กยท.ตรังเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราแห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298264

กยท.ตรังเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราแห่งแรก

กยท.ตรังเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราแห่งแรก ภายใต้ พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558

               นายสมยศ น้ำแก้ว ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง กล่าวว่า กยท. มีนโยบายในการพัฒนาระบบตลาดยางพาราของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ดำเนินการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยางอยู่แล้วให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคามาตรฐาน ตามราคาตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ตลาด ทั่วประเทศ ได้แก่ ตลาดกลางสงขลา ตลาดกลางนครศรีธรรมราช ตลาดกลางสุราษฎร์ธานี ตลาดกลางยะลา ตลาดกลางหนองคาย และตลาดกลางบุรีรัมย์ ทั้งนี้ ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 5,630คน มีทุนดำเนินงาน 1,245 ล้านบาท โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางสหกรณ์ฯ มีการพัฒนาการเจริญเติบโตตามแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะยาว และให้บริการแก่สมาชิกจำนวน 8 กิจกรรมหลัก ได้แก่ เป็นแหล่งเงินทุนให้แก่สมาชิก จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรวบรวมผลผลิตยางพารา รวบรวมผลผลิตเพื่อการแปรรูปเพิ่มมูลค่า การแปรรูปยางพาราอัดก้อนมาตรฐาน GMP การส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการออม และบริการอื่นๆ ด้วยผลงานการดำเนินกิจกรรมใช้เงินทุนในปีที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นประมาณ 2,328 ล้านบาท ทำให้สหกรณ์ฯ ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560

                 นายสมยศ กล่าวต่อว่า สำหรับกิจกรรมการรวบรวมผลผลิตยางพาราจากสมาชิก สามารถสร้างมูลค่าในปีที่ผ่านมาประมาณ 700 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพของสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด ที่จะยกระดับสถาบันเกษตรกรจากการเป็นจุดรวบรวมผลผลิตยาง ให้เป็นตลาดเครือข่ายของตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทยได้ โดยจะนำผลผลิตที่แปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 จากสมาชิกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่มีประมาณ 800 กว่าตันต่อปี เฉลี่ยในช่วงฤดูกาลเปิดกรีดประมาณ100 ตันต่อเดือน ส่งเข้าประมูลผ่านตลาดกลางยางพาราสงขลา สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จึงนับเป็นตลาดเครือข่ายของตลาดกลางยางพารา กยท.แห่งแรกของประเทศ ซึ่งได้รับความร่วมมือทั้งจากสหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด ตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา และการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง ที่จะเปิดบริการซื้อ ขายยางพาราภายใต้กฎและระเบียบที่ตลาดกลางยางพาราแห่งประเทศไทยกำหนดอย่างเป็นธรรม

               “กยท.จ.ตรัง มีเป้าหมายที่จะดำเนินการผลักดันให้มีการเปิดตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 5 ตลาด ในปีงบประมาณ 2561 โดยตลาดเครือข่ายแห่งแรกของประเทศไทย ได้ดำเนินการเปิดตลาดไปแล้วเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว และมีอีก 4 ตลาด ใน 4 อำเภอ คือ อ.ปะเหลียน อ.รัษฎา อ.เมืองตรัง และ อ.สิเกา ที่จะดำเนินการผลักดันเพิ่มเติม เพื่อให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายผลผลิตได้ตามราคาที่มีการประกาศชัดเจน”ผอ.กยท.จ.ตรัง กล่าวทิ้งท้าย

                ด้าน นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า จังหวัดตรัง มีพื้นที่กรีดยางจำนวน 1,331,767 ไร่ มีผลผลิต 303,981 กิโลกรัม/ ปี มากเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรในจังหวัดตรัง ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง และโดยส่วนใหญ่เกษตรกรชาวสวนยาง จะส่งขายยางในรูปของน้ำยางสด และยางแผ่นดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นต้นในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางล้อรถยนต์ เครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ในกระบวนการรับซื้อยางจากเกษตรกร จะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อ ไม่มีราคาแน่นอน ไม่มีการคัดชั้นยาง ซึ่งอาจทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่ไม่ยุติธรรม และตลาดกลางยางพารามีเพียง 6 แห่ง ทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการขายยางให้แก่ตลาดกลางยางพาราเข้าถึงได้ยาก ดังนั้น การพัฒนาเป็นเครือข่ายตลาดกลางยางพาราของการยางแห่งประเทศไทยจะช่วยลดปัญหาด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง มีราคาอ้างอิงที่ชัดเจน ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้รับความยุติธรรมในการ ซื้อ- ขาย ยาง มีราคาอ้างอิงชัดเจนทุกวัน และที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดได้ง่าย เนื่องจากตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้บ้าน เกษตรกรผู้ที่ขายยางกับตลาดเครือข่ายจะได้รับสิทธิ์ตามราคาที่ประมูล เสมือนหนึ่งเป็นการขายที่ตลาดกลางยางพาราการยางแห่งประเทศไทยโดยตรง

“ฉัตรชัย”เยือนมอลตาถกแผนป้องทรัพยากรในมหาสมุทรทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298177

“ฉัตรชัย”เยือนมอลตาถกแผนป้องทรัพยากรในมหาสมุทรทั่วโลก

“ฉัตรชัย”เยือนมอลตาถกแผนป้องทรัพยากรในมหาสมุทรทั่วโลก

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรทะเล หรือ Our Ocean Conference ครั้งที่ 4  ระหว่างวันที่  5 – 6  ตุลาคมนี้ ณ สาธารณรัฐมอลตาว่า การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำทั่วโลกทั้งจากภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาพบกันเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางทะเล ตลอดจนรับมือผลกระทบสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่มีต่อทะเลและมหาสมุทร  ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยมีสหภาพยุโรปเป็นเจ้าภาพ ภายใต้แนวคิดหลักของงานคือ มหาสมุทรคือชีวิต หรือ “An Ocean for Life” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แต่ละประเทศร่วมดำเนินการลดมลพิษทางทะเลการจัดการทรัพยากรทางน้ำอย่างยั่งยืนลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและตั้งเขตรักษาพันธุ์ทางทะเล

สำหรับสาระสำคัญในการสัมมนาครั้งนี้จะร่วมหารือใน 5แนวทางร่วมกัน ได้แก่ 1. การปกป้องมหาสมุทร
2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3. การทำการประมงอย่างยั่งยืน4. มลพิษทางทะเล 5. ความปลอดภัยทางทะเล 6. สภาพเศรษฐกิจสีฟ้าที่ยั่งยืน โดยแต่ละประเทศที่เข้าร่วมจะมีการให้คำมั่นที่เกี่ยวข้องในหัวข้อที่เข้าร่วม
โดยจะกล่าวถึงสิ่งที่ได้กระทำอย่างเป็นรูปธรรมที่ผ่านมา รายงานผลการดำเนินการที่ผ่านมา  และเป้าหมายที่จะดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องและอนุรักษ์มหาสมุทร  ซึ่งท่าทีประเทศไทยที่ได้กล่าวถ้อยแถลงในเวทีครั้งนี้
คือ ประเทศไทยได้ดำเนินการปฏิรูปงานด้านประมงและแรงงานในทุกมิติ และครอบคลุมตามหลักเกณฑ์และ ข้อบังคับระหว่างประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวกับการประมงของไทย เพื่อเป้าหมายให้มีความยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงเข้าร่วมในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างมาตรฐานแรงงานในทะเลและมั่นใจว่าแรงงานต่างด้าวจะปลอดจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย  ที่สำคัญไทยได้นำเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าสู่กรอบนโยบายแห่งชาติของประเทศ  ในด้านความยั่งยืนทางทะเล และเราใช้ปริมาณสูงสุดของสัตว์น้ำที่จะจับมาใช้ประโยชน์ได้ หรือ MSY เป็นฐานในการปฏิรูปการประมงและกองเรือประมง โดยสร้างระบบในการดำเนินงานด้านการควบคุมและเฝ้าระวังการทำประมง และการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อต่อสู้กับการประมงไอยูยูทั่วทุกน่านน้ำ  เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทะเลของไทยมีความปลอดภัยและยั่งยืน  ขณะเดียวกัน ไทยได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง 10% ภายในปี 2573  เช่น ประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา เขตป่าชายเลน กำหนดช่วงเวลาห้ามทำประมง เป็นต้น และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษทางทะเลด้วยแผนและยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษระยะยาว  โดยพร้อมให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกับทุกประเทศในการอนุรักษ์มหาสมุทร ปกป้อง ทรัพยากรทางทะเล และป้องกันปัญหามลพิษทางทะเล

“การประชุมรักษามหาสมุทรเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2014 โดยมีการดำเนินการไปแล้วกว่า 250 แผนงานทั่วโลก คิดเป็นจำนวนเงินกว่า8.2 พันล้านยูโร (9.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) และได้มีการกำหนดพื้นที่ 9,900,000 ตารางกิโลเมตรเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซี่งจะส่งผลต่อการปกป้องทางทะเลและการพัฒนาเศรษฐกิจสีฟ้าอย่างยั่งยืนทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้นำจากประเทศต่างๆ กล่าวสุนทรพจน์ และร่วมในพิธีเปิด  อาทิ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มงกุฎราชกุมารอังกฤษ  เจ้าชายอาลแบร์ที่ 2 องค์อธิปัตย์แห่งโมนาโกนางเฟดเดอรีกา โมกรีนี  ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป. นายเคอเมนู เวลลา กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมกิจการทางทะเล และประมง คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐมอลต้า เป็นต้น” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

เกษตรฯชี้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานดีที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298131

เกษตรฯชี้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานดีที่สุด

หนอนหัวดำมะพร้าว

เกษตรฯชี้ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวด้วยวิธีผสมผสานดีที่สุด

               นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงการที่เกษตรกรส่วนใหญ่ออกมาเรียกร้องถึงการจัดซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูมะพร้าวที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดูแลอยู่นั้น ว่าขณะนี้การจัดซื้อสารเคมีเป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุ ซึ่งมีหลายขั้นตอน จำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดซื้อเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ถูกต้อง และรัดกุมที่สุด รวมทั้งต้องตรวจสอบถึงคุณสมบัติของสารเคมี ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยขณะนี้ได้ดำเนินการจัดซื้อสารเคมีทั้ง 2 รายการ ซึ่งได้มีการขออนุมัติจัดซื้อสารเคมีไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้รับการอนุมัติ สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถส่งสารเคมีให้กับสำนักงานเกษตรจังหวัดเป้าหมายได้ ภายในกลางเดือนตุลาคม 2560
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า  สำหรับการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว    ได้จัดอบรมและให้คำแนะนำกับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในทุกจังหวัดที่มีการระบาด ซึ่งสารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ที่จะใช้จะต้องใช้สำหรับเจาะเข้าต้น และเป็นมะพร้าวแกงที่มีความสูงมากกว่า 12 เมตรเท่านั้น ส่วนมะพร้าวแกงที่มีความสูงต่ำกว่า 12 เมตร มะพร้าวอ่อนทุกชนิด ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีชนิดนี้               แต่ให้ใช้การพ่นทางใบด้วยสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ 4 ชนิด เท่านั้น คือ สารเคมี chlorantraniliprole 5.17% SC สารเคมี flubendiamide 20% WG สารเคมี spinosad 12% SC และสารเคมี lufenuron 5% SC เท่านั้น ซึ่งจะทำให้การใช้สารเคมีสามารถกำจัดหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างในน้ำ และ เนื้อมะพร้าว
นอกจากนี้ ขอความร่วมมือเกษตรกรสวนมะพร้าว ดูแลในการดำเนินการในวิธีการต่างๆ อย่างใกล้ชิดและใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การตัดทางใบมะพร้าวที่ถูกหนอนหัวดำทำลายและนำไปเผา ซึ่งจะสามารถลดจำนวนหนอนหัวดำมะพร้าวได้ถึง 90% รวมทั้งแจ้งเตือนการระบาด สำหรับสมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนในพื้นที่ที่มีการระบาด ได้มีการผลิตและปล่อย แตนเบียนหนอนบราคอน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติ  และได้แจกจ่ายให้ เกษตรกรเจ้าผู้ปลูกมะพร้าว รวมทั้งผู้ที่สนใจ นำไปปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวในพื้นที่

ทั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์ศัตรูธรรมชาติจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งศัตรูธรรมชาติเหล่านี้สามารถช่วยควบคุมปริมาณหนอนหัวดำไม่ให้มีการขยายพันธ์และระบาดไปสู่พื้นที่อื่นอย่างได้ผล ซึ่งวิธีการผสมผสานเหล่านี้เกษตรกรสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองและสามารถที่จะควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความสมดุลในธรรมชาติอย่างยั่งยืน ต่อไป

กรมชลฯขยายผล”บางระกำโมเดล”แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298097

กรมชลฯขยายผล”บางระกำโมเดล”แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี

กรมชลฯขยายผล”บางระกำโมเดล”แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี  รุกวางแผนบริหารน้ำสั่งเขื่อนลำปาวลดการระบาย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชีว่า ขณะนี้แหล่งกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำชีทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก เนื่องจากตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 เป็นต้นมาได้มีพายุดีเปรสชั่นตาลัส  เซินกาและพายุทกซูรี พัดผ่านทำให้ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)  ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำโดยกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนให้ได้มากที่สุด และชะลอการระบายเพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม อย่างไรก็ตามในบ้างพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมอยู่บ้าง แต่คาดว่าจะเข้าสู่ภายภาวะปกติก่อนสิ้นเดือนตุลาคม 2560 นี้อย่างแน่นอน

กรมชลฯขยายผล"บางระกำโมเดล"แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี 
สำหรับปริมาณน้ำล่าสุดของเขื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ในลุ่มน้ำชีทั้ง 3 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 1,992 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ยังสามารถรับน้ำได้อีก 439 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 1,689 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 291 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำในอ่าง 136 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้อีก 27 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานและ กฟผ.จะบริหารจัดการน้ำทั้งการระบายและการกักเก็บน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยจะคำนึงถึงปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช่ในกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้งปี 2561 ด้วย
“โดยเฉพาะที่เขื่อนลำปาว กรมชลประทานจะเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปีหน้าอย่างพอเพียง และยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมทางตอนล่างของลุ่มน้ำชี ในพื้นที่ อำเภอจังหาร อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นที่ลุ่มน้ำระบายน้ำได้ช้า โดยขณะนี้ได้สั่งการให้ลดการระบายน้ำเขื้อนลำปาวลงให้น้อยที่สุด” ดร.สมเกียรติกล่าว

กรมชลฯขยายผล"บางระกำโมเดล"แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี 
นอกจากนี้ยังได้ให้เร่งระดมส่งเครื่องสูบน้ำช่วยที่พื้นที่ชุมชนเมืองขอนแก่น กาฬสินธ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ และร้อยเอ็ด พร้อมจัดทำแผนที่ทางน้ำสาธารณะ เพื่อเตรียมปรับการบริหารจัดการน้ำหลากในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตามในการเร่งระบายน้ำนั้น ให้คำนึงถึงการวางแผนการปลูกพืชในฤดูแล้งช่วงปลายปีนี้ด้วย  โดยจะต้องจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบของน้ำท่วมเป็นอันดับแรก
รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สภาพของพื้นที่ของลุ่มน้ำชีที่มีความชันสูงในตอนบน และเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำในตอนกลางและตอนล่างทำให้การระบายน้ำได้ช้า ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานร้อยเอ็ดหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน  ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการพัฒนาแก้มลิงและปรับเปลี่ยนช่วงเวลาของการปลูกพืชเหมือนพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

กรมชลฯขยายผล"บางระกำโมเดล"แก้ปัญหาลุ่มน้ำชี 
นอกจากนี้ก็จะมีการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพพนังกั้นน้ำฝั่งขวาของแม่น้ำชี ความยาว 60 กิโลเมตรและปรับปรุงประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำเดิมให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยใช้งบประมาณรวม 990 ล้านบาท อย่างไรก็ตามจะต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน เพื่อที่จะบูรณาการร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะต้องใช้รูปแบบของการบริหารจัดการเป็นระบบเหมือนลุ่มน้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้ลุ่มน้ำชี มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวม 49,477 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 13 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอ่างเก็บน้ำน้ำขนาดใหญ่ 3 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว และเขื่อนจุฬาภรณ์ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 68 แห่ง นอกจากนั้นยังมีเขื่อนระบายน้ำ โครงการขนาดเล็ก แก้มลิงรวมทั้งหมดรวม 2,284 แห่ง สามารถเก็บน้ำได้ 5,419 ล้านลูกบาศก์เมตร

“คูโบต้า”จับมือกรมการข้าว ดันชาวนาไทยก้าวสู่ยุค4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298095

“คูโบต้า”จับมือกรมการข้าว ดันชาวนาไทยก้าวสู่ยุค4.0

คูโบต้า

“คูโบต้า”จับมือกรมการข้าว ดันชาวนาไทยก้าวสู่ยุค4.0

                นายโอภาศ ธันวารชร กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทยให้เป็นเกษตรกรรม 4.0 ทั้งการเสริมสร้างทักษะและศักยภาพเกษตรกร พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มมูลค่าด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์มากขึ้น

               บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ กรมการข้าวหาแนวทางพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้เข้มแข็ง รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก และนำความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ไปปรับปรุงการทำนาของเกษตรกรไทย เป็นมุมมองใหม่ในการทำเกษตรกรรม ผสมผสานองค์ความรู้ในการเพาะปลูกเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตร รวมไปถึงการเล็งเห็นความสำคัญของการทำเกษตรแบบกลุ่ม ผ่านตัวแทนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านข้าวจากหลากหลายภาคส่วนที่จะร่วมแบ่งปันความรู้และมุมมองการทำเกษตรในหลากหลายประเด็น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของไทยให้พัฒนาเข้าสู่มาตรฐานสากลต่อไป

              “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ศึกษาและทดลองวิธีการที่จะเป็นแนวทางในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อช่วยให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจร ด้วยการนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและนวัตกรรมการเพาะปลูกที่มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว เพื่อช่วยเกษตรกรในการลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต และรายได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนนำความรู้ และวิธีการเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพนั้น มาจัดทำเป็นปฏิทินความรู้เรื่องข้าว สำหรับนำมาแจกให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในพื้นที่ต่อไป” นายโอภาศ กล่าว

                นายธนาวิชญ์ จินดาประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แอทไวส คอนซัลติ้ง จำกัด และที่ปรึกษาด้านการพัฒนาด้านการเกษตรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หัวใจหลักของไทยแลนด์ 4.0 คือ ต้องเปลี่ยนจาก ทำมากได้น้อย เป็น ทำน้อยได้มาก เช่นเดียวกับ เกษตร 4.0 ต้องเปลี่ยนจากการทำแบบดั้งเดิม เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ด้วยการนำนวัตกรรม บวกกับความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยความรู้ ความคิดสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่ และนำนวัตกรรมเข้ามาช่วย เกษตรกรรมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่คนไทยควรสานต่อ และพัฒนาสู่การเป็น “สมาร์ทฟาร์เมอ

เปิดโรดแมพ5ปีนวัตกรรมชาติ ยกระดับ‘สมุนไพร-ยานไร้คนขับ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298092

เปิดโรดแมพ5ปีนวัตกรรมชาติ  ยกระดับ‘สมุนไพร-ยานไร้คนขับ’

นวัตกรรมแห่งชาติ

เปิดโรดแมพ5ปีนวัตกรรมชาติ  ยกระดับ‘สมุนไพร-ยานไร้คนขับ’

                นายพันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สำนักงานได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2561-2565) โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป้าหมาย 3 กลุ่ม 5 อุตสาหกรรมหลัก คำนึงถึงพื้นฐานและจุดแข็งของประเทศเชื่อมโยงถึงทิศทางตลาดโลก พร้อมปรับรูปแบบการทำงานให้ทันยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยจะยกระดับการทำนวัตกรรมของไทยในลักษณะโอเพนอินโนเวชัน อาทิ สนับสนุนภาครัฐทำนวัตกรรมเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย

              เศรษฐกิจเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจการผลิตและหมุนเวียน และเศรษฐกิจสังคม บริการและแบ่งปัน จัดแยกเป็นกรอบการสนับสนุน 5 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย สมุนไพร อาหารในเมือง ท่องเที่ยวและบริการการแพทย์ เทคโนโลยีการผลิตด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ไอโอที) และอากาศยานไร้คนขับ(ยูเอวี)

              ส่วนผลงานในปี 2560 ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งกลุ่มสตาร์ทอัพผ่านโครงการสตาร์ทอัพไทยแลนด์ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และโอทอปผ่านโครงการคูปองนวัตกรรม และบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมกว่า 1,500 ราย และสนับสนุนโครงการนวัตกรรมไปแล้วกว่า 353 โครงการ เป็นเงินสนับสนุน 396 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าโครงการที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกว่า 1,500 ล้านบาท

             นายพันธุ์อาจ กล่าวว่าส่วนแผนงานปี 2561 มีเป้าหมายพัฒนาผู้ประกอบการ 3,000 รายให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรม 5 ด้าน คือ นวัตกรรมเชิงพื้นที่ผ่านโปรแกรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมภูมิภาคและย่านนวัตกรรม 15 แห่งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ชายแดน และระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก, นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นการใช้ข้อมูลขับเคลื่อนระบบนวัตกรรม รวมถึงคาดคะเนแนวโน้มในอนาคตของนวัตกรรมในเศรษฐกิจเป้าหมาย 3 กลุ่มดังกล่าว,นวัตกรรมตลาด มุ่งสร้างศักยภาพการพัฒนาตลาดนวัตกรรมในประเทศ โดยกระบวนการแพร่กระจายทางนวัตกรรม และการเชื่อมโยงการเติบโตระดับนานาชาติ รวมถึงการเชื่อมโยงกับกลไกบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้สามารถขายในส่วนราชการได้, การเงินเพื่อนวัตกรรม การสร้างกลไกการเงินนวัตกรรมและยกระดับความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนโดยเฉพาะ Venture capital และตลาดทุน ผ่านการสร้างบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทางนวัตกรรม จำนวน 100 ราย

               และสุดท้ายคือนวัตกรรมสื่อ เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดการนวัตกรรม และใช้สื่อใหม่ เพื่อสร้างรูปแบบทางนวัตกรรม เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้สาธารณะต่อนวัตกรรมในวงกว้าง ทั้งเป็นการสร้างอัตลักษณ์สำคัญของระบบนวัตกรรมแห่งชาติของไทย

                 “การจัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะทำให้ประชาชนในทุกกลุ่มตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โอท็อป สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปต่อยอดสร้างให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมที่มีความหลากหลาย และสามารถนำไปขยายผลเกิดการใช้จริงขึ้นในทุกภาคส่วนของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดระบบนวัตกรรมแห่งชาติ ที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” นายพันธุ์อาจ กล่าว

                 สิ่งที่อยากเห็นใน 5 ปีจากนี้คือ เด็กรุ่นใหม่ทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัยสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างน้อย 100 บริษัท ผ่านกลไกการสนับสนุนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แม้อาจจะไม่สำเร็จทั้งหมด เพราะการทำธุรกิจนวัตกรรม 99% จะล้มเหลว แต่ถือเป็นการนับหนึ่งที่มีคุณค่าและประสบการณ์ที่จะทำให้ก้าวต่อไปมีความมั่นคงและโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298026

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

ซีพี.เดินหน้าชู 3 โครงการเพื่อความยั่งยืน

             นายสมพร ชูก้อนทอง ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ จังหวัดระยอง  ซึ่งเป็น 1 ในโรงเรียน ภายใต้โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำแกลง  บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ  เข้ามาดำเนินโครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต : โรงเรียนต้นแบบสู่ความยั่งยืน ที่โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในปี พ.ศ.2558 โดยต่อยอดจากการปลูกข้าวในนาเพื่ออาหารกลางวันนักเรียน มาสู่การเลี้ยงไก่ไข่

และในปี 2558 ได้มีการปลูกผักปลอดภัยเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงอาหารในโรงเรียนและชุมชน ปัจจุบันโครงการนี้สร้างรายได้ให้กับโรงเรียน และสร้างภาวะโภชนาการที่ดีให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านเนินสบบูรณ์ กลายเป็นโรงเรียนต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่นๆ และหน่วยงานต่างๆ ได้เข้าศึกษาและเยี่ยมชมการดำเนินงานเพื่อนำความรู้ไปบูรณาการต่อยอดและเป็นอาชีพ

ก่อนหน้านี้โรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์มีปัญหาเรื่องอาหารกลางวันนักเรียน จึงมองหาวิธีที่จะทำให้เด็กนักเรียนทั้งหมดกว่า 190 คนของโรงเรียนได้กินอิ่มและมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อที่จะได้มุ่งมั่นในการเรียนอย่างเต็มที่ ทางโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำแกลง จ.ระยอง ได้จัดกิจกรรมสานเสวนาชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากผู้สูงอายุในชุมชนบริจาคที่ดิน 9 ไร่เพื่อให้โรงเรียนทำนาปลูกข้าวเอง ซึ่งได้เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือในโครงการสืบสานวิถีชีวิตเกษตรกรรมเพื่ออาหารกลางวัน (ปลูกข้าว) ในปี 2551

โดยซีพีเอฟช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์และอุปกรณ์บางส่วน รวมถึงมีพนักงานจิตอาสามาช่วยทั้งการปลูกและเก็บเกี่ยว จากนั้นในปี 2552 ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน โดยซีพีเอฟช่วยจัดหากรงไก่ และร่วมสมทบทุนจัดซื้อแม่พันธุ์ไก่ไข่รุ่นแรก 170 ตัว พร้อมมอบองค์ความรู้และคำแนะนำที่จำเป็น

ซึ่งต่อมายังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำโรงเรียนเข้าโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน จึงได้รับสนับสนุนแม่ไก่พันธุ์และอาหารสัตว์เพิ่มเติม ช่วยให้มีไข่ไก่เพียงพอสำหรับนักเรียน และมีผลผลิตจำหน่ายเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนไว้ดำเนินโครงการมาจนถึงปัจจุบัน จากนั้นในปี 2555 ยังได้ดำเนิน โครงการเลี้ยงปลาเพื่ออาหารกลางวัน เลี้ยงปลาดุกให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีนทางเลือกอีกด้วย
ต่อมาในปี 2558 เมื่อซีพีเอฟริเริ่ม โครงการ ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต ขึ้น ทางโรงงานฯ แกลง จึงเสนอชื่อโรงเรียนให้เข้าร่วม พร้อมกับขยายมาสู่การจัดทำ โครงการผักปลอดภัยเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนมีผักสดสะอาดและปลอดภัยไว้รับประทาน เด็กๆ ที่นี่จึงมีกับข้าวหลากหลายเมนูที่มาคู่โภชาการที่ดีไว้รับประทานแบบกินอิ่ม มีความสุข พร้อมอนาคตที่สดใส อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การแปรรูปผลผลิตจากโครงการมาจำหน่าย เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยวข้าวกล้อง ขนมปังข้าวกล้องและรำข้าว

นายสมพร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเนินสมบูรณ์ กล่าวว่า ผลผลิตจากโครงการทั้งหมดนี้คำนวณเป็นเงินทุนแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 660,000 บาท และส่วนหนึ่งได้นำมาใช้เป็นกองทุนเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ ต่อไปได้แบบพึ่งพาตนเอง โดยมีเด็กๆ และคุณครูแต่ละชั้นเรียนแบ่งหน้าที่มาช่วยกันดูแลอย่างขมักเขม้น เป็นการปลูกฝังการเรียนเรียนรู้วิชาชีวิตว่าด้วยคุณค่าวิถีอาชีพเกษตรกรรมไปพร้อมๆ กัน
ส่วนโครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคตที่โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด  จ.นครราชสีมา และโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา เป็นอีก 2 โครงการต้นแบบซีพีเพื่อความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนในท้องถิ่น โดยที่โรงเรียนชลประทานบ้านกอโจดได้นำที่ดินว่างเปล่าในโรงเรียนมาทำโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ปลูกผัก  โดยมีสัตวบาล และพนักงานจากโรงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา ของซีพีเอฟ รวมถึงชาวชุมชนผนึกกำลังช่วยกันตามความถนัดของแต่ละองค์กร ปัจจุบันโรงเรียนสามารถลดปริมาณการซื้อวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารกลางวัน นักเรียนเข้าถึงอาหารกลางวันและมีโภชนการสมวัยตามเกณฑ์

ด้านโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง จ.นครราชสีมา  ซีพีเอฟ โดยธุรกิจไก่พันธุ์เนื้อ สระบุรี ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างโภชนาการที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนนี้ ส่งเสริมให้มีการปลูกผักโดยใช้น้ำน้อย ในโครงการเพาะเห็ดเพื่ออาหารกลางวันและร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทของเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวัน ปัจจุบันพบว่านักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าผ่านเกณฑ์ Thai School Lunch
มีภาวะขาดโภชนาการลดลง
สำหรับโครงการซีพีเอฟ อิ่มสุข ปลูกอนาคต เริ่มดำเนินการในปี 2558  เป็นโครงการเพื่อสังคมที่ตอบโจทย์ด้านการมุ่งมั่นสร้างสังคมยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในข้อที่ว่าด้วยการเสริมสร้างสุขภาพสุขภาวะที่ดี และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ 2 ข้อ นั่นคือ การขจัดความหิวโหย และการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี  ปัจจุบันมีเด็กๆ กว่า 17,500 คน ในโรงเรียน 77 แห่งทั่วประเทศที่ตั้งอยู่รอบโรงงานและฟาร์มร่วมโครงการ

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/298011

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง

ฝนหลวง, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคอง รองรับการใช้น้ำในฤดูแล้ง

                  วันที่ 5 ตุลาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ      การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ที่มีปริมาณน้ำเก็บกัก     ในระดับที่น้อย ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เร่งปฏิบัติการปฏิบัติการฝนหลวงตามนโยบาย            การบริหารจัดการน้ำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเดิมมีเป้าหมายการเติมน้ำให้กับ       เขื่อนลำตะคองภายในเดือนตุลาคม 2560 จำนวนปริมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากผลการปฏิบัติการ   ฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ถึงปัจจุบัน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถปฏิบัติการ        ฝนหลวงเติมน้ำลงเขื่อนลำตะคองได้ปริมาณทั้งสิ้น 24.33 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ และทำให้มีปริมาณน้ำในเขื่อน 144.584 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 45.97% ของความจุเขื่อน

ทั้งนี้                เขื่อนลำตะคองยังสามารถเก็บกักน้ำสำหรับใช้การในฤดูแล้งได้อีก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวง   เติมน้ำในเขื่อนลำตะคองให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมฝนหลวงฯ ปรับแผนการดำเนินงานให้หน่วยปฏิบัติการ     ฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมาและหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ปฏิบัติงานร่วมกันต่อถึงวันที่           31 ตุลาคม 2560 ใช้เครื่องบินรวมจำนวน 6 ลำ ได้แก่ เครื่องบินชนิดกาซ่า จำนวน 2 ลำ ชนิดซุปเปอร์คิงแอร์ จำนวน 1 ลำ เครื่องบินชนิดบีที – 67 จำนวน 1 ลำ และเครื่องบินชนิดเอยู-23 จำนวน 2 ลำ ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำให้กับเขื่อนลำตะคอง ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นเป็น         35 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้สามารถรองรับการใช้น้ำจากความต้องการอุปโภค บริโภคในฤดูแล้งได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ในภารกิจ        การเติมน้ำให้กับเขื่อนสำคัญทั่วทุกภูมิภาค พบว่า ภาคกลาง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี    มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่อำเภอศรีสวัสดิ์ ทองผาภูมิ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์และเขื่อนศรีนครินทร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นทีลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา         ภาคตะวันออก โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็ฐน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำพระปรง จังหวัดสระแก้ว และภาคใต้ โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีฝนตกปานกลางถึงหนัก บริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297983

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

แปดริ้ว

สถาการณ์น้ำท่วมแปดริ้วเริ่มคลี่คลาย

         วันที่ 5 ต.ค. นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าภายหลังจากที่โครงการชลประทานฉะเชิงเทราได้ลดฝายยางท่าลาดลง เพื่อพร่องน้ำในคลองท่าลาด รอรับน้ำจากคลองกะพงที่ไหลงสู่คลองระบมก่อนจะไหลลงมาคลองท่าลาด ส่งผลให้สถานการณ์น้ำที่ท่วมขังอยู่ในพื้นที่หมู่ 17 บ้านหนองตานาค และหมู่ 2 บ้านท่าเลียบ ตำบลท่ากระดาน   ล่าสุดวันนี้(5 ต.ค. 60)ลดลงเกือบปกติแล้ว ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลลงสู่ปลายคลองกะพง ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณหมู่ 4 บ้านนาโพธิ์ ตำบลท่ากระดาน แต่น้ำในคลองกะพงยังคงไหลลงสู่คลองระบมได้สะดวก ทำให้คาดว่าระดับน้ำในบริเวณหมู่ 4 บ้านนาโพธิ์ จะเข้าสู่ปกติในช่วงเย็นของวันนี้
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำคลองระบม อำเภอสนามชัยเขต ที่ได้มีการยกฝายยางขึ้นสูงสุดแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันมีปริมาณน้ำเต็มความจุและไหลล้นทางระบายน้ำล้น(Spillway)สูงประมาณ 0.23 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 3.56 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในขณะที่ยังคงมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในคลองระบมและคลองท่าลาด ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจะเอ่อล้นพื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วนตามแนวคลองระบมและคลองท่าลาด

ในช่วงเย็นวันนี้(5 ต.ค. 60) โครงการชลประทานฉะเชิงเทรา ได้รายงานสถานการณ์น้ำไปยังนายอำเภอ สนามชัยเขต อำเภอพนมสารคาม และอำเภอราชสาส์น ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ยกสิ่งของเครื่องใช้ และเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงไปไว้บนที่สูง พร้อมทั้งให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297973

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

บ่อวงร้าง “ฟื้นคืนชีพ”แก้วิกฤติน้ำหลากน้ำแล้ง

 

เหตุที่บ่อวงร้างฟื้นคืนชีพได้ ก็เพราะกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำ “โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น” เข้าไปดำเนินการ ด้วยหลักการง่ายๆ กักน้ำวิกฤติ ไว้เป็นโอกาส ได้ใช้ประโยชน์ในน้ำวิกฤต…!!! ซึ่งหลักการนี้มีองค์ประกอบสำคัญ เพียง “บ่อวงร้างของชาวบ้าน-เทคโนโลยีและความรู้จากบุคลากรกรมทรัพยากรน้ำบาดาล” เท่านั้น โดย 2 สิ่งนี้ มีการนำร่องแล้วในพื้นที่วิกฤติหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย

บ้านหนองจอก หมู่ 6 ต.นางลือ อ.เมือง จ.ชัยนาท ก็เป็น 1 ในพื้นที่ที่เข้าข่ายเกิดวิกฤติน้ำจากภัยธรรมชาติที่รุนแรง แต่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้…โดยที่นี่ เคยเกิดปัญหามากมาย ทั้งน้ำหลากและน้ำแล้ง ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านการส่งเสริมให้ได้ใช้น้ำบาดาล แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ชาวบ้านขุดเองในระดับตื้น โดยอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้าน ขุดบ่อขนาดเล็กที่เรียกว่า “บ่อตอก” ความลึกไม่เกิน 8-10 เมตร และใช้เครื่องสูบน้ำแบบหอยโข่งลงไปติดตั้งเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้

แต่แล้วปัญหาก็ยังไม่จบ เมื่อ “บ่อตอก” ที่ชาวบ้านขุดลงไปนั้น มีระดับน้ำลดต่ำลง อันเป็นผลมาจากการใช้น้ำมากเกินสมดุลของประชาชน ที่ทุกหลังคาเรือนนำขึ้นมาใช้ทำนาอย่างกว้างขวาง ทำให้เครื่องสูบหอยโข่งไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ จึงต้องขุดบ่อให้ลึกลงไปมากขึ้นกว่าเดิม หรือเรียกว่า “ทรุดบ่อ” เพื่อติดตั้งเครื่องสูบหอยโข่งตามระดับน้ำที่อยู่ลึกลงไป ให้สามารถสูบน้ำกลับมาใช้อีก เพราะน้ำที่เคยสูบมาใช้ได้ ที่ระดับความลึกจากชั้นผิวดิน 8-10 เมตร นั้น แห้งหายลงไปแล้ว

ดร.อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดเผยว่า  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีแผนจะ “ฟื้นคืนชีพบ่อวงร้าง-สร้างน้ำ-สร้างชีวิต-สู่จุดสมดุลน้ำใต้ดิน” พร้อมให้ชาวบ้านร่วมด้วยช่วยเติมน้ำใต้ดิน ด้วยกลไกของภาครัฐ ที่มุ่งเน้นแนวทางการเติมน้ำใต้ดินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ด้วยน้ำที่ลงสู่ชั้นน้ำบาดาลระดับตื้นจะต้องผ่านการกรองและระมัดระวังการปนเปื้อนอย่างดีที่สุด ก่อนให้ประชาชนได้ใช้ สิ่งนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องนำความรู้และวิทยาการจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล มาสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน โดยผลที่ได้จะอยู่ทั้ง ในส่วนของธรรมชาติ ที่สามารถช่วยฟื้นคืนทรัพยากรธรรมชาติ (น้ำใต้ดิน) ไม่ให้สูญเสียความสมดุล และไม่มีปัญหาเรื่องการระเหย ทำให้ประชาชนให้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร คลี่คลายปัญหาวิกฤติน้ำได้ระดับหนึ่ง ที่สำคัญ ยังทำให้ประชาชน “รู้ใช้-รู้เติม-รู้หมุนเวียน” และช่วยแก้ปัญหาการปนเปื้อนให้น้ำบาดาล จากบ่อที่ถูกทิ้งร้างได้อีกด้วย

ฉะนั้น จากนี้ไปเมื่อเกิดภาวะน้ำหลาก จะมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำหลากที่เกิดขึ้น จะถูกนำไปเก็บไว้ในชั้นใต้ดินระดับตื้น ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อนำน้ำฝนหรือน้ำท่วมน้ำหลาก ลงไปกักเก็บในชั้นน้ำบาดาลระดับตื้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำน้ำกลับขึ้นมาใช้ได้ในช่วงฤดูแล้งนับเป็นโครงการสำคัญโครงการหนึ่ง ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ให้นำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทั่วประเทศ

กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ผู้ให้น้ำ-น้ำให้ชีวิต” กับ “โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น”ฟื้นบ่อวงร้าง สร้างน้ำใต้ดิน”