ประมงร่วมซีพี.วาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเลชายฝั่งสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295952

ประมงร่วมซีพี.วาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเลชายฝั่งสงขลา

ปะการังเทียม

ประมงร่วมซีพี.วาง “ปะการังเทียม” ฟื้นทะเล-ชุมชนชีวิตคนชายฝั่งสงขลา

 

            ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การจัดวางปะการังเทียม ถือเป็นความก้าวหน้าในระยะที่ 1  จากการลงนามในโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืนทั้งในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งภาคตะวันออกอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ระหว่างกรมประมง เครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท ทรู คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)  มีจุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน  โดยกรมประมงเป็นตัวแทนส่งมอบปะการังเทียมให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาและผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เพื่อนำปะการังดังกล่าวไปส่งมอบให้กับชุมชนชายฝั่งใน 2 พื้นที่เพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ได้สอดคล้องกับแนวทางของกรมประมง ที่มุ่งมั่นสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลให้ถูกต้องตามขั้นตอนและกฎหมายการเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตประมงและสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากปัจจุบันทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยมีจำนวนน้อยลงเป็นอย่างมาก บางชนิดเสี่ยงกับภาวะใกล้สูญพันธุ์ โดยผลจากการร่วมมือการวางปะการังเทียมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯครั้งนี้ ที่คาดว่าจะได้รับคือ จะเป็นแหล่งอาศัย เลี้ยงตัว วางไข่และหลบภัยของสัตว์น้ำ และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมง ชาวประมงสามารถใช้ประโยชน์จากการทำประมงอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามมา

                นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การวางปะการังเทียมให้กับชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ. สทิงพระ จ. สงขลา และ อ. ปะนาเระ จ. ปัตตานี ครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญจากการร่วมมือของกรมประมงและเครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ได้สอดคล้องกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตามเป้าหมายความยั่งยืนภายใต้กรอบ SDGs (Sustainable Development Goals)  โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ไม่เพียงมุ่งเน้นสร้างความยั่งยืนขององค์กร แต่ยังมุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและประเทศด้วย โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ ให้ขับเคลื่อนด้านความยั่งยืนให้เป็นจริงขึ้นมา

สำหรับการวาง “ปะการังเทียม” ให้กับชุมชนชายฝั่งในพื้นที่อ.สทิงพระ จ.สงขลา และ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เป็นโครงการจัดสร้างปะการังเทียมระยะที่ 1 จำนวน 1,000 แท่ง ที่มีความพร้อมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่หรือชุมชนที่ตั้ง ถือเป็นโครงการนำร่องการสร้างปะการังเทียมจำนวน 2,000 แท่ง ภายในเวลา 1  ปีให้กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย 4 แห่งใน 3 จังหวัดได้แก่ 1. ชุมชนชายฝั่งทะเลตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา 2. ชุมชนชายฝั่งทะเล ตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 3. ชุมชนชายฝั่งทะเลตำบลปะนาเระ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี และ 4. ชุมชนชายฝั่งทะเลตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยปะการังเทียมที่ใช้เป็นวัสดุแท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาด 1.5×1.5×1.5 เมตร

กรมชลแจ้งเตือนเมืองสุโขทัยรับมือน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295932

กรมชลแจ้งเตือนเมืองสุโขทัยรับมือน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น

แม่น้ำยม

กรมชลแจ้งเตือนเมืองสุโขทัยรับมือน้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้น

             นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า  จากการได้ติดตามสภาวะฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยม พบว่า อิทธิพลของพายุ “ทกซูรี”(DOKSURI) ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดแพร่ ตั้งแต่วานนี้(16 ก.ย. 60) วัดปริมาณฝนสูงสุดได้ 178 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำยมเป็นจำนวนมาก โดยที่สถานี Y.37 อ.วังชิ้น จ.แพร่ เมื่อเวลา 12.00 น.(17 ก.ย. 60) วัดระดับน้ำได้ 9.16 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 1.84 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่าน 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แนวโน้มระดับน้ำยังคงสูงขึ้น หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติมในพื้นที่ คาดว่าปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุดจะอยู่ในเกณฑ์ 1,050 – 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  ในช่วงเวลา 15.00 – 18.00 น.ของวันนี้(17 ก.ย. 60) ก่อนที่ปริมาณน้ำนี้จะไหลหลากลงสู่พื้นที่ตอนล่างบริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

ในวันพรุ่งนี้(18 ก.ย. 60) ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 – 18.00 น. ปริมาณน้ำไหลผ่านในเกณฑ์ 950 – 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมก่อนจะไหลหลากลงสู่เขตเทศบาลเมืองสุโขทัย เพื่อลดยอดปริมาณน้ำที่อาจจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนเมืองในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย โดยการผันน้ำบริเวณเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ เข้าคลองหกบาท ในอัตรา 250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำส่วนหนึ่งที่นำเข้าคลองหกบาท จะนำไปเก็บไว้ในทุ่งบางระกำ(แก้มลิงธรรมชาติ) ที่กรมชลประทานได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำหลากในแม่น้ำยม ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยและลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างมาก

ปัจจุบันทุ่งบางระกำมีปริมาณน้ำในทุ่งประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร การบริหารจัดการน้ำดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านด้านท้ายประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ได้ไม่เกิน 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากนั้นจะใช้คลองต่างๆทั้งสองฝั่งของแม่น้ำยม แบ่งรับน้ำเข้าไปตามศักยภาพของแต่ละคลอง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้แจ้งสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำต่อไปแล้ว อนึ่ง กรมชลประทาน ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานจังหวัดและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาในพื้นที่ บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำ ไว้คอยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว

เกษตรฯย้ำทุกโครงการ9101โปร่งใส ตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295916

เกษตรฯย้ำทุกโครงการ9101โปร่งใส ตรวจสอบได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล, ตรวจสอบได้

เกษตรฯย้ำทุกโครงการ9101โปร่งใส ตรวจสอบได้

                จากกรณีที่มีการร้องเรียน ถึงความไม่โปร่งใสของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ โดยผู้กล่าวอ้างถึงการกระทำผิดของเกษตรอำเภอนั้น  กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกกรณีที่เกิดขึ้น ย้ำชัดหากเจ้าหน้าที่ผิดจริง จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทันที

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ  มาหลายกรณีในหลายจังหวัด ซึ่งบางจังหวัดสอบสวนเสร็จแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานการกระทำผิด และไม่พบมูลความจริง แต่บางจังหวัดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ ได้ย้ำชัดให้กับเจ้าหน้าที่ทุกระดับตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการว่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อสานต่อศาสตร์พระราชาสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรของพระองค์มีความตั้งใจจริงที่จะดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริ ทุกโครงการฯ ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ซึ่งมีนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานฯ เป็นโครงการที่พิจารณาแล้วว่าก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการเกษตร คุ้มค่ากับงบประมาณและสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

นายสมชายกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ทุกกระบวนการในการเสนอขอรับงบประมาณ จะต้องดำเนินการตามคู่มืออย่างเคร่งครัด มีระบบกำกับทุกขั้นตอน และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานร่วมกันตรวจสอบ ทั้งสำนักงบประมาณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมสรรพากร ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตทำหน้าที่เพียงกำกับและตรวจสอบเท่านั้น การดำเนินโครงการ การเบิกจ่ายงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการโดยคณะกรรมการของชุมชน ในส่วนของค่าจ้างแรงงานจะเบิกจากผ่านบัญชี ธกส.ของเกษตรกรแต่ละราย  นอกจากนี้กรมยังได้เชิญหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลร่วมตรวจสอบ หากปรากฏหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่ของกรมฯกระทำผิดจริงตามอ้าง จะดำเนินการตามระเบียบของทางราชการทันที  ไม่มีการละเว้น ซึ่งจากการตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบมูลความจริงตามที่กล่าวอ้าง

โอกาสนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ได้เข้ามาสอนเกษตรกรทำบัญชี กรมสรรพากรที่ให้คำแนะนำในการจ่ายภาษี ซึ่งเกษตรกรต่างยินดีที่จะทำตามเพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด  กรณีเบิกจ่ายไม่ครบถ้วนก็ได้คืนงบประมาณ ให้กับทางราชการด้วย ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 60 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่และ ศพก ซึ่งได้รวบรวมผลงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ดีเด่นทั่วประเทศมาไว้ที่ รร แอมบาสซาเดอร์ จอมเทียน พัทยา ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมได้

“กรณี จังหวัดสุรินทร์ที่มีรายงานข่าวว่าพบความผิดปกติของโครงการ ต้องเร่งหาข้อเท็จจริง จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเร่งหาสาเหตุการร้องเรียนดังกล่าว รวมทั้งได้กำชับกับเกษตรจังหวัด ให้มีการตรวจสอบให้รัดกุมในทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียน”อธิบดีกรมส่เสริมการเกษตรกล่าวย้ำ

เปิดอาคารปฏิบัติการฝนหลวงหลังใหม่ในภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295912

 เปิดอาคารปฏิบัติการฝนหลวงหลังใหม่ในภาคตะวันออก

 เปิดอาคารปฏิบัติการฝนหลวงหลังใหม่ในภาคตะวันออก

 

วันที่ 17 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น. นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ให้เกียรติ  เป็นประธานในพิธีเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง             ภาคตะวันออก อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง พร้อมกล่าวว่า “กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นหน่วยงานสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ โดยการใช้ “ศาสตร์ของพระราชา” ในการทำฝนหลวงและ  ดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาภัยพิบัติทั้งภัยแล้งและปัญหาฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก      ที่เกิดวิกฤติให้ผ่านพ้นไปได้หลายครั้งหลายครา ดังนั้น การที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีอาคารสำนักงานของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จึงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า จากนี้ไปศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกจะมีสำนักงานถาวรที่จะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนในภาคตะวันออก รองรับ     การขอรับบริการ   ฝนหลวง พร้อมขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของชุมชนและอาสาสมัครฝนหลวง และถือได้ว่าอาคารหลังนี้ยังเป็นขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการ นักบิน นักวิทยาศาสตร์ ช่างเครื่องบิน ตลอดจนเจ้าหน้าที่      ทำฝนหลวงทุกคนอีกด้วย”

ด้าน นายสุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า        กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2556 เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ มีภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวง รวมถึงการดำเนินการส่งเสริมและ    พัฒนาองค์กรในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงประจำภาค เพื่อให้การดำเนินงานทั้งในด้านนโยบาย        การปฏิบัติการฝนหลวงเกิดสัมฤทธิ์ผล มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปัญหาฝนทิ้งช่วง และการบริหาร    จัดการน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมของภาคตะวันออก รวมถึงการดำเนินงานด้านการบินสนับสนุนภารกิจต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงสำหรับการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น                     กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้สนับสนุนให้ก่อสร้างอาคารที่ทำการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง             ภาคตะวันออกขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออก             และการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งเพื่อใช้                     เป็นที่ทำการประสานงานด้านนโยบาย การมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ         ของประเทศ ปฏิบัติการทำฝนเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่เกษตร ป่าไม้ เติมน้ำให้เขื่อนเก็บกักน้ำ ป้องกัน    และแก้ไขภัยแล้งให้แก่เกษตรกร ประชาชน และผู้ใช้น้ำทั่วไป รวมทั้งพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ในการนี้ พิธีการเปิดอาคารศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก ได้รับเกียรติจาก            ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้บริหารและผู้แทนในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนเหล่าทัพ     หน่วยงานภาครัฐบาลและเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมในพิธีดังกล่าวด้วยเช่นกัน

จัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295742

 จัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

15 – 17 กันยายน, สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่, 17 กันยายนนี้

 จัดงาน “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” 15 – 17 กันยายนนี้

                            พลเอก ประสาท  สุขเกษตร  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการ 5 ประสาน ซึ่งเป็นนโยบายการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผ่านโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน  70,000 ราย  กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลงานวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ผ่านโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริ”ทฤษฎีใหม่” ในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตร โดยให้เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ได้เข้ามาศึกษาและนำเอาแนวทางไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง

​                   ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อพสกนิกรทั้งประเทศ ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่ผลสำเร็จของการดำเนินโครงการ 5 ประสานฯ  และโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ทั้ง 17 ศูนย์ของกรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดงาน  “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” ระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2560 ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา เกษตรกลาง บางเขน เพื่อเผยแพร่และประกาศพระเกียรติคุณผลสำเร็จของการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงพระราชทานไว้ในการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถให้ความรู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาเยี่ยมชมงาน ในการน้อมนำเอาแนวพระราชดำริของพระองค์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จอย่างยั่งยืนสืบไป

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย กิจกรรมการให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่โดยปราชญ์เกษตรและเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ นิทรรศการตัวอย่างผลสำเร็จของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ จากโครงการศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” กรมวิชาการเกษตร การนำเอาเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ทั้งด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิตพืช เครื่องจักรกลการเกษตร มาดำเนินการในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การนำผลผลิตจากแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ และผลิตผลที่ได้จากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้ชิม และการแจกปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ต้นดาวเรือง และกล้าพันธุ์ผักสวนครัวที่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาร่วมชมงานจำนวนกว่า 3,000 ต้น

“สำหรับปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรฯ ยังคงให้ความสำคัญในนโยบายขับเคลื่อนการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะทำการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เพิ่มอีกจำนวน 70,000 ราย เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ มีความรู้ความเข้าใจในการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1. เตรียมการก่อให้เกิด 2. สร้างให้คงอยู่ และ 3. พัฒนาสู่ความยั่งยืน ซึ่งจะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมขับเคลื่อนนโยบายเกษตรทฤษฎีใหม่นี้ต่อไป ” พลเอก ประสาท กล่าว

“ชุติมา”พาผู้ซื้อพบผู้ผลิตหวังสร้างห่วงโซ่ข้าวคุณภาพยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295741

“ชุติมา”พาผู้ซื้อพบผู้ผลิตหวังสร้างห่วงโซ่ข้าวคุณภาพยั่งยืน

นางสาวชุติมา บุณยประ, ชุติมา

“ชุติมา”พาผู้ซื้อพบผู้ผลิตหวังสร้างห่วงโซ่ข้าวคุณภาพที่ยั่งยืน

                วันที่ 15 ก.ย.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของนาแปลงใหญ่และการดำเนินงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจรที่จังหวัดชัยนาท ว่า วันนี้ได้พูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่ ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ และตำบลนางลือ – ท่าชัย อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท รวมทั้งประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่อีก 7 กลุ่มในจังหวัดชัยนาท พบว่าเกษตรกรได้รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง จุดเด่นของที่นี่ คือ เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ได้รับการรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ GAP Seed เชื่อมโยงตลาดกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและผู้ประกอบการ โดยกลุ่มเกษตรกรสามารถกำหนดราคาขายเมล็ดพันธุ์ได้ล่วงหน้า มีตลาดรับซื้อแน่นอน
นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า รู้สึกชื่นชมกลุ่มเกษตรกรที่นี่มากเนื่องจากร่วมมือร่วมใจกันในการบริหารแปลงใหญ่จนประสบความสำเร็จ มีการกำหนดนโยบายในการพัฒนาแปลงใหญ่ในภาพรวมของจังหวัด แต่ละกลุ่มจะวางแผนการผลิตและการตลาดให้สอดคล้องกับแผนของจังหวัดในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยปรับแผนให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ สามารถต่อรองลดราคาปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ย ค่าเตรียมแปลง และค่าเก็บเกี่ยว รวมทั้งต่อรองราคาขายกับผู้รับซื้อ โดยมีหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนและดูแลอย่างใกล้ชิด ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการลดเมล็ดพันธุ์โดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาจากการหว่านมาเป็นการหยอดโดยใช้เครื่องหยอดหรือเครื่องโรยข้าวงอก สามารถลดการใช้เมล็ดพันธุ์จาก 20-30 กก./ไร่ เป็น 5-10 กก./ไร่ ต้นข้าวแข็งแรง แตกกอได้ดี เชื้อโรคก็น้อยลง ลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ลดการใช้ปุ๋ยโดยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน นอกจากนี้ กรมชลประทานยังดำเนินการส่งน้ำให้เกษตรกรที่ทำนาตามแผนการปล่อยน้ำตามความเหมาะสมของระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ จะให้การสนับสนุนน้ำในการทำนาปี ปีละ 1 ครั้งเท่านั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
“สิ่งที่น่าประทับใจมากคือ เกษตรกรที่นี่กระตือรือร้นในการเพิ่มพูนความรู้และตื่นตัวในการพัฒนาการผลิตโดยพร้อมปรับเปลี่ยนการทำนา ทำให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพดีขึ้น โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุนเต็มที่ในการยกระดับการผลิตข้าว ในปี 2560 ทางจังหวัดจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรอย่างครบวงจรให้แก่กลุ่มนาแปลงใหญ่ที่มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ร่วมกันบริหารเครื่องจักรกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าจะสามารถเพิ่มคุณภาพข้าวและลดต้นทุนการผลิตได้ ในปีที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนจาก 5,800 ต่อไร่ เหลือ 4,200 บาทต่อไร่ และตั้งเป้าในปี 2561 จะลดต้นทุนให้เหลือ 3,800 บาทต่อไร่ และเพิ่มผลผลิตให้ได้ 10%” นางสาวชุติมา กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการข้าวในจังหวัดชัยนาทพร้อมที่จะรับซื้อข้าวจากชาวนาด้วยความโปร่งใสโดยโรงสีที่เป็นสมาชิกชมรมโรงสีของจังหวัดมีเครื่องมือในการวัดคุณภาพข้าว เช่น เครื่องวัดสิ่งเจือปน ที่ได้มาตรฐาน โดยทางโรงสีเสนอแนะให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิของตนเองโดยควรนำข้าวมาขายเองและหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคารับซื้อก็สามารถซักถามเพื่อเป็นการสร้างระบบการค้าข้าวที่เป็นธรรม โดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรที่จะเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับเอกสารต่างๆที่ใช้ในการซื้อขายข้าวให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องอีกทางด้วย
นางสาวชุติมาได้ให้กำลังใจให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาการผลิตข้าวสู่ข้าวคุณภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

เดินหน้า 2 โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งพัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295737

 เดินหน้า 2 โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งพัทลุง

 เดินหน้า 2 โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม-แล้งพัทลุง ปรับปรุงท่าเชียด-เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำคลองใหญ่

 

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการกล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่แก้ปัญหาสถานการณ์น้ำในพื้นที่จ.พัทลุง โดยระบุว่า กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด ตำบลโคกสัก อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในพื้นที่ของโครงการฯ และพื้นที่ที่เกี่ยวเนื่องครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ตลอดจนศึกษาแนวทางเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ และแนวทางการระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ โดยพิจารณาถึงสภาวะที่น้ำทะเลหนุนบริเวณพื้นที่ตอนล่างของโครงการ พร้อมเสนอระบบการเกษตรและแผนการปลูกพืชที่เหมาะสม โดยนำ Agri-map และเกษตรแปลงใหญ่มาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ ยังจะศึกษาวางระบบโทรมาตรและการเตือนภัยอีกด้วย โดยให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตลอดจนส่งเสริมการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และรูปแบบองค์กรบริหารจัดการน้ำชลประทานที่เหมาะสม

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษท่าเชียดดังกล่าว เป็นโครงการชลประทานประเภทฝายทดน้ำ สร้างปิดกั้นคลองท่าเชียด หมู่ที่8 บ้านทุ่งโต๊ะหย๊ะ ตำบลโคกสัก อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง   ก่อสร้างเมื่อปี 2514 พื้นที่ทั้งหมด 121,527 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 103,298ไร่  โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อส่งน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำท่าเชียด-บางแก้ว (ตอนล่าง) ป้องกันน้ำท่วมเทศบาลแม่ขรี และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียด ประสบปัญหาการแพร่กระจายน้ำ เนื่องจากคูส่งน้ำเป็นคลองดิน ระดับน้ำส่วนใหญ่ต่ำกว่าพื้นที่นา และปัญหาการระบายน้ำ เนื่องจากใช้คลองธรรมชาติเป็นคลองระบายน้ำแต่สภาพคลองธรรมชาติสายต่างๆ ตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่  นอกจากนี้ ระบบชลประทานและอาคารก่อสร้างมาเป็นเวลานาน ทำให้มีการสูญเสียน้ำมาก เช่น การรั่วซึม เป็นต้น  รวมทั้งอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะดูแลและบำรุงรักษาอาคารต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าเชียดดังกล่าวทั้งระบบ  เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและสภาพภูมิอากาศในอนาคต และเพื่อให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของคณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) ในกลยุทธ์ เพิ่มประสิทธิภาพโครงการแหล่งน้ำและระบบชลประทานเดิม สร้างมาเป็นเวลานาน มีการสูญเสียน้ำมาก  และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  โดยคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า  นอกจากนี้กรมชลประทานยังมีแผนที่จะดำเนินโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสาม  ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา  จังหวัดพัทลุง  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก บรรเทาปัญหาอุทกภัย ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่ตำบลคลองเฉลิม ตำบลชะรัด อำเภอกงหรา และตำบลนาโหนด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

สำหรับคลองหลักสามนั้น มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ2,307 มิลลิเมตร ปริมาณท่าไหลผ่านเฉลี่ยประมาณปีละ 124.18 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) โดยมีคลองหลักสาม(คลองใหญ่) เป็นลำน้ำสายหลัก ที่มีต้นน้ำจากเทือกเขาบรรทัด  ไหลงลงมาทางทิศตะวันออก มีความลาดชันสูง มีลำน้ำสาขาที่สำคัญคือ คลองชะรัด  น้ำตกมโนรา  คลองนาบอน น้ำตกนกรำ คลองป่าแก่ คลองนาเหรน คลองบ้านพูด มีปริมาณไหลตลอดทั้งปี แต่จะมีมากในช่วงฤดูฝน  เป็นลำน้ำขนาดเล็กความกว้างประมาณ 20-30 เมตร ดังนั้นในช่วงฤดูน้ำหลาก ปริมาณน้ำจะมีมาก และไหลค่อนข้างเร็ว ทำให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตรของราษฎรในพื้นที่ได้รับความเสียหายทุกปี ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กรมชลประทานจึงมีแผนดำเนินโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสาม ดังกล่าวขึ้นมา

 

ทั้งนี้ ในการศึกษาโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำฝายคลองหลักสามเบื้องต้นนั้น จะประกอบด้วย การก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบยาว 345 เมตร ก่อสร้างคลองระบายน้ำดินขุด พร้อมอาคารประกอบ และคันดินถมบดอัดแน่น ความยาว 11.35 กิโลเมตร ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำกลางคลอง 4 แห่ง ก่อสร้างประตูระบายน้ำ 1แห่ง  และก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 18 แห่ง คาดว่าจะใช้งบลงทุนทั้งสิ้น ล้านบาทเกือบ 700 ล้านบาท

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ทกซูรี” 15-17 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295732

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ทกซูรี” 15-17 ก.ย.นี้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ทกซูรี” 15-17 ก.ย.นี้

 

วันที่ 15 ก.ย.60 นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า พายุโซนร้อน “ทกซูรี” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนคาดว่าจะเคลื่อนผ่านอ่าวตังเกี๋ย และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองวินห์ ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 15 ก.ย. 60 โดยจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นเข้าปกคลุมประเทศลาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศ ไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนัก ถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ และหลังจากวันที่ 17 ก.ย. 60 จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศพม่าต่อไป

สำหรับสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(14 ก.ย. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,282 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,541 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 29,463 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 สามารถรองรับน้ำได้อีก 21,932 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,854 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,627 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 9,158 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 5,531 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 9,017ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน(15 ก.ย. 60) ปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 1,782 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มทรงตัวลดลงเล็กน้อย ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.44 เมตร มีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,394 ลบ.ม./วินาที ซึ่งบริเวณเหนือเขื่อนได้รับน้ำเข้าสู่คลองฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้ง 2 ฝั่งวันละประมาณ 399 ลบ.ม./วินาที ทั้งนี้ จะบริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้เข้าคลองชลประทานให้มากที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่ พร้อมกับทดระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ไหลมาจากจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อชะลอน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับการควบคุม(ไม่เกิน +17.00 เมตร(รทก.)) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างบริเวณอ.ผักไห่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยาด้วย

ทั้ง กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานทุกโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมเดิม เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน“ทกซูรี” ด้วยการกำชับเจ้าหน้าที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของตนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทาน ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่เกิดสภาวะวิกฤติ โครงการชลประทานในพื้นที่ จะรายงานสถานการณ์น้ำ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้แจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที แม้จากการประเมินคาดว่าพายุโซนร้อน “ทกซูรี” จะส่งอิทธิพลน้อยกว่า พายุ “เซินกา”

อย่างไรก็ตาม ยังคงให้ทุกโครงการชลประทาน เตรียมความพร้อม ในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ เข้าไปประจำพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันต่อเหตุการณ์

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295717

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

พม.ลงนามเอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอด ครั้งแรกในประเทศไทย

               วันที่ 15 ก.ย. 60 เวลา 09.00 น.พล.ต.อ.อดุลย์  แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) การจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทย ระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับ กองทัพบก บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมจำนวน 50 คน ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกันในสังคม อาทิ การจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้สามารถดำรงชีวิตอิสระ รวมถึงส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำเพื่อการพึ่งพาตนเองได้ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จึงมีนโยบายจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทยเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเดินทางของคนตาบอด และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ซึ่งระบุว่า คนพิการมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ โดยมีสิทธิที่จะนำสัตว์นำทาง เครื่องมือหรืออุปกรณ์นำทาง หรือเครื่องช่วยความพิการใดๆ ติดตัวไปในยานพาหนะหรือสถานที่ต่างๆ โดยได้รับการยกเว้น

พม.เอ็มโอยู(MOU)จัดบริการสุนัขนำทางคนตาบอดครั้งแรก

ทั้งนี้ ในแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ ดังนี้ 1.กองทัพบกได้มอบหมายกรมการสัตว์ทหารบกสนับสนุนด้านกำลังพลชุดครูต้นแบบที่ผ่านการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยชุดครูฝึกต้นแบบจะต้องสามารถถ่ายทอดให้กับบุคลากรชุดต่อไป การสนับสนุนกำลังพลในการเลี้ยงดูสุนัขของโครงการในระยะแรก และการจัดทำแนวทางการฝึกสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอด รวมทั้งสนับสนุนอาคาร และสถานที่ สำหรับการฝึกและการเลี้ยงสุนัขในระยะแรก 2.บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ฯ สนับสนุนการจัดเตรียมและอาหารสุนัขตามปริมาณที่เหมาะสม และ 3.สมาคมคนตาบอดฯ สนับสนุนและคัดเลือกคนพิการทางการเห็น เข้ารับการฝึกตามหลักสูตร

สำหรับการลงนามแบ่งเป็น 2 ชุด คือ ชุดแรก เป็นการลงนามร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. กับกองทัพบก สำหรับชุดที่ 2 ระหว่างกระทรวง พม. และบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ฯ และสมาคมคนตาบอดฯ ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ พก. ประสานความร่วมมือกับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ในการสนับสนุนการนำเข้าครูฝึกและสุนัขจากต่างประเทศ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ การประสานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งสนับสนุนด้านบุคลากรและสถานที่ เพื่อเตรียมการจัดตั้งเป็นสถาบันการจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอดในประเทศไทยต่อไป

“การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการริเริ่มครั้งแรกของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการจัดบริการสุนัขนำทางสำหรับคนตาบอด นับเป็นการแสดงถึงพลังของความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในรูปแบบประชารัฐ ในการส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิและอยู่ในสังคมอย่างเท่าเทียม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้คนพิการได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

3 ชาติ”ไทย-มาเลย์-อินโด”แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295697

3 ชาติ”ไทย-มาเลย์-อินโด”แถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา

3 ชาติแถลงผลประชุมสภาไตรภาคียางพารา ตั้งเป้าพัฒนายางพาราให้มั่นคงและยั่งยืน

                 วันที่ 15 กันยายน 2560 ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีสภาไตรภาคียางพารา ประจำปี 2560 ภายใต้สภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทย ร่วมกับ MR. MAH SIEW KEONG (ดาตุ๊ก เสอรี มะ ซีอีว เขี่ยว) รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศมาเลเซีย และ Drs. Enggartiasto Lukita (ดอกเตอร์ รัน ดุช แองการ์ตีอาสโต้ ลูกีตา) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า ประเทศอินโดนีเซีย เผยความร่วมมือในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลก มุ่งพัฒนายางพาราสู่ความยั่งยืน เน้นแปรรูปโดยแต่ละประเทศสมาชิกส่งเสริมแปรรูปใช้ยางในประเทศ ชูถนนยางพารา ณ โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ
พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ในช่วงปี 2559-60 อุตสาหกรรมยางธรรมชาติยังคงได้รับอิทธิพลจากตลาดต่างประเทศและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายางของโลก ทำให้ราคายางยังคงมีความผันผวน ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเกษตรกรรายย่อยหันไปประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ITRC และ IRCo ได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยวิธีการสำคัญ จากการร่วมประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศครั้งนี้ มีข้อสรุปแนวทางการพัฒนายางพาราทั้งระบบ 6 ประการ คือ
การส่งเสริมด้านอุปสงค์ เพิ่มปริมาณการใช้ยาง ในฐานะประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ทั้งสามประเทศมีความพยายามที่จะส่งเสริมใช้ยางในประเทศของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นปีละ 10% กับการพัฒนาและดำเนินงานต่างๆ ทั้งการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ด้านกีฬาสุขภาพ ตลอดจนการแปรรูปเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยทั้ง 3 ประเทศสมาชิก จะให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัยและส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน และมีข้อตกลงร่วมกันในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการใช้ยางธรรมชาติของแต่ละประเทศสำหรับก่อสร้างถนนและการปูผิวถนนใหม่
การจัดตั้งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (ITRC Regional Rubber Market: RRM) ปัจจุบันอยู่ในลักษณะตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ซึ่งมีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิต ในรูปแบบต่างๆ ไปยังผู้ใช้ยางได้โดยตรง

และในอนาคตทั้ง 3 ประเทศมีความเห็นร่วมกันว่าจะหาแนวทางในการพัฒนาตลาดยางพาราระดับภูมิภาคเป็นลักษณะการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้สนใจได้เข้ามาซื้อขายผลผลิตจากสถาบันเกษตรกรโดยตรงมากยิ่งขึ้น
สำหรับการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบผ่านโครงการการจัดการอุปทาน (Supply Management Scheme: SMS) เป็นการลดปริมาณผลผลิตและพื้นที่ปลูก จะเป็นมาตรการระยะยาวในช่วงปี พ.ศ. 2560-2568 เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการใช้และปริมาณผลผลิต เป็นมาตรการเข้มข้นที่ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติจะต้องร่วมมือกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคายางพาราในระยะจะทำให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นอย่างยั่งยืน และจะสร้างความมั่นใจในการจัดหายางธรรมชาติให้กับผู้บริโภคอย่างยั่งยืนเช่นกัน
มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง (Agreed Export Tonnage Scheme :AETS) ขณะนี้ ทั้งสามประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากราคายางปรับตัวลดลงจนน่าเป็นห่วง อาจจำเป็นจะต้องนำมาตรการนี้มาใช้ เพื่อช่วยกระตุ้นราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้น
“การต้อนรับเวียดนามเข้าสู่สมาชิกสมทบ ITRC ทั้งสามประเทศต่างมีความเห็นร่วมกันในการรับประเทศเวียดนามเป็นสมาชิกสมทบภายใต้กรอบการทำงานของ ITRC โดยประเทศเวียดนาม ถือว่าเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ของโลกที่มีผลผลิตค่อนข้างสูง ฉะนั้น การมีส่วนร่วมของเวียดนามจะช่วยเพิ่มบทบาทของ ITRC ในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยาง”
ส่วนการหาแนวทางใหม่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง พลเอกฉัตรชัยย้ำว่า ทั้ง 3 ประเทศต่างมองร่วมกันว่า ในอนาคตจะปรับกลยุทธ์ในการหารือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลังจากการประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ ในครั้งนี้ ต่างฝ่ายต่างผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคายางและพัฒนาอุตสาหกรรมยางได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป