เกษตรฯ เตรียมเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน28-29 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296278

เกษตรฯ เตรียมเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน28-29 ก.ย.นี้

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน, เกษตรฯ

เกษตรฯ เตรียมเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน28-29 ก.ย.นี้

          วันที่ 20 ก.ย.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2560 ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ระหว่างวันที่ 28 – 29 ก.ย. 60 ณ จังหวัดเชียงใหม่ แบ่งเป็น 2 ช่วงการประชุม คือ 1.การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ หรือAMAF ครั้งที่ 39 ประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งจะมีพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ก.ย. 60 โดย พล.อ ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) หรือ AMAF +3 ครั้งที่ 17 ในวันที่ 29ก.ย.นี้ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯของไทย จะทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมทั้งสองการประชุมในฐานะประเทศเจ้าภาพ

            ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมประจำปีของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านการเกษตรและป่าไม้ของประเทศอาเซียน ประกอบด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งจะหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ การประชุมนี้เป็นกลไกในการติดตามผลการดำเนินงาน กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางการดำเนินโครงการ ให้ความเห็นชอบมาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติด้านการเกษตรต่าง ๆ ในสาขาเกษตรและป่าไม้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนนำไปปรับใช้ภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและเพียงพอ มีความเป็นเอกภาพ ทั้งด้านการผลิตและการค้า และปรับตัวได้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ระดับรัฐมนตรีด้านการเกษตรจากอาเซียน 10 ประเทศ และจากประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 2) ระดับปลัดกระทรวงและเจ้าหน้าที่อาวุโส ของทั้ง 13 ประเทศ ซึ่งจะมีการประชุมเตรียมการระหว่างวันที่ 25 – 27 ก.ย. 60 3.สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และ คณะทำงานอาเซียน 4. องค์กรระหว่างประเทศ เช่น FAO / IRRI รวมประมาณ 400 คน

พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเด็นหารือที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้ ในด้านการเกษตร เช่น 1.การพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการในปี 2561 อาทิ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ได้แก่ มาตรฐานพืชสวนและพืชอาหารของอาเซียน มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ค่าปริมาณสารพิษตกค้าง มาตรฐานปศุสัตว์ และมาตรฐานฮาลาล เป็นต้น 2.การพิจารณาให้ข้อเสนอแนะและให้ความเห็นชอบต่อยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียน + 3 ด้านอาหาร เกษตร และป่าไม้ 3.การพิจารณาแผนงานขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERRระยะต่อไป ได้แก่ การผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมดำเนินงานโดยการทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า  และแผนบริหารการเงินของสำนักเลขานุการฯ ระยะ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2561 – 2565 4.การผลักดันและติดตามการดำเนินการตามนโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน โดยฝ่ายไทยจะผลักดันและนำเสนอให้มีการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนในด้านป่าไม้ อาทิ การหารือแนวทางระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพืชป่า การดำเนินงานภายใต้ความร่วมมืออาเซียนด้านการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เป็นต้น

นอกจากการหารือในเวที AMAF และ AMAF+ 3 แล้ว ยังมีการหารือระดับทวิภาคกับประเทศสมาชิก เช่น จีน ญี่ปุ่น และ กัมพูชา เพื่อหารือในประเด็นสำคัญ อาทิ 1) การขยายมูลค่าการค้า และแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรระหว่างกัน  2) ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหารระหว่างรัฐ-เอกชน และ เอกชน-เอกชน 3) สร้างความร่วมมือด้านประมง IUU  จัดแสดงนิทรรศการ แบ่งเป็น 4 โซนหลัก คือ1.นิทรรศการ”เกษตรยั่งยืนแห่งภูมิภาคอาเซียน” ในรูปแบบการจัดนิทรรศการมีชีวิต  2.โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อแสดงถึงพระอัจฉริยะภาพของ ร.9  และ ร.10 ในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทย ประกอบด้วย เช่น การบริหารจัดการน้ำ ฝนหลวง และการพัฒนาดิน 3.โซนนิทรรศการ 50 ปีอาเซียน โดยนำเสนอถึงพัฒนาการของอาเซียน และผลสำเร็จจากความร่วมมือของประเทศอาเซียน และ 4.โซนนิทรรศการและผลงานด้านการเกษตรของไทย เช่น การแก้ไขปัญหาการทำประมงอย่างยืนของไทย รวมถึงการจัดกิจกรรมการนำคณะศึกษาดูงาน ณ ศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันที่ 30 ก.ย. 60 เพื่อเผยแพร่โครงการในพระราชดำริของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชในการแก้ปัญหา และพัฒนาภาคเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย

           “การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ไทยสามารถผลักดันนโยบายที่สำคัญของประเทศเข้าสู่การประชุมอาเซียน ได้แก่ นโยบายประมงร่วมประชาคมอาเซียน และการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชของไทย พร้อมทั้งยังได้แสดงศักยภาพและบทบาทการเป็นผู้นำด้านการเกษตรของไทยให้ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมรับทราบและให้การยอมรับ และช่วยเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ด้านเกษตรและป่าไม้กับประเทศอาเซียน และประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้อีกด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

เกษตรฯ เตรียมหารือคลังหาทางช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296277

เกษตรฯ เตรียมหารือคลังหาทางช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น

สหกรณ์คลองจั่น, เกษตรฯ

เกษตรฯ เตรียมหารือคลังหาทางช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่น

 

วันที่ 20 ก.ย.60 เวลา 11.00 น. นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เข้าพบกับตัวแทนสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำโดย นายเผด็จ มุ่งธัญญา ตัวแทนสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพื่อรับทราบความคืบหน้าการสานต่อนโยบายช่วยเหลือเยียวยาสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้มีความกังวลใจเนื่องจากกำลังขาดเงินที่จะชดใช้หนี้เยียวยาแก่สมาชิกในช่วงเดือนธันวาคม 2560 นี้ แม้ศาลแพ่งมีคำสั่ง คดีที่ 1674/2557 เมื่อวันที่ 25 พ.ย.59 ให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ชนะคดี โดยต้องได้รับการชดใช้ความเสียหาย 3,811 ล้านบาท แต่ทรัพย์สินที่เป็นของกลางในคดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้อายัดไว้ยังไม่สามารถนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาเยียวยาสมาชิกได้ ทำให้สมาชิกมีความกังวลใจว่าหากกระบวนการทั้งหมดดำเนินการล่าช้าจะไม่ทันกำหนดเวลาชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการติดตามการดำเนินการเพื่อช่วยสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ได้มาหารือถึงแนวทางการดำเนินการร่วมกัน

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมแผนรองรับเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เพื่อให้มีเงินในการมาชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามเกี่ยวกับทรัพย์สินของสหกรณ์จากคดีต่างๆ ที่จะขายทอดตลาด และทรัพย์สินจากสหกรณ์ส่วนอื่นที่เป็นเงินสด หรือช่องทางอื่นๆ ที่ทางรัฐจะให้การสนับสนุนได้ เพื่อให้ทันตามเป้าหมายการชำระหนี้ ประมาณ 570 ล้านบาท ในเดือนธันวาคม 2560 ส่วนการขอสนับสนุนเงินจากภาครัฐที่จะมาใช้ฟื้นฟูกิจการนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง และธนาคารของรัฐเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ว่าจะมีแนวทางการช่วยเหลืออย่างไร หลังจากนั้นจะสรุปแนวทางเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

เกษตรฯ เตรียมจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296247

เกษตรฯ เตรียมจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่

เกษตรแปลงใหญ่, เกษตรฯ

เกษตรฯ เตรียมจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่

               พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขึ้น ระหว่างวันที่ 21 – 23 กันยายน 2560 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี ภายใต้โครงการเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. สู่การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กว่า 2,000 คน มีเกษตรกร ศพก. และแปลงใหญ่ รวมทั้งชุมชน 9,101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ที่ได้รับการคัดเลือกมาจัดแสดง กว่า 30 นิทรรศการ

การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเกษตรกร โดยการพัฒนาเกษตรกรผู้นำ ศพก. ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรของชุมชน และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่จึงได้ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับการบริหารจัดการ โดยการบริหารจัดการเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานการเชื่อมโยงเครือข่าย ศพก. สู่การส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพเครือข่ายคณะกรรมการ ศพก. และเครือข่ายคณะกรรมการแปลงใหญ่ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายและสมาชิกในเครือข่าย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การบริหารจัดการร่วมกันแบบมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดการระดมทรัพยากร บูรณาการระหว่างหน่วยงานในการสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยภาคประชาชน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จาก ศพก. นำไปสู่การรวมกลุ่มกันเพื่อทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างแท้จริง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ ศพก. แปลงใหญ่และกิจกรรมเด่น ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ

·        ศพก. : ภายใต้แนวคิด “ศพก.ในฝัน” โดยจำลองศาลาเรียนรู้และจัดแสดงกรณีตัวอย่าง ศพก. ที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมจำลองฐานเรียนรู้และแปลงเรียนรู้ รวมทั้งแสดงผลผลิตของ ศพก. ต้นแบบ

·        แปลงใหญ่ : นิทรรศการผลการดำเนินงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 10 กลุ่มสินค้า อาทิ แปลงใหญ่กุหลาบ จ.เชียงใหม่ แปลงใหญ่หม่อนผลสด จ.น่าน แปลงใหญ่กระชายดำ จ.เพชรบูรณ์ แปลงใหญ่ ผึ้งพันธุ์ จ.อุตรดิตถ์ และการถอดบทเรียนเกษตรแปลงใหญ่ 5 ปัจจัยสู่ความสำเร็จ

·        โครงการ 9101 ตามร้อยเท้าพ่อฯ : นิทรรศการผลการดำเนินงานโครงการฯ กว่า 12 กิจกรรม

ทั้งนี้ เกษตรกร ศพก. แปลงใหญ่ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาภาคการเกษตร โดยการเปิดเวทีในการสร้างอภิปรายของ Young Smart Farmer ในประเด็น การพัฒนาการเกษตรเพื่อความมั่งคง ยั่งยืน ในสายตาเกษตรกรรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ในวันที่ 21 กันยายน 2560 เวลาประมาณ 14.30 น. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำเกษตรกร ศพก. เกษตรกรโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ และแปลงใหญ่จากทั่วประเทศ จะเข้ากราบพระบรมศพด้วย

เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงต้นทุน-ผลตอบแทนการผลิตข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296218

เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงต้นทุน-ผลตอบแทนการผลิตข้าว

สศก, เจาะ

เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงต้นทุน-ผลตอบแทนการผลิตข้าว

                  สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ  แจงผลวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปีและข้าวเหนียวนาปี ระบุ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ข้าวเจ้านาปี มีต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่ ผลผลิต 736 กก. ในขณะที่ข้าวเหนียวนาปี ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ให้ผลผลิต 733 กก.

นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการสำรวจวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปี และข้าวเหนียวนาปีของภาคเหนือ โดยจัดเก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตตามความเหมาะสมทางกายภาพของพื้นที่ 2 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่เหมาะสม (S) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) รวม 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย เพื่อสนับสนุนโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560

จากผลการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนของ สศก. ที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่ พบว่า ข้าวเจ้านาปี เขตพื้นที่เหมาะสม(S) ต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่  ผลผลิต 736 กก.ต่อไร่  ต้นทุน 6,658 บาทต่อตัน รายได้ 5,567 บาทต่อไร่  ผลตอบแทน 664 บาทต่อไร่  ส่วนพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีต้นทุนการผลิต 4,912 บาทต่อไร่ ผลผลิต 677 กก.ต่อไร่  ต้นทุน 7,249 บาทต่อตัน รายได้ 5,082 บาทต่อไร่ ผลตอบแทน 170 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนต่อตันจะสูงกว่าในพื้นที่เหมาะสม ทำให้ผลตอบแทนต่อไร่ที่ได้น้อยว่าในพื้นที่เหมาะสม

            ข้าวเหนียวนาปี เขตพื้นที่เหมาะสม (S) ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ผลผลิต 733 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 7,547 บาทต่อตัน รายได้ 8,853 บาทต่อไร่  ผลตอบแทน 3,324 บาทต่อไร่  ในขณะที่พื้นที่ไม่เหมาะสม (N) มีต้นทุนการผลิต 4,904 บาทต่อไร่ ผลผลิต 540 กก.ต่อไร่  ต้นทุน 9,076 บาทต่อตัน รายได้ต่อไร่ 4,615 บาท  ผลตอบแทน1,512 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนต่อตันจะสูงกว่าในพื้นที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลตอบแทนต่อไร่น้อยว่าในพื้นที่เหมาะสม

รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า ความเหมาะสมของดินเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นในการตัดสินใจของเกษตรกรที่จะผลิตสินค้าใด โดยต้องคำนึงถึงผลตอบแทนที่ดีกว่า สอดคล้องกับความต้องการผลผลิตในระดับพื้นที่ หรือความต้องการของตลาดโดยรวม มีการใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต

ทั้งนี้ สศก. ได้จัดทำข้อมูลเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ โดยสำรวจจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนผลตอบแทนสินค้าเกษตรที่สำคัญ 4 ลำดับแรก ตามมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ซึ่งในปี 2560 ดำเนินการใน 48 จังหวัด เพื่อศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทน และจัดทำบัญชีสมดุลของสินค้านั้นของจังหวัด เพื่อทำข้อเสนอทางด้านนโยบายหรือยุทธศาสตร์ทางเลือกของจังหวัด ในการที่จะส่งเสริมหรือให้ข้อมูลกับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชหรือผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูล สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทร. 0 2561 2870 อีเมลprcai@oae.go.th

บจธ.เดินหน้าธนาคารที่ดิน นำร่อง 5 ชุมชน เชียงใหม่-ลำพูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296173

บจธ.เดินหน้าธนาคารที่ดิน นำร่อง 5 ชุมชน เชียงใหม่-ลำพูน

บจธ.เดินหน้าประชารัฐสู่ธนาคารที่ดิน นำร่อง 5 ชุมชน เชียงใหม่-ลำพูน

                พลเอกวิทยา จินตนานุรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วยนายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(บจธ.) นำคณะสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ที่ จ.เชียงใหม่-ลำพูน พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้พื้นที่ชั่วคราวให้กับตัวแทนชาวบ้าน จากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง “เดินหน้าประชารัฐ…สู่ธนาคารที่ดิน” ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านแพะใต้ หมู่ 7 ชุมชนบ้านแพะใต้ ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน โดยมีนายดิเรก กองเงิน ประธานสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน และชาวบ้าน ร่วมแสดงความยินดีและร่วมงานกว่า 300 คน

พลเอกวิทยา กล่าวว่า ครม. มีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ได้แก่ 1.บ้านไร่ดง ม.3 (บ้านใหม่ป่าฝาง หมู่ 15) ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 2.บ้านแม่อาว ม.3 ต.นครเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน 3.บ้านแพะใต้ ม.7 ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน 4.บ้านท่ากอม่วง ม.3 ต.หนองปลาสะวาย อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน และ 5.บ้านโป่ง ม.2 ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาที่ดินทำกินมาเป็นเวลานานให้มีสิทธิในที่ดินทำกิน การลงพื้นที่ในวันนี้จะทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนได้รับรู้ถึงการดำเนินการช่วยเหลือของบจธ. ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารที่ดินในอนาคต โดยจะได้ออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น
นายสถิตย์พงษ์ กล่าวว่า บจธ.จะเข้ามาเจรจาจัดซื้อที่ดินจากผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อนำมาจัดสรรให้เกษตรกรมีที่ดินโดยสหกรณ์เช่าซื้อ ซึ่งแต่ละชุมชนจะจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเกษตรกรทุกคนจึงมีสิทธิ์และมีความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเบื้องต้นบจธ.จะให้สหกรณ์เช่าซื้อที่ดินในระยะยาว อัตราดอกเบี้ยต่ำ เบื้องต้นกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 3ต่อปี ผ่อนชำระไม่เกิน 30 ปี จากนั้นสหกรณ์จะนำที่ดินไปจัดสรรให้สมาชิก ซึ่งสิทธิทำกินสามารถตกทอดไปสู่ลูกหลานได้แต่กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของสหกรณ์ ดังนั้นที่ดินจะไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ เพื่อช่วยป้องกันปัญหาที่ดินหลุดมือ โดยขณะนี้ทั้ง 5 ชุมชนได้จัดตั้งสหกรณ์รองรับเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ บจธ.กำหนดจัดซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ทั้งหมด  809 ไร่ (278 แปลง) ทำสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว 639 ไร่(153 แปลง) ใช้งบประมาณจัดซื้อเกือบ 109  ล้านบาท ที่เหลืออีก 170 ไร่อยู่ระหว่างดำเนินการ
“เมื่อก่อตั้งธนาคารที่ดินเป็นที่คาดหวังกันว่า จะเป็นองค์กรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินได้มีที่ดินเป็นของตัวเอง ช่วยลดปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินอันเนื่องมาจากการจำนองและขายฝาก ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน และทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินสูงสุด ซึ่งบจธ.จะเข้าไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มรายได่้ให้กับเกษตรกรและชุมชน โดยปัจจุบันมีการปลูกลำไย และชะอมไร้หนาม รวมทั้งเลี้ยงไก่ ฯลฯ” ผอ.บจธ.กล่าว

ภาคีเครือข่ายต้านสารพิษยื่นหนังสือถึงนายกฯแบน3สารอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296112

ภาคีเครือข่ายต้านสารพิษยื่นหนังสือถึงนายกฯแบน3สารอันตราย

ภาคีเครือข่ายต้านสารพิษยื่นหนังสือถึงนายกฯแบน3สารอันตราย

          วันที่ 19 ก.ย.60 ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล     เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง  40 องค์กร แต่งกายเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายของยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต ร่วมอ่านแถลงการณ์ พร้อมกับยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีตัวแทนเจ้าหน้าที่เป็นผู้รับหนังสือ  ให้พิจารณา ยกเลิกใช้ยาฆ่าหญ้าพาราควอต และยาฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส และจำกัดการใช้ยาฆ่าหญ้าไกลโฟเสต ในพื้นที่ชุมชนแหล่งน้ำ ตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง และไม่ต่ออายุทะเบียนนำเข้าสารพาราควอต ที่จะหมดอายุในวันที่ 9 ตุลาคม 2560 นี้ด้วย

 

เครือข่ายเกษตรอินดี้บุรีรัมย์รวมพลังยื่นแถลงการณ์ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดถึงกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาล เรียกร้องให้ยกเลิกเพิกถอนทะเบียนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชน ชีวิตเกษตรกร และสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย

(19ก.ย.60) เครือข่ายเกษตรอินดี้จังหวัดบุรีรัมย์ นำโดยนายตรัย อานประโคน ประธานเครือข่ายฯ และตัวแทนกลุ่มเกษตรกร รวมกว่า30คน ได้รวมตัวกันเข้ายื่นแถลงการณ์ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง ทั้งให้เพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง2ชนิด คือ “พาราควอต” สารเคมีกำจัดวัชพืช ซึ่ง48ประเทศยกเลิกการใช้แล้วเพราะพิษเฉียบพลันสูง ทั้งเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสัน และคลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กทารกอย่างถาวร และหลายประเทศทั่วโลกห้ามการใช้ในพืชผักและอาหาร รวมทั้งเรียกร้องให้จำกัดการใช้ไกลโฟเซต ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช ที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นสารก่อมะเร็ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในประเทศไทย โดยห้ามใช้ในเขตชุมชน พื้นที่ต้นน้ำ แหล่งน้ำ ซึ่งการรวมพลังยื่นหนังสือในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชนผู้บริโภค ชีวิตเกษตรกรที่ต้องสัมผัสกับการทำการเกษตรที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งเพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารปลอดภัยโดยการไม่ใช้สารเคมี

        นายตรัย อานประโคน ประธานเครือข่ายเกษตรอินดี้จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ที่ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรได้รวมตัวเข้ายื่นแถลงการณ์ผ่านจังหวัดในครั้งนี้ ก็เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง รวมถึงเรียกร้องให้เพิกถอนทะเบียนและไม่ต่ออายุทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนผู้บริโภค และเกษตรกรที่ต้องสัมผัสกับสารพิษดังกล่าวโดยตรง จึงอยากให้มีการพิจาณายกเลิกการนำเข้าสารเคมีที่มีอันตรายดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296056

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ”

เอสซีจี, รักษ์น้ำ

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ”

 

               กิจกรรม  “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” เป็นการสืบสานพระราชปณิธานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายหลังจากที่ได้นำตัวแทนชุมชนและเยาวชนคนรุ่นใหม่ของจังหวัดขอนแก่น กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช ไปศึกษาเรียนรู้ชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการสร้างฝายชะลอน้ำที่จังหวัดลำปาง และแนวทางการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริจากศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้มีความรู้แล้วนำกลับมาดำเนินการต่อในพื้นที่บ้านเกิดตัวเอง

ณ พื้นที่ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่น้ำขาดน้ำแล้ง ชาวบ้านอาศัยน้ำตามฤดูกาล ทำให้ในช่วงฤดูแล้ง น้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร ชาวบ้านต้องอพยพหนีความแห้งแล้งไปนอกพื้นที่ จากการร่วมเดินทางไปกับ “รักษ์น้ำ The Journey” ตัวแทนชุมชนจึงได้รับความรู้ความเข้าใจและจุดประกายการทำฝายชะลอน้ำเป็นครั้งแรก

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม "รักษ์น้ำ"

              นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กล่าวถึงแนวคิดการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในหลายๆ พื้นที่ เพราะฝายชะลอน้ำทำให้พื้นดินชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำบางส่วนให้อยู่ในพื้นที่ได้นานที่สุด เมื่อมีน้ำและสามารถเก็บน้ำไว้ได้ ก็ทำให้เพาะปลูกได้ผลผลิตดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา เหมือนอย่างชุมชนต้นแบบในจังหวัดลำปางที่เอสซีจีได้พาไปเรียนรู้

“สำหรับกิจกรรมที่ตำบลม่วงหวานในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อฟื้นคืนความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำของชุมชน ซึ่งจากนี้ทางชุมชนก็ได้ร่วมกันวางแผนที่จะจัดทำแก้มลิง และเชื่อมต่อระบบน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ทำการเกษตรอย่างพอเพียงในอนาคตอีกด้วย ซี่งตรงตามแนวทางพระราชดำริ “หาน้ำให้ได้” “เก็บน้ำไว้ใช้” และ “ใช้น้ำให้เป็น” นายธนวงษ์กล่าว

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม "รักษ์น้ำ"

                 นายประสาท จันทรวิเศษ ผู้ช่วยกำนัน หมู่ 2 บ้านสระกุด ต.ม่วงหวาน เล่าว่า เดิมทีเมื่อพูดถึงฝาย ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเป็นฝายกักเก็บน้ำไว้ใช้ ต่างคนต่างสร้างฝายกันเองตามภูมิปัญญาชาวบ้าน พอได้ไปเรียนรู้กับทางเอสซีจี จึงเกิดความเข้าใจ “ฝายชะลอน้ำ” รวมถึงเห็นประโยชน์ของการสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นอีกแนวทางของการอนุรักษ์น้ำ ที่สามารถช่วยชะลอน้ำและเก็บกักความชื้น คืนความสมบูรณ์ให้น้ำใต้ดิน “พอไปเห็นพื้นที่จังหวัดลำปาง ที่เคยเป็นเขาหัวโล้นแห้งแล้งสามารถกลับเป็นพื้นที่สีเขียวได้ ทำให้มีความหวัง อยากให้ป่าบ้านเรามีความอุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้นแบบเขาบ้าง ชาวบ้านจะได้ไปหาของป่าและมีรายได้เสริม ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในต.ม่วงหวาน ที่ชาวบ้านจะร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ และจากนี้ผมก็จะรวมพลังชุมชนหาแนวร่วมต่อไป ”

                นายพิชาญ ทิพวงษ์ ผู้ประสานงานลุ่มน้ำชี คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่า ภูถ้ำ ภูกระแต มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เสริมว่า พื้นที่อีสานส่วนใหญ่มีปัญหาน้ำแล้ง และปัญหาน้ำหลาก ต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นภาพรวม ต้องศึกษาภูมิประเทศ เข้าใจปัญหา โดยพื้นที่ตำบลม่วงหวานควรเริ่มต้นจากทำฝายชะลอน้ำ หรือฝายชะลอความชุ่มชื้น สู่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน

“สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ชุมชนเห็นภาพรวมร่วมกัน รู้ว่าเขาทำแล้วได้อะไร ให้ความรู้ความเข้าใจเขา เชื่อว่าองค์ความรู้และประสบการณ์จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในการทำผังน้ำ การสำรวจเส้นทางน้ำ และวิเคราะห์ตัวเลขการใช้น้ำ จะช่วยเหลือให้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต” นายพิชาญเสริม

               การเดินทางของ “รักษ์น้ำ The Journey” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เอสซีจีสนับสนุนจุดประกายชุมชนต่างๆ ในประเทศไทย ส่งเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน เสริมความเข้มแข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

“ยันม่าร์”เปิดตัวรถเกี่ยวข้าว สุดยอดเทคโนโลยี”YANMAR YH850”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296054

 “ยันม่าร์”เปิดตัวรถเกี่ยวข้าว สุดยอดเทคโนโลยี”YANMAR YH850”

ยันมาร์, ยันม่าร์, Yanmar YH850, YH850

 “ยันม่าร์”ปฏิวัติวงการรถเกี่ยวนวดไทยเปิดตัว”Yanmar YH850″ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยี

                   ยันม่าร์ (Yanmar) ปฏิวัติวงการรถเกี่ยวนวดไทย เปิดตัวรถเกี่ยวนวดบังคับแบบพวงมาลัยรุ่นใหม่ “Yanmar YH850″ผสาน 3 สุดยอดเทคโนโลยีเฉพาะยันม่าร์ เพื่อการขับขี่คล่องตัวพร้อมถังบรรจุข้าวขนาดใหญ่และระบบควบคุมทางไกลอัจฉริยะ (SA-R)

             ยันม่าร์ (Yanmar) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศไทย เปิดตัวรถเกี่ยวนวดข้าวรุ่นใหม่ Yanmar YH850 ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะจากยันม่าร์ ได้แก่ คันควบคุม มารุ แฮนเดิล (Maru Handle) ช่วยให้การใช้งานรถเกี่ยวนวดข้าวสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ระบบจะควบคุมตีนตะขาบทั้งสองด้านด้วยการบังคับที่คันควบคุม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยันม่าร์คิดค้นขึ้น ให้ผู้ใช้งานรถสามารถบังคับการเลี้ยวรถได้อย่างแม่นยําโดยการหมุนคันควบคุมตามที่ต้องการ เมื่อทํางานในพื้นที่หล่ม ระบบจะส่งกําลังต่อเนื่องให้กับตีนตะขาบทั้งสองด้านรักษาสมดุลทำให้การขับขี่คล่องตัว นุ่มนวลเสมือนขับอยู่บนท้องถนน อีกทั้งได้รับการพัฒนา และทดสอบชิ้นส่วนอะไหล่มาเป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานได้นานในระยะยาว พัฒนาการขับขี่ให้นั่งสบายขึ้น เนื่องจากไม่มีแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของคันโยก จึงช่วยลดความเหนื่อยล้าลง เมื่อต้องปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  นอกจากนี้ยังมีระบบโรเตอร์คู่ ช่วยทำให้การเก็บเกี่ยวสะอาด รวดเร็ว ลดการสูญเสียเม็ดข้าวลงอย่างมาก เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยวให้ได้ปริมาณที่มากขึ้นแต่ใช้เวลาน้อยลง ด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังขนาด 85 แรงม้า ตู้นวดขนาดใหญ่ ทํางานด้วยความเร็วสูง โดยมีการทำงานเป็นลำดับขั้น คือ ข้าวถูกคัดแยกด้วยโรเตอร์ตัวหน้า และนำเข้าสู่การนวดด้วยโรเตอร์ลูกนวดที่ยาวถึง 1.850 เมตร จากนั้นข้าวจะถูกคัดแยกอย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำด้วยกระบอกลูกนวดที่เพิ่มแรงเหวี่ยงทำให้สูญเสียเมล็ดข้าวน้อยมาก มาพร้อมเครื่องยนต์ “4TNV98(T)” เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของยันม่าร์ ให้กำลังที่แข็งแกร่ง จึงสามารถทำงานได้ต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงโดยไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกจากนี้รถยันม่าร์ YH850 ยังมี ระบบ SA-R (ระบบควบคุมเครื่องจักรระยะไกล) ที่ออกแบบและผลิตโดยยันม่าร์ สามารถให้การช่วยเหลือผู้ใช้รถเกี่ยวนวดได้เป็นอย่างดี ระบบจะคอยตรวจสอบรถและแสดงการทำงานของรถรวมทั้งแจ้งเตือนก่อนที่รถจะเกิดความเสียหาย ช่วยให้เจ้าของรถวางแผนจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            Yanmar YH850 (จำหน่ายในราคา 1,440,000 บาท) สามารถทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าตัวแทนยันม่าร์ใกล้บ้าน สอบถามเพิ่มเติม โทร.1638 ติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.Yanmarthailand.com

เกษตรฯเดินหน้าแผนพัฒนาภาคกลาง หนุนนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296051

เกษตรฯเดินหน้าแผนพัฒนาภาคกลาง หนุนนาแปลงใหญ่

นาแปลงใหญ่, หนุนนาแปลงใหญ่

เกษตรฯเดินหน้าแผนพัฒนาภาคกลาง หนุนนาแปลงใหญ่

 

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่เดินทางไปตรวจราชการ จังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของคณะนายกรัฐมนตรี และประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่าง 18 – 19 ก.ย. นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ “ทิศทางการพัฒนาภาคกลาง” ผ่านวีดีทัศน์  การยกระดับการปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ ศพก. และ โครงการ 9101ฯ และโครงการเปิดน้ำเข้านา – ปล่อยปลาเข้าทุ่ง และ การบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ณ ปตร.บ้านแพน ต.บ้านแพน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

สำหรับเนื้อหาในวิดิทัศน์ “ทิศทางการพัฒนาภาคกลาง” ของกระทรวงเกษตรฯ ได้สรุปแนวทางการพัฒนาด้านกาเกษตร เพื่อบรรลุยุทธศาสตร์การพัฒนาฯ ของรัฐบาล อาทิ การบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำเพียงพอ และ ลดความเสี่ยง  การยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. พร้อมพัฒนา และจัดสรรให้เกษตรกรที่ยากไร้ ลดความเหลื่อมล้ำ   การเสริมสร้าง ศพก. ให้เข้มแข็ง การส่งเสริมการทําเกษตรแปลงใหญ่  การปรับเปลี่ยนการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้/ผลผลิต โครงการ 9101ฯ เพื่อสร้างความเข้มแข็งชุมชน และ วางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตร เป็นต้น

ขณะที่โรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งทางจังหวัดได้ดําเนินการโรงเรียนชาวนา จ.สุพรรณบุรี ณ สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ภายในศูนย์วิจัย ข้าวสุพรรณบุรี ตั้งแต่ปี 2558 โดยนักเรียนมาจากเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกร ศพก., เกษตรกรแกนนํา, ครูบัญชีอาสา,ผู้ใหญ่บ้าน และ เกษตรกรทั่วไป  โดยเน้นการศึกษาระบบนิเวศในแปลงนา ได้แก่ การเก็บตัวอย่างดิน การคัดเมล็ดพันธุ์ การใช้ยาคุมยาฆ่าหญ้า การ ผลิตเชื้อไตรโคเดอร์มา, สารสะเดา/ฮอร์โมนไข่, โรคพืช,การบวนการ GAP และ การวิเคราะห์ต้นทุน – กําไร ซึ่งผลการดําเนินการที่ผ่านมา พบว่า นาแปลงใหญ่ ลดต้นทุน จาก 5,505 บาท/ไร่ เหลือ 4,405 บาท/ไร่ ศพก. ลดต้นทุน จาก 5,505 บาท/ไร่ เหลือ 4,405 บาท/ไร่ เกษตรกรแกนนําลดต้นทุน เหลือ 2,800 – 3,500 บาท/ไร่  เกษตรกรทั่วไป ลดต้นทุน จาก 5,705 บาท/ไร่ เหลือ 4,546 บาท/ไร่  ขณะที่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ จ.พระนครศรีอยุธยา  มีแปลงใหญ่ จํานวน 30 แปลง แบ่งเป็น  แปลงข้าว จํานวน 26 แปลง รวมพื้นที่ 42,045 ไร่ เกษตรกร 1,622 ราย แปลงผัก จํานวน 3 แปลง รวมพื้นที่ 532 ไร่ เกษตรกร 164 ราย   แปลงปศุสัตว์ (พืชอาหารสัตว์) จํานวน 1 แปลง พื้นที่ 358 ไร่ เกษตรกร 26 ราย

ซึ่งในส่วนของการทำนาแปลงข้าวเกษตรกรเริ่มทําการเพาะปลูกตั้งแต่เดือน เม.ย. 60 ตามแผนการปรับระยะเวลาการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนน้ำหลาก สามารถใช้ทุ่งเป็นพื้นที่รับน้ำหลากได้ และมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตั้งแต่ เดือน ส.ค. – ธ.ค. 60 โดยเป็นพันธุ์ข้าวคุณภาพเหมาะแก่การบริโภค 5 พันธุ์ และ มีผลผลิตข้าวเปลือกรวม 13,955.92 ตัน ดังนี้  1. ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ผลผลิต 276.65 ตัน 2. ข้าวปทุมธานี 1 ผลผลิต 3,552.32 ตัน  3. ข้าวชัยนาท 1 ผลผลิต 589.97 ตัน 4. ข้าวพิษณุโลก 2 ผลผลิต 3,309.04 ตัน 5. ข้าว กข. 31 ผลผลิต 6,227.94 ตัน แปลงใหญ่ข้าว ได้มีการทํา MOU ระหว่างประธานแปลงใหญ่กับผู้ประกอบโรงสี ซึ่งหลังจากเก็บ เกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรขายผลผลิตให้กับโรงสีที่ทํา MOU และ โรงสีในพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำภาคกลาง ในปี 2557 – 2560 มีการดำเนินการรวม 238 โครงการ  แบ่งเป็น การแก้ปัญหาน้ำแล้ง 193 โครงการ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 297,751 ไร่ เพิ่มน้ำ 125 ล้าน ลบ.ม. แก้ปัญหาน้าท่วม 45 โครงการ บรรเทาพื้นที่น้ำท่วม 400,000 ไร่ ซึ่งแผนการดําเนินการต่อไป  มีเป้าหมายในการลดพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2554 จะลดได้ 1.70 – 5.04 ล้านไร่ โดยตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ได้เพิ่มขึ้น 880 ลบ.ม./วินาที เพิ่มการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีนลงสู่ทะเลได้ 600 – 650 ลบ.ม./วินาที เพิ่มความสามารถในการระบายน้ำบริเวณ จ.พระนครศรีอยุธยา 1200 ลบ.ม./วินาที  เก็บกักน้ำหลาก ไว้ในคลองขุดใหม่ได้รวม 200 ล้าน ลบ.ม. และ ในพื้นที่ลุ่มต่ำประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูแล้ง – โครงการที่สําคัญ โครงการบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง โครงการแก้ปัญหาพื้นที่แห้งรอยต่อสุพรรณบุรี – กาญจนบุรี – โครงการบรรเทาอุทกภัยเพชรบุรี และ โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ขณะที่โครงการเร่งด่วนที่จะดําเนินการในปี 2561 – 2562 จํานวน 104 โครงการ เป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 500 ไร่ และ บรรเทาพื้นที่น้ำท่วม 2.5 ล้านไร่ งบประมาณ 37,645 ล้านบาท เป็นงบกลางปี 2561 จํานวน 5,354 ล้านบาท อาทิ การปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ และ โครงข่ายระบบชลประทาน การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ําบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน   การแก้ไขปัญหาพื้นที่แห้งแล้งรอยต่อจังหวัดสุพรรณบุรี – จังหวัดกาญจนบุรี (ฝาย) การปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำสู่แก้มลิงคลองมหาชัย – คลองสนามชัย/แม่น้ำท่า จีน (สถานีสูบน้ำ/เสริมคัน  โครงการคลองน้ำหลากบางบาล – บางไทร และ ปตร.คลองบางหลวง  เป็นต้น

ใช้ระบบโครงข่ายเบี่ยงน้ำผ่านเมือง ลดผลกระทบตัวเมืองสุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/296043

ใช้ระบบโครงข่ายเบี่ยงน้ำผ่านเมือง ลดผลกระทบตัวเมืองสุโขทัย

กรมชล

ใช้ระบบโครงข่ายเบี่ยงน้ำผ่านเมือง ลดผลกระทบตัวเมืองสุโขทัย

              นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 30/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม VDO Conferenceไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) คาดการณ์สถานการณ์ฝนในช่วงวันที่18 – 19 กันยายน 2560  ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ส่งผลให้มีปริมาณฝนลดลง ส่วนในช่วงวันที่ 20 – 24 กันยายน 2560 ร่องมรสุมกำลังแรงจะเคลื่อนลงไปยังภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยคาดการณ์ว่าประมาณวันที่ 15 ตุลาคม ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะเริ่มอ่อนกำลังลงและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดปกคลุมประเทศไทยแทน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ทำให้ปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีมวลอากาศเย็นปกคลุมประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้มีฝนชุก โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออก

สำหรับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “ทกซูรี” ที่สลายตัวไปแล้วนั้น ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา วัดปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงอยู่ในเกณฑ์ 50 – 90 มิลลิเมตร ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำยมในปริมาณมากตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 16 กันยายน 2560 ซึ่งวานนี้ (17 กันยายน 2560) ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมสูงสุดวัดได้ที่สถานี Y.37 อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ประมาณ 1,050 – 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที)

โดยปริมาณน้ำสูงสุดดังกล่าวได้ไหลมาถึงอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัยในอัตรา 1,180 ลบ.ม./วินาที ในวันนี้ (18 กันยายน 2560 เมื่อเวลา 09.00 น.) ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยม ด้วยการรับน้ำทางประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ก่อนจะผันน้ำบางส่วนเข้าสู่คลองหกบาท ในปริมาณ 250 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าแม่น้ำยมสายเก่า ปริมาณ 170 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าคลองสวรรคโลก-พิชัย ในปริมาณ 80 ลบ.ม./วินาที ผันน้ำเข้าคลองสายใหญ่ C.1 ในปริมาณ 40 ลบ.ม./วินาที และผันน้ำเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำซึ่งเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นพื้นที่ทั้งหมด 265,000 ไร่ ปัจจุบันรับน้ำไปแล้ว 120,000 ไร่ รวมทั้งงดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ และลดการระบายน้ำจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จาก 160 ลบ.ม./วินาที เหลือ 100 ลบ.ม./วินาที เป็นเวลา 2 วัน (วันที่ 17 – 18 กันยายน 2560)                  จากแผนการบริหารจัดการน้ำดังกล่าวคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย จะไม่เกินระดับน้ำสูงสุดที่สามารถรับได้ (550 ลบ.ม./วินาที) นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้กำชับให้สำนักงานชลประทานที่ 3 และ 4 บริหารจัดการน้ำร่วมกันและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวและบริเวณใกล้เคียงน้อยที่สุด พร้อมทั้งเน้นย้ำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีระดับน้ำในอ่างเกินร้อยละ 80 เร่งระบายน้ำและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด