ปลดล็อกที่ดินสปก.เพื่อกิจการพลังงาน ขีดเส้นยื่นขอ60วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/297015

ปลดล็อกที่ดินสปก.เพื่อกิจการพลังงาน ขีดเส้นยื่นขอ60วัน

พลทสรรเสริญ แก้วกำเนิด

ปลดล็อกที่ดินสปก.เพื่อกิจการพลังงาน ขีดเส้นยื่นขอ60วัน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 ก.ย.60 มีมติอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการขออนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์แก่สาธารณะของประเทศ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการออกคำสั่ง ที่ 31/2560 ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2560

โดยมีหลักการสำคัญให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) มีอำนาจยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินสำหรับกิจการที่อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยการยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ที่ดินที่มีขนาดเนื้อที่เกิน 500 ไร่ หรือระยะเวลาการขอใช้เกิน 30ปี หรือที่ดินที่รัฐได้ปรับปรุงพัฒนาเพื่อการปฏิรูปที่ดินสำหรับจัดให้แก่สถาบันเกษตรกรไว้แล้ว

ครอบคลุมกิจการ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานรวมทั้งพลังงานทดแทน ,การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ กิจการอันเป็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เช่น การคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ ระบบโทรคมนาคม และ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น อย่างไรก็ตามจะต้องเป็นที่ดิน ที่ไม่ใช่ที่ดินในโครงการพระราชดำริ หรืออันเนื่องจากพระราชดำริ โดยผู้ขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต้องยื่นต่อสำนักงาน สปก.จังหวัดท้องที่ แต่หากส่งผลกระทบกับสิทธิ์ของประชาชน ต้องมีการชดเชยเยียวยาตามกฎกระทรวงกำหนด ส่วนพื้นที่ที่มีหน่วยงานต่างๆเข้าไปดำเนินการ ก่อนมีกฎกระทรวงฉบับนี้ ต้องเริ่มดำเนินการยื่นคำขอภายใน 60 วันหลังกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้หลังจากที่มีการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ให้ผู้ที่ยื่นคำขอจะได้รับความยินยอมหรืออนุญาตได้ต่อเมื่อเกษตรกรผู้จะได้รับผลกระทบในพื้นที่นั้นได้รับการเยียวยาหรือชดเชย ข้อตกลง หรือตามเงื่อนไขที่กำหนดและต้องจัดให้มีกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แผนฟื้นฟูที่ดินและชำระค่าตอบแทนการใช้ที่ดินเข้าสู่กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ครม.ได้รับทราบอำนาจของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) มีอำนาจอนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน หรือการทำเหมือง ให้กระทำได้เฉพาะที่ไม่มีศักยภาพในการทำเกษตรกรรม หรือ สามารถฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพที่เหมาะสมทำการเกษตรต่อไปได้

ส่วนการสิ้นสุดและเพิกถอนการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน สปก.จะเกิดจากกรณีที่ไม่เยียวยาหรือชดเชยเกษตรกร หรือ ไม่ส่งมอบหลักประกัน ภายในระยะเวลาที่กำหนดขณะที่ คปก. สามารถมีมติเพิกถอนการใช้ที่ดิน สปก.ได้ในกรณีที่ ผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอื่น หรือ สิทธิตามกฎหมายอื่นสิ้นสุดลง หมดความจำเป็นในการใช้บางส่วนหรือทั้งหมด ผู้รับอนุญาตเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต และผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา กรณีผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม รวม 7 บริษัท ในพื้นที่ส.ป.ก. ที่ต้องหยุดผลิตมาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 หลังจากศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่ง ซึ่งการประชุมหารือกันได้เสนอ 4 แนวทางให้ที่ประชุม คสช. พิจารณา คือ 1.การถอนสภาพที่ดิน ส.ป.ก. เปลี่ยนไปเป็นที่ดินราชพัสดุ กระทรวงคลัง จะเข้ามาดูแลแทน หากเป็นเช่นนั้น การจัดส่งรายได้การใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เข้ากองทุนพัฒนาเกษตรกรที่มีการจัดส่งรายได้อยู่ในปัจจุบันจะหยุดชะงักซึ่งผู้เสียประโยชน์ก็คือเกษตรกร

2. การแก้ไขกฎหมาย ส.ป.ก.ซึ่งต้องใช้ระยะเวลายาวนาน 3. การออกระเบียบภายใต้เงื่อนไขข้อกฎหมาย ส.ป.ก.เพื่อปลดล็อกการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ตามมาตรา 19 และ 30 แต่ก็จะไม่ครอบคลุมกิจการปิโตรเลียม และ 4. การใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ตาม ม.44 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ในส่วนที่มีปัญหา และในที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คสช.จึงเลือกหนทางสุดท้าย

โดยคำสั่งในการออกกฎกระทรวงใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ในครั้งนี้ทำให้7 บริษัทปิโตรเลียมที่ได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ประกอบด้วย บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ด และบริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด

โดยก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงาน รายงานว่า กิจการปิโตรเลียมที่หยุดผลิตในพื้นที่ ส.ป.ก. รวม 7 ราย หลังมีคำสั่งศาลฯ มาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2560 ส่งผลกระทบต่อปริมาณปิโตรเลียมที่หายไป น้ำมันดิบ 16,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 50% ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบบนบก มูลค่าประมาณ 28 ล้านบาทต่อวัน ก๊าซธรรมชาติ 110 ล้าน ลบ.ฟ.ต่อวัน คิดเป็น 69% ของการผลิตก๊าซบนบก มูลค่า 19.25 ล้านบาทต่อวัน ก๊าซธรรมชาติเหลว 100 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 25% ของการผลิตบนบก มูลค่า 0.175 ล้านบาทต่อวัน รวมมูลค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด 47.4 ล้านบาทต่อวัน รวมระยะเวลาที่หยุดผลิตไปรวม 15 วันนั้น เกิดความสูญเสียไปแล้วกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งกระทบรายได้เข้ารัฐจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง ประมาณ 26 ล้านบาทต่อวัน โดยจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนที่ต้องจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.55 ล้านบาทต่อวัน

“สามพรานโมเดล”ต้นแบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296899

“สามพรานโมเดล”ต้นแบบห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์

“สุรพล”ชม “สามพรานโมเดล”ต้นแบบพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์

             ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวง เยี่ยมชม และศึกษาดูงาน การขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล  ในโอกาสตรวจเยี่ยมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พื้นที่ จ.นครปฐม ชื่นชมสามพรานโมเดล ต้นแบบพัฒนาเกษตรอินทรีย์ครบวงจร สร้างชุมชนเข้มแข็งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภายหลังการตรวจเยี่ยมพื้นที่ ศพก. ใน จ.นครปฐม  นายสุรพล จารุพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กระทรวง เดินทางไปยัง ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านหัวอ่าว  และ สุขใจออร์แกนิกฟาร์ม พื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล เพื่อศึกษาดูงานการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของโครงการ พร้อมร่วมสังเกตการณ์การประชุมประจำเดือนของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่หัวใจอินทรีย์ โดยมีนายอรุษ นวราช ผู้บริหาร            สามพราน ริเวอร์ไซด์ และผู้ก่อตั้ง สามพรานโมเดลให้การต้อนรับและประชุมร่วมกับเกษตรกรครั้งนี้ด้วย

นายสุรพล กล่าวว่า  วันนี้ตนเองตั้งใจมาดูงานโครงการสามพรานโมเดล เพราะรับทราบถึงความตั้งใจจริง และอุดมการณ์ของผู้บริหาร สามพราน ริเวอร์ไซด์  ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยมีกระบวนการทำงานที่น่าสนใจ มีการ เชื่อมโยงเครือข่ายอย่างเป็นระบบแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนำระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม  PGS  และพัฒนาสู่มาตรฐานสากล  IFAOM  ขณะเดียวกันมีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ด้วยการแปรรูป  และการเชื่อมช่องทางการตลาด ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักสำคัญ ของการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ นายสุพล  กล่าวอีกว่า  จากที่ตนสังเกตรูปแบบการประชุม รวมถึงแนวคิดต่างๆ ที่เกษตรกรนำมาแชร์กันในวงประชุมวันนี้ ทำให้เห็นกระบวนการกลุ่มที่ดีมาก ผสานกับหลักคิด วิธีการขับเคลื่อนโครงการ ของคุณอรุษ  ทำให้มองว่า สามพรานโมเดล คือรูปแบบหนึ่งที่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำการเกษตรอินทรีย์ครบวงจร

ซึ่งไม่เฉพาะส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่สอนให้รู้จักแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เกษตรอินทรีย์ รวมถึงสร้างช่องทางการตลาด  เชื่อมตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค   ซื้อขายกันในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นหลักการที่น่าสนใจ  ที่พื้นที่อื่นๆ สามารถเรียนรู้ และนำ ไปเป็นแบบอย่าง  ปรับใช้ในแต่ละพื้นได้ไม่ยาก

“โดยรวมได้ประโยชน์จากการดูงานครั้งนี้เป็นอย่างมาก และดีใจที่ได้ร่วมวงฟังกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วมชองเกษตรกร  โรงแรม รวมถึงมูลนิธิสังคมสุขใจที่ มีการทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้ง สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชนต่าง ๆ ขณะเดียวกันได้เห็นความตั้งใจของเกษตรกร ที่บอกว่า  มีอุดมการณ์            มีกฎกติกาของกลุ่ม ซึ่งตรงนี้แหละ เป็นจุดเริ่มต้นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”    นายสุรพล กล่าว ทิ้งท้าย

ไทยเจ้าภาพเวที AMAFเดินหน้ายกระดับภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296896

ไทยเจ้าภาพเวที AMAFเดินหน้ายกระดับภาคเกษตร

สศก

ไทยเจ้าภาพเวที AMAFเดินหน้ายกระดับภาคเกษตร

 

                         เกษตรฯ เจ้าภาพจัดใหญ่ ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ หรือ AMAF ณ จังหวัดเชียงใหม่          รุกยกระดับสินค้า แก้ปัญหาภาคเกษตร ด้าน สศก. เผย APTERR  หนุนประเทศสมาชิกร่วมทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า ผลักดันแผนการเงินระยะ 5 ปี เพิ่มเงินทุนสำหรับดำเนินการช่วยเหลือประเทศสมาชิกกรณีประสบภัยพิบัติฉุกเฉินร่วมกัน

นางสาวจริยา  สุทธิไชยา  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ระหว่างวันที่ 28 –29 กันยายน 2560  ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งมีสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) (AMAF +3 ) ครั้งที่ 17  โดยมีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

การประชุมครั้งนี้ มีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการในปี 2561 ในด้านภาคเกษตร ประกอบด้วย 1) การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร 2) การพิจารณาให้ข้อเสนอแนะและให้ความเห็นชอบต่อยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียน + 3 ด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้  3) การพิจารณาแผนงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERRได้แก่ การผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดย          การทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า และแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ ระยะ 5 ปี (2561 – 2565)  และ               4) การผลักดันและติดตามการดำเนินการตามนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน

สศก. ในฐานะที่มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ APTERR และรับผิดชอบหลักในการเป็นหน่วยงานประสานของประเทศไทย (Thailand’s APTERR Coordination Agency) รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของสำนักเลขานุการ APTERR เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกในกรณีที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน  พร้อมที่จะผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดยการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward contract) ตาม Tier 1 เพื่อให้ประเทศสมาชิกจับคู่ทำสัญญาซื้อขายข้าวในราคาที่เหมาะสม รวดเร็ว ทันต่อการช่วยเหลือ โดยขณะนี้ประเทศไทย เวียดนาม เกาหลี และญี่ปุ่น ได้เสนอตัวเป็นประเทศผู้ขายข้าว (Supplying Country) และยังอยู่ระหว่างการรอให้ประเทศเทศสมาชิกแจ้งประเทศผู้ซื้อข้าว (Demanding Country)

สำหรับการแก้ไขแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ สำหรับปี 2561 – 2565 ได้ดำเนินการตามมติคณะมนตรี APTERR ที่เห็นชอบให้มีการเพิ่มการบริจาคเงินทุนสำหรับการดำเนินการ สำหรับในช่วง 5 ปีข้างหน้า              ในวงเงินรวมเท่าเดิม  ซึ่งการดำเนินงานของAPTERR จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก ในการมีระบบสำรองข้าวไว้ในยามฉุกเฉินเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนอาหารในกรณีเกิดภัยพิบัติ หรือความยากจนในประเทศสมาชิกอาเซียน+3 รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยเองได้รับความช่วยเหลือในปี 2554 ในเหตุการณ์มหาอุทกภัย โดยประเทศญี่ปุ่นได้บริจาคข้าวผ่านAPTERR เป็นจำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อซื้อข้าวของประเทศไทยจำนวน 50 ตัน และข้าวบรรจุกระป๋อง จำนวน 31,000กระป๋อง และในคราวเกิดพายุไห่เยี่ยนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไทยได้ร่วมบริจาคข้าวให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแก่ฟิลิปปินส์ จำนวน5,000 ตัน นับเป็นการส่งเสริมบทบาทของการประสานให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมร่วมกัน

เกษตรฯชี้ระบบเกษตรพันธสัญญามีผลต่ออุตสาหกรรมเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296837

เกษตรฯชี้ระบบเกษตรพันธสัญญามีผลต่ออุตสาหกรรมเกษตร

ระบบเกษตรพันธสัญญา

เกษตรฯชี้ระบบเกษตรพันธสัญญามีผลต่ออุตสาหกรรมเกษตร

 

วันที่ 25 ก.ย. 60  เวลา 9.00 น. นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 24 – 25 กันยายน 2560 โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และผู้แทนเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 300 คน

            นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ระบบเกษตรพันธสัญญามีความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ โดยเป็นระบบที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทางการเกษตรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาโครงสร้างในระบบเกษตรพันธสัญญายังขาดความสมดุลและไม่เป็นธรรม โดยภาครัฐได้พยายามกำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินการในระบบเกษตรพันธสัญญา รวมทั้งกำหนดมาตรการกำกับดูแลและคุ้มครองคู่สัญญาไม่ให้เกิดการเอาเปรียบในการทำสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเกษตรพันธสัญญา แต่เนื่องจากการดำเนินงานดังกล่าวในอดีตไม่มีกฎหมายที่บังคับใช้โดยตรงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเกษตรพันธสัญญา นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานหลักของรัฐที่จะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงหรือมีหน้าที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ตรวจสอบ ดูแล บังคับใช้และให้มีการปฏิบัติตามสัญญาด้วยความสุจริตและเป็นธรรม

นางจินตนา กล่าวต่อว่า   รัฐบาลได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาดังกล่าว จึงได้กำหนดแนวทางให้ภาครัฐ ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา และการกำกับตรวจสอบ ควบคุม และพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรเพื่อให้มีความมั่นคงทางด้านรายได้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรสามารถประกอบธุรกิจโดยได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และกลไกการดำเนินงานให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ในอันที่จะส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเข้มแข็งและเกิดความเป็นธรรม

ทั้งนี้ ได้มุ่งเน้นให้ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ประกอบด้วย การรับแจ้งการประกอบธุรกิจและการเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตร     พันธสัญญา การจัดเก็บเอกสารสำหรับการชี้ชวนในระบบเกษตรพันธสัญญา การกำหนดรูปแบบสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา การกำหนดแบบสัญญากรณีสัญญาที่อาจมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา และการกำหนดกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นต้น

โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และคณะกรรมการเปรียบเทียบ เป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน​​การขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักการเหตุผล และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ รวมทั้งหลักเกณฑ์กลไกที่ใช้ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎหมาย อันจะส่งผลให้ภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบทบาทที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบของกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ     

                        นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ทราบแนวทางการปฏิบัติ สิทธิ และหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และเกษตรกร ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ตามกรอบของพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และกลไกการดำเนินงานร่วมกันของภาคส่วน   ต่าง ๆ

สำหรับกิจกรรมในการสัมมนา ประกอบด้วย การบรรยาย เรื่อง ชี้แจง Overview พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 การบรรยาย เรื่อง สาระสำคัญและผู้ที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 และการบรรยายเรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

กรมชลฯคาดอีก 10วันน้ำค้างทุ่งไหลลงสู่เจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296836

กรมชลฯคาดอีก 10วันน้ำค้างทุ่งไหลลงสู่เจ้าพระยา

ลุ่มเจ้าพระยา, กรมชลฯคาดอีก

กรมชลฯคาดอีก 10วันน้ำค้างทุ่งไหลลงสู่เจ้าพระยา

             วันที่ 25 ก.ย.60  นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงกรณีการนำน้ำเข้าทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า ในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูการทำนาปี 2560 กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์ การปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น ในพื้นที่ลุ่มต่ำเสี่ยงภัยน้ำท่วม จำนวน 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้จังหวัดนครสวรรค์ลงมา ได้แก่ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล และทุ่งรังสิตใต้ โดยได้เริ่มส่งน้ำให้เพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 จากเดิมที่ต้องรอน้ำฝนในการเตรียมแปลง เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมาในช่วงเดือกันยายน – ตุลาคม

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าสำหรับในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้มีการทำประชาคมกับกลุ่มเกษตรกรผู้ทำนา ซึ่งได้มีมติเห็นชอบร่วมกันกำหนดให้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กันยายน 2560 เพื่อจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จ แต่การที่จะนำน้ำเข้าทุ่งต่างๆ ได้นั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเจ้าพระยาในปริมาณมาก และไม่สามารถระบายน้ำลงสู้ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาได้ทั้งหมด กรมชลประทานจึงได้แบ่งน้ำส่วนหนึ่งที่อยู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เข้าคลองส่งน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายท้ายเขื่อน ไหลลงไปส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีปริมาณน้ำหลากจำนวนมากไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด กรมชลประทาน จึงทำการรับน้ำเข้าทุ่งเฉพาะตามความจำเป็น เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศ และโครงการปล่อยน้ำเข้านา ปล่อยปลาเข้าทุ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เท่านั้น

                 ในส่วนของทุ่งอื่นๆ นั้น จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าปริมาณฝนจะลดลงในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ กรมชลประทานจึงได้คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำค้างทุ่งที่จะไหลมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จะลดลงหลังจากนั้นอีกประมาณ 10 วัน ประกอบกับระยะเวลารับน้ำเข้าทุ่งที่เก็บเกี่ยวแล้วจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน กรมชลประทาน จึงได้กำหนดให้เริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทานหากมีน้ำหลากลงมา ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นต้นไป แต่หากไม่มีน้ำหลากเกิดขึ้น ก็ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกลุ่มเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ว่า จะให้นำน้ำเข้าทุ่งในพื้นที่ของตนหรือไม่ ซึ่งกรมชลประทานได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำประชาคมในแต่ละพื้นที่แล้ว ผลจากการจัดทำประชาคมออกมาเป็นอย่างไร กรมชลประทานจะได้ดำเนินการตามแนวทางที่เหมาะสมต่อไป

เกษตรฯถกแผนความร่วมมือเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296772

เกษตรฯถกแผนความร่วมมือเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน

รมตอาเซียน

เกษตรฯถกแผนความร่วมมือเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนเห็นชอบ 28 – 29 ก.ย.นี้

          นายเลิศวิโรจน์  โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวในโอกาสเป็นประธานการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมเลอเมอริเดียน ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเตรียมการเพื่อนำเสนอประเด็นต่าง ๆ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 และรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครั้งท่ี่ 17 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 -29 ก.ย.นี้  ซึ่งประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นรองประธาน

          สำหรับวาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้มีหลายประเด็นที่สำคัญ  ทั้งที่เป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานที่ผ่านมาของอาเซียน อาทิ  การจัดทำมาตรฐานฉลากสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้าปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์ของอาเซียน เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าปลาทูน่าและผลิตภัณฑ์ระหว่างอาเซียนและตลาดโลก การจัดตั้งกลุ่มเจรจาด้านการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  และการรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียนกับประเทศจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงประเด็นที่ใหม่แต่ละประเทศยกขึ้นมาพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปและบรรจุเป็นวาระการประชุมในระดับรัฐมนตรีให้ความเห็นขอบ เช่น การขับเคลื่อนนโยบายประมงอาเซียนที่ไทยผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนดำเนินการร่วมกันภายใต้กลไกอาเซียน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการประมงและความมั่นคงอาหารของประชาคมอาเซียน

“การประชุมครั้งนี้ เราคาดหวังว่ากลุ่มอาเซียนจะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่หลากหลายของเราประเทศสมาชิกในการทำงานร่วมกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านความปลอดภัยด้านอาหารการเกษตรการประมงปศุสัตว์และป่าไม้  ซึ่งจะคำนึงถึงความจำเป็นในการประสานกิจกรรมต่างๆ ที่ต่างเห็นพ้องร่วมกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจะเข้าถึงเกษตรกรและประชาชนของประเทศสมาชิก ในขณะเดียวกันการลงทุนในภาคเกษตรที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการจ้างงานเพิ่มความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างยั่งยืนด้วย” นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

“บิ๊กฉัตร” เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296770

“บิ๊กฉัตร” เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน

กรมชล, บิ๊กฉัตร

“บิ๊กฉัตร” เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน

             วันที่ 25 ก.ย.60 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ณ กรมชลประทาน สามเสน ว่า ได้ประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม VDO Conferenceไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เนื่องจากยังมีปริมาณฝนในภาคกลาง ภาคอีสานตอนบน และภาคใต้ จึงมีความห่วงใยถึงผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะภาคเกษตร และน้ำที่เอ่อล้นจากอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก

พลเอก ฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า จากการรับฟังข้อมูลในเบื้องต้น ทำให้มีความสบายใจขึ้นมาก เนื่องจากมีการเตรียมการบริหารจัดการเชื่อมโยงการดำเนินงาน อาทิ การพยากรณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) มีความใกล้เคียงกันมาก พบว่าในช่วงสัปดาห์หน้ายังมีปริมาณฝน แต่จะเริ่มกระจายตัว ซึ่งอาจจะมีปริมาณฝนมากทางภาคใต้ โดยอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังมีศักยภาพในการกักเก็บน้ำ มีเพียงแค่ 3 เขื่อนที่ค่อนข้างมีปริมาณน้ำสูง ได้แก่ เขื่อนน้ำพุง เขื่อนน้ำอูน และเขื่อนจุฬาภรณ์ แต่ไม่มีผลกระทบจากการระบายทั้ง 3 เขื่อน เนื่องจากมีการบริหารจัดการร่วมกันเป็นอย่างดี

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้มีปัญหาเพียงแค่การระบายน้ำฝนเท่านั้น ซึ่ง 2 – 3 วันที่ผ่านมามีปริมาณฝนมาก ทำให้มีน้ำขังที่กำลังรอการระบาย แต่ไม่มีผลกระทบจากน้ำทางตอนเหนือ โดยปัจจุบันได้มีการปล่อยน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 1,200 – 1,300 ล้านลูกบาศก์มาตร/วินาที แต่ถ้ามีผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร เขื่อนเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำได้ถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์มาตร/วินาที จึงทำให้สบายใจได้ว่าน้ำจากตอนเหนือที่มีปริมาณมากจะยังอยู่ในอ่างเก็บน้ำที่สามารถเก็บน้ำเอาไว้ได้

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำจากตอนบนถึงตอนกลางมีการบริหารจัดการอย่างเชื่อมโยงต่อเนื่อง สามารถเก็บน้ำเข้าไว้ในพื้นที่ที่เป็นแก้มลิงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าฝนไม่มากเกินไปกว่าที่พยากรณ์ ก็จะไม่เกิดผลกระทบต่อกรุงเทพมหานครแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบยังคงเป็นพื้นที่เดิม อาทิ ใต้เขื่อนเจ้าพระยา นอกเขตคันกั้นน้ำลงมาถึงจังหวัดอยุธยา ซึ่งยังคงมีผลกระทบอยู่จากการระบายน้ำที่ค้างอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะบริหารจัดการน้ำในภาพรวมอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน พร้อมจะเร่งสร้างความเข้าใจและเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296505

    กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

    กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

              กรมชลประทานคลอดแผนงานพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ประเดิมด้วยการเสนอแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ความจุรวม 85 ล้านลูกบาศก์เมตร จากเดิมมีเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งที่มีน้ำท่าปีละ 645 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนใหญ่ไหลลงทะเลหมด ในขณะพื้นที่ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ อุทกภัยและน้ำเค็มรุกล้ำตลอดเวลา

     กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

               นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลสรุปโครงการจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนในลุ่มน้ำทั้ง 52 หมู่บ้าน 5 ตำบล ในเขต อ.นบพิตำ และ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ที่เพิ่งเสร็จสิ้นว่า ประกอบด้วย 3 แผนงาน 260 โครงการ ความจุรวม 88 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนี้

                แผนงานสำคัญเร่งด่วน ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ความจุรวม 85 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำคลองกรุงชิง 60 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำคลองแซะ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำหมอนมด 10 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำคลองกัน 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ฝายคลองกลายขนาดกลาง ประตูระบายน้ำป้องกันน้ำเค็มและเขื่อนป้องกันตลิ่ง

     กรมชลฯคลอดแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายแบบมีส่วนร่วม

                 แผนงานเร่งด่วน ประกอบด้วย ฝายขนาดเล็ก แก้มลิง ขุดลอกเก็บน้ำในลำน้ำ สระเก็บน้ำ และประปาหมู่บ้าน

                 แผนงานปกติ ประกอบด้วยฝายขนาดเล็ก ขุดลอกเก็บน้ำในลำคลอง สระเก็บน้ำ และประปาหมู่บ้าน

                 “ปริมาณน้ำท่าของคลองกลายปีหนึ่ง 645 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งลุ่มน้ำมีแหล่งน้ำเก็บกักเพียง 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นน้ำส่วนใหญ่จึงไหลลงทะเลอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่จากการสำรวจของชาวบ้านเองต้องการน้ำ 316 ล้านลูกบาศก์เมตร เผื่ออนาคต 30 ปีข้างหน้า แต่ในชั้นต้นชาวบ้านเห็นด้วยที่จะพัฒนาแหล่งน้ำ 88 ล้านลูกบาศก์เมตรไปก่อน ส่วนที่เหลือค่อยว่ากันอีกที”

                   นายสุจินต์กล่าวว่า กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองกลายครั้งนี้ ดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่ พ..2558-2560 และทำให้ชาวบ้านรับทราบปัญหาของทุกหมู่บ้านและรู้ความต้องการน้ำของตัวเองทั้งระบบตลอดระยะเวลา 30ปีข้างหน้า แผนงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ความจุ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เป็นความต้องการของชาวบ้านเอง

                    “ทั้ง 4 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า ชาวบ้านทราบดีว่ากระทบต่อผืนป่าและระบบนิเวศ แต่ไม่กระทบต่อพื้นที่ทำกินและบ้านเรือน จึงสนับสนุนให้ก่อสร้าง เพราะลุ่มน้ำคลองกลายประสบปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้งและน้ำทะเลรุกล้ำขึ้นมา 10กิโลเมตร จากความยาวคลองกลาย 70 กิโลเมตร แผนงานนี้จึงแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของชุมชนอย่างแท้จริง”

                    ปกติพื้นที่ลุ่มน้ำคลองกลายเคยเป็นพื้นที่ห้ามเข้าสำหรับเจ้าหน้าที่ชลประทานจะเข้าไป เนื่องจากชาวบ้านคัดค้านการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองกลาย แต่เมื่อใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่ชลประทานเข้าถึงพื้นที่ได้ เนื่องจากชาวบ้านมีส่วนร่วมในการสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแผนพัฒนาลุ่มน้ำผ่านงานชลประทานท้องถิ่น ที่เน้นคนในชุมชนเห็นปัญหาร่วมกันและร่วมกันแก้ไขก่อน โดยคนนอกทำหน้าที่หนุนเสริมให้เกิดกระบวนการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เข้าไปแก้ไขปัญหาให้เหมือนอย่างที่ผ่านมา

                  “แผนงานที่งานชลประทานท้องถิ่นกำหนดขึ้นมานี้ จะส่งไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า การประปาส่วนภูมิภาค และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดเข้าแผนศึกษาความเหมาะสมของหน่วยงานนั้นๆ ต่อไป” นายสุจินต์กล่าว

เกษตรฯตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองก่อนเข้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296458

เกษตรฯตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองก่อนเข้าแล้ง

ลำตะคอง

เกษตรฯตรียมแผนแก้ไขปัญหาน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคองก่อนเข้าแล้ง

            วันที่ 21 ก.ย.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงสถานการณ์น้ำ การเพาะปลูกในเขตชลประทาน การปฏิบัติการฝนหลวง และ แนวทางการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ เขื่อนลําตะคอง จ.นครราชสีมา ว่า แม้ว่าภาพรวมในปีนี้จะมีปริมาณฝนมากกว่าปีก่อนๆ ส่งผลให้น้ำในเขื่อนต่างๆ มีมากกว่าปีก่อนๆ แต่บางพื้นที่ยังมีปริมาณฝนไม่มากนัก โดยเขื่อนที่มีน้ำน้อยมาก จำนวน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ที่ยังเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งเฉพาะพื้นที่ แม้จะมีพายุในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่ จ.นครราชสีมา โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง/เขื่อนลำพระเพลิง มีน้ำไหลเข้าน้อยมาก เขื่อนลำตะคอง ณ วันที่ 20 ก.ย. 60 มีน้ำ 111 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 88 ล้าน ลบ.ม. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำตะคอง มีพื้นที่ชลประทาน 154,195 ไร่ มีการเพาะปลูกรวม 120,599 ไร่ ซึ่งจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในต้นเดือน ธ.ค. 60 คาดว่า    ณ วันที่ 1 พ.ย. 60 เขื่อนลำตะคองมีน้ำใช้การได้ 114 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าเขื่อนอื่นๆ

ดังนั้น จึงต้องวางแผนเตรียมการช่วยเหลือล่วงหน้า โดยได้สั่งการให้จัดทำแผนดำเนินการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว โดยแผนระยะสั้นในช่วงที่ยังพอมีความชื้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ระดมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้ได้มากที่สุด และในช่วงฤดูแล้ง กรมชลประทานได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และ การรักษาระบบนิเวศน์ ซึ่งจะระบายน้ำจากเขื่อนลำตะคอง เดือนละ 10.82 ล้าน ลบ.ม. หรือ วันละ 0.36 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำอุปโภคบริโภค วันละ 0.23 ล้าน ลบ.ม. และ เป็นน้ำรักษาระบบนิเวศน์/อื่นๆ วันละ 0.13 ล้าน ลบ.ม. ไม่มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกในฤดูแล้ง จะมีน้ำใช้ได้ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 61 (รวมระยะเวลา 8 เดือน  ซึ่งระยะเวลาดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ มีแผนส่งเสริมการประกอบอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ มาตรการจ้างงานเกษตรกรในพื้นที่ในช่วงฤดูแล้ง และส่งเสริมการประกอบอาชีพทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,000 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 2.00 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งกรมชลฯ สามารถสนับสนุนน้ำให้ได้

สำหรับแผนในระยาว นอกจากดำเนินการปรับเปลี่ยนการเกษตรให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำแล้วยังสั่งการให้กรมชลประทานเร่งจัดทำโครงการคลองผันน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-เขื่อนลำตะคอง ซึ่งเป็นเครือข่ายอ่างเก็บน้ำหรืออ่างพวงตามแนวทางศาสตร์พระราชา  ที่ดึงน้ำส่วนเกินจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยการวางท่อสูบน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มายังอ่างเก็บน้ำมวกเหล็ก และ สูบส่งต่อไปเขื่อนลำตะคลอง ระยะประมาณ 37.1 กม. คาดว่าจะสามารถเพิ่มน้ำให้เขื่อนลำตะคอง ปีละ 94 ล้าน ลบ.ม. และ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 50,000 ไร่ ใช้งบประมาณ 3,900 ล้านบาท คาดว่าสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563 – 2565 เนื่องจากต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการออกแบบศึกษารายละเอียดโครงการควบคู่กันไป

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำปี 2560 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ถึง 18 กันยายน 2560 มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 182 วัน มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็น ร้อยละ 97.2 ปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 3,049 เที่ยวบิน (4,412:32 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 2,643.33 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ 433 นัด พลุแคลเซียมคลอไรค์ 56 นัด จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 56 จังหวัด ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บให้กับเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศจำนวน 10 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนคลองสียัด เขื่อนพระปรง เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนลำตะคอง

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนลำตะคองที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม –    18 กันยายน 2560 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคองไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 102 วัน มีฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 93 จำนวน 331 เที่ยวบิน จำนวนสารฝนหลวง 350.10 ตัน พลุแคลเซียมคลอไรค์ 21 นัด ซึ่งยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ในฤดูแล้ง ดังนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเตรียมการวางแผนเติมน้ำในเขื่อนลำตะคองอย่างต่อเนื่องในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้แหล่งน้ำสำคัญของการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด  ได้แก่ ข้าวนาปี     มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน และพืชสวน และการใช้น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรของจังหวัดนครราชสีมาเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

บ้านแพ้ว หนุนมะพร้าวน้ำหอม“ขึ้นทะเบียน GI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296343

 บ้านแพ้ว หนุนมะพร้าวน้ำหอม“ขึ้นทะเบียน GI

 บ้านแพ้ว หนุนมะพร้าวน้ำหอม“ขึ้นทะเบียนGI สิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

            ที่ศูนย์เรียนรู้มะพร้าวน้ำหอม ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามโครงการขึ้นทะเบียนสินค้า GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย ประจำปี พ.ศ.2560 “ณ แปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอม หมู่ที่ 5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว” ในฐานะพืชเก่าแก่ที่ทำชื่อเสียงของจังหวัด โดยมีนายบุญลอย ทรัพย์มา เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม, ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ นายอำเภอบ้านแพ้ว และสำนักงานเกษตรจังหวัด ให้การต้อนรับ

           นายทศพล กล่าวว่า รัฐบาลได้มีนโยบายในการเสริมสร้างฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชนท้องถิ่นแบบยั่งยืน ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามโครงการส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน ว่าด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (หรือ GI) โดยมีขณะนี้กำลังดำเนินโครงการส่งเสริม “หนึ่งจังหวัด หนึ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)” เพื่อให้ครบทั้ง 77 จังหวัด ตามวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้สินค้าของไทยสามารถมีของดีไปสู่ตลาดในต่างประเทศ และการขยายตลาดสินค้า GI อย่างมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ยังมีราว 4-5 จังหวัดที่ยังไม่มีการยื่นคำขอหรือยื่นการขอจดทะเบียน

ในการนี้จึงมาสำรวจดูแหล่งผลิตสินค้ามะพร้าวน้ำหอม และออกพบปะกับเกษตรกรผู้ผลิต และผู้ประกอบการจำหน่ายมะพร้าว ให้มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ในกรณีได้ขึ้นทะเบียนผลผลิต GI ทั้งนี้อันจะสามารถช่วยรักษาคุณภาพมาตรฐานให้แก่มะพร้าว และคงเอกลักษณ์ของได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า โดยมีทีมงานมาให้คำปรึกษาแนะนำรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งคาดว่าใช้เวลาไปดำเนินการราว6– 7 เดือนจึงเรียบร้อยทั้งหมด

“มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ถือว่า เป็นผลไม้เอกลักษณ์หนึ่งที่โดดเด่นของที่นี่ เช่น มีต้นเตี้ย และผลทรงกลม ลักษณะก้นลูกเป็นจีบ 3 กลีบอย่างชัดเจน ขณะที่ผิวเปลือกมีสีเขียวสด ส่วนน้ำของน้ำมีกลิ่นหอมและรสชาติหวาน (ค่าความหวานประมาณ 6 – 7.5 บริกซ์) และกลิ่นหมอคล้ายกลิ่นใบเตย สำหรับสิ่งที่หวานและหอมนี้มาจากสารให้ความหอมที่เรียกย่อๆว่า 2 -เอพี ซึ่งสารให้ความหอมชนิดนี้ มักพบว่า ในข้าวหอมมะลิ และใบเตย โดยเกิดจากการพัฒนาพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันยังพบมีการเพาะปลูกในพื้นที่ อ.กระทุ่มแบน ด้วยนอกจากที่บ้านแพ้ว และมีการขยายสู่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ซึ่งมีตั้งแต่ปี 2495 ถือเป็นพันธ์มะพร้าวดั่งเดิมที่มีเอกลักษณ์มาถึงปัจจุบัน สำหรับสมุทรสาครนับเป็นพื้นที่จังหวัดราบลุ่ม และเขตชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับความชื้นจากด้านบรรยากาศ”

นายบุญลอย ทรัพย์มา ฐานะเจ้าของสวนสาธิตปลูกมะพร้าวน้ำหอม กล่าวว่า หลังเข้าโครงการพิจารณาที่เลือกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และหากผ่านการขึ้นทะเบียน GI แล้วจะเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างโลกและขายได้ราคาที่สูงขึ้นในอนาคต ทั้งนี้หากมีใครเอาไปแอบอ้างมะพร้าวไหนก็ตามแต่อ้างว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว จะมีโทษหนักด้วย