ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297969

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101

ก่อนพัฒนาเป็น, 9101, ตามแผน, หวังความยั่งยืน

ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101 ตามแผน หวังความยั่งยืน

            ศพก.ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนพัฒนาเป็น 9101 ตามแผน หวังความยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการในการขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)       โดยการดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิด ตัดสินใจ วางแผน และรับผิดชอบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิรูปภาคการเกษตรเป็นไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน               ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้แต่ละ ศพก. สะสมข้อมูลความต้องการของเกษตรกรและชุมชน ที่จะพัฒนาการเกษตรของชุมชนไว้มากพอในระดับหนึ่ง และมีความพยายามที่จะช่วยเหลือตนเองเท่าที่กำลังความสามารถจะทำได้ จากจำนวน ศพก. 882 ศูนย์ และศูนย์เครือข่ายอีกจำนวน 10,523 ศูนย์
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สมาชิก ศพก. มีความมุ่งมั่นตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งในหลวง ร.9 พระราชทานไว้ให้มาเป็นหลักนำชัยในการพัฒนาอาชีพของตน ซึ่งแต่ละคนต่างทำกิจกรรมของตนเองตามกำลัง บางพื้นที่ก็รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมทางการเกษตร   เน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้  เมื่อรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพและขยายผล            หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการได้เดินตามรอยเท้าพ่อตามที่มุ่งหวัง จึงสอดคล้องกับการพัฒนาการเกษตรที่สมาชิก ศพก. ดำเนินการอยู่ อีกทั้งในส่วนของทางราชการได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ธกส. และกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์  สามารถวัดผลและตรวจสอบได้ ทั้งจากสมาชิกชุมชนด้วยกันเอง และหน่วยงานภายนอก
นายสมชาย กล่าวอีกว่า อาจมีหลายส่วนที่กังวลกับความรวดเร็วของการดำเนินโครงการ แต่ก็ต้องเข้าใจสมาชิกชุมชนด้วย ศพก.เองมีความเข้าใจและเตรียมความพร้อมกันมานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เองโดยลำพังของชุมชน รอคอยมานาน เมื่อมีการช่วยเหลือจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน จึงทำให้สามารถดำเนินการได้ทันที เช่น พื้นที่ ต.หนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ชุมชนประสบปัญหาขยะจากเศษเปลือกกล้วยมีมากถึงวันละ 5 – 6 ตัน ชุมชนจึงเสนอความต้องการทำปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกกล้วย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีชุมชนยี่ล้น อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ชุมชนประสบปัญหาเกิดจากราคาปลา และข้าวตกต่ำ  ชุมชนเสนอขอทำฟาร์มชุมชน จนสามารถสร้างรายได้แก่ชุมชนมากกว่า 970,000 บาท
“ผมอยากให้ทุกคนมองด้วยใจเป็นธรรม การสร้างโอกาสให้ชุมชนเรียนรู้ที่จะระเบิดจากข้างใน เรียนรู้ที่จะยอมรับหลักประชาธิปไตย เข้าใจกัน เอื้อเฟื้อกัน  ตรวจสอบกันเอง จะสร้างสังคมเกษตรที่เข้มแข็งและมีความยั่งยืนในการพัฒนาได้จริง” นายสมชาย กล่าว

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297960

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

เจ้าพระยา

กรมชลฯเตือนเฝ้าระวังน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาอีกรอบ

             นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่ายังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 2-3 วัน โดยจะมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เข้ามาปะทะกันแนวภาคเหนือตอนล่าง จ.กำแพงเพชร พิจิตร จ.นครราชสีมา โคราช มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ทำให้มีปริมาณฝนตกมากว่า 100 มม. เช่นบริเวณคลองขลุง กำแพงเพชร โดยได้แจ้งประสานผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานในพื้นที่เฝ้าสถานการณ์เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งตามคาดการณ์อีก 1 สัปดาห์ ปริมาณน้ำเหนือจากแม่น้ำปิง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าระดับสูงสุด ที่จ. นครสวรรค์ 2.2 พันลบ.ม.ต่อวินาที จากตอนนี้อยู่ที่ 1.9 พันลบ.ม.ต่อวินาที

              ทั้งนี้ ตนจะลงพื้นที่เขื่อนเจ้าพระยา ในวันที่ 9 ต.ค. ดูสถานการณ์ปริมาณน้ำหลากมากขึ้น 300-400 ลบ.ม.ต่อวินาที มาสู่ลุ่มเจ้าพระยาตอนข้างล่าง โดยจะควบคุมการระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ไม่ให้เกิน 1.5 พันลบ.ม.ต่อวินาที ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 1.4 พันลบ.ม.ต่อวินาที หากระบายเพิ่มจะท่วมพื้นที่เดิม 14 จุด เช่นพื้นที่นอกคัน จ.พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี จากที่ระดับระบายสูงสุดไม่เกิน 2.8 พันลบ.ม. โดยใช้การบริหารน้ำเข้าคลองซ้าย-ขวาสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผันเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำแก้มลิง 12 ทุ่งมีพื้นที่หลังเก็บเกี่ยว 1.15 ล้านไร่ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นำน้ำเข้าประมาณ 800-900 นลบ.ม. จากที่เต็มศักยภาพ 1.5 พันล้านลบ.ม. เพื่อมีช่องว่างไว้รับน้ำฝนได้อีกซึ่งยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน

             นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่าให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ ลงมากรุงเทพ ยืนยันว่าน้ำเหนือไม่ล้นแม่น้ำเจ้าพระยา เข้ากระทบพื้นที่กทม. ซึ่งปริมาณน้ำมาถึงอีก 1 สัปดาห์ ขณะนี้ได้บริหารน้ำออกก่อนเข้าปริมณฑล เช่น ผันน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง ระบายน้ำออกอ่าวไทย แนวตะวันออกของกรุงเทพ ใช้ระบบชลประทานลงแนวคลองชายทะเล จ.สมุทรปราการ และระบายผ่านแม่น้ำท่าจีน

               สำหรับพื้นที่ภาคใต้ จะเรียกประชุมทุกหน่วยงานวันที่ 14 ต.ค. เตรียมมาตรการรองรับ แนวร่องฝนเลื่อนลงประมาณปลายเดือนต.ค. ย้ายเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำจากภาคอีสาน ภาคเหนือ ไว้ลงภาคใต้ก่อน

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297833

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

ไทวัสดุ

“ไทวัสดุ”ชวนชาวไทยร่วมบริจาคสร้างฝายโครงการป่ารักษ์น้ำ

             นายรัฐวิชญ์ ศุภสวัสดิรัตน์ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัทซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ที่สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนประชาชนอยู่บ่อยครั้งในแต่ละปี ทำให้เราตระหนักถึงวิกฤติของป่าต้นน้ำที่ถูกบุกรุกทำลายส่งผลให้เกิดการกัดเซาะหน้าดิน ไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ ซึ่งเป็นปัญหาระดับชาติที่ประชาชนทุกคนควรเข้ามามีส่วนรับผิดชอบในการฟื้นฟูผืนป่า เพื่อสร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติ โดยในปีที่ผ่านๆ มา
             ทางบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์เพื่อสร้างและซ่อมแซมฝายกั้นน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ทั้งจังหวัดเชียงราย นครราชสีมา และเพชรบุรี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสร้างฝายเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าเพื่อลดการเกิดไฟป่า

           นายรัฐวิชญ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ทางบริษัทฯ ได้จัดทำ โครงการไทวัสดุร่วมสืบสานพระราชปณิธานในโครงการป่ารักษ์น้ำ ร่วมกับองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้สังคมได้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน ด้วยการเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมบริจาคเงินเพื่อนำไปจัดหาปูนซีเมนต์ในการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม .แม่แจ่ม.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากประชาชนได้ร่วมกันดูแลผืนป่าอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้มีปริมาณน้ำหล่อเลี้ยงชุมชนตลอดทั้งปีและไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลถึงร้อยละ 40 และส่งผ่านแม่น้ำปิงลงมายังแม่น้ำเจ้าพระยาถึงร้อยละ 16 และไหลออกสู่อ่าวไทย
                ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าผืนป่าแม่แจ่มมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ทั้งในการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อย่างเด่นชัด

              ทางบริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด จึงขอเชิญชวนร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในการซื้อปูนซีเมนต์ เพื่อสนับสนุนการสร้างฝายชะลอน้ำ ผ่านกล่องรับบริจาคที่ตั้งอยู่ในร้านไทวัสดุ โฮมเวิร์ค และบ้านแอนด์บียอนด์ ทุกสาขาทั่วประเทศ

              “เพราะปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ดินถล่ม ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพวกเราทุกคนอีกต่อไป ไทวัสดุจึงขอเป็นกลไกหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้เกิดการพัฒนาของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297812

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

กรมประมง

รัฐเร่ง“ขึ้นทะเบียน” แรงงานประมงต่างด้าว

               นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ก.ย. 2560 เรื่อง การออกหนังสือคนประจำเรือตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ.2560 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง โดยอำนวยความสะดวกให้คนต่างด้าวที่ประสงค์ทำงานในเรือประมงอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมงที่จะออกไปทำการประมงในทะเลโดยประกาศดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2560 เพื่อเป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว รวมทั้งเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง ด้วย

               สำหรับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมา อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีที่ประสงค์ทำงาน ในเรือประมงแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าวสามารถ มาลงทะเบียนได้กับทางกรมประมง ณ สถานที่กรมประมงกำหนดใน 22 จังหวัดชายทะเลในระหว่างวันที่ 1-31 ต.ค. 2560โดยกระทรวงมหาดไทยได้อำนวยความสะดวกในการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรด้วย

               กรณีคนต่างด้าวมีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทำงานของคนต่างด้าว และเอกสารถูกต้องครบถ้วน และประสงค์จะทำงานในเรือประมงสามารถขอรับหนังสือคนประจำเรือได้ตลอดเวลา แม้สิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

             สำหรับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จ้างแรงงานประมงต่างด้าวทำงานในเรือประมงสามารถยื่นทะเบียนนายจ้างเพื่อแจ้งความประสงค์จ้างแรงงานได้ทางกรมประมงในระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-10 ต.ค.2560 เพื่อทางกรมประมงจะดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อนายจ้างเพื่อให้คนงานต่างด้าวเลือกสมัครเข้าทำงาน กรณีที่มีการตกลงจ้างแรงงาน ให้นายจ้างดำเนินการให้มีการทำสัญญาจ้างระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง ดำเนินการตรวจโรค พร้อมจัดทำหนังสือคนประจำเรือในระหว่างวันที่1 ต.ค.-15พ.ย. 2560

             ทั้งนี้ ในระหว่างที่มีการเจรจาจ้างแรงงานอาจมีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์กับทางภาครัฐด้วย

             สำหรับกรณีเจ้าของเรือที่มีขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอสซึ่งมีคนประจำเรือซึ่งเป็นคนต่างด้าวทำงานอยู่ในเรือประมงอยู่จะต้องขอหนังสือคนประจำเรือภายใน 120 วันนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้

              “แรงงานต่างด้าวขอให้รีบมาขึ้นทะเบียนประวัติเพื่อทำงานในเรือประมงภายในราชอาณาจักรไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้านผู้ประกอบการหากมีแรงงานต่างด้าวทำงานในเรือประมง ให้แจ้งแรงงานต่างด้าวมารายงานตัวและขอรับหนังสือคนประจำเรือภายในระยะเวลาหากพ้นกำหนดนายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000 – 800,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คนสอบถามรายละเอียดการขอขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเลหรือกองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง “ นายอดิศร กล่าว

               ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ามาตรการในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปลายเดือน ต.ค. นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปด้านประมงและทะเล(DG MARE) ของสหภาพยุโรปหรืออียู จะเดินทางมาไทย เพื่อติดตามตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยู ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นการเฉพาะ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการตรวจสอบที่เข้มงวดที่สุด

              อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยดำเนินการด้านการตรวจสอบย้อนกลับมาแล้วกว่า 50% โดยมีกรมประมงเป็นหน่วยงานหลัก และมีหน่วยงานอื่นๆ ช่วยกันสนับสนุน เช่น ท่าขึ้นปลา ขององค์การสะพานปลา(อสป.) กรมเจ้าท่า ช่วยกันดูแล เป็นต้น

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297806

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

แม่น้ำปราจีนบุรี, เพิ่มสูงขึ้น 

กรมชลฯแจ้งเตือนประชาชนปริมาณแม่น้ำปราจีนบุรี เพิ่มสูงขึ้น

ฝนที่ตกหนักในเขตอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้น คาดจะกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรี ประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 5 ต.ค. 60 กรมชลประทาน แจ้งจังหวัดให้เตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือแล้ว
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า “ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาวะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคตะวันออก ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้ามาตามแนวร่องมรสุม ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2560 วัดปริมาณฝนที่อำเภอกบินทร์บุรีได้ 75 มิลลิเมตร ส่งผลทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อเวลา 18.00 น.ของวันนี้(3 ต.ค. 60) ระดับน้ำที่สถานี Kgt.3 อำเภอกบินทร์บุรี วัดได้ +6.61 เมตร(รทก.) ต่ำกว่าตลิ่ง 3.59 เมตร(รทก.) ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม จะส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งบริเวณชุมชนตลาดเก่ากบินทร์บุรี ในเวลาประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2560 คาดว่าระดับน้ำจะสูงสุด ในวันที่ 6 ตุลาคม 2560 เวลาประมาณ 05.00 น. ที่ระดับ    +9.60 – +9.70 เมตร(รทก.) ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนในเขตเทศบาลกบินทร์บุรี”
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ กรมชลประทาน ได้ทำหนังสือรายงานสถานการณ์น้ำไปยังกรมป้องกันและบรรเทา-   สาธารณภัย เพื่อประสานกับจังหวัดปราจีนบุรี ในการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว พร้อมนี้ ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานในพื้นที่ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวังและ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และได้จัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำไว้คอยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

สศก.เดินหน้า15โครงการ เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297643

สศก.เดินหน้า15โครงการ  เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

สศก

สศก.เดินหน้า15โครงการ  เคลื่อน“เกษตรอัจฉริยะ”

        วันที่ 2 ต.ค.60 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับจัดสรรงบประมาณรวม 103,586.6227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.95 % จากปี 2560 แยกเป็นส่วนราชการและองค์การมหาชน 17 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 99,830.6782 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 3 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 1,447.5752 ล้านบาท และกองทุน 5 หน่วยงาน ได้รับจัดสรรจำนวน 2,308.3693 ล้านบาท

          จำแนกเป็น งบบุคลากรภาครัฐ วงเงิน 25,823.0087 ล้านบาท งบรายจ่ายตามภารกิจ วงเงิน 17,422.3205 ล้านบาท งบบูรณาการ วงเงิน 53,234.3502 ล้านบาท และงบพื้นที่วงเงิน 7,106.9433 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีงานโครงการสนับสนุนนโยบายยกกระดาษA4 ของพล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และงานสำคัญอื่นๆ จำนวน 57,742.1386 ล้านบาท ประกอบด้วย 15 โครงการแผนงานสำคัญ ประกอบด้วย

           1. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 50,010.2374 ล้านบาท 2. ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 1,868.4714 ล้านบาท 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 449.0476 ล้านบาท 4. Zoning by Agri-Map 333.0441 ล้านบาท 5. Smart Farmer 143.7429 ล้านบาท 6. พัฒนาสถาบันเกษตรกรรูปแบบ ประชารัฐ 21.9530 ล้านบาท 7. ธนาคารสินค้าเกษตร 40.6349 ล้านบาท 8. เกษตรอินทรีย์ 910.4219 ล้านบาท 9. ส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ 379.3885 ล้านบาท 10. จัดระเบียบการประมงให้เป็นมาตรฐาน 577.9542 ล้านบาท 11. ขยายศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว 472.9215 ล้านบาท 12. ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 351.1151 ล้านบาท 13. ตลาดสินค้าเกษตร 268.1654 ล้านบาท 14. พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน (GAP) 1,414.2919 ล้านบาท และ15. การช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร 500.7488 ล้านบาท

                สำหรับแผนการใช้จ่ายแต่ละไตรมาส กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไตรมาสแรก ปี 2561 วงเงิน 33,891.39 ล้านบาท หรือ 32.72% ไตรมาสที่ 2 จำนวน 23,478.51 ล้านบาท หรือ 22.67% ไตรมาสที่ 3 จำนวน 22,359.16 ล้านบาท หรือ 21.58% และไตรมาสที่ 4 จำนวน 23,857.56 ล้านบาท หรือ 23.03% ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลสัมฤทธิ์จะได้รับจากการดำเนินงานตามงบประมาณปี 2561 ในภาพรวม จะช่วยให้รายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร เพิ่มขึ้น 5% อัตราการขยายตัวภาคเกษตรไม่ต่ำกว่า 3%

                ทั้งนี้ ปี 2561 กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็น ปีแห่งการยกระดับคน เร่งสร้างเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เร่งเครื่องสู่เกษตร 4.0 อย่างต่อเนื่อง

เปิดผลตัดสินชุมชน-โรงเรียนปลอดขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297654

เปิดผลตัดสินชุมชน-โรงเรียนปลอดขยะ

พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์

เปิดผลตัดสินชุมชน-โรงเรียนปลอดขยะ รับถ้วยรางวัลพระราชทานประจำปี2560

                   นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่าพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาขยะเป็นอย่างมาก โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการตาม“โรดแมปการจัดการขยะและของเสียอันตราย” อย่างต่อเนื่อง โดยมี“แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ” และ “แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ” เป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมปลอดขยะ (Zero Waste Society) เน้นการสร้างวินัยคนในชาติมุ่งสู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืน ปลุกสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ภายใต้แนวคิด 3Rs-ประชารัฐ คือการส่งเสริมการจัดการขยะที่ต้นทาง ซึ่งเป็นการจัดการขยะที่ยั่งยืน โดยการลดปริมาณขยะ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อวางรากฐานการดำเนินการจัดการขยะให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงได้นำแนวคิดการจัดการขยะเหลือศูนย์ หรือ Zero Wasteมาส่งเสริมให้ประชาชนร่วมจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางภายใต้หลัก 3Rsคือ Reduce การลดปริมาณขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่ โดยมีการเผยแพร่ส่งเสริมเผยแพร่ให้ชุมชนและโรงเรียนแห่งต่างๆ ทั่วประเทศนำไปใช้ผ่าน 2 โครงการสำคัญ คือ

                        1.โครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste)ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องปีที่ 8 เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ชุมชน ประชาชน และภาคีความร่วมมือต่างๆ ในพื้นที่ โดยชุมชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร

                    2.โครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School)ประจำปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5โดยโครงการดังกล่าวพัฒนามาจากกิจกรรมธนาคารขยะในโรงเรียนที่กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจแก่เยาวชนในการจัดการขยะที่ต้นทางอย่างถูกวิธี ปลูกฝังจิตสำนึกการลด คัดแยกขยะ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ผ่านระบบเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ โดยโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

                  ผลดำเนินการทั้ง 2 โครงการปรากฏว่ามีชุมชนและโรงเรียนทั่วประเทศให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และคณะกรรมการตัดสินก็ได้ดำเนินการพิจารณารับรองผลการตัดสินชุมชนและโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศทั้ง 2 โครงการเสร็จแล้วเรียบร้อย โดยมีรายละเอียดดังนี้

                  โครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) ชุมชนขนาดเล็กรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชุมชนบ้านป่าตึงงาม หมู่ที่ 3 เทศบาลตำบลป่าสัก จ.ลำพูน,รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1ชุมชนสื่อสารรวมใจสามัคคี เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร,รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ชุมชนบ้านเหล่าใหญ่ เทศบาลตำบลกุดชุมพัฒนา จ.ยโสธรและรางวัลชมเชยมี 4 รางวัล ได้แก่ 1.ชุมชนกรมทหารปืนใหญ่ที่ 72 อบต.ท่าแคจ.ลพบุรี 2.ชุมชนบ้านหนองโง้ง เทศบาลตำบลบ้านแฮด จ.ขอนแก่น 3.ชุมชนเกาะกลาง เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 4.ชุมชนบ้านกันตวจระมวล เทศบาลตำบลกันตวจระมวล จ.สุรินทร์

                       ชุมชนขนาดกลางรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ชุมชนบ้านระเบิกขาม อบต.เสม็ด จ.บุรีรัมย์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชุมชนบ้านห้วยม้าโก้ง หมู่ที่ 8 เทศบาลตำบลป่าสัก จ.ลำพูน, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ชุมชนบ้านลาดวังม่วง เทศบาลตำบลหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และรางวัลชมเชย 3 รางวัล ได้แก่ 1.ชุมชนบ้านหนองวิไล เทศบาลตำบลเขมราฐ จ.อุบลราชธานี 2.ชุมชนบ้านท้องฝาย เทศบาลตำบลริมเหนือ จ.เชียงใหม่ 3.ชุมชนสงวนคำ เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร

                      ชุมชนขนาดใหญ่รางวัลชนะเลิศ ชุมชนบ้านหนองโพรง เทศบาลตำบลอิสาณ จ.บุรีรัมย์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ชุมชนโนนหนองวัด 1เทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ชุมชนบ้านรางพลับ เทศบาลตำบลกรับใหญ่ จ.ราชบุรี และ รางวัลชมเชย 4 รางวัล ได้แก่1.ชุมชนหมู่ที่ 4 โนนดินแดง เทศบาลตำบลโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ 2.ชุมชนบ้านลองลือบุญ เทศบาลตำบลสอง จ.แพร่ 3.ชุมชนหมู่บ้านเอื้ออาทรระยอง (วังหว้า) เทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง 4.ชุมชนบ้านกู่แก้ว เทศบาลตำบลกู่แก้ว จ.อุดรธานี

                    โครงการโรงเรียนปลอดขยะ (Zero Waste School) โรงเรียนระดับก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนบ้านน้ำมิน จ.พะเยา, รองชนะเลิศอันดับที่ 1 มี 2 โรงเรียน ได้แก่ 1.โรงเรียนเทศบาลวัดลุ่มมหาชัยชุมพล จ.ระยอง2.โรงเรียนบ้านวังโพน จ.มหาสารคาม และรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนบ้านสร้างมิ่ง จ.อุบลราชธานี 2.โรงเรียนดรุณวิทยา (เทศบาลเมืองน่าน) จ.น่าน

                     โรงเรียนระดับมัธยมศึกษารางวัลชนะเลิศ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 27 จ.หนองคาย, รองชนะเลิศอันดับที่ 1 โรงเรียนวัดท่าชุมนุม จ.อ่างทอง, รองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” จ.นครนายก และรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ 1.โรงเรียนท่านผู้หญิงจันทิมาพึ่งบารมี จ.สกลนคร และ 2.โรงเรียนเซนต์โยเซฟนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

                       รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า ชุมชนและโรงเรียนที่ได้รับรางวัล มีกำหนดรับมอบรางวัลถ้วยพระราชทานในวันสิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม 2560 ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังเตรียมจะผลักดันให้ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนและโรงเรียนปลอดขยะต้นแบบ เพื่อเป็นตัวแทนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในการเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเครือข่ายความร่วมมือด้านการจัดการขยะ เพื่อขยายแนวคิดไปสู่ชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป

กรมชลยันพ.ร.บ.น้ำไม่กระทบเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297650

กรมชลยันพ.ร.บ.น้ำไม่กระทบเกษตรกร

ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์

กรมชลยันพ.ร.บ.น้ำไม่กระทบเกษตรกร

          วันที่ 2 ต.ค.60 ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงพระราชบัญญัติ (พรบ.)ทรัพยากรน้ำว่า  ขณะนี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ใดๆทั้งสิ้น ยังอยู่ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาเห็นชอบในหลักการเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 และแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพรบ. เท่านั้น ซึ่งมีทั้งหมด 100 มาตรา  เพิ่งพิจารณาได้ 95 มาตรา และมีหลายมาตราที่ยังมีข้อทักท้วง  โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวกับการเก็บค่าน้ำ คือ มาตรฐานที่ 39 และ มาตราที่ 47 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง และปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมซึ่งต้องใช้ระยะเวลา และที่สำคัญจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนของกฎหมาย หลังจากนั้นถึงจะนำเสนอต่อที่ประชุม สนช.พิจารณาในวาระที่ 2 วาระที่ 3 ตามลำดับ ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงนามพระปรมาภิไธย

สำหรับพรบ.น้ำดังกล่าว จะบังคับใช้เฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานเท่านั้น ในพื้นที่ชลประทานยังใช้ พรบ. ชลประทานหลวงบังคับใช้ ซึ่งจะไม่มีการเรียกเก็บค่าน้ำในภาคการเกษตรไม่ว่ากรณีใดๆ แม้ว่าตามพรบ.ชลประทานหลวงจะกำหนดให้เก็บค่าชลประทาน ซึ่งไม่เรียกว่าค่าน้ำ จากภาคการเกษตรได้ในอัตราไม่เกิน 5 บาทต่อไร่ก็ตาม แต่ไม่เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนไหนออกประกาศกระทรวงฯให้จัดเก็บค่าน้ำแต่อย่างใด จะจัดเก็บเฉพาะน้ำที่จัดสรรให้กับภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และน้ำเพื่อการประปาเท่านั้น ในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์  ดังนั้นเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ชลประทานจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จาก พรบ.น้ำ ดังกล่าวอย่างแน่นอน

ส่วนเกษตรกรรายย่อยที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่พรบ.ทรัพยากรน้ำฉบับดังกล่าวจะเข้าไปดูแลนั้น ก็จะไม่ต้องจ่ายค่าน้ำเช่นกัน    เนื่องจากจะมีการกำหนดประเภทการใช้น้ำโดยแบ่งออกเป็น3 ประเภทคือ  ประเภทที่ 1  เพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภค  ในครัวเรือน เกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ  ประเภทที่ 2  เพื่อการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว  ผลิตพลังงานไฟฟ้า ประปา และกิจการอื่นๆ  และประเภทที่ 3 ใช้น้ำเพื่อกิจการขนาดใหญ่  ใช้น้ำมาก ซึ่งตามร่างพรบ.น้ำ จะจัดเก็บค่าน้ำเฉพาะประเภทที่ 2 และ 3  แต่ยังไม่มีการกำหนดว่าจะจัดเก็บเท่าไร  สำหรับเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานแทบทั้งหมดในปัจจุบันจะอยู่ในประเภทที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าน้ำแต่อย่างใด

“เกษตรกรทั้งที่อยู่ในเขตและนอกเขตชลประทานสบายใจได้ว่า จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆจาก พรบ.ทรัพยากรน้ำ เพราะจะไม่มีการจัดเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อยเลย แม้จะมีการรวมกันทำการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาลก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเกษตรกรรายย่อยๆ มารวมกันหลายๆ คนเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าน้ำ  ในทางตรงข้าม พรบ.ดังกล่าวจะสร้างความเป็นธรรมในการใช้น้ำให้กับทุกภาคส่วน ภาคการเกษตรมีน้ำใช้อย่างพอเพียง ทำให้ประชาชนรู้คุณค่าน้ำมากขึ้น และใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ช่วยกันรักษาคุณภาพน้ำ รักษาสิ่งแวดล้อม และเกิดความยั่งยืนในการใช้น้ำ”    รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

กรมชลคาดปริมาณน้ำสูงสุดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา9ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297598

กรมชลคาดปริมาณน้ำสูงสุดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา9ต.ค.

 กรมชลฯคาดปริมาณน้ำสูงสุดเหนือเขื่อนเจ้าพระยา9ต.ค.2,240ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมผันสู่แก้มลิงลุ่มเจ้าพระยา

วันที่ 2 ต.ค.60 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้ จะมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตลอดช่วง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ 1 ต.ค. 60 มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 56,131 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 9,411 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 32,312 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 สามารถรองรับน้ำได้อีก 19,087        ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,279 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,657 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 10,583 ล้าน ลบ.ม.      คิดเป็นร้อยละ 58 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 7,956 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 7,592 ล้าน ลบ.ม.
ส่วนการรับน้ำเข้าทุ่งต่างๆ จนถึงปัจจุบัน( ณ 1 ต.ค. 60) มีดังนี้ พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้ส่งน้ำเข้าระบบชลประทานผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ลงสู่คลองชัยนาท – ป่าสัก ก่อนจะนำน้ำส่วนหนึ่งเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งต่างๆ ซึ่งมีปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ขังอยู่ในทุ่งบางส่วน สรุปได้ดังนี้ ทุ่งเชียงราก มีปริมาณน้ำรวม 50.38 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก มีปริมาณน้ำรวม 8.19 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งท่าวุ้ง          มีปริมาณน้ำรวม 6.15 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งบางกุ่ม มีปริมาณน้ำรวม 32.98 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งบางกุ้ง มีปริมาณน้ำรวม 17.35 ล้านลูกบาศก์เมตร
ในส่วนของพื้นที่ฝั่งตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา นั้น กรมชลประทาน ได้มีการส่งน้ำเข้าระบบชลประทานผ่านประตูระบายน้ำต่างๆ ก่อนจะนำน้ำบางส่วนเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ที่มีปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ขังอยู่แล้วบางส่วน สรุปได้ดังนี้ ส่งน้ำผ่านประตูระบายน้ำพลเทพ ลงสู่แม่น้ำท่าจีน จากนั้นจะรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งโพธิ์พระยา มีปริมาณน้ำในทุ่งรวม 15 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนปริมาณน้ำที่รับผ่านประตูระบายน้ำบรมธาตุลงสู่แม่น้ำน้อย จะนำไปเก็บไว้ในทุ่งผักไห่ มีปริมาณน้ำรวม 88 ล้านลูกบาศก์เมตร ทุ่งป่าโมก มีปริมาณน้ำรวม 12 ล้านลูกบาศก์เมตร และทุ่งเจ้าเจ็ด มีปริมาณน้ำรวม 52.59 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำที่มีการรับน้ำเข้าทุ่งทั้งสองฝั่งทั้งสิ้น 298.69 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำที่รับได้ทั้งหมด (ปริมาณน้ำในทุ่งที่รับได้ทั้งหมด 12 ทุ่ง รวม 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร)

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะทยอยนำน้ำเข้าไปในทุ่งต่างๆ ที่มีความพร้อมและได้รับการยินยอมจากราษฎรในพื้นที่ ที่ได้มีการทำประชาคมและมีมติร่วมกันแล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ในการหมักตอซังเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การเกษตร และการประมง โดยจะควบคุมระดับน้ำในทุ่งให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เนื่องจากยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนที่จะตกลงมาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่มีปริมาณน้ำหลากจำนวนมากไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด
สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ 2 ต.ค. 60 ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.29 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,273   ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งบริเวณเหนือเขื่อนได้รับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้ง 2 ฝั่งวันละประมาณ 577    ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งนี้ จะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.)) เพื่อลดผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ผักไห่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 8 – 11 ต.ค. 60 ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,076 – 2,240 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะมีปริมาณน้ำสูงสุดในวันที่ 9 ต.ค. 60 ในเกณฑ์ 2,240 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนี้ ฝั่งตะวันออก รับน้ำเข้าระบบชลประทานรวม 275 ลบ.ม./วินาที จากนั้นจะนำน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท – ป่าสัก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง และทุ่งรังสิตใต้ ส่วนทางด้านฝั่งตะวันตก จะรับน้ำเข้าระบบชลประทานรวม 470 ลบ.ม./วินาที จากนั้นจะนำน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่ง ได้แก่ ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งโพธิ์พระยา และทุ่งพระยาบรรลือ ตามความต้องการของประชาชนต่อไป
สำหรับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในฤดูแล้ง ปี 2560/61 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ปีปกติ สามารถจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2560/61 ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่อยู่ระหว่างการกำหนดแผนการเพาะปลูก คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2560 รวมไปถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน มีปริมาณน้ำต้นทุน สามารถสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูฝนฤดูกาลผลิตปี 2561 ได้ ยกเว้น พื้นที่ที่ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อย จึงไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังปี 2559/60 ได้

กฤษฎีกาห้ามกฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำ71%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297524

กฤษฎีกาห้ามกฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำ71%

กฟก

กฤษฎีกาห้ามกฟก.ซื้อหนี้บุคคลค้ำ71% อ้างเสี่ยงรัฐต้องรับภาระ

รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตกร(กฟก.) ได้แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยเข้าไปซื้อหนี้ของเกษตรกร จำนวน 28,266 ราย รวม 28,941 สัญญา ยอดชำระ 5,998,698,311.81 บาท

แยกเป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 12,968 ราย 13,346 สัญญา ยอดชำระ 4,774,843,211.76 บาท หรือ 45.88%หนี้ที่มีบุคคลค้ำประกัน 14,369 ราย 14,638 สัญญา ยอดชำระ 991,279,365.94 บาท หรือ 50.83%และเป็นหนี้ที่มีหลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกันจำนวน 929 ราย 957 สัญญา ยอดชำระ 232,575,734.11 บาท หรือ 3.29%ซึ่งการชำระหนี้ดังกล่าวได้ดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการ กฟก. ภายใต้เงื่อนไขเมื่อซื้อหนี้แล้วสินทรัพย์ของเกษตรกรที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้ต้องตกเป็นของกองทุนนั้น

ต่อมากฟก.ได้ออกประกาศใหม่ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดการหนี้พ.ศ. 2559 เพื่อให้กฟก.สามารถชำระหนี้แทนเกษตรกรกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ แต่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่า กฟก.จะดำเนินการได้หรือไม่ จึงให้ทำหนังสือหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.กฟก.สามารถชำระหนี้แทนในหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกันหรือหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันที่มีอยู่กว่า 70 % ได้หรือไม่. และ 2. หากไม่สามารถชำระหนี้แทนได้ แล้วในส่วนที่กองทุนฟื้นฟูได้ชำระหนี้แทนเกษตรกรดังกล่าวไปแล้วก่อนหน้าควรจะดำเนินการอย่างไร

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและเห็นว่า ในกรณีหนี้ของเกษตรกรที่ กฟก.รับซื้อหนี้ตามโครงการส่งเสริมของรัฐที่ไม่ประสบผลสำเร็จโดยมิใช่ความผิด จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)ก่อน ในขณะที่เกษตรกรต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามที่กฟก.กำหนด กรณีหนี้ในระบบที่ไม่ใช่การส่งเสริมของภาครัฐ กฟก. จะรับซื้อได้เฉพาะหนี้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน แล้วให้หลักทรัพย์นั้นตกเป็นของ กฟก. โดยเกษตรกรจะขอรับสินทรัพย์คืนได้ในกรณีเช่าซื้อ หรือซื้อ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กฟก. กำหนด

ในกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่เกษตรกร ในลักษณะของการชำระหนี้แทนแต่ยังคงไว้ซึ่งมูลนี้เดิม จึงกำหนดให้ต้องมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันเพื่อไม่ให้ กฟก. รับภาระหรือความเสี่ยงหากเกษตรกรไม่ชำระหนี้ดังกล่าวอีก ซึ่งจะกลายเป็นภาระกับงบประมาณภาครัฐเกินความจำเป็น ดังนั้น กฟก.จึงไม่สามารถรับภาระหนี้ที่มีบุคคลค้ำประกันหรือไม่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกันได้