ปราโมทย์ติง‘ภาษีน้ำ’หวั่นชนวนขัดแย้งเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297523

ปราโมทย์ติง‘ภาษีน้ำ’หวั่นชนวนขัดแย้งเกษตรกร

ปราโมทย์ ไม้กลัด, ภาษีน้ำ

ปราโมทย์หวั่น‘ภาษีน้ำ’ชนวนขัดแย้ง กลุ่มเกษตรเตรียมเคลื่อนหลังต.ค.

                   นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการออกกฎหมายทรัพยากรน้ำ โดยหลักใหญ่จะเป็นการเก็บค่าน้ำในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งอยากตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการทำแบบรวบรัด โดยฝ่ายราชการเสนอกฎหมาย ผ่านคณะรัฐมนตรี(ครม.) ไปแบบไม่มีใครรู้เรื่อง และกำลังพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อเป็นกฎหมายของหน่วยงานที่เตรียมจัดตั้งขึ้นใหม่ คือสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่จะยุบกรมทรัพยากรน้ำไปรวม

             อย่างไรก็ตามการทำความเข้าใจกับประชาชนผู้เกี่ยวข้องในการใช้น้ำอาจยังไม่มีความชัดเจน และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งเป็นวงกว้างได้ และกฎหมายอย่างนี้เป็นได้แค่ตัวหนังสือบังคับใช้ไม่ได้

          “เรื่องนี้มีการเรียกร้องมานานให้มีการออกกฎหมายเก็บค่าน้ำในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ เช่นโรงงานต่างๆ ที่ตั้งริมแม่น้ำ เช่นแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง มีโรงงานน้ำตาล จำนวนมาก แต่สูบน้ำไปใช้ฟรีๆ สวนส้มในจ.เชียงใหม่ เป็นพันไร่ ชักน้ำเข้าสวน กวาดจากลำน้ำฝางไปหมด แย่งชิงกันใช้ ในช่วงหน้าแล้ง ธุรกิจแบบนี้ต้องเสียค่าน้ำ เพราะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำใช้ รวมทั้งสนามกอล์ฟ และกลุ่มธุรกิจประกอบกิจการเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีหลักการ ไม่เก็บค่าน้ำที่ใช้ประกอบการเพื่อยั่งชีพ”

             นายปราโมทย์ กล่าวว่าควรเก็บค่าน้ำจากการทำเกษตรแปลงใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรม ใช้แม่น้ำตามธรรมชาติ ต้องออกมาเป็นกฎกระทรวงแยกประเภทให้ชัดเจน มีการขึ้นทะเบียน ส่วนการใช้น้ำเพื่อการทำมาหากิน ไม่ต้องเสีย

            “อย่างไรก็ตามต้องไปทำความเห็นกับผู้คนให้เกิดการมีส่วนร่วม เห็นด้วยหรือไม่ ไปออกกฎหมายกว้างๆตีกันตาย ใครเป็นเจ้าของกฎหมาย ไม่ทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน”

            ทั้งนี้ ก่อนเสนอร่างกฎหมายต้องมีความชัดเจน ประเภทประกอบธุรกรรม ขึ้นทะเบียนชัดเจนว่าธุรกิจประเภทไหน พวกนี้ต้องมีมิเตอร์วัด ตั้งเครื่องวัดน้ำ ส่วนเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ แม้ว่าทำนา 50 ไร่แต่ก็ไม่ใช่ธุรกิจร่ำรวยอะไร กรมชลประทาน มีหน้าที่ผลิตน้ำเพื่อการเพาะปลูก จะทำกฎหมายขึ้นมาต้องดูธุรกิจที่มีรายได้

             “เกษตรกรใช้น้ำเพื่อยังชีพ ต้องฟรี การรวบรัดออกกฎหมาย ชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็พัง ต้องทำความเข้าใจก่อน โดยเฉพาะกับชาวนา ชาวไร่ สำหรับเมืองไทย เราต้องโอบอุ้มชาวนา ชาวไร่”

              นายปราโมทย์ กล่าวว่า ถ้ากฎหมาย มีข้อขัดแย้ง จะบังคับใครไม่ได้เลย เป็นแค่ตัวหนังสือ กระทรวงก็ขายหน้า เพราะในรัฐบาลนี้มีกี่คนรู้เรื่องกฎหมายน้ำ ซึ่งตนเห็นว่าการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับระดับอธิบดี ซึ่งกฎหมายทรัพยากรน้ำ เป็นกฎหมายที่หน่วยอยากได้ ทำให้เกิดข้อขัดแย้งขึ้น ว่าจะเก็บเงินค่าน้ำไปไหน ส่งเข้ากระทรวงคลัง ไปทำรถไฟความเร็วสูงหรือ รัฐบาลต้องแยกแยะให้ออกว่า ไม่ใช่กฎหมายน้ำที่เป็นกลางของชาติแท้จริง

               ด้านนายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้(คยป.) เปิดเผยว่าภาคีเครือข่ายฯทั่วประเทศได้ศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายทรัพยากรน้ำเห็นชัดเจนว่ามีการกำหนดอัตราเก็บภาษีค่าใช้น้ำทำเกษตรเพื่อค้าขาย ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไปถือเป็นเกษตรอุตสาหกรรม โดยจัดเก็บในอัตรา 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งการทำเกษตร 50 ไร่คือเกษตรกรรายย่อย การออกมาเช่นนี้ทำให้ทุกคนเดือดร้อนแน่นอน โดยเฉพาะชาวนา ใช้น้ำไร่ละ 1.5-2 พันลบ.ม.ต้องเสียค่าน้ำ 4-5 หมื่นบาท คงทำไปไม่รอดต้องเลิกอาชีพกันหมด

                นอกจากนี้การเก็บภาษีน้ำเกษตรกรไม่รู้มาก่อน จะเป็นการซ้ำเติมผลผลิตราคาตกต่ำ สิ่งสำคัญรัฐบาลนี้ ให้พ่อค้า นายทุนใหญ่มานั่งเป็นที่ปรึกษา มากำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ก็คือเกษตรพันธสัญญา เกษตรกรมีสถานะเป็นลูกจ้าง ถูกดึงมาทำสัญญาทาส กับพ่อค้าขายเครื่องมือ เครื่องจักรกลการเกษตร บริษัทขายปุ๋ยยา นายทุนมีสิทธิเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์ ให้เร่งการผลิตหลายรอบจนทำให้พื้นดินตรงนั้นจะกลายเป็นทะเลทรายปลูกอะไรไม่ขึ้น

             “เกษตรกรกำลังอดทนไม่ไหว หลังงานพระราชพิธีฯหลายกลุ่มทั่วประเทศจะลุกฮือกันหมด เพราะรัฐบาลไม่ประกันราคา กลับมาเก็บค่าน้ำเกษตรกรจำนวนมากที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรภาคใต้ เริ่มเคลื่อนไหวกันหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เช่นการควบรวม11 รัฐวิสาหกิจที่เป็นห่วงที่สุด กรมธนารักษ์ มีที่ดินทั่วประเทศอยู่ในมือ อีกที่ดินส.ป.ก.ใช้ ม.44 ปลดล็อก อนุญาตทำกังหันลม พลังงาน เหมืองแร่ ทองคำ โดยให้สิทธิคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน พิจารณาอนุญาต ในการทำธุรกิจอุตสาหกรรม ทั้งที่เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น”

              นายทศพล กล่าวว่า จะเปิดเวทีช่วงกลางเดือน ต.ค. หยิบยกเรื่องภาษีที่ดิน ภาษีน้ำ การปฏิรูป 11 รัฐวิสาหกิจ เราต้องลุกขึ้นสู้หาแนวทางขับเคลื่อน ส่วนโครงการ 9101 ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท ก็ส่อขาดทุนหมด อย่างที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โครงการทำปุ๋ยอินทรีย์ผลิตได้ 5,000 กระสอบ ขายกระสอบละ 200 บาท ต้นทุน 400 บาท ขาดทุน 1.5 ล้าน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดทุน เงินกองทุนหมู่บ้านของกระทรวงมหาดไทย 2.5 แสนบาทต่อชุมชน ให้มาขุดลอก มีแต่เอาวัชพืชขึ้น ก็ไม่มีใครตรวจ เพราะไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง

เครือข่ายชาวนาจ่อยื่นนายกฯยับยั้งจัดเก็บภาษีน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297402

เครือข่ายชาวนาจ่อยื่นนายกฯยับยั้งจัดเก็บภาษีน้ำ

เก็บค่าน้ำชาวนา

เครือข่ายชาวนาจ่อยื่นนายกฯยับยั้งจัดเก็บภาษีน้ำ

        จากกรณีที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) มีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ทรัพยากรน้ำ พ.ศ…. โดยกำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ1.เพื่อการดำรงชีพไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า 2.ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหาร เก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อลบ.ม. และธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อลบ.ม. และ 3.ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ และกิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำในปริมาณมากตามมติของกนช. เก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลบ.ม.นั้น

           พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีนี้ว่า อาชีพเกษตรมีความเสี่ยงสูงทั้งจากภัยธรรมชาติ โรคระบาด และมีต้นทุนทำเกษตรที่สูงอยู่แล้ว หากมีการเก็บค่าน้ำทำเกษตรอีกจะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น จึงไม่เห็นด้วยที่จะเก็บค่าน้ำจากเกษตรกร

           ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวยางแห่งประเทศไทย(สยยท.)เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยการเก็บภาษีค่าน้ำจากเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำเกษตรเกิน 70 ไร่ โดยจะคิดค่าน้ำเป็นลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้แม้จะไม่เก็บเกษตรกรรายย่อยแต่ก็ทำให้เดือดร้อนไปหมด เพราะจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะนี้แม้จะมีการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ตามมาตรา44 ทำให้เกษตรกรรวมตัวกันไม่ได้ แต่หากทนไม่ไหวต้องออกมาเพราะเรื่องเป็นเรื่องที่ซ้ำเติมเกษตรกร

          “มองว่ารัฐบาลนี้ไม่ถอยเป็นเพราะว่ากำลังถังแตกหรือไม่ มีการเพิ่มภาษีเหล้า บุหรี่ ไม่ว่าแต่นี่วิถีชีวิตคนจน ขอให้รัฐบาลนี้คิดให้มากๆ คิดถึงผลกระทบเกิดขึ้น หากต้นทุนน้ำเพิ่มไปสู่ราคาสินค้าต่างๆที่คนจน เกษตรกรรายย่อย หาเช้ากินค่ำ ต้องซื้อของแพง จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ซึ่งเรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องถามคนทั้งประเทศเสียก่อน รวมทั้งควรทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงประชาชน ” นายอุทัยกล่าว

          ด้านนายระวี รุ่งเรือง นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าแกนนำชาวนาทั่วประเทศ จะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อยื่นหนังสือขอให้ยับยั้งในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่านโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นลดต้นทุนการผลิต แต่กลับจะมาเก็บค่าน้ำทำนาโดยไม่มีเกษตรกรคนใดรู้เรื่องมาก่อน ผ่านการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ เรื่องนี้คาใจทั้งระบบว่า รัฐมาทำหน้าที่ขายน้ำที่มาจากธรรมชาติได้อย่างไร

        ขณะที่นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าวว่าสถานการณ์น้ำในปัจจุบันของประเทศไทย จึงอยู่ในระดับขาดแคลนน้ำรุนแรง ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำจึงเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งการจะออกเป็นกฎหมายลูกนั้น ภาครัฐจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนอยู่แล้ว จึงไม่อยากให้เป็นกังวลว่ารัฐจะไปขูดรีดเก็บเงินจากเกษตรกร

ปศุสัตว์ย้ำมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกช่วงปลายฝนต้นหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297363

ปศุสัตว์ย้ำมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีกช่วงปลายฝนต้นหนาว

ปศุสัตว์

ปศุสัตว์ย้ำมาตรการเฝ้าระวังโรคสัตว์ปีก ช่วงเปลี่ยนฤดูปลายฝนต้นหนาว

                นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ระหว่างวันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งฝนตกหนักทำให้อากาศค่อนข้างชื้น สลับกับอากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน และหนาวเย็นลงในตอนกลางคืน สภาวะเช่นนี้ทำให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันต่ำลง กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัดและปศุสัตว์อำเภอ เพิ่มความถี่ในการออกตรวจเยี่ยมและให้คำแนะนำ ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในวิธีการเลี้ยงและการป้องกันโรคแก่เกษตรกร พร้อมค้นหาสัตว์ป่วยหรือตายที่มีอาการคล้ายโรคระบาด หากตรวจพบจะดำเนินการตามหลักการที่ถูกต้องทันที
“ขอให้เกษตรกรหมั่นดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศมากกว่าสัตว์ประเภทอื่น จึงอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคหลอดลมอักเสบ และโรคอหิวาต์ ขณะเดียวกันช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลอพยพของนกจากต่างถิ่น ที่อาจจะนำเชื้อโรคเข้ามาด้วย ขอแนะนำให้เกษตรกรจัดเตรียมโรงเรือนที่สามารถป้องกันลมและฝนได้ กรณีโรงเรือนแบบเปิดต้องเพิ่มตาข่ายป้องกันสัตว์พาหะนำโรค หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรให้วิตามินเสริม 3-5 วันติดต่อกัน”
น.สพ.สรวิศ กล่าวอีกว่า เกษตรกรควรย้ายสัตว์ปีกที่เลี้ยงหลังบ้านเข้าเลี้ยงในโรงเรือนทั้งหมด เน้นการจัดการโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ดูแลโรงเรือนให้อยู่ในสภาพดี ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักและลมแรง ควรเพิ่มผ้าใบด้านข้างโรงเรือน เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์โดนละอองฝน และเข้มงวดกับการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคก่อนเข้าฟาร์มและโรงเลี้ยง ควรให้อาหารและน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ที่สำคัญต้องทำวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนด สัตว์จะปลอดโรคและแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา ช่วยลดอัตราการป่วย-ตาย และให้ผลผลิตดีขึ้น
สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย และลาว ตามรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) กรมปศุสัตว์มีหน่วยงานเฉพาะที่เฝ้าติดตามสถานการณ์และข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้า-ออกตามแนวชายแดน และเจ้าหน้าที่ด่านกักสัตว์ได้ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยานพาหนะต้องสังสัยที่จุดผ่านแดน ทั้งรถยนต์ รถจักรยาน และรถเข็น
โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเรื่องโรคสัตว์จากกรมปศุสัตว์และหน่วยงานสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งสามารถขอคำแนะนำและสอบถามข้อมูลต่างๆ ที่สำนักงานปศุสัตว์ใกล้บ้าน ในวันและเวลาราชการ และขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ โปรดแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ ปศุสัตว์จังหวัด อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแจ้งผ่านสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร 0-9630-11946 ตลอด 24 ชั่วโมง

ชูอบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบมุ่งทำถนนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297354

ชูอบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบมุ่งทำถนนยางพารา

ชูอบจ.ตรัง องค์กรรัฐต้นแบบมุ่งทำถนนยางพารา

               นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งแรกในประเทศไทยที่นำถนนยางพารามาดำเนินงานจริง และมีการตั้งงบประมาณต่อเนื่อง โดยก่อสร้างถนนด้วยงบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและสมทบงบประมาณกับท้องถิ่นอื่นในพื้นที่อัตรา 60 ต่อ 40 ซึ่งริเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2558-2560 รวมทั้งสิ้นกว่า 120 สายทาง ได้แก่ ถนนประเภทพาราแคปซีล ที่สายหนองห้าง-มาบมวง หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำผุด เชื่อม ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง สายสระนางหงส์ หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านโพธิ์ เชื่อม ตำบลน้ำผุด อ.เมืองตรัง และถนนประเภทแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายแบกพอก หมู่ที่ 6 ตำบลนาตาล่วง อำเภอเมืองตรังเป็นต้น ใช้งบประมาณเกือบ 400 ล้านบาท และสามารถใช้น้ำยางพาราได้มากกว่า 200,000 กิโลกรัม เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำยางสดในจังหวัด และที่สำคัญ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคายางพาราตกต่ำ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถนนผสมยางพาราที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ได้ดำเนินการนำงานวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง นับว่าเป็นองค์กรรัฐต้นแบบที่ให้ความสำคัญในการนำยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในการแปรรูปและใช้ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อสร้างถนนผสมยางพารา ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2558 เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นศักยภาพและประสิทธิภาพของถนนที่ทำจากยางพาราอย่างเป็นรูปธรรม

นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันผลักดันและส่งเสริมการใช้ยางพาราในการทำถนน เพื่อกระตุ้นการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท้องถิ่นอื่นๆ ยังไม่สามารถดำเนินการและผลักดันถนนยางพารามากนัก ซึ่งต้องให้กรมทางหลวงมีมาตรฐานราคากลางเป็นมาตรฐานที่รับรองมาให้ เพื่อให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถหยิบเอาไปใช้ได้ แต่ขณะนี้มีผลการดำเนินการชัดเจน มีหลักเกณฑ์ที่ปฏิบัติได้ คาดว่า ประเทศไทยจะมีการใช้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จะส่งประโยชน์ทุกภาคส่วน และประโยชน์ที่สำคัญจะเกิดแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ผลิตวัตถุดิบต้นทางที่จะขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม

                  ดร.ธีระชัย แสนแก้ว ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ระดับประเทศ เผยว่า จากการลงพื้นที่ศึกษา ดูงาน จ.ตรัง ในครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่ายฯ มีแนวทางร่วมกันว่า จะใช้โมเดลถนน จ.ตรัง เป็นตัวอย่างในการเสนอให้รัฐบาลมีการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม เนื่องจากถนนที่มีส่วนผสมของยางพารา จะมีอายุการใช้งานที่สูงกว่ายางมะตอย 2 เท่า ในขณะที่มีต้นทุนสูงกว่ากันไม่มากนัก ตารางเมตรละ 100 กว่าบาท โดยประมาณ แต่เมื่อเทียบด้านอายุการใช้งานแล้วถือว่าคุ้มค่า และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะนำมติดังกล่าว เสนอยังกระทรวงคมนาคม ต่อไป

ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีมั่นใจเดินหน้าเทคนิค 3 สะอาดซีพีเอฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297351

ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีมั่นใจเดินหน้าเทคนิค 3 สะอาดซีพีเอฟ

ผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีมั่นใจเดินหน้าเทคนิค 3 สะอาดซีพีเอฟเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและผลผลิต แก้ปัญหาโรคกุ้ง ปลดหนี้ได้

               สำหรับเทคนิคการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาด คิดค้นและพัฒนาโดยบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การจัดการและแก้ปัญหาอาการกุ้งตายด่วน ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ผลผลิตกุ้งไทยเสียหายไปกว่า 50% ในช่วงปี 2555-2559 โดยเทคนิคนี้จะให้ความสำคัญกับ 3 องค์ประกอบ คือ พื้นบ่อสะอาด น้ำสะอาดและลูกกุ้งสะอาดปลอดโรค

              น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสาตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ขณะนี้ EMS ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ซีพีเอฟ ได้คิดค้นวิธี 3 สะอาด ประกอบด้วย พื้นบ่อสะอาด น้ำสะอาดและลูกกุ้งสะอาด รวมถึงการจัดการการเลี้ยงที่ดีและเหมาะสมซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ได้ บริษัทฯยังมีนโยบายในการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเกษตรกรทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการสร้างเกษตรกรตัวอย่างเพื่อเป็นต้นแบบในพื้นที่เลี้ยงกุ้งและให้เกษตรกรเป็นผู้ถ่ายทอดแนวทางการเลี้ยงและสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ
               “เทคนิคการเลี้ยงกุ้ง 3 สะอาดนี้ จะเริ่มต้นจากน้ำใส ก้าวไปแบบน้ำโปร่ง (ไม่ขุ่นไม่มีตะกอนแขวนลอย) หากเกษตรกรเข้าใจและเชื่อมั่นปฏิบัติตามแนวทางการเลี้ยงอย่างถูกต้องและจริงจัง จะสามารถต่อสู้กับโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือโรคใหม่ๆ ในอนาคตได้แน่นอน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จ นำไปสู่ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในต่างประเทศและจะทำให้เรากลับมาเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลกได้” น.สพ.สุจินต์ ย้ำ
             สำหรับการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง 3 สะอาด ของ ซีพีเอฟ เป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำ โดยมีการกำหนดสัดส่วนระหว่างพื้นที่เก็บน้ำต่อพื้นที่การเลี้ยงที่เหมาะสมคือ 70:30 ซึ่งการลดพื้นที่การเลี้ยงกุ้งเพื่อนำไปใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำสะอาดมากขึ้น ให้เพียงพอต่อการใช้น้ำในฟาร์มตลอดระยะเวลาการเลี้ยงกุ้ง

น.สพ.สุจินต์ กล่าวต่อไปว่า การเลี้ยงตามแนวทาง 3 สะอาด ของ ซีพีเอฟ ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้มากขึ้น จากเดิมที่ผลผลิต 1,000 – 3,000 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 3,000 – 5,000 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งต่อกิโลกรัมลดลง และยังช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากโรคต่างๆ ได้

               นายสิงหา สวัสดิภูมิ หนึ่งในสมาชิกสหกรณ์ฯที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง3 สะอาด ของ ซีพีเอฟ กล่าวว่า เริ่มเลี้ยงกุ้งตามแนวนี้ ตั้งแต่ปลายปี 2559 หลังจากประสบปัญหาขาดทุนจากการเลี้ยงต่อเนื่องจากภาวะโรค EMS และมีหนี้สินประมาณ 600,000-700,000 บาท จนต้องหยุดเลี้ยงไปปีเศษ ในช่วงแรกที่เข้าประชุมกับโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อรับฟังการเลี้ยงกุ้งด้วยวิธี 3 สะอาดนั้นก็ยังไม่มั่นใจ แต่เมื่อได้รับทราบรายละเอียดและวิธีการอย่างเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญของ ซีพีเอฟ และเห็นผลสำเร็จของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จึงมั่นใจและนำแนวทางของบริษัทมาปรับเปลี่ยนฟาร์มของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีการจับกุ้งไปแล้ว 3 ครั้ง ได้รับผลกำไรทุกครั้งจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาก และสามารถแก้ปัญหาโรคได้
               “หลังจากปรับเปลี่ยนมาใช้แนวทาง 3 สะอาด ผมจับกุ้งบ่อแรกก็สามารถใช้หนี้สินที่มีได้ทั้งหมด ตอนนี้ผมกำลังวางแผนจะขยายการเลี้ยงกุ้งด้วยวิธีนี้เพิ่มขึ้นอีก” นายสิงหา กล่าว
                 นายสิงหา กล่าวย้ำว่า วิธีการเลี้ยงกุ้งแบบ 3 สะอาด แม้จะต้องลงทุนเพิ่มเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟาร์ม แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตจาก 1-3 ตันต่อบ่อต่อไร่ เป็น 4-5 ตันต่อบ่อต่อไร่ เนื่องจากการเลี้ยงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น กุ้งแข็งแรง ที่สำคัญสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้ดีขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะประสบปัญหาโรคขี้ขาวในกุ้ง แต่ทาง ซีพีเอฟ เข้ามาให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาและสามารถหยุดอาการของโรคได้ ทำให้ไม่ขาดทุนจากการเลี้ยง
                 นายปราโมทย์ เสนาะสรรพ์ เกษตรกรที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการ 3 สะอาด ในปีนี้ กล่าวว่า เมื่อสหกรณ์ฯเริ่มโครงการนี้ ตนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะได้ผลผลิตมาก ประกอบกับยังไม่มีเงินทุนเนื่องประสบปัญหาขาดทุนจากการเลี้ยงและมีหนี้สินกับสหกรณ์ฯมากกว่า 1 ล้านบาท หลังจากที่เห็นเพื่อนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประสบความสำเร็จทุกคน จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวและไม่มีโรคระบาด ทำให้ตัดสินใจลงทุนปรับโครงสร้างบ่อใหม่ตามแนวทางดังกล่าว โดยปรับพื้นที่จากเดิมเป็นบ่อใหญ่ขนาด 7ไร่ ได้ผลผลิตกุ้งรวมเพียง 2-3 ตันเท่านั้น เนื่องจากติดโรคตัวแดง-ตัวขาว และ EMS หลังจากปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟาร์มกุ้งแล้วมีพื้นที่บ่อเลี้ยงขนาด 1.8 ไร่ เท่านั้น ที่เหลือเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ
                 สำหรับผลผลิตกุ้งรุ่นแรกจะจับก่อนสิ้นเดือนกันยายนนี้ คาดว่าผลผลิตจะได้ประมาณ 10 ตัน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการแบ่งจับไปบางส่วนแล้วประมาณ 3.4 ตัน ได้เงินมาชดเชยต้นทุนค่าปรับบ่อแล้ว ส่วนผลผลิตที่ยังอยู่ในบ่อคาดว่ามีมากกว่า 7 ตัน จะสามารถปลดหนี้ได้ทั้งหมด นายปราโมทย์ กล่าว
                “การเลี้ยงแบบ 3 สะอาด เกษตรกรต้องเอาใจใส่ในการตรวจสอบสภาพบ่อและน้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้ลูกกุ้งแข็งแรง ไม่ติดโรคง่าย กินอาหารเยอะและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งมันคุ้มค่ากับการลงทุนและลงแรง” นายปราโมทย์ กล่าว

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297262

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย”

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย”

              สถานีวิทยุ ม.ก. จับมือเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล เดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลข่าวสารการเกษตรอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาช่องทางสื่อกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล ให้ทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0

วิทยุม.ก.ผนึกเกษตรก้าวไกล “ขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย” 
วันที่ 28 ก.ย. 60 ) ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือสถานีวิทยุม.ก.เผยภายหลังการลงนามความร่วมมือ(MOU)ระหว่างสถานีวิทยุมก.กับเกษตรก้าวไกล ดอทคอม โดยระบุว่าเป็นการร่วมมือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อกระจายเสียงและสื่อดิจิทัล เป็นพัฒนาการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสถานีวิทยุ ม.ก. และบริษัทเกษตรก้าวไกล มีศักยภาพสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและประสานความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของประชาชน จึงเกิดการร่วมมือทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กันขึ้น
“เราจะร่วมกันผลิตและพัฒนาด้านเทคนิค และการจัดการเนื้อหาของข่าว โดยกำหนดรูปแบบรายการ กำหนดช่วงเวลา กรอบเนื้อหาและแหล่งข้อมูล ตามความเหมาะสม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภาคเกษตรประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะขับเคลื่อนเรื่องเนื้อหาของข่าวแล้ว ยังจัดฝึกอบรมหรือกิจกรรมให้ความรู้แก่เกษตรกร และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้สื่อข่าวเกษตร ที่สามารถสัมภาษณ์ข่าว เขียนข่าว นำเสนอและรายงานข่าวสารด้านการเกษตรได้ด้วยตนเอง ภายใต้โครงการ “KUR+ Academy” (KU Radio Plus Academy) ของสถานีวิทยุ ม.ก. และ โครงการ “เกษตรกรข่าว” (KK Smart Farmers Reporter) ของบริษัท เกษตรก้าวไกล (ประเทศไทย) จำกัด โดยใช้สถานีวิทยุ ม.ก. ทั้ง 4 ภูมิภาค เป็นฐานในการผลิตและพัฒนาเกษตรกรทั่วประเทศ ให้เป็นผู้สื่อข่าวการเกษตรต่อไป” ผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก. กล่าว
ด้าน นายพรศักดิ์ พงศาปาน ประธานบริษัท เกษตรก้าวไกล (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เข้าร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสถานีวิทยุ ม.ก. ซึ่งเป็นสถานีวิทยุที่อยู่คู่เกษตรกรไทยมาอย่างยาวนาน และมีเครือข่ายทั่วประเทศ ได้เห็นความสำคัญของการนำเสนอข่าวสารผ่านสื่อดิจิทัลใหม่ ๆ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วกว่า และทำให้ผู้บริโภคข่าวสารมีส่วนร่วมมากกว่า โดยมองว่าระบบการสื่อสารสมัยใหม่ทำให้ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้ แค่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและหลักการเขียนข่าวที่ถูกต้อง ภายใต้หลักคิดที่ว่า “ใครๆก็เป็นผู้สื่อข่าว(เกษตร)ได้” จึงได้เริ่มรณรงค์โครงการ “เกษตรกรข่าว” ขึ้นมา โดยการเปิดรับเกษตรกรรวมทั้งผู้สนใจเข้าร่วมเป็นผู้สื่อข่าวเกษตรอาสา และได้รับผลการตอบรับสมัครเข้ามากว่า 20 จังหวัดแล้ว
“ผมคิดว่าคนที่จะเป็นผู้สื่อข่าวเกษตรที่ดีได้ก็ต้องเป็นคนในพื้นที่ เพราะการเกษตรอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งก็คือเกษตรกร จะเป็นใครอื่นไม่ได้ เพราะเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ ทำการเกษตรอยู่จริง มีประสบการณ์จริง ไม่มีใครจะถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีเท่ากับตัวเขาเอง ขอเพียงแค่ช่วยกันเติมเต็มหลักการและประสบการณ์เข้าไป ทุกคนก็สามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้แล้วเตรียมปั้นผู้สื่อข่าวเกษตรให้เต็มทุกพื้นที่คือภารกิจที่จะทำร่วมกันเร็วๆนี้” ประธานและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล กล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตามการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ครั้งนี้ได้มีผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตรมาร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก ประกอบด้วย ผศ.พุม ขำเกลี้ยง ประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุ ม.ก. นายกฤษฎา บุณยสมิต อธิบดีอัยการ สนง.วิชาการ สนง.อัยการสูงสุด ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สถานีวิทยุ ม.ก. นายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) นายปานฑิต ชนะภัย ที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์องค์กรและการตลาด สถานีวิทยุ ม.ก. นายโยธิน ไตรโกมุท ที่ปรึกษาด้านเทคนิค สถานีวิทยุ ม.ก. ดร.ธานินทร์ คงศิลา ผู้แทน ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ รศ.วัฒนา สวรรยาธิปัติ ที่ปรึกษาสถานีวิทยุ ม.ก. รวมทั้งผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ฯลฯ  พร้อมกันนั้นได้มีการนำป้ายที่มีข้อความว่า “เกษตรคือประเทศไทย Agriculture is Thailand” และ “ร่วมกันขับเคลื่อนข่าวเกษตรประเทศไทย” มาแสดงให้เป็นที่ประจักษ์รับรู้ว่าทั้งสองหน่วยงานมีวิสัยทัศน์และภารกิจเดียวกัน และจะต้องทำให้สำเร็จต่อไป

โชว์3นวัตกรรมฝีมือคนไทย โดรน-แขนกล-โรงเรือนอัจฉริยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297257

โชว์3นวัตกรรมฝีมือคนไทย โดรน-แขนกล-โรงเรือนอัจฉริยะ

โชว์3นวัตกรรมฝีมือคนไทย โดรนพ่นสารเคมี-แขนกล-โรงเรือนอัจฉริยะ

              กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ รุกหนัก “ไทยแลนด์ 4.0” พาสื่อบุกพิสูจน์ความสำเร็จงานพัฒนานวัตกรรม “โดรนพ่นสารเคมีการเกษตรความแม่ยำสูง-ระบบควบคุมโรงเรือนการเกษตรอัจฉริยะ” ตอบโจทย์การเกษตรสมัยใหม่ พร้อมโชว์ “หุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรม” สัญชาติไทยแท้ ราคาประหยัดแต่คุณภาพระดับโลก ผลงานความร่วมมือระหว่าง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” กับภาคเอกชน ย้ำเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว
ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี โดยระบุว่า ปัจจุบันการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นกุญแจสำคัญที่จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วน เกิดความตื่นตัวต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตรกรรมในระดับประเทศ โดย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ ดำเนินการจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์” ในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ทั้งด้านกำลังคน การวิจัยพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ไปสู่ระดับท้องถิ่น โดยปัจจุบันมีผลดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จมากมาย
ดังนั้น เพื่อเป็นติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค รวมทั้งเผยแพร่ผลงานความสำเร็จในการวิจัยพัฒนาและประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงได้จัดโครงการสื่อสัญจรโดยนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมและทำข่าว “โดรนอัจฉริยะเพื่อการเกษตร ลดสารพิษสู่มนุษย์” และและชมความก้าวหน้าของ “หุ่นยนต์แขนกล สัญชาติไทย” รวมทั้งนวัตกรรมอื่นๆ ณ “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี ในระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2560 นี้
ทั้งนี้สำหรับ “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มอบหมายให้ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์  (สอว.)  ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาค 4 แห่ง ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาผลการดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะมีการนำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมผลงาน 3 โครงการสำคัญ คือ
โครงการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตรสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด ในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน มาใช้งานด้านการเกษตร โดยอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงสร้างลำตัวเครื่อง ให้สามารถพ่นของเหลวไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีทางการเกษตร โดยแบกน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัม ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคนถึง 40 เท่า สามารถทำงานได้ถึง 15-20 ไร่ต่อชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการควบคุมตำแหน่งความสูงที่ถูกต้องแม่นยำในการฉีกพ่น ช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือลดผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนให้เกษตรกร ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Thailand 4.0 เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมในปัจจุบัน ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming)
ระบบควบคุมโรงเรือนอัจฉริยะผ่านสมาร์ทโฟน หรือ Smart think เป็นโครงการพัฒนาร่วมกับ บริษัท สมาร์ทติ๊งคอนโทล (Smart Think Control) จำกัด ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมสำหรับควบคุมโรงเรือนและสวนการเกษตรอัจฉริยะ มีความสามารถในการควบคุมและตัดสินใจในการสั่งงานแบบอัตโนมัติแทนมนุษย์ หรือให้ผู้ใช้งานสมารถสั่งงานจากทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ภายในโรงเรือนและสวนยังจะมีเช็นเซอร์ที่คอยทํางานตรวจสอบค่าต่างๆ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง วัดค่าปุ๋ย อุณภูมิ เพื่อนำข้อมูลกลับมาคำนวณและสั่งการทำงานตามระบบที่ตั้งไว้ให้ทำงานได้ตามความต้องการ รวมถึงมีระบบวางแผนการปลูก วางแผนการตลาด ผ่านแอปพลิเคชั่น ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนจากค่าปุ๋ย ค่าน้ำ รวมถึงเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดได้อย่างสอดคล้องไปพร้อมๆกัน
“หุ่นยนต์แขนกลอุตสาหกรรม สัญชาติไทย” เป็นความร่วมมือกับ บริษัท RST ROBOTICS จำกัด ในการพัฒนาหุ่นยนต์แขนกล จนสามารถยกระดับไปสู่การผลิตโดยการใช้องค์ความรู้ เครื่องมืออุปกรณ์และแรงงานที่อยู่ในพื้นที่ พร้อมทั้งการนำเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรมอิเลคทรอนิคส์ และวิศวกรรมซอฟต์แวร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับสมรรถนะของหุ่นยนต์ให้มีความสามารถเทียบเท่ากับหุ่นยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่มีราคาไม่แพง พร้อมกันนี้ยังมีฟังชั่นการใช้งานเป็นภาษาไทย ใช้งานง่าย ซึ่งตอบโจทย์แก่ผู้ประกอบการไทยได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมีหุ่นยนต์แขนกล 3 ประเภท คือ 1.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Welding (เชื่อม) 2.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Pallet (ยกวาง) และ 3.หุ่นยนต์แขนกลประเภท Painting (พ่นสี) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูงในการช่วยเหลือแรงงานมนุษย์ เตรียมการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0
“ทั้ง 3 โครงการ นับเป็นผลงานความก้าวหน้าที่สำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นตัวอย่างได้ดีถึงการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศชาติให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในอนาคต” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าว

“โดรน”พ่นสารเคมี จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297253

“โดรน”พ่นสารเคมี จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่

เปิดตัว“โดรน”พ่นสารเคมี จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเกษตรสมัยใหม่

        ปัจจุบัน “เทคโนโลยี” ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งเกษตรกรรม จนแทบกล่าวได้ว่า ปัจจุบัน “เทคโนโลยี” ได้เข้ามากลืนกินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ และ “เทคโนโลยี” ก็ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญดอกหนึ่งที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศได้อย่างยั่งยืน
    ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถานการณ์ในโลกปัจจุบันหากประเทศใดไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดความตื่นตัวต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตรกรรมระดับประเทศ
ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดำเนินการ คือ การจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์” ขึ้นในภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นฐานสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนากำลังคน การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้สู่ภูมิภาคและระดับท้องถิ่น เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มอบหมายให้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์  (สอว.) ร่วมกับ เครือข่ายมหาวิทยาลัยในภูมิภาค 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ดำเนินการจัดตั้ง “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายข้างต้น
โดยช่วงที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของ “อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ถือว่ามีความคืบหน้าอย่างมาก มีการร่วมกับภาคเอกชนวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่น่าสนใจ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง รวมทั้งต่อยอดการพัฒนาได้ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและในเชิงพาณิชย์ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจและน่าจับตาอย่างยิ่ง ก็คือ “อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร”
“อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน เพื่อการเกษตร เป็นโครงการร่วมมือระหว่าง อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กับ บริษัท ไลลา เอวิเอชั่น จำกัด เพื่อพัฒนานวัตกรรมระดับประเทศด้านผลิตภัณฑ์อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร โดยอาศัยการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงสร้างลำตัวเครื่อง ให้สามารถพ่นของเหลวไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ย หรือสารเคมีทางการเกษตร โดยแบกน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัม ทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าคนถึง 40 เท่า สามารถทำงานได้ถึง 15-20 ไร่ต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับภาคการเกษตรกรรมของประเทศไทย”
ดร.อรรชกา กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่า 150 ล้านไร่ มีครัวเรือนเกษตรกรถึงกว่า 7.9 ล้านครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยและมีความต้องการเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ขณะที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีนโยบายขับเคลื่อนการทำ “เกษตรแปลงใหญ่” โดยสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ทั้งชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและทำการเพาะปลูกพืชผลชนิดเดียวกันมารวมกลุ่มทำการเพาะปลูกเป็นแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างอำนาจต่อรองทางการตลาด ซึ่งการนำ “อากาศยานไร้คนขับ” หรือ Unmanned Aerial Vehicle (UAV) มาใช้ในงานด้านการเกษตร จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรไทย ลดการใช้แรงงานในการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศไทยสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยอากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับการฉีดพ่นสารต่างๆ ในพื้นที่ตั้งแต่ขนาดแปลงเล็กๆ ไปจนถึงแปลงขนาดใหญ่ สามารถทำงานได้ทั้งแบบชั่วคราวและแบบประจำการ หรือแบบตำแหน่งคงที่และตามแผนการบินแล้ว ยังมีการออกแบบระบบควบคุมการทำงานและการบินอัตโนมัติแบบฝังตัว รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมระยะไกลที่มีความแม่นยำ ใช้ระบบการป้องกันการทำงานด้วย GPS 3 ชั้น ระบบพลังงานมีประสิทธิภาพสูงทำงานต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ขณะที่ตัวของอากาศยานก็ผลิตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีโครงสร้างลำตัวเบาแต่แข็งแรงด้วยวัสดุคอมโพสิต อีกทั้งยังป้องกันความเสียหายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากละอองน้ำหรือละอองฝนได้
นอกจากนี้ตัวของอากาศยานยังมีเสถียรภาพในแง่ความแม่นยำสูงในการพ่นสารน้ำ สารชีวภาพ การให้ปุ๋ย และการพ่นยาฆ่าแมลง ซึ่งจะลดการฟุ้งกระจาย ทำให้เกษตรกรหรือผู้ใช้งานลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงในการใช้ยาฆ่าแมลง เพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูกได้อย่างเป็นรูปธรรม
อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร จึงนับเป็นสินค้าเชิง “นวัตกรรม” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Thailand 4.0 ที่อาจมีส่วนช่วยพลิกโฉมหน้าภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย จากการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกร ลดความเสี่ยงในการสัมผัสหรือผลกระทบจากสารเคมี ลดต้นทุน ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
 “อากาศยานไร้คนขับเพื่อการเกษตร” จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งจากด้านเกษตรกรรมและวิศวกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตรให้มีความก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

ไทยเน้นย้ำหนุนอาเซียนรวมเป็นหนี่งสานต่อโครงการเกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297186

  ไทยเน้นย้ำหนุนอาเซียนรวมเป็นหนี่งสานต่อโครงการเกษตรยั่งยืน

  ไทยเน้นย้ำหนุนอาเซียนรวมเป็นหนี่งสานต่อโครงการเกษตรยั่งยืน

 

วันที่ 28 ก.ย.60 เวลา 09.00 น. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้เข้าร่วมประกอบด้วย รัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการเกษตรและป่าไม้ และเจ้าหน้าที่อาวุโสระดับปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่อาวุโส ของประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รองเลขาธิการอาเซียน องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟ เอ โอ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงาน

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในปี 2560 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งประชาคมอาเซียนด้วย ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกอาเซียนได้ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดอย่างมีเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 คือ ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่การจะเป็นเช่นนี้ได้ เราจะต้องเพิ่มความพยายามและมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ดังกล่าว เราต้องช่วยกันทำให้ประชาคมอาเซียนดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการค้าจากต่างประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งยังคงปกป้องผลประโยชน์ของภูมิภาคไปด้วย ในขณะเดียวกัน เราต้องร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน และพยายามไปให้ถึงการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป้าหมายการขจัดความหิวโหยของสหประชาชาติ

“ภาคการเกษตรเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศสมาชิกอาเซียน เนื่องจากเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญและเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้น การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน ถือเป็นวาระสำคัญระดับชาติของสมาชิกอาเซียนทุกประเทศเราจึงจำเป็นต้องมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้สามารถเผชิญกับสิ่งท้าทายที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งรวมถึงการขาดแคลนแรงงานในภาคการเกษตร เป็นต้น ในโอกาสนี้ เราควรกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้น เพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2025 และเป็นไปตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่า “ภาคอาหาร การเกษตร และป่าไม้ มีความสามารถในการแข่งขัน มีส่วนร่วมมีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก บนฐานของการตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ และความมั่งคั่ง ในประชาคมอาเซียน” พลเอกประจิน กล่าว

ด้านพลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้  เป็นการประชุมประจำปีของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการเกษตร และป่าไม้ ของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ โดยในปี 2560 นี้ เป็นวาระที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 30 กันยายน 2560 โดยระหว่างวันที่        25 27 กันยายน เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และวันที่ 28 29 กันยายน เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี     ส่วนวันที่ 30 กันยายน เป็นการศึกษาดูงานของคณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้จัดศึกษาดูงาน      ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการศึกษาทดลองด้านการเกษตรพื้นที่ภาคเหนือเพื่อเผยแพร่แก่ราษฎรนำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง

พลเอกฉัตรชัย กล่าวอีกว่า สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญครั้งนี้จะเป็นการติดตามผลการดำเนินงาน กำหนดนโยบายกำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ ให้ความเห็นชอบมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรต่าง ๆ ในสาขาเกษตรและป่าไม้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนนำไปปรับใช้ภายในประเทศ จะมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนนโยบายอาเซียนในการเป็นภูมิภาคที่มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอ มีความเป็นเอกภาพ ทั้งด้านการผลิตและการค้า และปรับตัวได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น การร่วมกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การกำหนดค่าสารพิษตกค้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญและส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย รวมถึงการผลักดันแผนขับเคลื่อนนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียนให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในเวทีนี้ด้วย

นอกเหนือจากการประชุมแล้ว ประเทศไทยยังใช้โอกาสนี้ เทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ที่ได้ทรงงานด้านการเกษตร จนทำให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีการพัฒนาและมีความก้าวหน้า สามารถนำพาเกษตรกรไทยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ให้แก่รัฐมนตรีและผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมได้รับทราบผ่านการจัดแสดงนิทรรศการภายใต้หัวข้อ 1.การพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน และ 2.ศาสตร์พระราชานำพาเกษตรไทย

สศก.โชว์ผลติดตามธนาคารประมง 20 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297190

สศก.โชว์ผลติดตามธนาคารประมง 20 จังหวัด

สศก, จังหวัด

สศก.โชว์ผลติดตามธนาคารประมง 20 จังหวัด เสริมความมั่นคงด้านอาหารระดับชุมชน

            สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ผลธนาคารผลผลิตเกษตรด้านประมง ปีงบประมาณ 2560 รวม 20 จังหวัด แจงภาพรวมดำเนินการครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกิจกรรม สมาชิกธนาคารรวมกว่า 1,500 ราย เฉลี่ย 75           ราย/แห่ง โดยสมาชิกสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มของตนเอง ในระดับค่อนข้างมากกว่าร้อยละ 88

นางสาวรังษิต  ภู่ศิริภิญโญ  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามผลธนาคารผลผลิตเกษตรด้านประมง ปีงบประมาณ 2560 เพื่อให้ชุมชนมีการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชน เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำสำหรับเป็นอาหารโปรตีนในการบริโภคและสร้างรายได้ให้แก่ครัวเรือน โดยได้สอบถามผลการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการธนาคาร และสมาชิกธนาคาร ใน 20 จังหวัด (ภาคเหนือ 7 จังหวัด และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด) ผลการติดตาม พบว่า

ผลการดำเนินการในพื้นที่ชุมชนที่มีแหล่งน้ำทั้ง 20 จังหวัด มีการจัดตั้งคณะกรรมการธนาคารได้เฉลี่ย 17           ราย/แห่ง ที่มาจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อบริหารจัดการธนาคาร มีการกำหนดเงื่อนไข กฎระเบียบ เกณฑ์ต่างๆ มีการรับสมัครสมาชิกธนาคารได้กว่า 1,500 ราย เฉลี่ย 75 ราย/แห่ง (เป้าหมาย 600 ราย เฉลี่ย 30 ราย/แห่ง)

สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพภาคการเกษตร ทราบข่าวการมีโครงการจากเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาส่งเสริม และผู้นำในชุมชน สมาชิกธนาคารมีการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดินอยู่แล้วเป็นอาชีพเสริม มีประสบการณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 7 ปี มีการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานแห่งละ 305,500 บาท โดยเป็นงบดำเนินงาน 132,500 บาท/แห่ง จำแนกเป็นพันธุ์    สัตว์น้ำ อาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน น้ำยาทดสอบคุณสมบัติน้ำ และปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำ ส่วนงบเงินอุดหนุน 173,000 บาท/แห่ง จำแนกเป็นค่าปรับปรุงแหล่งน้ำให้เหมาะสมต่อการเพิ่มผลผลิต วัสดุล้อมขังสัตว์น้ำ อุปกรณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประจำธนาคาร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการธนาคาร

การดำเนินการในรูปแบบธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง เริ่มจากการชี้แจงวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับธนาคารให้ชัดเจนก่อน โดยสมาชิกธนาคารทุกรายได้เข้าร่วมฟังคำชี้แจง มีการถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ ตั้งแต่ การเตรียมแหล่งน้ำ การสร้างอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ และการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นต้น โดยสมาชิกธนาคารที่เข้าร่วมดำเนินการสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มของตนเอง ในระดับค่อนข้างมาก กว่าร้อยละ 88

ทั้งนี้ ภาพรวมการดำเนินการครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละกิจกรรม อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อขัดข้องบางประการที่สะท้อนจากสมาชิกธนาคาร ในประเด็นของการสนับสนุนพันธุ์ปลาที่ได้ปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ของแหล่งน้ำชุมชนที่มีขนาดใหญ่ และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำใช้เวลา 8-10 เดือน ทำให้การดำเนินการในรูปแบบธนาคารยังไม่เห็นผลชัดเจนในทางปฏิบัติ ดังนั้น ควรมีการสนับสนุนปัจจัยการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ธนาคารสามารถผลิตพันธุ์สัตว์น้ำไว้ใช้หมุนเวียนในธนาคาร และต้องผลักดันให้ธนาคารสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารประเภทโปรตีนให้แก่สมาชิกในชุมชนต่อไป