เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนพระรามหก เตรียมรับมือระดับน้ำสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298486

เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนพระรามหก เตรียมรับมือระดับน้ำสูงขึ้น

กรมชล

เตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนพระรามหก เตรียมรับมือระดับน้ำสูงขึ้น

              นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าตามที่กรมชลประทานได้ปรับการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้น ในอัตราวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯกับปริมาณน้ำที่ระบายลงสู่แม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. 60 เป็นต้นมา ซึ่งปริมาณน้ำจำนวนนี้จะไหลลงไปรวมกับปริมาณน้ำที่มาจากคลองชัยนาท-ป่าสักบริเวณเหนือเขื่อนพระรามหก กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ไม่เกิน 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 0.80 – 1.20 เมตร ในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา นั้น

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรว่า ในช่วงวันที่ 9 – 11 ต.ค. 60 ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้พัฒนาเป็นพายุดีเปรสชันแล้วปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนกลาง ในวันพรุ่งนี้ (10 ต.ค. 60) หลังจากนั้นจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือในช่วงวันที่ 10 – 11 ต.ค. 60 ตามลำดับ และมีแนวโน้มที่จะมีฝนตกต่อเนื่องในช่วงวันที่ 13 – 15 ต.ค. 60

ลักษณะเช่นนี้ จะทำให้บริเวณพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำป่าสัก มีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก     ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อย่างต่อเนื่องตามไปด้วย ปัจจุบัน(9 ต.ค. 60) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์     มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 864 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 90 ของความจุที่ระดับเก็บกัก คงเหลือพื้นที่รองรับน้ำได้อีกเพียง 96 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ยังไม่สิ้นสุดฤดูฝนของภาคกลาง ดังนั้น เพื่อให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำอย่างเหมาะสม     กรมชลประทาน มีความจำเป็นที่ต้องระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพิ่มขึ้น จากเดิมวันละ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร         เป็นวันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อน้ำจำนวนนี้ไหลลงไปรวมกับปริมาณน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว จะควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหกให้อยู่ในเกณฑ์ 550 – 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้พื้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตั้งแต่ท้ายเขื่อนพระรามหก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงจุดบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.20 – 0.30 เมตร

กรมชลประทาน ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำป่าสัก ให้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากมีความจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มอีก เนื่องมาจากมีฝนตกลงมาเพิ่ม กรมชลประทาน จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆต่อไป

“พิเชษฐ์” จี้รื้อกติกาคุมเข้มสหกรณ์ วางกรอบธุรกรรมออมทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298485

“พิเชษฐ์” จี้รื้อกติกาคุมเข้มสหกรณ์ วางกรอบธุรกรรมออมทรัพย์

สหกรณ์, พิเชษฐ์

“พิเชษฐ์” จี้รื้อกติกาคุมเข้มสหกรณ์ ขีดเส้นตายปลายปีวางกรอบธุรกรรมสหกรณ์ออมทรัพย์

             วันที่ 9 ต.ค. นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ แถลงข่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกรมผ่านวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังสหกรณ์จังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศถึงนโยบายการดำเนินงานในปี 2561 ว่าจะเน้นใน 4 เรื่องหลักประกอบด้วย 1.การสร้างความเข้มแข็งให้กัสหกรณ์ 2.การสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะเกษตรแปลงใหญ่ที่สหกรณ์จะเข้าไปเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก 3.การพัฒนาสผลผลิตและเพิ่มมุลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับสินค้าสหกรณ์และ4.การพัฒนาคนทั้งตัวเจ้าหน้าที่สหกรณ์และกรรมการสหกรณ์ให้ก้าวทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวไปสู่ไทยแลนด์4.0

       สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาสหกรณ์ทั่วประเทศนั้นคาดหวังว่าในปี2561 จะทำให้สำเร็จในเรื่องนำระบบการเงินมากำกับสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งจะร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์  ธนาคารแห่งประเทศ และกระทรวงการคลังเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่นำไปสู่การทุจริต โดยจะมีการเชื่อมโยงเอกชน ธนาคาร นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ จ่ายซื้อสินค้าด้วยบาร์โคด อีกทั้งเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สมาชิกรายย่อยภาคครัวเรือน ที่ขณะนี้ที่มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง

            ขณะที่ปัญหาการทุจริตนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับให้เร่งสะสางทั้งหมด จากการตรวจสอบพบว่าขณะนี้พบข้อบกพร่อง 1,228 แห่ง คาดว่าจะเกิดความเสียหาย 4.3 หมื่นล้าน ซึ่งรวมไปถึงกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นด้วยที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านได้ลงโทษปลดคณะกรรมการ 14 สหกรณ์แบ่งเป็น ลงโทษทางวินัยฝ่ายจัดการ97 ราย ,ไล่ออกดำเนินอาญา 95 สหกรณ์ ,ทางแพ่งฟ้องเรียกทรัพย์คืน 37 สหกรณ์ ทั้งนี้ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัด ดำเนินคดีทางกฎหมายภายในเดือนธ.ค.นี้

                  “สำหรับสหกรณ์ที่ทุจริต 52 สหกรณ์ มูลค่า 555ล้านบาท แบ่งเป็นเรื่องเงินกู้11 สหกรณ์,กรณียักยอก19 สหกรณ์ ,ปลอมใบถอนเงิน 6สหกรณ์ ,รวบรวมผลผลิตการเกษตร 3สหกรณ์ ,ทุจริตน้ำมัน 5 สหกรณ์, เงินยืมทดลอง 3 สหกรณ์ ซึ่งได้สั่งให้สหกรณ์จังหวัดไปหาคนทุจริตให้ได้”นายพิเชษฐ์กล่าว

            ในส่วนของการดำเนินการธุรกรรมของสหกรณ์ทั้งระบบมีสินเชื่อ ทั้งหมด 1.2ล้านๆบาท เงินฝาก 7 แสนกว่าล้าน เงินลงทุนในตลาดหุ้น ทุน พันธบัตร 8 แสนล้านบาท รวมมูลค่า 2.8 ล้านๆบาท โดยวันที่ 18 ต.ค.นี้ เตรียมหารือเรียกผู้แทนจากสหกรณ์ขนาดใหญ่มีสินทรัพย์ เกิน 5 พันล้านบาท มาหารือรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้ายก่อนจะประกาศใช้เกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนเพิ่มเติมอีก5ข้อ

            นายพิเชษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีข้อโต้แย้งจากสมาชิกสหกรณ์จำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าหากใช้เกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยมากำกับสหกรณ์ อาจส่งผลกระทบทั้งระบบ ทำให้กรมต้องมาทำหน้าที่นำหลักเกณฑ์ไปปรับปรุงเปิดรับฟังใหม่ เช่น การกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวกทุนสำรองไม่เกิน 2 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.5 เท่า กำหนดให้สมาชิกสามารถกู้วนซ้ำ ได้หลังจากผ่านมาแล้ว 1 ปี กำหนดสัดส่วนการนำเงินไปลงทุนไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของทุนตนเอง กำหนดทุนสำรองของสหกรณ์ไม่ต่ำกว่า 3%จากเดิมกำหนด สูงถึง6% โดยเป็นเงินสด1 %เป็นพันธบัตร 2% ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(กลต.)จากเดิมต้องอยู่ในมาตรฐาน ก.ล.ต. เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

               อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่มีกำหนดให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร คงต้องอาศัยความสมัครใจรวมทั้งต้องรอพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ ประกาศใช้ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมาแก้ไขในเรื่องความเสี่ยง4 ด้าน ที่นำพาไปสู่สหกรณ์ล้มทำให้สหกรณ์เกิดความมั่นคง โดยจะเพิ่มโทษผู้บริหารสหกรณ์ทำผิด ทั้งโทษทาง แพ่ง –อาญาสูงสุดไม่เกิน ปรับ 1 ล้านบาทต่อคนจนกว่าแก้ไข หรือจำคุกไม่เกิน5 ปีกรณีขัดคำสั่งนายทะเบียนทำให้สหกรณ์เสียหายเป็นต้น

กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำ‘ลุ่มเจ้าพระยา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298483

กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำ‘ลุ่มเจ้าพระยา’

สมเกียรติ ประจำวงษ์, คมชัดลึก, กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำลุ่มเจ้าพระยา, อธิบดีกรมชลประทาน, พลอฉัตรชัย สาริกัลยะ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กรมชลฯสั่งรับพายุลูกใหม่ เร่งระบายน้ำ‘ลุ่มเจ้าพระยา’

                  10ต.ค.60-นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า รมว.เกษตรฯ มีความเป็นห่วงสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ยังมีฝนตกชุกต่อเนื่อง โดยได้สั่งการให้เพิ่มช่องทางการระบายน้ำให้พื้นที่เสี่ยง และเตรียมแผนรองรับหากปริมาณน้ำล้นตลิ่ง โดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้ประสานทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่

               สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่จ.สุโขทัย และโรงพยาบาลสุโขทัย ได้พ้นวิกฤตแล้ว ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ด้านปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ขณะนี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนประมาณ 60% ด้านเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำในเขื่อนประมาณ 80% ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่า วันที่ 12 -14 ต.ค.นี้ จะมีฝนตกต่อเนื่องบริเวณภาคกลางของประเทศ และวันที่ 15 – 17 ต.ค.อาจจะมีพายุลูกใหม่เคลื่อนตัวเข้ามาในประเทศไทย

               ขณะเดียวกันจากสถานการณ์น้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าหลายวัดที่อยู่รอบเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ได้รับผลกระทบแล้ว โดยน้ำได้เอ่อเข้าท่วมวัดต่างๆ เช่น วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ต.บ้านป้อม ระดับน้ำที่สูงขึ้น เข้าท่วมพื้นสนามหน้าวัดเข้าไปเป็นระยะทางกว่า 50 เมตร โดยนายอภิชาต สุขสมบูรณ์ นายก องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)บ้านป้อม นำทรายพร้อมอุปกรณ์ร่วมกับพระเณรช่วยกันกรอกกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมด้านหน้าวัด เพื่อไม่ให้น้ำเข้าท่วมภายใน บางส่วนได้ปั้นคันดินสูงประมาณ 1.50 เมตรและมีความกว้างกว่า 1 เมตรช่วยป้องกัน

              ขณะที่วัดท่าการ้อง ซึ่งอยู่ใกล้เคียง ก็มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปที่อยู่ริมแม่น้ำขึ้นที่สูง ส่วนตลาดน้ำซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญระดับน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง ทางวัดเตรียมประกาศหยุดหากน้ำขึ้นเกิน 50 ซ.ม. เพื่อความปลอดภัย

               ส่วน จ.อ่างทอง แม่น้ำเจ้าพระยายังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเอ่อท่วมเป็นวงกว้าง เนื่องจากวานนี้มีฝนตกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตำบลโผงเผงเดือดร้อนหนัก เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ สำหรับระดับน้ำแม่เจ้าพระยาหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง อยู่ที่ 8.36 เมตร เพิ่มขึ้น 20 เซนติเมตร

              ทั้งนี้ จังหวัดอ่างทองมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อท่วมแล้ว 5 อำเภอ กว่า 500 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 1,750 ไร่ หากเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำมากขึ้นและมีฝนตกอีกจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ที่หมู่ 1 ต.จำปาหล่อ อ.เมือง ชาวบ้านยังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมสูงขึ้น

“สุวิทย์”แจงปรับแก้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรมีแต่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298422

“สุวิทย์”แจงปรับแก้พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรมีแต่ได้

สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ, สุวิทย์, เกษตรกรมีแต่ได้

“สุวิทย์”แจงปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช เกษตรกรมีแต่ได้

           วันที่ 7 ต.ค.ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร แถลงชี้แจงกรณีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ว่า เป็นการปรับแก้กฎหมายที่ยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก เกษตรกรไม่ได้เสียผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น และการปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ขอย้ำให้ทราบว่าเกษตรกรยังคงสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในฤดูต่อไปในพื้นที่ของตนเองได้โดยไม่มีโทษใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการขยายการคุ้มครองจากส่วนขยายพันธุ์ไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์นั้น หมายถึง ขยายความคุ้มครองไปถึงเฉพาะ “ผลผลิต” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ที่เกิดจากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาโดยมิชอบ เท่านั้นแต่หากส่วนขยายพันธุ์นั้นได้มาอย่างถูกต้องแล้ว ผู้ผลิตก็มีสิทธิในผลิตผลและผลิตภัณฑ์นั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง

            กรณีการปรับระยะเวลาคุ้มครองตามกลุ่มพืชจากเดิมพืชล้มลุก 12 ปี เป็น 20 ปี พืชไม้ผลไม้ยืนต้นจาก 17 เป็น 25 ปี และพืชให้เนื้อไม้จาก 27 เป็น 25 ปี นั้น เนื่องจากในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชกว่าจะได้พันธุ์ใหม่ที่ดีมีศักยภาพออกสู่ตลาด จำเป็นต้องใช้ต้นทุนทั้งสติปัญญา เวลา และงบประมาณ ซึ่งการปรับช่วงเวลาที่นักปรับปรุงพันธุ์จะได้ประโยชน์จากพันธุ์พืชไร่และพืชล้มลุก และพืชยืนต้น ดังกล่าวนั้น เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมทางวิชาการ และทำให้นักปรับปรุงพันธุ์มีแรงจูงใจที่จะลงทุนและลงแรงในการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมา รวมทั้ง เกษตรกร ประชาชนทั่วไปนักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่และได้จดทะเบียนคุ้มครองก็จะได้รับผลประโยชน์จากการขยายระยะเวลาการคุ้มครองนี้ด้วยเช่นกัน

             อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับพันธุ์ที่ได้มาจากการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ตั้งต้นให้มีลักษณะที่แตกต่างเพียงเล็กน้อย ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือการผสมกลับแล้วได้พันธุ์ใหม่ที่แตกต่างจากพันธุ์ตั้งต้น แต่ยังคงมีลักษณะสำคัญส่วนใหญ่เป็นของพันธุ์ตั้งต้น หรือ EDVs นั้น ในกรณีที่มีนักปรับปรุงพันธุ์รายอื่นนำเอาพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองไว้แล้วไปพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จนได้เป็นพันธุ์ EDV แล้วนำไปทำการค้า โดยไม่ขออนุญาตจากผู้ที่เป็นเจ้าของพันธุ์ตั้งต้น จึงไม่เป็นธรรมกับนักปรับปรุงพันธุ์ตั้งต้น ซึ่งข้อกำหนดของกฎหมายนี้จะเป็นการปกป้องพันธุ์พืชใหม่ของเกษตรกร และนักปรับปรุงพันธุ์พืชของไทย

             นอกจากนี้การปรับแก้ที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกร นักวิชาการ องค์กรสาธารณประโยชน์ และภาคเอกชน จากการเลือกตั้งกันเอง เป็นแต่งตั้งทั้งหมดนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อลดขั้นตอนให้การแต่งตั้งคณะกรรมการสามารถทำได้รวดเร็วขึ้นและมีความต่อเนื่อง ทำให้ดำเนินการได้ทันต่อเหตุการณ์ จึงปรับแก้ไขวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการ โดยยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเช่นเดิม

            ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชทางเว็บไซต์ใน ซึ่งเป็นขั้นตอนขั้นต้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีการแสดงความคิดเห็นประกอบการเสนอต่อกระทรวงและ ครม. ตามลำดับต่อไป ถือเป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานต้องทำการรับฟังความคิดเห็นทาง website โดยปัจจุบันหลายหน่วยงานที่มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเช่นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็เปิดรับฟังความคิดเห็น ใน website ด้วยเช่นกัน

            “การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นการเสนอร่างพ.ร.บ. ให้สอดคล้องกับข้อมูลของอนุสัญญา UPOV1991 แต่ยังมิใช่เป็นการขอความเห็นชอบในการเป็นภาคี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรขอยืนยันว่าเกษตรกรไม่ได้เสียประโยชน์ใดๆ และยังได้รับประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการได้รับสิทธิ์การคุ้มครองพันธุ์พืชที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและให้ความเป็นธรรมต่อเกษตรกร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

“ชุติมา”ลงพื้นที่ขอนแก่นผลักดันจับคู่ซื้อขายข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298355

“ชุติมา”ลงพื้นที่ขอนแก่นผลักดันจับคู่ซื้อขายข้าว

ชุติมา

“ชุติมา”ลงพื้นที่ขอนแก่นผลักดันจับคู่ซื้อขายข้าว

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ณ จ.ขอนแก่น ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ทำให้มีกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ความสนใจในการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงการซื้อขายผลผลิตข้าวอินทรีย์จากโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP จากโครงการยาแปลงใหญ่ โดยนำเกษตรกรและผู้ประกอบการมาพูดคุยทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของการซื้อขายข้าวในโครงการเชื่อมโยงตลาดฯ อาทิ ชนิดข้าว ปริมาณผลผลิต จุดซื้อขาย เป็นต้น

หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายผลผลิตข้าว (MOU) โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร โดยแบ่งจุดลงนามออกเป็น 2 แห่ง ได้แก่ 1) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โนนพริก ต.โคกสง่า อ.พล จ.ขอนแก่น ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรจากอำเภอพล อำเภอแวงใหญ่ และอำเภอโนนศิลา และ 2) สหกรณ์เครดิตยูเนียนหนองสองห้อง จำกัด ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรจากอำเภอหนองสองห้อง อำเภอบ้านฝาง อำเภอชุมแพ อำเภอพระยืน อำเภอหนองเรือ อำเภอสีชมพู อำเภอเมือง อำเภออุบลรัตน์ และอำเภอซำสูง โดยมีผู้ประกอบการค้าข้าวร่วมลงนาม จำนวน 8 ราย กลุ่มเกษตรกรโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ จำนวน 48 กลุ่ม และกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ จำนวน 2 กลุ่ม โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ครั้งนี้

สำหรับผู้ประกอบการค้าข้าวที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้ สามารถขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี โดยมีระยะเวลาได้รับการชดเชยดอกเบี้ย คือ 1) ผู้ประกอบการค้าข้าวอินทรีย์ ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 3 ปี และ 2) ผู้ประกอบการค้าข้าว GAP ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้สำหรับผู้ประกอบการที่รับซื้อข้าวอินทรีย์ จะได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกไป EU จากกรมการค้าต่างประเทศตามสัดส่วนของพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรับซื้อข้าวจากเกษตรกร

ส่วนกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการก็ได้ประโยชน์จากโครงการนี้เช่นกัน ที่จะมีผู้ซื้อรองรับแน่นอน โดยสามารถขายข้าวได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป อย่างน้อย 300 – 500 บาท แล้วแต่ชนิดข้าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าว

เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร หรือผู้ประกอบการที่สนใจรับซื้อผลผลิตคุณภาพจากกลุ่มเกษตรกร สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัด หน่วยงานของกรมการข้าวในพื้นที่ หรือโทรสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4

ตัดยอดน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสองฝั่งลดปริมาณน้ำไหลลงตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298354

ตัดยอดน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสองฝั่งลดปริมาณน้ำไหลลงตอนล่าง

แม่น้ำเจ้าพระยา

ตัดยอดน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองสองฝั่งลดปริมาณน้ำไหลลงตอนล่าง

          วันที่ 7 ต.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ พบว่าปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อำเภอเมือง นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,390 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ยังคงมีน้ำไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  โดยการกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อหน่วงและชะลอน้ำไว้ พร้อมกับผันน้ำเข้าคลองฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกให้เต็มศักยภาพ

สำหรับพื้นที่นอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับผลกระทบมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วม ในบริเวณอ.อินทร์บุรี อ.เมือง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี , อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง , คลองโผงเผง คลองบางบาล แม่น้ำน้อย     อ.เสนา อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กรมชลประทาน ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ในพื้นที่ชุมชน พร้อมกับเสริมคันดินเล็กในจุดเสี่ยง รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ยันพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298280

ยันพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด

พรบคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่, ปรับปรุง

กรมวิชาการฯยัน ปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด

            นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวกรณีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช 3 ระบบ ประกอบด้วย ระบบการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเป็นการคุ้มครองเชิงทรัพย์สินทางปัญญา ให้สิทธิกับนักปรับปรุงพันธุ์พืช ระบบการจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ให้สิทธิความเป็นเจ้าของกับชุมชน และระบบการแจ้งและอนุญาตให้ใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า เพื่อการศึกษา ทดลอง วิจัย และปรับปรุงพันธุ์  โดยตัวบทกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ได้ผูกโยงระบบการคุ้มครองดังกล่าวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เมื่อบังคับใช้กฎหมายมาสักระยะหนึ่งพบว่า มีข้อติดขัดทั้งในด้านกระบวนการปฏิบัติงานและการบังคับใช้กฎหมาย

           “กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังขาดสาระสำคัญบางประการทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชได้อย่างเพียงพอ มีบางข้อที่จำกัดโอกาสการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ๆ อีกทั้งไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนได้อนุรักษ์พัฒนาและใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของชุมชน รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการวิจัยและพัฒนาที่ใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่า และไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ส่งผลให้ไม่ส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันการลงทุนและการวิจัยและพัฒนาของประเทศเท่าที่ควร ดังนั้น จึงเห็นสมควรปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน โดยคงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุกประการ”

        อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยต่อว่าสำหรับการปรับแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นสากลจะส่งผลดีต่อผู้เกี่ยวข้องโดยจำแนกตามกลุ่ม ประกอบด้วย 1.​เกษตรกรผู้ค้า/ผู้ปลูก มีทางเลือกมากขึ้นในการเลือกชนิดพืชและพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่เหมาะสมใช้เพาะปลูกตามความต้องการ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของผลผลิตให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น อาชีพเกษตรกรผู้รับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ (พืชไร่และผัก) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น สร้างรายได้ให้เกษตรกร

          นอกจากนี้ เกษตรกรจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ทันสมัยไปด้วย โดยที่เกษตรกรยังสามารถใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกได้เองตามปกติ ส่วนพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธ์ไว้เพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ตามสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรกรที่กำหนดไว้ในมาตรา 35 ของร่างพระราชบัญญัติฯ

        2.​นักปรับปรุงพันธุ์พืชไทย มีแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และมีแหล่งพันธุกรรมที่มีความหลากหลายใช้ในการปรับปรุงพันธุ์มากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์มากยิ่งขึ้น และจะมีจำนวนนักปรับปรุงพันธุ์เพิ่มมากขึ้น

​          3.​ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมแปรรูป มีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกซื้อผลิตผลและผลิตภัณฑ์พืชได้ตรงกับความต้องการ มีพันธุ์พืชใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดแคลน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น

         และ 4.​การลงทุนด้านเมล็ดพันธุ์พืช มีการขยายการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาปรับปรุงพันธุ์และการผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก นักลงทุนมีความเชื่อมั่น ดึงดูดให้เข้ามาลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาในประเทศมากขึ้น

          ทั้งนี้ การดำเนินการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2553 ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 40 มาตรา จาก 69 มาตรา ได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่า เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่มีข้อห่วงกังวลต่อการที่จะไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเองได้ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ราคาเมล็ดพันธุ์ที่อาจจะสูงขึ้น และการกระทำผิด (ละเมิด) โดยไม่รู้ ซึ่งต่อมาภายหลังจากได้รับความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เกษตรกรมีความเข้าใจและไม่คัดค้านการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

          โดยปัจจุบัน การเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชทางเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรในระหว่างวันที่ 5-20 ตุลาคม 2560 ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการเสนอกฎหมายของหน่วยงาน ซึ่งจะต้องให้กระทรวงพิจารณาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี และหาก ครม. เห็นชอบ จะต้องส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนเสนอให้ สนช. ในขั้นตอนสุดท้ายต่อไป

กรมชลฯคาดพรุ่งนี้(8 ต.ค. )น้ำที่นครสวรรค์อยู่ในระดับสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298275

กรมชลฯคาดพรุ่งนี้(8 ต.ค. )น้ำที่นครสวรรค์อยู่ในระดับสูงสุด

ลุ่มเจ้าพระยา, 8 ตค, กรมชลฯ

กรมชลฯ คาดการณ์พรุ่งนี้(8 ต.ค. )น้ำที่นครสวรรค์จะสูงสุด 2,400 ลบ.ม./วินาที

            วันที่ 7 ต.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน คาดการณ์ว่าแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำสูงสุดไหลผ่านในเกณฑ์ประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในวันพรุ่งนี้(8 ต.ค. 60) ระดับน้ำจะต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 2.80 เมตร ไม่มีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

        กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยการผันน้ำเข้าคลองและแม่น้ำต่างๆ ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อควบคุมปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวันนี้(7 ต.ค. 60)กรมชลประทาน ยังคงทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้มีปริมาณน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,783 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนบริเวณจังหวัดสิงห์บุรีและอ่างทอง เพิ่มสูงขึ้นจากวานนี้(6 ต.ค.) ประมาณ0.25 เมตร ส่วนบริเวณคลองโผงเผง คลองบางบาล อำเภอบางบาล อำเภอเสนา แม่น้ำน้อย อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับถัดไปในวันพรุ่งนี้(8 ต.ค. 60) จากเดิมอีกประมาณ 0.10 – 0.20 เมตร หากปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่จังหวัดชัยนาทลงไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 0.30 – 0.80 เมตร ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ยังคงได้รับผลกระทบน้ำท่วมสูง

           นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ยังได้คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำสูงสุดไหลผ่านที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงวันที่ 11 – 12 ต.ค. 60 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ หากมีฝนตกในพื้นที่และมีน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในบริเวณดังที่กล่าวมา ก็อาจจะทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ซึ่งยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน

        อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน จะเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนให้ออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำที่จะเกิดจากฝนตกหนักลงมาอีกในระยะต่อไป ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์เพิ่มเติมว่า ในช่วงวันที่ 9 – 13 ต.ค. บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งกรมชลประทาน จะรายงานสถานการณ์น้ำให้ทราบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลมายังสายด่วนกรมชลประทาน โทร.1460 หรือติดตามสถานการณ์น้ำได้ที่ www.rid.go.th/2009/

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายวิทยุอีสานลุยงานปชส.การเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298273

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายวิทยุอีสานลุยงานปชส.การเกษตร

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายวิทยุภาคอีสานลุยงานบริการวิชาการเกษตร

             วันที่ 6 ตุลาคม 2560 เวลา ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก.ขอนแก่น และบุคลากร เข้าร่วมประชุมกับ อาจารย์วุฒิพล ฉัตรจรัสกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และทีมประชาสัมพันธ์ เพื่อหารือความร่วมมือด้านงานบริการวิชาการ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชุมชน และการเชื่อมโยงในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อันที่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคารสำนักงานอธิการบดี

จากนั้น ทั้งหมดได้เดินทางไปสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (MSU Radio FM 102.25 MHz.) เพื่อหารือความร่วมมือกับผศ.ดร.ลัดดา แสนสีหา อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสารคาม (ผู้ดำเนินรายการ) พร้อมด้วยนายแสนศักดิ์ ขันทอง นักประชาสัมพันธ์ และทีมงาน ในการเชื่อมโยงด้านการแลกเปลี่ยนรายการ และการจัดรายการร่วมกัน อาทิ รายการด้านสุขภาพ การอภิปรายข้ามแดน การจัดงานสัมมนา โดยการออกอากาศให้ความรู้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั่วประเทศ ผ่านสื่อกระจายเสียงของทั้ง 2 สถาบัน ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผศ.อนุพรเผยว่าการร่วมมือกับสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยมหาสารคามครั้งนี้เพื่อต้องการสร้างเครือข่ายการประชาสัมพันธ์บริการวิชาการด้านการเกษตรให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบมัลติมีเดียในลหากหลายช่องทางที่ทางวิทยุม.ก.ได้พัฒนาและทำการเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ด้วย

“การสร้างเครือข่ายมีความจำเป็นอย่างยิ่งในโลกข้อมูลข่าวสารปัจจุบันที่ทุกสื่อจะต้องมีการปรับตัว สถานีวิทยุม.ก.ก็เช่นเดียวกัน เราก็ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับทุกสื่อในทุกแพลตฟอร์ม ที่พร้อมจะก้าวไปด้วยกัน เพราะสุดท้ายผลประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกแก่ประชาชน ผู้ชมผู้ฟังจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ร่วมลงนามเอ็มโอยูกับหลายสื่อแล้ว ซึ่งมีทั้งเว็บไซต์และวิทยุ”ผศ.อนุพรกล่าวย้ำ

“บิ๊กฉัตร”ถกกรรมาธิการอียูยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298265

“บิ๊กฉัตร”ถกกรรมาธิการอียูยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

ประมง, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร”ถกกรรมาธิการอียูยันไทยยึดหลักประมงยั่งยืน

              พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าร่วมการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรทะเล หรือ Our Ocean Conference ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่  5 – 6  ตุลาคม  ณ สาธารณรัฐมอลตา และกล่าวถ้อยแถลงถึงท่าทีประเทศไทยในการประชุมครั้งนี้แล้ว ยังได้หารือร่วมกับ นายเคอเมนู  เวลลา กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมกิจการทะเลและประมง คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ซึ่งแสดงความชื่นชมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาประมงไอยูยูของไทย และเห็นว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยจริงจังกับการแก้ไขปัญหาไอยูยู ทั้งแนวนโยบายให้มีการจัดการทรัพยากรทุกอย่างพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งประมง ป่าไม้และเกษตรกรรม รวมถึงการพัฒนาระบบการทำงานด้านเทคนิคต่าง ๆ เพื่อทำให้ระบบการประมงของไทยมีประสิทธิภาพ เช่น การนำคณะเจ้าหน้าที่ประมงจากประเทศไทยเดินทางไปศึกษาดูงานศูนย์ติดตามและควบคุมเรือประมงที่สเปน และส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษาหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งจากการเยี่ยมชมศูนย์เห็นว่าระบบของไทยและสเปนนั้นคล้ายคลึงกัน แต่สเปนมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากมีประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า ซึ่งไทยจะนำความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาระบบของไทยต่อไป

นอกจากนั้น ยังแจ้งว่าปัญหาประมงไอยูยูเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในระดับนานาชาติ ไทยจึงเสนอให้อาเซียนมีการจัดทำนโยบายประมงร่วมกัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีอาเซียนในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 39 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่างนโยบายดังกล่าวในต้นปี 2561       ซึ่งทางอียูก็พร้อมสนับสนุนให้ข้อมูลไทยในการจัดทำกรอบแนวทางนโยบายประมงอาเซียนซึ่งอียูได้ดำเนินการมาแล้วด้วย

นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกับ นายบ๊อบ มิลเล่อร์ ผู้จัดการบริหารบริษัทอาหารซี.พี.ที่อังกฤษ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนร่วมหลักในการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติด้านการบริหารจัดการสินค้าประมง (Seafood Task Force) และนายนิโคลัส ไวซ์ ผู้ก่อตั้งและผู้นำกลุ่มธุรกิจเครือข่ายความร่วมมือนานาชาติด้านความยั่งยืนของทรัพยากรประมง หรือ (OceanMind) ซึ่งทั้งสององค์กรเป็นกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าประมงรายใหญ่ของโลกที่มีการนำเข้าสินค้าประมงจากไทย ซึ่งปัจจุบัน Seafood Task Force และ OceanMind มีความร่วมมือทำงานกันอย่างใกล้ชิดกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และยังเห็นถึงความก้าวหน้าและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาประมงของไทยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการให้ห่วงโซ่อุปทานหรือสายการผลิตสินค้าประมงของไทยไปสู่ความยั่งยืน ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากร การแก้ไขปัญหาการทำประมงไอยูยู และปัญหาแรงงานในภาคการประมง

ซึ่งนอกจากไทยได้เน้นย้ำถึงแนวทางการจัดการประมงยั่งยืนในไทย และยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือทำงานกับ Seafood Task Force และ OceanMind แล้วทั้งสององค์กรเครือข่ายก็พร้อมยินดีให้การสนับสนุนไทย โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์การทำประมงของเรือประมงไทยขนาดต่าง ๆ เพื่อวางแผนในการควบคุมการทำประมงให้ไปสู่แนวทางการทำประมงยั่งยืน รวมถึงการสนับสนุนระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงที่ส่งออกไปต่างประเทศให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้นด้วย