062

เครือข่ายทสม.27,200 คนเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ

เครือข่ายทสม.27,200 คนเตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ

              นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้เชิญชวน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (เครือข่าย ทสม.) และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ร่วมสมัครเป็น “จิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ” เพื่อรวมพลังความรัก ความสามัคคี และแสดงออกถึงความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสานต่อพระราชดำริโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ซึ่งเป็นโครงการทำความดีร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จมหาชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยกำหนดให้มีการรับลงทะเบียนสมัครจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ในระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2560 พร้อมกันทั่วประเทศ นั้น  เครือข่าย ทสม. ทั่วประเทศ ต่างหลั่งไหลสมัครเข้าร่วมจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ในภูมิสำเนาของตนเอง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะอุทิศตนให้เป็นประโยชน์เดินตามแนวทางพระราชดำรัสเกี่ยวกับอาสาสมัครสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระองค์ในฐานะ “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”และเป็นส่วนหนึ่งในงานพระราชพิธีฯ ที่สำคัญที่สุดในชีวิต โดยมีจำนวนเครือข่าย ทสม. 77 จังหวัด ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ สมัครเข้าร่วมเป็นจิตอาสาเฉพาะกิจฯ จำนวนทั้งสิ้น  27,200 คน เตรียมตัวปฏิบัติหน้าที่ตามประเภทของงานจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ทั้ง 8 ประเภทได้แก่ งานดอกไม้จันทน์  งานประชาสัมพันธ์ งานโยธา งานขนส่งฯ งานบริการประชาชน งานแพทย์  งานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร ในระหว่างวันที่ 18-31 ตุลาคม 2560”

ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะยอดทะลุเป้ากว่า 4 หมื่นคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299061

ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะยอดทะลุเป้ากว่า 4 หมื่นคน

ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะ ยอดทะลุเป้ากว่า 4 หมื่นคน

               นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมพร้อมด้วย นายสุรชัย อจลบุญ รองอธิบดีฯ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ร่วมในพิธีปิดศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร (Volunteer for DAD) ฝ่ายจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะ” ณ ศูนย์ประสานงานอาสาสมัคร (Volunteer for DAD) ท้องสนามหลวง
นายรัชฎากล่าวว่า นับตั้งแต่สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แต่ละวันมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเดินทางมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมากได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดการพื้นที่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะการเกิดปัญหาขยะในปริมาณที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
จากปัญหาดังกล่าว พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มอบหมาย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) เข้าไปสนับสนุน กรุงเทพมหานคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการให้เกิดการคัดแยกและการจัดการขยะรอบสนามหลวงอย่างเป็นระบบ ผ่านการดำเนินกิจกรรม “ทำดีเพื่อพ่อ จิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะ” โดยจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครฝ่ายจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม” และรับจิตอาสามาปฏิบัติหน้าที่รณรงค์ให้ประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ร่วมมือในการลดและจัดการขยะอย่างถูกวิธี
โดยได้เข้าไปสนับสนุนการวางระบบจัดการขยะ อบรมเรื่องการจัดการและคัดแยกขยะให้แก่อาสาสมัครฝ่ายขยะและสิ่งแวดล้อม เพื่อไปทำหน้าที่สื่อสารกับประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพ ให้มีวินัยในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อลดปริมาณขยะ โดยอาสาสมัครจะกระจายไปประจำจุดที่ตั้งถังขยะรอบสนามหลวง รวมทั้งมีหน่วยอาสาสมัครเคลื่อนที่ และอาสาสมัครที่ลงทำงานในเต็นท์พักคอยของประชาชนที่มากราบพระบรมศพ เพื่อคอยให้คำแนะนำการคัดแยกขยะ 3 ประเภทก่อนทิ้ง คือ เศษอาหาร ขยะทั่วไป และขยะรีไซเคิล ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2559 ถึงวันที 5 ตุลาคม 2560 มีประชาชนจิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะเข้าร่วม จำนวน
44,400 คน

ทั้งนี้ในช่วงเวลาดำเนินการทั้งหมดจำนวน 353 วัน มีผู้ที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะมากกว่า 200 ครั้ง จำนวน 5 คน ได้แก่ 1) นางจินตนา เจียรสุธรรมกุล จำนวน 340 ครั้ง 2) นายศราวุธ
สุนทะโรจน์  จำนวน 271 ครั้ง  3) นางชนัยทิพย์ ศรีเจริญ จำนวน 247 ครั้ง  4) นางสาวแสงรัตน์  ลัชชะเดช  จำนวน 245 ครั้ง  และ 5) นายปวรปรัชญ์ สันติเศรษฐ์ชัย จำนวน 211 ครั้ง  โดยนางจินตนา เจียรสุธรรมกุล เป็นผู้เข้าร่วมจิตอาสารณรงค์คัดแยกขยะบ่อยครั้งที่สุด เป็นจำนวน 340 วัน
นับเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ช่วยกันทำให้ท้องสนามหลวง “หน้าบ้านของพ่อ” สะอาดเรียบร้อย  เพื่อแสดงความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พวกเราพสกนิกรชาวไทยทุกคนมีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นายรัชฎา กล่าว

กรมชลฯแจงน้ำท่วมชัยนาท เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/299055

กรมชลฯแจงน้ำท่วมชัยนาท เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

ชัยนาท

กรมชลฯแจงน้ำท่วมชัยนาท เป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่นอกคันกั้นน้ำในเขตอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ได้แก่ ตำบลโพนางดำออก ตำบลหาดอาสา ตำบลบางหลวง ตำบลสรรพยา ตำบลตลุก ตำบลโพนางดำตก และตำบลเขาแก้ว โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเพิ่มการระบายน้ำแต่ละครั้ง กรมชลประทาน ได้รายงานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้กับทางจังหวัดชัยนาท และหน่วยงานท้องถิ่นทุกครั้ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์และเตรียมการรับมือได้ทัน ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในคันกั้นน้ำ ไม่มีพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งแต่อย่างใด

สำหรับการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมดังกล่าวข้างต้น กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง เข้าไปเร่งระบายน้ำร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และยังได้บูรณาการร่วมกันในการนำกระสอบทราย เข้าไปป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นถนนและเส้นทางสัญจรของประชาชน รวมทั้งได้ให้เจ้าหน้าที่โครงการชลประทาน ลงพื้นที่พบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจและอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับนำสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ ไปมอบให้กับประชาชน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือด

นักวิจัยไทยเจ๋งคว้า 3 เหรียญทองเกียรติยศ ในงาน IWIS 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298980

นักวิจัยไทยเจ๋งคว้า 3 เหรียญทองเกียรติยศ ในงาน IWIS 2017

นักวิจัยไทยเจ๋งคว้า 3 เหรียญทองเกียรติยศ ในงาน IWIS 2017

               สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยนำผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดและนำเสนอผลงานในเวที “11th International Warsaw Invention Show “(IWIS 2017) ระหว่างวันที 9 – 11 ตุลาคม 2560 ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์ โดยมีผลงานของนักวิจัย/ นักประดิษฐ์ไทยเข้าร่วมประกวด จำนวน 19 ผลงาน จาก 7 หน่วยงาน

และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยสามารถคว้ารางวัล Platinum ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงานจากผลงานเรื่อง “อุปกรณ์ซ่อมสายไฟฟ้าแรงสูง โดยวิธีไม่ดับกระแสไฟฟ้า” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  ได้เหรียญทองเกียรติยศ คือผลงานเรื่อง ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวหน้าจากสารสกัดเงาะพันธุ์สีชมพูขนาดนาโนที่ใช้เทคโนโลยีนีโอโซมซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพด้วยกะทิ โดย ผศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ และคณะ จาก วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

นอกจากนี้ยังมีผลงานของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้รับรางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จำนวน 3 ผลงาน รางวัลเหรียญทองจำนวน 4 ผลงาน เหรียญเงิน จำนวน8 ผลงาน และ เหรียญทองแดง จำนวน 3 ผลงาน และรางวัล Special Prize จากประเทศต่างๆกว่า 10 ผลงาน โดยมีประเทศที่เข้าร่วมนำเสนอผลงาน 32 ประเทศ มากกว่า 400 ผลงาน ซึ่ง วช. จะทำการแถลงข่าวรางวัลฯในวันที่ 20 ตุลาคม นี้ เวลา 14.00 น. ณ ห้องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช.1 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

กษ. โชว์ผลงาน ZONING BY AGRI-MAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298861

กษ. โชว์ผลงาน ZONING BY AGRI-MAP

อะกรีแมพ, Agri-map

กษ. โชว์ผลงาน Zoning by Agri-map เป้าปี 61 ปรับเปลี่ยนเพิ่มกว่า 2.6 แสนไร่

             พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การดำเนินงานโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม หรือ Zoning by Agri-map ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถสร้างแรงจูงใจ และสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่การผลิตที่ไม่เหมาะสมได้ถึง 190,319 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์ 40,946 ราย ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกพืชที่ไม่เหมาะสม เป็นการผลิตสินค้าชนิดใหม่ ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด ในปี 2560 เกษตรกรมีความสมัครใจและปรับเปลี่ยนพื้นที่แล้ว 157,701 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วม 34,000 ราย จาก 53 จังหวัด เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การเพาะปลูกอยู่ที่ 32,618 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วม 10,502 ราย จาก 49 จังหวัด  โดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความรู้แก่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศ.พ.ก.) และเครือข่าย ในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า และช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดีขึ้น

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาระบบการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ (Agri – Map Online) โดยให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ใช้ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มความสะดวก และรวดเร็วให้กับผู้ใช้งาน สามารถตอบสนองการใช้งานในพื้นที่ได้ จึงมีการพัฒนาแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ให้อยู่ในระบบโมบาย (Agri – Map Mobile) ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูล รายละเอียดของพื้นที่ว่า ดินมีปัญหาหรือไม่ มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดใด มีแหล่งรับซื้อผลผลิตชนิดใดที่อยู่ใกล้พื้นที่ของตนเอง เส้นทางไปยังแหล่งรับซื้อ เกษตรกรสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรให้ตรงตามศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมทั้งทางด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และอื่นๆ ทั้งนี้ เมื่อทำการผลิตในพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมจะเป็นทางหนึ่งในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตร ในช่วงที่ผ่านมา โครงการ Zoning by Agri-map ถือว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจหลังการปรับเปลี่ยน และเกษตรกรได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อาทิ การปรับเปลี่ยนจากข้าวเป็นอ้อยโรงงาน สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย ปีที่ 1 อยู่ที่ 3,093 บาท/ไร่ จากเดิมที่การปลูกข้าวจะให้ผลตอบแทน 500-700 บาท/ไร่ การปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวเป็นการปลูกหญ้าเนเปียร์ สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 29,000 บาท/ไร่ ซึ่งการปลูกหญ้าเนเปียร์นั้น ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องมีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนมีตลาดรองรับการผลิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาและตลาด

สำหรับแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนทั้งหมด 260,304 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 43,313 ราย ใน 67 จังหวัด โดยจะเน้นการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวและยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไปเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด

สำหรับโครงการ Zoning by Agri – map ได้มีการดำเนินการสร้างการรับรู้ ให้เกษตรกรทราบว่าการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ มีความเสี่ยงสูงและการปรับเปลี่ยนจะให้ผลตอบแทนดีกว่า นอกจากนั้นเกษตรกรจะเห็นข้อมูลการเชื่อมโยงของตลาด โรงงาน เพื่อรองรับความเสี่ยง ทั้งนี้เกษตรกรสามารถตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่ตนเองได้จากแผนที่ Agri – Map ที่แสดงใน ศพก.ใกล้บ้าน หรือผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต รวมถึงสมาร์ทโฟน ผ่านแอพพลิเคชั่น Agri – Map Mobile