เตรียมรับมือระดับน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298751

เตรียมรับมือระดับน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น

น้ำพอง

เตรียมรับมือระดับน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีเพิ่มสูงขึ้น

​นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า หลังจากฝนที่ตกชุกในพื้นที่ตอนบนของเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 60 เป็นต้นมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลหลากลงสู่เขื่อนอุบลรัตน์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน(11 ต.ค. 60) เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับเก็บกัก ประมาณ 2,590 ล้านลูกบาศก์เมตร มีการระบายน้ำวันละ 34 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากกว่าวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนกับปริมาณน้ำที่ระบาย ซึ่งคณะกรรมการจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น ได้มีการประชุมร่วมกันและมีมติให้เขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มการระบายน้ำเป็นช่วงๆ โดยจะค่อยๆทยอยปรับการระบาย

ดังนี้ ในช่วงวันที่ 13 – 14 ต.ค. 60 จะเพิ่มการระบายเป็น 37 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ,ในช่วงวันที่ 15 – 16 ต.ค. 60 จะปรับเพิ่มการระบายเป็น 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน , ในช่วงวันที่ 17 – 18 ต.ค. 60 จะปรับเพิ่มการระบายเป็น 43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 60 เป็นต้นไป จะปรับเพิ่มการระบายเป็น 45 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน
การระบายน้ำเพิ่มดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำพองเพิ่มสูงขึ้น และเอ่อล้นตลิ่งบริเวณสถานีวัดน้ำ E.22B บ.ท่าเม่า อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงระดับน้ำในแม่น้ำชี จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 6 ขอนแก่น ได้ให้ทุกโครงการชลประทานในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำพอง และแม่น้ำชีอย่างใกล้ชิด โดยให้ดำเนินการเสริมพนังกั้นน้ำในลำน้ำพอง และแม่น้ำชีให้สูงขึ้น พร้อมกับให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานต่างๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำพอง และแม่น้ำชี จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย

​กรมชลยันมวลน้ำเหนือทะลักไม่ทำให้ท่วมเหมือนปี54 แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298749

​กรมชลยันมวลน้ำเหนือทะลักไม่ทำให้ท่วมเหมือนปี54 แน่

เขื่อนเจ้าพระยา

​กรมชลยันมวลน้ำเหนือทะลักไม่ทำให้ท่วมเหมือนปี54 แน่

            นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจง สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปัจจุบันกับเมื่อปี 2554ว่ามีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะปริมาณฝนที่ตกบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ หากเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าปริมาณฝนสะสมของภาคเหนือตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 8 ต.ค. 54 รวม 1,614 มิลลิเมตร ในขณะที่ปี 2560 มีปริมาณฝนสะสมในช่วงเวลาเดียวกันเพียง 1,298 มิลลิเมตร ส่วนพื้นที่ภาคกลางปี 2554 และปี 2560 มีปริมาณฝนใกล้เคียงกัน คือ 1,417 มิลลิเมตร และ 1,406 มิลลิเมตร ตามลำดับ ทั้งนี้ ฝนที่ตกในช่วงฤดูฝนของภาคเหนือเมื่อปี 2554   จะมีความเข้มของฝนมากกว่าฝนที่ตกในฤดูฝนปี 2560 ประกอบกับในปี 2554 มีพายุโซนร้อนในทะเลจีนใต้ พัดเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเดือน ก.ค. – ต.ค. 54 ถึง 5 ลูกด้วยกัน ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน รวมถึงลำน้ำสาขาเป็นจำนวนมาก จนเกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ส่วนในปีนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุเพียง 3 ลูกเท่านั้น
ขณะที่สถานการณ์ในปี 2560 ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก ปิง วัง ยม น่าน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำป่าสัก      ยังสามารถบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่ให้ไหลอยู่ในลำน้ำได้ โดยไม่เกิดปัญหาน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ยกเว้นพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบางแห่งที่มีน้ำท่วมขังโดยธรรมชาติ ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบปริมาณน้ำที่ไหลผ่านในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ เวลาเดียวกัน (11 ต.ค.) จะเห็นได้ว่าปี 2554 มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มากถึง 4,650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 3,634 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 3,476 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ปริมาณน้ำสูงสุดที่อ.บางไทร 3,860 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 54) ในขณะที่ปี 2560 มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์เพียง 2,630 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 2,386 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีปริมาณน้ำไหลผ่านที่อ.บางไทร 2,404 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้ ยังอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าปี 2554 มาก จึงเป็นไปได้ยากมากที่สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ จะเกิดขึ้นเหมือนเช่นปี 2554
ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2560 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมและบริหารจัดการน้ำได้ ปริมาณน้ำที่ไหลหลากลงมาจากพื้นที่ตอนบน ส่วนหนึ่งได้ใช้ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา แบ่งรับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกับใช้ประโยชน์จากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำตอนบนบริเวณทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก หน่วงและชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้มากถึง 420 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้ใช้ทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 แห่ง ที่ประชาชนในพื้นที่ยินยอมให้นำน้ำเข้าไปเก็บพักไว้ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ปัจจุบันได้มีการนำน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในทุ่งแล้วรวม 930 ล้านลูกบาศก์เมตร(ความจุเก็บกักสูงสุดรวมกัน 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร) รวมแล้วพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆดังกล่าวข้างต้น สามารถลดปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างได้มากถึง 1,350 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2557 จนถึงปัจจุบันในยุคของรัฐบาล คสช. ได้อนุมัติโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ การก่อสร้างระบบระบายน้ำและสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม การปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้มากยิ่งขึ้น การก่อสร้างแก้มลิงรับน้ำไว้ในในพื้นที่ต่างๆ และการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้น เพื่อใช้ทุ่งต่างๆ เป็นพื้นที่รับน้ำนองในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นต้น จึงมั่นใจได้ว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้ จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เหมือนเช่นปี 2554 อย่างแน่นอน

ชาวบ้านอยุธยาจี้ ผันน้ำลง‘แก้มลิง’ หวั่นน้ำเขื่อนฯท่วมซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298732

ชาวบ้านอยุธยาจี้ ผันน้ำลง‘แก้มลิง’ หวั่นน้ำเขื่อนฯท่วมซ้ำ

ลุ่มเจ้าพระยา, แก้มลิง

ชาวบ้านอยุธยาจี้ ผันน้ำลง‘แก้มลิง’ หวั่นน้ำเขื่อนฯท่วมซ้ำ

               จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาอ่วมซ้ำ หลังกรมชลฯเพิ่มระบายน้ำเขื่อนฯ ชาวบ้านผักไห่ จ.อยุธยา ร้องภาครัฐช่วยเหลือเจรจาขอผันน้ำลงนาที่เก็บเกี่ยวแล้ว หลังบ้านเรือนจมน้ำกว่า 400 หลังคาเรือนมานาน แถมยังถูกปริมาณน้ำท่วมสูงขึ้น ขณะชาวบ้าน อ.สรรพยา ชัยนาท ต้องอพยพนอนบนถนน หลังกระสอบทรายกั้นน้ำไม่อยู่ ส่วนอุทัยธานี เร่งกู้โบราณสถาน “ฉัตรชัย”สั่งจับตาใกล้ชิด รับมีผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

                จากสถานการณ์น้ำเต็มเขื่อนหลายพื้นที่จนต้องมีการเพิ่มระบายน้ำให้อยู่ในระดับปกติ รวมทั้งต้องเตรียมพร้อมรับพายุที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงวันที่ 15-17 ต.ค.ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ส่งผลให้มีมวลน้ำจำนวนมากไหลลงสู่ภาคกลาง โดยล่าสุดเขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำเพิ่มแล้วเช่นกัน ได้ส่งผลกระทบให้น้ำเข้าท่วมหลายพื้นที่

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ประชาชนต้องอพยพอีกครั้งเพื่อหนีน้ำไปพักริมถนน หลังกระสอบทรายต้านกระแสน้ำไม่อยู่พังเสียหายหลายจุด น้ำทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่มขึ้นเป็น 2,386 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนที่ อ.สรรพยา สูงขึ้นอีก 26 เซนติเมตร มีบ้านเรือนนอกคันกั้นน้ำถูกน้ำท่วมแล้วกว่า 500 หลังคาเรือน

              ขณะที่ชาวบ้านในต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 400 ครัวเรือน ถูกน้ำท่วมระดับสูงขึ้น โดยชาวบ้านระบุว่าในพื้นที่ปกติจากที่มีน้ำท่วมอยู่แล้ว เมื่อมีการระบายน้ำเขื่อนเพิ่มทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ขอให้ชลประทานเปิดประตูระบายน้ำกุฎี ซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง อบต.ท่าดินแดง กับ อบต.กฎี เพื่อผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำพื้นที่แก้มลิงกว่า 35,000 ไร่ ที่เกษตรกรชาวนาได้เก็บเกี่ยวข้าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ปริมาณน้ำที่ท่วมขังลดลง บรรเทาความเดือดร้อนของชาวท่าดินแดงลงไปบ้าง เนื่องจากชาวบ้านฝั่งต.กุฎีไม่ยอมให้เปิดประตูระบายน้ำ ทั้งที่ยังสามารถรับน้ำได้อีกมาก

               ด้านนายณัฐธร มงคลร้อย นายก อบต.ท่าดินแดง กล่าวว่า ชาวบ้านมาร้องเรียนให้ไปเจรจากับกรมชลประทานเพื่อขอเปิดประตูระบายน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง แต่ทางชาวบ้านต.กุฎีไม่ยอมจนเกิดมีปากเสียงกันขึ้น ชาวต.ท่าดินแดงซึ่งถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานานหลายเดือนก็อยากให้ชลประทานได้ระบายน้ำที่ขังออกไปบ้าง

              ด้าน จ.อุทัยธานี เจ้าหน้าที่ได้ระดมช่วยวัดโบสถ์ กันน้ำทะลักเข้าภายในโบราณสถานมณฑปแปดเหลี่ยม หลังจากแม่น้ำสะแกกรังสูงอีกหลังเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ โดยพ.อ.พรชัย นพรัตน์ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในอุทัยธานี นำกำลังพลช่วยชาวบ้านบรรจุทรายใส่กระสอบวางป้องกันมณฑปแปดเหลี่ยมศิลปะผสมไทยจีน โบราณสถานของวัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ เนื่องจากแม่น้ำสะแกกรังระดับน้ำสูงขึ้นอีกเป็น 50 เซนติเมตร

              พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม วางแผนการจัดจราจรน้ำ ในพื้นที่ที่เคยเกิดน้ำท่วมประจำ ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องมืออื่นเตรียมพร้อมไว้ด้วย

               สำหรับสภาพน้ำที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำอ.เมืองจ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,188ลบ.ม.ต่อวินาที มีพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ที่ได้รับผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ได้แก่ บริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล และริมแม่น้ำน้อย บริเวณ อ.บางบาล อ.เสนา และ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา

              อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่ผ่าน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ น้อยกว่าปี 2554 มาก ดังนั้น ยืนยันว่าน้ำจำนวนนี้จะไม่มีผลกระทบกับ กทม.และปริมณฑล

                 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าเพื่อเป็นการรับมือกับสถานการณ์น้ำ กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่ว่างบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ชะลอน้ำไว้รวมทั้งรับน้ำส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่งแต่เนื่องจากพื้นที่ชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีฝนตกเต็มพื้นที่เช่นกันส่งผลให้มีน้ำท่าไหลหลากลงสู่ระบบชลประทานทั้งสองฝั่งด้วยทำให้สามารถรับน้ำเข้าไปได้เพียง 474 ลบ.ม.ต่อวินาที

               ขณะเดียวกันสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ประกาศยกเลิกเที่ยวบิน จากท่าอากาศยาน นานาชาติเชียงใหม่ มายังท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน เที่ยวบินที่ PG 237 และท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน-ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ เที่ยวบินที่ PG 238 สาเหตุมาจากทัศนวิสัยในการมองเห็นทางอากาศอยู่ในระดับต่ำ สาเหตุมาจากหมอกฝนและฝนที่ยังคงปกคลุมและตกบริเวณทั้ง 2 จังหวัด ส่งผลให้ผู้โดยสารจำนวน 28 คน ต้องตกค้างที่ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน

โครงการระบายน้ำสนามบินสุวรรณภูมิแม่แบบจัดการน้ำทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298731

โครงการระบายน้ำสนามบินสุวรรณภูมิแม่แบบจัดการน้ำทั้งระบบ

โครงการระบายน้ำสนามบินสุวรรณภูมิแม่แบบจัดการน้ำทั้งระบบ

                 นายจรัลธาดา  กรรณสูตร องคมนตรี กล่าวระหว่างลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงห่วงใยในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงรับสั่งให้ติดตามโครงการฯ ในรัชกาลที่ 9 ทั้งหมด เพื่อสำรวจว่าที่ใดเกิดปัญหาติดขัดอะไรบ้าง ทรงให้ติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อทรงรับทราบถึงสถานการณ์และแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการฯ ให้บังเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป พระองค์มีพระราชประสงค์จะให้ทุกอย่างสมบูรณ์เรียบร้อย ซึ่งหากมีปัญหาติดขัดอะไร จะได้นำข้อมูลที่เป็นปัจจุบันทั้งหมดกราบบังคมทูลทราบต่อไป

“พื้นที่ของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่ลุ่ม จำเป็นจะต้องมีระบบการระบายน้ำ โดยเฉพาะเวลาฝนตกหนักจะทำให้ท่วมพื้นที่บริเวณสนามบินได้ ซึ่งโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากจะช่วยระบายน้ำจากกรุงเทพมหานครให้ลดลงแล้ว ยังช่วยระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิได้อีกด้วย โดยเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2553 นับว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ในการบริหารจัดการน้ำบริเวณอำเภอบางพลี อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ที่สำคัญจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำไม่ให้ท่วมสนามบิน เพราะเป็นสถานที่ที่ต้องใช้งานได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ขณะที่ช่วงหน้าแล้งโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้  สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่การเกษตรและประมงของราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้ประกอบอาชีพเกษตรกร เลี้ยงปลา ทำนาข้าว ทำให้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้อย่างมาก” นายจรัลธาดา กรรณสูตร องคมนตรี กล่าว

ทางด้านนายวิชาญ  อุยขำ ราษฎรหมู่บ้านคลองสี่เจริญราษฎร์ ตำบลบางปลา อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงปลา เล่าว่า ได้เข้ามาอาศัยทำกินในพื้นที่นี้กว่า 30 ปีแล้ว โดยในช่วงแรกได้ทำประมงเลี้ยงปลาสลิด แต่มีปัญหาเรื่องน้ำที่ใช้เลี้ยงปลามาโดยตลอด ด้วยมีน้ำไม่เพียงพอ เมื่อมีโครงการฯ แล้ว ทำให้มีน้ำเพียงพอในการเลี้ยงปลาแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้งก็ตาม ทำให้ได้รับผลผลิตอย่างเต็มที่ และสามารถเลี้ยงในปริมาณที่มากกับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี

“ผมได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยการเลี้ยงปลานิล ร่วมกับกุ้งขาวในบ่อเลี้ยงเดียวกัน และบริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลาก็ปลูกพืชผักสวนครัว อาทิ พริก กะเพรา และปลูกเสริมด้วยไม้ผล อาทิ กล้วย ทำให้มีกินมีใช้ เหลือก็ขายสร้างรายได้ทุกวันก่อนที่จะจับปลาจับกุ้งขาย โดยปลานิลกว่าจะโตขายได้น้ำหนักต่อตัว 8-9 ขีด ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ส่วนกุ้งเลี้ยง 2-3 เดือน ก็จับขายได้แล้ว โดยกุ้งขาวสามารถจับขายได้อย่างต่อเนื่องทุกวันตามความต้องการของตลาด ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวอย่างไม่ขัดสน ปัจจุบันชาวบ้านต่างก็ใช้พื้นที่ของตนเองทำการเกษตรแบบผสมผสานได้รับผลผลิตที่ดี เพราะมีน้ำเพียงพอ สามารถบริหารจัดการน้ำในการทำการประมงได้ตลอดทั้งปี เป็นประโยชน์ที่ราษฎรในพื้นที่ต่างได้รับจากโครงการนี้ “นายวิชาญ อุยขำ กล่าว

โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นผลสืบเนื่องจากการเกิดอุทกภัยครั้งสำคัญในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดผ่าน ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำท่วม ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ที่จะต้องรองรับน้ำระบายออกสู่ทะเล นับตั้งแต่ปี 2526 และปี 2538 โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) การบริหารจัดการน้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2) การบริหารจัดการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร (การบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออก) และ 3) การบริหารจัดการสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ

ปัจจุบันโครงการฯ สามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ถึง 140 ตารางกิโลเมตร ลดความเสียหายจากน้ำท่วมขังในช่วงฤดูน้ำหลาก รวมถึงลดปัญหาการจราจรของจังหวัดสมุทรปราการ ในการใช้ถนนที่เชื่อมโยงถนนสุขุมวิท-เทพารักษ์ และถนนบางนา-ตราด อีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งน้ำจืดสำรองเพื่อไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้ถึง2 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการใช้ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ ที่มีการบริหารจัดการน้ำได้อย่างลงตัวและสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำได้ทั้งระบบ ทั้งช่วงฤดูฝน และฤดูแล้ง

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298729

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

                     นายประพิศ  จันทร์มา  ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง  กรมชลประทาน เปิดเผยว่า  หลังจากกรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร จนกลับมาใช้งานตามปกติได้ในเวลารวดเร็ว หลังถูกน้ำกัดเซาะสันทำนบพัง กรมชลประทานยังวางแผนปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นให้มั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้น หลังจากใช้งานมานานกว่า 60 ปี  ขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงวางแผนเพิ่มความจุอ่างฯอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิม 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 3.4 ล้านลูกบาศก์เมตร

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้เริ่มดำเนินการก่อสร้างทันทีที่สิ้นสุดฤดูฝนในราวๆเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2560 นี้ เพื่อให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 โดยในเนื้องานประกอบด้วย งานปรับปรุงอาคารระบายน้ำล้นเดิม งานก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน งานปรับปรุงอาคารท่อส่งน้ำฝั่งขวาและฝั่งซ้าย

“ส่วนที่เพิ่มความจุอ่างฯห้วยทรายขมิ้น มาจากงานขุดลอกอ่างฯบริเวณตอนบน 600,000 ลูกบาศก์เมตรและงานเสริมความสูงของสันเขื่อนเพิ่มความจุ 400,000 ลูกบาศก์เมตร รวมแล้วเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านลูกบาศก์เมตร” นายประพิศกล่าว

เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอีก 1 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นก่อสร้างตั้งแต่ปี 2496 แล้วเสร็จปี 2499 โดยมีความจุระดับเก็บกัก 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุระดับสูงสุด 2.66 ล้านลูกบาศก์เมตร ความยาวสันเขื่อน 1,300 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 5 เมตร มีพื้นที่ชลประทาน 3,000 ไร่ ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 อิทธิพลของพายุโซนร้อนตาลัสและพายุโซนร้อนเซินกา ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสะสมมากถึง 254 มิลลิเมตรในชั่วระยะ 20 ชั่วโมง มีน้ำไหลลงอ่างในปริมาณมาก จึงทำให้เอ่อล้นทำนบดินและกัดเซาะจนพังทลาย 2 ช่วงด้วยกันในวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งซ่อมแซมแล้วเสร็จ และเก็บกักน้ำได้ตามปกติในวันที่ 11 สิงหาคม 2560

ครม.รับทราบเร่งระบายสต็อกข้าวโพด9.4หมื่นตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298621

ครม.รับทราบเร่งระบายสต็อกข้าวโพด9.4หมื่นตัน

ข้าวโพด

ครม.รับทราบเร่งระบายสต็อกข้าวโพด9.4หมื่นตัน

               นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่10 ต.ค.มีมติรับทราบการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คงเหลือโครงการแทรกแซงตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2551/2552 ที่มีมีข้าวโพดคงเหลือจำนวน 94,168.98 ตัน เบื้องต้นจะระบายข้าวโพด 84,134.73 ตัน ซึ่งอยู่ในเงื่อนไขที่จะระบายได้ก่อน และมอบหมายให้องค์การคลังสินค้า(อคส.)เป็นผู้กำหนดวิธีการระบาย เพื่อนำเสนอประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์(นบขพ.) เพื่อพิจารณาอนุมัติการระบายต่อไป

               ในปี2551/2552รัฐบาลในขณะนั้นมีโครงการรับจำนำข้าวโพดกำหนดกรอบจำนวน 1.5 ล้านตัน สุดท้ายรับจำนำเข้ามาทั้งสิ้น 1.01 ล้านตัน โดยได้ระบายไปแล้วจำนวน 907,925 ตันเหลืออยู่ในสต็อก 94,168.98 ตัน หลังจากนั้นได้ตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสต็อกของรัฐบาล และคณะอนุกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสต็อกของรัฐบาล ผลการวิเคราะห์พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในคลังของอคส.ทั้ง 10 แห่ง มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ในการประชุมนบขพ.เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2560 มีมติอนุมัติการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยให้อคส.ระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่คงเหลือ

              “การระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งนี้ ครม.ได้มีมติให้ระบายข้าวโพดไปแล้วตั้งแต่ปี 2555 ดังนั้นการระบายคราวนี้สามารถดำเนินการได้ตามมติเมื่อปี 2555 ครม.ในครั้งนี้จึงมีมติรับทราบเท่านั้น ไม่ต้องมีมติเห็นชอบให้ระบายอีก”

               ด้านพ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี อคส. กล่าวว่า ข้อสงสัยที่ว่าครม.มีมติให้ระบายข้าวโพดส่วนที่เหลือไปตั้งแต่ปี2555 ทำไมเพิ่งมาระบายในช่วงนี้ เป็นเพราะ การระบายข้าวโพดจะมีผู้ประมูลหลายราย มีบางรายเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงไปยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลเพิ่งจะพิพากษาเมื่อปลายปี 2559 จึงเป็นเหตุทำให้เกิดความล่าช้า สำหรับส่วนที่ค้างคดีอีก 1 หมื่นกว่าตันที่ยังไม่สิ้นสุดคดี ล่าสุดทางศาลปกครองได้กำหนดวันสิ้นสุดแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา อีกประมาณ 1 เดือนศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ได้รับ คงจะมีคำพิพากษาในเร็วๆ นี้ หลังจากนั้นคงระบายได้ตามปกติ

             สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งกรรมการตรวจสอบ ส่วนการระบายข้าวโพดทางอคส.จะตั้งกรรมการกลางขึ้นมาตรวจสอบว่าจะกำหนดราคาเท่าใด เริ่มต้นสำหรับการประมูลรอบใหม่ เพราะสภาพข้าวโพดเปลี่ยนไปจากเมื่อปี 2555 ที่กำหนดราคาระบายไว้ที่ก.ก.ละ 4 บาทเช่นตอนนี้อาจจะกำหนดราคาที่ก.ก.ละ 1 บาท เป็นต้น เพราะข้าวโพดเสื่อมคุณภาพ เจ้าของคลังที่ติดต่อเข้ามาเจรจาว่าจะซื้อข้าวโพด ระบุเบื้องต้นว่า จะเอาไปทำเชื้อเพลิงสำหรับค่าเก็บรักษาข้าวโพดที่ค้างสต็อกจำนวน 94,168.98 ตันอยู่ที่ประมาณเดือนละ 7 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2551 คิดเป็นเวลา 9 ปี คิดเป็นเงินจำนวน 756 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าข้าวโพดที่รับจำนำมาในราคาก.ก.ละ 8.50 บาท คิดเป็นเงิน 800 ล้านบาท

กรมชลฯ เปิด 5 โครงการตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298618

กรมชลฯ เปิด 5 โครงการตามพระราชดำริ

กรมชล, กรมชลฯ

กรมชลฯ เปิด 5 โครงการตามพระราชดำริสืบสานศาสตร์พระราชาพัฒนาแหล่งน้ำ

 

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2561กรมชลประทานจะเร่งดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้แล้วเสร็จ ตามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวพระราชดำริต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พร้อมกับนำ “ศาสตร์พระราชา” มาขยายผลแก้ปัญหาเรื่องน้ำในภูมิภาคต่างๆ เพื่อ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับราษฎร

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานจะขอเปิดดำเนินการในปี 2561 ประกอบด้วยโครงการสำคัญๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ โครงการที่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เนื่องจากวงเงินก่อสร้างไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นโครงการขนาดกลางมีความจุ 7.43 ล้านลูกบาศก์ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 7,348 ไร่ และ โครงการอ่างเก็บน้ำป่าละอู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคพื้นที่ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุ 10.46 ล้าน ลบ.ม.สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 6,490 ไร่

โครงการประเภทที่สองเป็นโครงการที่ต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อเปิดโครงการโดยจะใช้ระยะเวลาในก่อสร้างประมาณ 5 ปี ประกอบด้วย โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 75,000 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,938 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำวังหีบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 2,377 ล้านบาท เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 13,014 ไร่ และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่ของอำเภอพระพรหม อำเภอเมือง และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากของจังหวัด โดยเฉพาะในเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรกรรม การอุปโภค-บริโภค ในฤดูแล้ง ได้อีกประมาณ 5 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ โดยจะมีการก่อสร้างและปรับปรุงคลองระบายน้ำเดิม พร้อมทั้งขุดคลองผันน้ำสายใหม่ ความยาวประมาณ 18.64 กม. และก่อสร้างประตูระบายน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำและป้องกันน้ำเค็มหนุนในฤดูแล้ง ใช้เงินลงทุนประมาณ 9,580 ล้านบาท

นอกจากนี้ในปีงบประมาณ 2561 กรมชลประทานยังจะนำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งที่เป็น ฝาย อ่างเก็บน้ำ และรูปแบบอื่นๆ ที่ยังไม่มีระบบชลประทาน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 1,645 โครงการ มาทำการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คลอบคลุมในทุกมิติ เพื่อก่อสร้างระบบชลประทานให้สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้เต็มศักยภาพ เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเพาะปลูกของประชาชนได้ตลอดทั้งปี โดยจะร่วมดำเนินงานในลักษณะบูรณาการกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ จังหวัดที่ตั้งโครงการ หน่วยงานปกครองในท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่

เพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,600 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298617

เพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,600 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

ลุ่มเจ้าพระยา

เพิ่มระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,600 ลบ.ม./วินาทีแล้ว

         วันที่ 10 ต.ค.  นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมชลประทาน ได้ปรับแผนการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มากขึ้นจากแผนเดิม 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างยังคงมีฝนตกชุกกระจาย ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลหลากลงสู่แม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะทยอยเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนจนถึงอัตรา 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันที่ 12 ต.ค. 60 และจะคงการระบายน้ำในอัตรา 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องไปประมาณ 1 สัปดาห์ ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่จังหวัดชัยนาทไปจนถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.80 – 1.20 เมตร นั้น

จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ พบว่าล่าสุด(10 ต.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 2,528 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.97 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,188 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำด้านท้ายเขื่อน นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งได้รับผลกระทบน้ำเอ่อล้นตลิ่งเดิมมีระดับสูงขึ้น ได้แก่ บริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล และริมแม่น้ำน้อย บริเวณ อ.บางบาล อ.เสนา และอ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำ เพื่อลดผลกระทบในบริเวณดังกล่าวให้มากที่สุด โดยการทดระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมกับใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรับน้ำเข้าไปอย่างเต็มศักยภาพ รวมกันวันละประมาณ 474 ลบ.ม.ต่อวินาที จากนั้นจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ รับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง เพื่อลดยอดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่พื้นที่ตอนล่าง

               ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกโครงการในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะโครงการฯที่มีพื้นที่ติดกับริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดส่งเจ้าหน้าที่ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และกระสอบทราย เข้าไปช่วยเหลือเร่งระบายน้ำในพื้นที่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมแล้ว

ในส่วนของการรับน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่าง จนถึงปัจจุบัน(10 ต.ค. 60) พื้นที่ฝั่งตะวันออก รับน้ำเข้าไปแล้วรวมทั้งสิ้น 387.40 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่รับได้สูงสุด 437 ล้านลูกบาศก์เมตรและพื้นที่ฝั่งตะวันตก รับน้ำเข้าไปแล้วรวมทั้งสิ้น 500.27 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำที่รับได้สูงสุด 1,077 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งสองฝั่งรับน้ำไปแล้วทั้งสิ้น 887.67 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุเก็บกักสูงสุดที่รับได้รวมกันประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำป่าสัก นั้น ภายหลังจากที่กรมชลประทาน ได้ปรับแผนการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากบริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน(10 ต.ค. 60) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 878 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 91 ของความจุที่ระดับเก็บกัก คงเหลือพื้นที่รองรับน้ำได้อีกเพียง 82 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น  ในขณะที่ยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนของภาคกลาง

ล่าสุด(10 ต.ค. 60) พบว่ามีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มากถึงวันละประมาณ 42 ล้านลูกบาศก์เมตร     ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้นอีก จำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำมากขึ้นจากเดิมวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละ 30  ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกิดความสมดุลของน้ำไหลเข้าอ่างฯกับปริมาณน้ำที่ระบาย พร้อมกันนี้ ได้ควบคุมปริมาณปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ให้อยู่ในเกณฑ์ 550 – 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.20 – 0.30 เมตร ปัจจุบัน(10 ต.ค. 60)มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกลงสู่ด้านท้ายบริเวณอำเภอท่าเรือ ในเกณฑ์ 476 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังไม่ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ซึ่งยังคงต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นที่ตอนบนยังคงมีฝนตกชุก

“แม่กลอง”ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298616

“แม่กลอง”ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

“แม่กลอง”ปลื้มโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

 

วันที่ 10 ต.ค.60 เวลา 11.00 น. นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานแถลงผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดฯ โดยมี นายรพีทัศน์ อุนจิตตพันธ์ เกษตรจังหวัดฯหัวหน้าส่วนราชการ และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ9101 ตามรอยเท้าพ่อเข้าร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่าจังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับการอนุมัติโครงการ จำนวน 68 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 30,447,700 บาท แบ่งเป็นอำเภอเมืองสมุทรสงคราม  จำนวน 21 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 4,660,900 บาท อำเภออัมพวา จำนวน 22 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 12,837,300 บาท อำเภอบางคนที  จำนวน 26 โครงการ งบประมาณทั้งสิ้น 12,949,500 บาท และทุกโครงการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีกระบวนการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความทั่วถึง โปร่งใส เป็นธรรม ร่วมรับผิดชอบ การตรวจสอบเป็นไปตามการบริหารงานภาครัฐและภาคประชาชน เช่น คณะกรรมการฯ ระดับชุมชน/อำเภอ คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นอกเหนือจากกลไกการบริหารงานโครงกา มีหน่วยงานอื่นๆ เช่น ปปท. สตง. ผู้บริหารกระทรวงฯ รวมทั้งองค์กรส่วนท้องถิ่น และทหาร

"แม่กลอง"ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวอีกว่า จากการดำเนินที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการรวมกลุ่มกันผลิต แปรรูป เกิดเป็นสินค้าของชุมชน โดยการนำวัตถุดิบจากชุมชนมาใช้ประโยชน์ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในชุมชน และปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการต่อยอดมาเป็นอาชีพเสริม สามารถสร้างรายได้ประจำให้กับเกษตรกรที่ร่วมโครงการดังกล่าว นับว่าโครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

"แม่กลอง"ปลื้มโครงการ9101 ต่อยอดอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ประจำ

ด้านนายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ เกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อที่สมุทรสงครามนั้น เน้นการต่อยอดโครงการ ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นจากโครงการ ของทั้ง 68 โครงการนั้น กลุ่มดำเนินการทั้ง 68 กลุ่ม จะยังไม่ปันผล แต่จะใช้เป็นทุนในการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องต่อไป ซึ่งจากการดำเนินงานนั้น ผลผลิตจากโครงการเป็นที่สนใจของผู้ซื้อ ขายได้ง่าย และราคาดี บางชนิดมีการสั่งจองล่วงหน้า ทำให้กลุ่มมีรายได้ที่แน่นอน ส่งผลให้สมาชิกของโครงการมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย ย่อมจะก่อให้เกิดความยั่งยืนของโครงการ

ชาวแม่โจ้รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298497

ชาวแม่โจ้รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง

ชาวแม่โจ้รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อหลวง

            เมื่อวันจันทร์ที่  9  ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดกิจกรรม รวมพลังปลูกดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลือง  โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร  ยศราช  อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธี เพื่อแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย  กว่า ๑ แสนต้น ทั่วมหาวิทยาลัย

กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. ณ บริเวณหน้าอาคารศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รัชกาลที่ 9 มีการขับเสภาบทอาศิรวาท, การแสดงชุดพิเศษ แม่โจ้แสงแห่งศรัทธา โดยศิลปินรับเชิญ ครูแอ๊ด ภานุทัต อภิชนาธง และนักศึกษาจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแม่โจ้ ต่อด้วยรับชมวีดีทัศน์  “ในหลวง ร.9กับแม่โจ้ พระมหากรุณาธิคุณบนแผ่นดินแม่โจ้”   จากนั้นอธิการบดี นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชน  จำนวนกว่า  2,000  คน  กล่าวประกาศเจตนารมณ์ตามรอยพ่อ “กษัตริย์เกษตร” เพื่อแสดงความจงรักภักดี และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย จากนั้นทุกคนร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงต้นไม้ของพ่อ พร้อมทั้งเขียนปณิธานทำความดีถวายพ่อลงบนใบโพธิ์ทอง ณ บริเวณต้นไม้แห่งความดีตามรอยพ่อ และร่วมกันปลูกดอกดาวเรืองถวายพ่อโดยรอบมหาวิทยาลัย

             “ดาวเรือง” เป็นดอกไม้ประจำพระองค์ด้วยสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และนับเป็นดอกไม้ที่คนไทยนิยมปลูก ด้วยชื่อที่เป็นมงคล  และเป็นไม้ดอกเพื่อการเกษตรที่ช่วยสร้างรายได้ และยังมีสรรพคุณทางยานานัปการ  สามารถนำเอาดอกมาสกัดสีไปใช้สำหรับย้อมผ้าได้อีกด้วย

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เตรียมปลูกดอกดาวเรือง และดอกไม้สีเหลือง จำนวนกว่า 1 แสนต้น โดยได้กำหนดพื้นที่ในการปลูกดอกไม้สีเหลืองภายในมหาวิทยาลัยและสำนักฟาร์มฯ  เป็นดอกดาวเรือง 85,000 ต้น  ดอกทานตะวัน  3,000  ต้น และ ปอเทือง 20 ไร่  ซึ่งได้เริ่มดำเนินการปลูกต้นกล้าพันธุ์ลมาก่อนแล้ว รวมถึงการปลูกลงแปลงของสาขาพืชสวนประดับ คณะผลิตกรรมการเกษตร ที่ตอนนี้กำลังเริ่มทยอยบานสะพรั่งทั้งแปลง  และเชื่อว่าดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองจะเบ่งบานอยู่ในหัวใจคนไทยตราบนานเท่านาน