ครอปไลฟ์ เอเชีย หนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295640

ครอปไลฟ์ เอเชีย หนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง

ครอปไลฟ์ เอเชีย หนุนกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง

                    ครอปไลฟ์ เอเชีย พาสื่อมวลชนชมการทำนาแบบผสมผสาน ศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ หนุนเกษตรกรผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์หอมมะลิมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว GAP สร้างรายได้สูงกว่าขายข้าวเปลือกธรรมดากว่าเท่าตัว ด้วยหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผนวกแนวทางการปลูกพืชแบบผสมผสาน IPM  สร้างชุมชนเข้มแข็งปลอดหนี้นอกระบบ 100%

                  ดร.เซียง ฮี ธาน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารครอปไลฟ์เอเชีย เปิดเผยในโอกาสครอปไลฟ์เอเชียนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง ต.เจ้าท่า อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ว่า ครอปไลฟ์ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคของครอปไลฟ์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีพันธกิจสำคัญด้านสนับสนุนเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้นวัตกรรมทางเกษตรกรรม ภายใต้การสนับสนุนของ 15 สมาชิกในภูมิภาค ซึ่งในประเทศไทย  ครอปไลฟ์ เอเชียได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรผ่านสมาคม  สมาพันธ์ที่มีพันธกิจเดียวกันกับครอปไลฟ์ เอเชีย ที่มุ่งให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนสารอารักขาพืชที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพและศักยภาพให้เกษตรกรไทย

พันธกิจของครอปไลฟ์เอเชียสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 วาระแห่งชาติของรัฐบาล ที่กำหนดและตั้งเป้าหมายในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรและภาคการเกษตรพัฒนาไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน บนพื้นฐาน ความรู้ ความเข้าใจของตัวเกษตรกรต่อเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม จนนำมาประยุกต์ใช้ให้สามารถแข่งขันได้  ภายใต้ความท้าทายภาคการผลิตการเกษตร อาทิ สภาพอากาศที่แปรปรวน  การพัฒนาสายพันธุ์ของโรค แมลง สถานการณ์ภัยธรรมชาติ ซึ่งเกษตรกรจะเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยตรง  หากไม่ได้พัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การแข่งขันในปัจจุบัน

ทางด้าน มร.แอนดริว โรเบิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลการใช้สารอารักขาพืชอย่างถูกต้อง ครอปไลฟ์ เอเชีย   กล่าวว่า ที่ผ่านมาครอปไลฟ์เอเชีย ได้ให้การสนับสนุนด้านความรู้ แก่เกษตรกรใน ภาคการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา อ้อย ผลไม้ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ผักและผลไม้ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมวิชาการเกษตร สถาบันการศึกษา องค์กรท้องถิ่น เพื่อให้เกษตรกรเรียนรู้เข้าใจอย่างถูกต้องหากต้องใช้สารอารักขาพืชในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลือกใช้ให้ถูกต้องกับโรคและแมลง การอ่านฉลาก การปฏิบัติตนขณะฉีดพ่น  การเก็บซากบรรจุภัณฑ์ จนถึงระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าของเกษตรกร ให้สามารถทำราคา แข่งขันเป็นที่ต้องการของตลาด และปลอดภัยสำหรับตนเอง ชุมชนและผู้บริโภค ผ่านกิจกรรมและงบประมาณ กว่า 70 ล้านบาท /ปี ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โดยในปีหน้าได้ตั้งเป้าหมายการให้การอบรมแก่เกษตรกรในพื้นที่การเกษตรภูมิภาคในในอาเซียนอีกว่า 14 ล้านบาท

โดยกลุ่มเกษตรกรบ้านดงลิง ถือเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบ ที่เป็นตัวอย่างการเปิดรับการเรียนรู้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้กับกลุ่มของตน พัฒนาต่อยอด จนได้รับการยอมรับให้เป็นชุมชนศูนย์การเรียนรู้ และผลิตสินค้ามาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practice) หรือสินค้าเกษตรปลอดภัย กระทั่งได้รับการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2559 เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในที่สุด

                 นายไพศาล  รัตน์วิสัย  ประธานศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง พูดถึงการบริหารจัดการกลุ่มว่า สมาชิกในบ้านดงลิง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จาก 113 ครัวเรือน  ทำนาได้ 2 ครั้งต่อปี ในพื้นที่นาข้าว 1,351ไร่ เดิมประสบปัญหาข้าวปนเมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่มีขายในร้านทั่วไป และได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ปี 2554 โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาให้ความรู้ในการลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการไร่นา การทำบัญชีครัวเรือนเพื่อหาต้นทุนการเกษตรที่แท้จริง จนสามารถลดต้นทุนการเกษตรให้เหลือเพียง 1,430 บาทต่อไร่ ในขณะเดียวกันก็มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาให้ความรู้ในการให้ความรู้ การบริหารจัดการโรคและแมลงในแปลงเกษตรสามารถ ยกระดับให้ได้มาตรฐานตามนโยบายน้อมนำศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ควบคู่ไปด้วยจนกลุ่มสามารถบริหารจัดการปัญหาโรคและแมลง จนช่วยลดต้นทุนการผลิตลงไปได้

ปัจจุบันเกษตรกรกลุ่มนี้สามารถคัดเลือกและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนภายใต้ตรารับรอง GAP สินค้าปลอดภัย มีเครื่องจักรทางการเกษตรเป็นของชุมชน รถดำนา  รถเกี่ยวข้าว โรงสีชุมชน มีทุนภายใน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินหมุนเวียนจากกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ และกลุ่มอาชีพทั้ง 10 กลุ่ม ชุมชนไม่มีปัญหาหนี้นอกระบบ 100 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย

ทางด้าน นายสมัคร  สมรภูมิ เกษตรกรสมาชิกเครือข่ายที่ลงทะเบียนเป็นกลุ่มที่ร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ พื้นที่ปลูกข้าวแบบผสมผสานจำนวน 5 ไร่ แบ่งปลูกข้าวจำนวน 4.2 ไร่ ที่เหลือ ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกพืชผสมผสานไว้กิน และขายในยามที่ไม่ได้ปลูกข้าว เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นอดีตข้าราชการกรมพัฒนาชุมชน หลังเป็นข้าราชการบำนาญจึงได้มาใช้ชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยได้เริ่มต้นทำนาจริงจังเพียง 5 ปี เรียนรู้รูปแบบการทำนามาจากปู่ย่าตายาย ประกอบกับคำแนะนำ การเข้ามาให้การอบรมจากหลายหน่วยงานผ่านศูนย์ส่งเสริมฯ และได้นำมาประยุกต์ใช้ในนาของตน ด้วยรูปแบบการผสมผสาน ใช้วิธีการไถกลบตอซัง ทดแทนการเผา จากนั้นก็ปล่อยน้ำเข้านาพร้อมใส่ปุ๋ยคอกและจุลินทรีย์เพื่อเร่งการย่อยสลายในดิน แล้วจึงไถดะเพื่อปรับหน้าดิน จากนั้นให้รถดำของกลุ่มฯ มาดำเนินการปักดำ ซึ่งรวดเร็ว ได้ระยะ ประหยัด ทุ่นแรง และเวลามาก เพราะกลุ่มฯจะรับผิดชอบเรื่องเพาะเมล็ด ให้เสร็จ มั่นใจได้ว่าเมล็ดข้าวไม่ปนแน่นอน เพราะกลุ่มฯมีการดูแลกันเองอย่างเข้มงวดเพื่อรักษามาตรฐานการผลิต

“เมื่ออายุกล้าได้สัก 7 วัน ผมจะฉีดยาฆ่าและคลุมหญ้าที่จะโผล่พ้นดินออกมาในระหว่างกล้ากำลังโต ซึ่งอาจมีติดมาช่วงที่เราไถเตรียมดินไว้ ส่วนในระยะอื่นๆ ของต้นข้าวก็จะปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าว กรมวิชาการเกษตรเกี่ยวกับการดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ต้องหมั่นสังเกตจำนวนไข่หอยเชอรี่ ว่ามีมากมั้ย แมลงอะไรเป็นแมลงดีแมลงร้าย มีปูระบาดหรือไม่ ถ้าสังเกตดูแล้วต้นข้าวขาดลอย รุนแรงก็ใช้ยาฆ่าปูมาช่วย ผมทำไม่ไหวหรอก ที่จะให้มาเก็บปูเก็บหอยถ้ามันมีมากจริงๆ   หรือหากสังเกตว่าช่วงก่อนตั้งท้องต้นข้าวขาดความสมบูรณ์ เขาแนะนำให้เสริมฮอร์โมนไข่ ผมก็ใช้ หรือเพิ่มฮอร์โมนบางตัวผมก็ใส่ เพราะเสี่ยงไม่ได้ครับ เวลา 225 วันกว่าจะเก็บเกี่ยวนี่ หากมีอะไรผิดพลาด ขึ้นมานอกเหนือจากน้ำท่าฟ้าฝนไม่เป็นใจ อันนั้นก็สุดกำลัง แต่ถ้าวิธีการไหนที่สร้างความสมบูรณ์แก่ข้าวได้ ผมต้องทำ ผลผลิตได้ตรงตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย และคุณภาพ GAP ที่กลุ่มฯ เข้มงวดเพื่อรักษามาตรฐานของเราไว้” นายสมัคร กล่าว

โดยในพื้นที่ 4.2 ไร่ที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกหอมมะลินั้น  มีต้นทุนการผลิตที่ใช้ทั้งปุ๋ย ฮอร์โมน และวิธีการแบบผสมผสานหรือ IPM (Integrated Pest Management) อยู่ที่กิโลกรัมละ 5.1 บาท ได้ผลผลิตทั้งหมด ประมาณ 700 กิโลกรัมต่อไร่ โดยกลุ่มฯรับซื้อข้าวที่ได้คุณภาพอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 15 บาท หากขายให้นอกกลุ่มจะขายได้อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 25 บาท ฤดูกาลที่ผ่านมา เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิของกลุ่มผลิตไม่พอความต้องการ โดยคาดว่าปีนี้ราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิจะสูงขึ้นแน่นอนซึ่งเป็นผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมา

ตัวอย่างของศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิบ้านดงลิง ดูจะเป็นอีกหน้าหนึ่งที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็น Smart Farmer   ภายใต้ธงที่ภาครัฐต้องการมุ่งไปให้ถึงนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินกว่าความพยายามของเกษตรกรพร้อมเรียนรู้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และกระบวนการผลิตสินค้าให้เป็น “สินค้าเกษตรปลอดภัย” ตอบโจทย์ให้ภาคการเกษตรของไทยมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน บนแนวร่วม ไทยแลนด์ 4.0 นั่นเอง

เกษตร จ.ชัยภูมิ จัดประกวด โครงการ 9101

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295628

เกษตร จ.ชัยภูมิ จัดประกวด โครงการ 9101

เกษตร, จัดประกวด, โครงการ, 9101

เกษตร จ.ชัยภูมิ จัดประกวด โครงการ 9101

             สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิจัดงาน“9101 Chaiyaphum award” ประกวดผลการดำเนินงาน โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการฯ เพิ่มทักษะ ความรู้ในการดำเนินการบริหารจัดการโครงการให้แก่ชุมชน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องให้เกิดความภาคภูมิใจในการดำเนินการเพื่อส่วนรวม

นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีหลักการสำคัญคือ ให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดโครงการพัฒนาโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และบริหารจัดการโครงการด้วยตนเอง ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการทำงานในพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์และนำไปปฏิบัติจริงเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและชุมชนอันจะส่งผลต่อเนื่องให้ภาคการเกษตรมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายดำรงฤทธิ์  หลอดคำ เกษตรจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า จังหวัดชัยภูมิ ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 16 ศูนย์ โดยจัดแบ่งพื้นที่ชุมชนเพื่อบริหารการด้านการเกษตร 155 ชุมชน ดำเนินโครงการทั้งหมด 292 โครงการ งบประมาณ 387,286,900 บาท แบ่งเป็นค่าวัสดุ 188,666,845 บาท ค่าแรงงาน 198,620,055 บาท ประชาชนได้รับประโยชน์ 170,076 ราย และได้ดำเนินงานโครงการ และเบิกจ่ายงบประมาณเสร็จสิ้นทุกโครงการแล้วเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความภาคภูมิใจในการมีส่วนดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาเกษตรกรตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ จึงกำหนดจัดงาน ๙๑๐๑ Chaiyaphum Award ขึ้น โดยมีบุคคลเป้าหมายคือ ข้าราชการสำนักงานเกษตรจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประธานและคณะกรรมการชุมชนทุกอำเภอที่ดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ รวมทั้งสิ้น 260 คน

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่สิงห์บุรีเก็บข้อมูลน้ำเข้าที่ประชุมครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295620

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่สิงห์บุรีเก็บข้อมูลน้ำเข้าที่ประชุมครม.

สิงห์บุรี, ฉัตรชัย

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่สิงห์บุรีเก็บข้อมูลน้ำ-ข้าวเข้าที่ประชุมครมสัญจร

 

วันที่ 14 ก.ย.60 เวลา 13.00 น. พลเอก ฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สิงห์บุรี เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการน้ำ การผลิตและพัฒนาพันธุ์ข้าวในพื้นที่ และเตรียมความพร้อมในการนำเสนอโครงการของกระทรวงเกษตรฯ เข้าสู่ที่ประขุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จ.สุพรรณบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 18 – 19 ก.ย. 60  ณ ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี จ.สิงห์บุรี เพื่อรับฟังบรรยายสรุปภาพรวมการเกษตรของจังหวัดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นรัฐมนตรีเกษตรฯ ได้พบปะพูดคุยกับกับเกษตรกรในพื้นที่  และปล่อยพันธุ์ปลา จำนวน 100,000 ตัว ได้แก่ ปลายี่สกเทศจำนวน 96,000 ตัว ปลานวลจันทร์เทศ จำนวน 2,000 ตัว  และปลาช่อนจำนวน 2,000 ตัวเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ มีปลาให้บริโภค มีปลาในแหล่งธรรมชาติต่อไป

พลเอก ฉัตรชัย  เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำประตูระบายน้ำบางโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี  ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำปลายคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 มีความยาวทั้งสิ้น 27.81 กิโลเมตร เริ่มต้นในเขตท้องที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และผ่านเขตท้องที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี  ทำหน้าที่เก็บกักน้ำในฤดูเพาะปลูกและระบายน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในฤดูเก็บเกี่ยว สำหรับในฤดูน้ำหลาก น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูงกว่าในคลองจะทำการปิดบานระบายน้ำประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมพื้นที่ในเขตชลประทาน   ซึ่งกรมชลประทานได้ปรับปฏิทินการส่งน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 1.15 ล้านไร่ ให้ทำนาปีเร็วขึ้น โดยเริ่มการส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม  2560 เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม หลีกเลี่ยงน้ำหลากในเดือนกันยายนของทุกปี

โดยในการทำนาปี 2560 พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเชียงราก ได้เก็บเกี่ยวแล้วเสร็จทั้งหมดในเดือนสิงหาคม ไม่มีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกนาปี 2560  โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มีการประชุมชี้แจงสร้างการรับรู้และความเข้าใจ แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เกษตรกร ในพื้นที่ให้ทราบ และเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การเพาะปลูกให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้  อย่างไรก็ตาม มีความพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ เช่น เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ติดตั้งบริเวณปากคลองระบายสายซอยเดินเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สถานีสูบน้ำปลายคลองระบายใหญ่ ชัยนาท-ป่าสัก 2 (บางโฉมศรี) และยังได้ทำการติดตั้งเครื่อง-สูบน้ำขนาด 8 นิ้ว และ 12 นิ้ว บริเวณปลายคูระบายน้ำสายหลักๆ ของคลองระบายใหญ่ชัยนาท-ป่าสัก 2 จำนวน 5 จุด รวมทั้งสิ้น 11 เครื่อง  เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกข้าว ในช่วงที่มีฝนตกหนักในพื้นที่เกษตรกรสามารถทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เกิดการเสียหาย

นอกจากนี้ ได้ติดตามในส่วนของการผลิตและพัฒนาพันธุืข้าว โดยจังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ปลูกข้าว269,428.53 ไร่  เกษตรกรปลูกข้าวนาปี 12,529 ครัวเรือน สำหรับแผนการปลูกข้าว ปี 2560/61 รอบที่ 1 ตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรมีพื้นที่ทั้งหมด 288,630 ไร่  แบ่งเป็น ข้าวหอมจังหวัด 13,000 ไร่ หอมปทุม 77,200 ไร่  ข้าวเจ้า 190,700 ไร่  ข้าวเหนียว 7,200 ไร่ และข้าวสี 530 ไร่

สำหรับนาแปลงใหญ่ พื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีมีนาแปลงใหญ่ จำนวน 10 แปลง (แปลงกรมการข้าว) พื้นที่ 17,090 ไร่ เกษตรกร 967 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 4,436 ไร่ เกษตรกร 204 ราย และอยู่ระหว่างขอการรับรอง GAP ปี 2560 จำนวน 1,136 ไร่ เกษตรกร 40 ราย โดยในจำนวน 10 แปลงเป็น ศพก. และเป็นศูนย์ข้าวชุมชน 5 แปลง ซึ่งในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ต.ท่างาม อ.อินทรีบุรี มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากประตูระบายน้ำบางโฉมศรี ประมาณ 500 ไร่

นอกจากนี้ พลเอกฉัตรชัย ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรอบแนวทางโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีซึ่งรัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคกลางนั้นมีส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรฯ 2 ส่วน คือ 1. ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และ ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน และ 2. บริหารจัดการน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และ คงความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ซี่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จะได้ไปตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่สำคัญ เช่น การบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำ การพัฒนาคุณภาพสินค้าข้าว โครงการ 9101ฯ เป็นต้น

ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำที่จะนำเสนอ ครม. ในคราวนี้ คือ โครงการเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปี 2561 – 2562 จำนวน 104 โครงการ โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 500 ไร่ และ บรรเทาพื้นที่น้ำท่วม 2.5 ล้านไร่  มีโครงการที่สำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง จ.ประจวบคิรีขันธ์ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน  สถานีสูบน้ำ และ เสริมคันกั้นน้ำ คลองมหาชัย คลองสนามชัย แม่น้ำท่าจีน ขุดลอกอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปรับปรุงคลองระพีพัฒน์ คลองน้ำหลากบางบาล-บางไทร ปตร.คลองบางหลวง เสริมคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบปกติ แต่จะของงบเพิ่มเติมปี 2561 บางส่วน เพื่อเร่งรัดการดำเนินการ ขณะนี้กรมชลประทานกำลังพิจารณาความเหมาะสมของงบประมาณที่จะขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติม

สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนแผนแม่บทร่วม ศอ.บต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295529

สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนแผนแม่บทร่วม ศอ.บต.

สภาเกษตร

สภาเกษตรกรแห่งชาติขับเคลื่อนแผนแม่บทร่วม ศอ.บต.

 

            นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ถึงแม้จะผ่านมาช่วงระยะเวลาไม่นานนักแต่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้นำแผนดังกล่าวมาขับเคลื่อนแล้ว ในหลายจังหวัดผู้ว่าราชการกับในส่วนของภาคประชาชนที่มีความพร้อมสภาเกษตรกรฯก็จะลงไปทำงานในพื้นที่นั้นๆ โดยกลุ่มจังหวัดที่มีความชัดเจนมากในการนำแผนแม่บทไปขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนและทำแผนแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ของตนเองคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) โดยได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารและได้หารือร่วมกันถึงการทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมในระดับตำบล หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งแนวทางปฏิบัติงานร่วมกัน คือ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย   สภาเกษตรกรฯจัดเรื่องคน , กระบวนการทำแผน ซึ่ง ศอ.บต.เห็นด้วย โดยจะเริ่มเชิญสมาชิกและที่ปรึกษาสภาเกษตรกรแห่งชาติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ มาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ จ.ยะลา ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อที่จะซักซ้อมความเข้าใจและวิธีทำงานร่วมกันก่อนที่จะกระจายไปทำงานในพื้นที่  ทั้งนี้ การขับเคลื่อนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะสามารถสร้างกระบวนการเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาของตัวเองและในการวางแนวทางการพัฒนาอาชีพการเกษตรของตัวเองในทุกตำบล หมู่บ้าน โดยทุกคนต้องหาจุดยืน ผลิตผล ผลิตภัณฑ์ของตัวเองโดย ศอ.บต.จะเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุน  ซึ่งเป็นความชัดเจนว่าการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯหากว่าส่วนราชการเห็นความสำคัญของเกษตรกรฐานรากและนำไปขับเคลื่อนในพื้นที่ จะเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรได้อย่างครบวงจรและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว  เกษตรกรเองช่วยเหลือซึ่งกันและกันถ่ายทอดความรู้ให้กลุ่มและต่างกลุ่ม

“ใครเร็วกว่าก็เดินนำไปก่อน แล้วก็จูงมือคนที่รู้น้อยกว่า เดินช้ากว่าเดินตามกันไป เราไม่ทิ้งใครให้อยู่ข้างหลังมาก พยายามเดินไปด้วยกัน เป็นกลยุทธสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคง ยั่งยืนด้านการเกษตรตามทิศทางของแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม” นายประพัฒน์ กล่าว

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ศพก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295527

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ศพก.

ศพก, เกษตรฯ

เกษตรฯ เผยความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ศพก.สู่การพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการขับเคลื่อนการทำงานให้สอดรับกับนโยบายฯ เป้าหมายปี 2561 ปีแห่งการยกระดับคนการบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 โดยการปฏิรูปภาคการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ ของเกษตรกรต้นแบบทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในภาคการเกษตร และเป็นอนาคตภาคการเกษตรของประเทศไทย เพราะเป็นมิติของการดึงให้ภาคเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการ นโยบายสำคัญต่างๆ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาในพื้นที่อย่างแท้จริง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร ที่ต้องการให้เกษตรกรมีแหล่งเรียนรู้จากของจริง เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จากเกษตรกรด้วยกันเอง กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ศพก. 882 ศูนย์ เป็นรูปธรรมและสามารถแบ่งพืชได้ตามลักษณะพื้นที่ ดังนี้ 1) ข้าว 450 ศูนย์ 2) พืชไร่ 78 ศูนย์ 3) พืชผัก 31 ศูนย์ 4) ไร่นาสวนผสม/เกษตรผสมผสาน 78 ศูนย์ 5) ไม้ผล 139 ศูนย์ 6) ยางพารา  52 ศูนย์ 7) ปาล์มน้ำมัน  44 ศูนย์ และ 8)อื่นๆ 10 ศูนย์ และได้ขยายผลเป็นแปลงใหญ่ ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันมี ศพก. 882 ศูนย์ และเครือข่าย 10,523 ศูนย์ อาทิ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการดิน ศูนย์เรียนรู้ด้านประมง เป็นต้น ได้อบรมให้กับเกษตรกรผู้นำทั่วประเทศ จำนวน 44,100 ราย ในการสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล ว่าเกษตรกรมีความพร้อมที่จะเป็นแกนนำภาคการเกษตรในชุมชนได้ โดยพัฒนาในรูปแบบเครือข่าย มีการเลือกประธาน ศพก. ระดับ จังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ ซึ่งระดับประเทศ จะมีการประชุมกัน ทุกเดือน สลับหมุนเวียนกันไปตามพื้นที่ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ (กษ.) เป็นผู้สังเกตการณ์ และสรุปผลการประชุม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการ นำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้วางลักษณะการแนวทางการพัฒนาของ ศพก. โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ศพก. เกรด A 470 ศูนย์ เกรด B 401 ศูนย์ และเกรด C 11 ศูนย์ ซึ่ง ศพก. ที่อยู่ในระดับ A ก็จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ศพก. และรองรับบริการด้านเกษตรให้ครอบคลุมกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ ศพก. ระดับ B  401 ศูนย์ จะต้องพัฒนาศพก. เพื่อยกระดับเป็น A และเน้นการพัฒนาคนและหลักสูตรการเรียนรู้และ ศพก. ระดับ C 11 ศูนย์ จะต้องพัฒนาศพก. โดยเน้น 4 องค์ประกอบ(เกษตรกรต้นแบบ, ฐานเรียนรู้, แปลงเรียนรู้, หลักสูตร) รวมทั้งพัฒนาเพื่อให้มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการด้านการเกษตรของชุมชน นอกจากนี้แต่ละ ศพก. มีจุดเด่นที่คล้ายคลึงกัน คือ การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตรและการดำเนินชีวิต มีการอบรมที่เน้นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในสมาชิกเกษตรกรที่มาอบรมร่วมกัน การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทางประชารัฐการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การลดต้นทุนลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การยึดหลักผลิตผสมผสานทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรร้อยละ 71 นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ ได้แก่ ร้อยละ 84 เรื่องการลดต้นทุน ร้อยละ 4 ทำกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 4  การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 3 การเพิ่มรายได้ด้วยกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ ร้อยละ 2 การทำบัญชี ร้อยละ 1 การใช้เทคนิคต่างๆ ในการปลูกพืช เช่น การใช้ระบบน้ำหยด เป็นต้น

นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนา ศพก. ทำให้ ศพก. อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 ประเภทรางวัลพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีโดยได้เข้ารับรางวัลเมื่อ 11 กันยายนที่ผ่านมาด้วย

กยท.จับมือทรูร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295526

กยท.จับมือทรูร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย

กยท

กยท.จับมือทรูร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า บันทึกความเข้าใจ (“Memorandum of Understanding: MOU”) ฉบับนี้ทำขึ้นระหว่างการยางแห่งประเทศไทย, บริษัท แพลท เนรา จำกัด และ บริษัท เรียล มูฟ จำกัด เพื่อร่วมจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทย (Thailand Rubber Information Center: TRIC) โดยมีจุดมุ่งหมายให้ TRIC เป็นศูนย์กลางในการเก็บรวบรวม กระจาย และวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับยางพาราที่ทันต่อเหตุการณ์เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางตามวิสัยทัศน์ มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนตามนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐

“ศูนย์ข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยที่จัดตั้งนี้ กยท.จะดำเนินเนินการสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ การรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูล การกระจายข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทย ลงในระบบฐานข้อมูลสารสนเทศและระบบสื่อสารสำหรับเชื่อมโยงระหว่างการยางแห่งประเทศไทย, ผู้ประกอบการเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางรวมทั้งบุคลากรทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับยางพารา อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง เที่ยงตรง และรวดเร็ว”ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

            นายพิรุณ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้อำนวยการด้านลูกค้าธุรกิจภาครัฐและภาคการศึกษา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรู มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย ในการจัดตั้งโครงการศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพารา เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยกลุ่มทรู จะสนับสนุนแพลตฟอร์มและช่องทางการเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายที่ดีที่สุด และครอบคลุมที่สุดของทรูมูฟ เอช มั่นใจว่า ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทยทั่วประเทศ จะสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นTRIC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารยางพาราไทยได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะช่วยยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางเข้าสู่ยุคดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

             นายวิสันติ อาชาเดโชพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แพลท เนรา จำกัด กล่าวว่า บริษัท Patnera เป็นผู้พัฒนา Application เพื่อรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่าง ๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือครั้งนี้ บริษัท แพลท เนรา จำกัด จะดำเนินการสนับสนุนในการพัฒนาและบำรุงรักษาแอปพลิเคชั่นทางฝั่งเซอร์ฟเวอร์และบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการกระจายข้อมูลให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางไทย ซึ่งจะได้รับข้อมูลข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ แม่นยำและเชื่อถือได้ รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุน และร่วมกันให้ข้อมูลข่าวสารยางพาราเพื่อประโยชน์ทางด้านการจำหน่าย ข้อมูลการตลาด ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดเผย โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้ประกอบการเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรชาวสวนยางต่อไป

เกษตรฯเผยจัดการน้ำช่วงฤดูฝน ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295525

เกษตรฯเผยจัดการน้ำช่วงฤดูฝน ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

เกษตร

เกษตรฯเผยบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝน ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้

 

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 53,131 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 12,813 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 29,312 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 (ปี 2559  มีน้ำใช้การได้ 16,617 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีก 22,083 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 29 ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 15,708 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 3,772 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 9,012 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 50 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 5,240 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 9,163 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 แห่ง ทั้งประเทศมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯรวม 1,934 ล้าน ลบ.ม. (6 – 12 ก.ย. 60) ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ 1) เขื่อนภูมิพล 229 ล้าน ลบ.ม. 2) เขื่อนสิริกิติ์ 330 ล้าน ลบ.ม. 3) เขื่อนแควน้อยฯ 131 ล้าน ลบ.ม. และ 4) เขื่อนป่าสักฯ 160 ล้าน ลบ.ม. รวมเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 850 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักรวม 31.12 ล้าน ลบ.ม.

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงวันที่ 14 – 18 ก.ย. ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับพายุไต้ฝุ่นตาลิมบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก และพายุดีเปรสชั่นบริเวณด้านตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ พายุไต้ฝุ่นตาลิมมีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย และพายุดีเปรสชั่น มีทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

สำหรับความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ำเพื่อสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงฤดูฝนของพื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ (โครงการบางระกำโมเดล 60) พื้นที่ 265,000 ไร่ เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งบางระกำ ให้ความร่วมมือปรับเปลี่ยนเวลาการเพาะปลูกข้าวนาปีเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้ เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำนวน 230,000 ไร่ (87%) คงเหลืออีกประมาณ 35,000 ไร่ โดยส่วนที่เหลือคาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายใน 31 สิงหาคม 2560 ปัจจุบันรับน้ำจากแม่ยมสายหลัก และแม่น้ำยมสายเก่า เข้ามาในระบบคลองสายหลักและคลองสาขา รวมไปถึงในทุ่งที่เก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 70,000 ไร่ รับน้ำเข้าในระดับความลึกเฉลี่ย 1.00 – 1.50 เมตร มีปริมาณน้ำประมาณ 150 ล้าน ลบ.ม. จากเป้าหมายสูงสุด 400 ล้าน ลบ.ม. โดยแบ่งพื้นที่ลุ่มต่ำสุดในเขตโครงการ ดังนี้ 1. ทุ่งแม่ระหัน ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก และพื้นที่รอยต่อ ต.บ้านใหม่สุขเกษม ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ  พื้นที่ประมาณ 30,000  ไร่ (ปัจจุบันเริ่มรับน้ำเข้าแล้ว) และ 2.ทุ่งบางระกำ ต.ตะแบกงาม ต.ชุมแสงสงคราม ต.บางระกำ และ ต.ท่านางงาม จ.พิษณุโลก พื้นที่ประมาณ 40,000  ไร่ อีกทั้ง กรมชลประทานบูรณาการร่วมกับกรมประมงและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ ปล่อยน้ำเข้านา ปล่อยปลาเข้าทุ่ง ประมาณต้นเดือนกันยายน 2560 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้กรมชลประทานได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดยอดปริมาณน้ำหลากที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง เข้าไปเก็บไว้ในทุ่งแก้มลิง 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จำนวน 1.15 ล้านไร่ (พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา) โดยได้ดำเนินการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้น ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนจะถึงฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน – ตุลาคม ปัจจุบันพบว่าภายในวันที่ 15 กันยายน 2560 นี้จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในทุกพื้นที่ก่อนจะปรับพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีทั้งหมด 12 ทุ่ง ให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำหลากโดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ได้กำหนดให้วันที่ 25 กันยายน 2560 เป็นวันเริ่มต้นตัดยอดน้ำผ่านระบบชลประทานเข้าทุ่งต่างๆ จำนวน 10 ทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาประกอบด้วยทุ่งเชียงรากทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสักทุ่งท่าวุ้งทุ่งบางกุ่มทุ่งบางกุ้งทุ่งป่าโมกทุ่งผักไห่ทุ่งเจ้าเจ็ดทุ่งพระยาบรรลือทุ่งโพธิ์พระยาและสำรองพื้นที่ไว้อีก 2 ทุ่งคือทุ่งบางบาลและทุ่งรังสิตใต้สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 1,500 ล้าน ลบ.ม.

กรมชลฯบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำฟื้นฟูป่าสานต่อพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295523

กรมชลฯบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำฟื้นฟูป่าสานต่อพระราชดำริ

ตาก

กรมชลฯบูรณาการสร้างฝายต้นน้ำฟื้นฟูป่าสานต่อพระราชดำริอีก 7 แห่งในจังหวัดตาก

                 ​ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการ เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  มาใช้แก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุด ล่าสุดได้นำแนวพระราชดำริในเรื่องฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือ ฝายต้นน้ำ (CHECK DAM) มาขยายผลดำเนินการในพื้นที่ต้นน้ำ  ในเขตจังหวัดตาก โดยบูรณาการทำงานร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 (ตาก) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  สมาคมผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน4ล้อยี่สิบสองนอ และประชาชนในพื้นที่  ในการสร้างฝายต้นน้ำในรูปแบบฝายประชารัฐจำนวน 5 แห่ง  ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์  สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ  ลดการพังทลายของดิน  และลดความรุนแรงของกระแสน้ำในลำห้วย

​สำหรับฝายต้นน้ำที่จะสร้างนั้น จะเป็นฝายผสมผสานแบบตาข่าย (Gabion) ทั้ง 5 แห่ง เป็นการสร้างฝายต้นน้ำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง มีความคงทนถาวร และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งการสร้างฝายผสมผสานแบบตาข่ายดังกล่าว จะใช้ตาข่ายเหล็กตะแกรงจากกล่องเกเบี้ยนวางลงบนพื้นห้วย กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตลาดความกว้างของลำห้วย จากนั้นนำก้อนหินที่หาได้ในพื้นที่มากองในตะแกรงจนสูงตามที่ต้องการ และนำไม้หลักมาตอกลงพื้นเพื่อยึดตะแกรงให้อยู่กับที่และนำหินก้อนใหญ่มาวางดักช่วยอีกเพื่อความแข็งแรง ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับพื้นทีต้นน้ำที่มีความลาดชันปานกลาง อย่างเช่นในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก

​นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้สนับสนุนการสร้างฝายต้นน้ำที่บ้านโสมง  ตำบลบ้านนา  อำเภอสามเงา จังหวัดตาก อีก 2 แห่ง ในรูปแบบฝายประชารัฐเช่นกัน  โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกรมชลประทาน หน่วยงานปกครองท้องถิ่น สมาคมยี่สิบสองนอ และประชาชนในพื้นที่ ก่อสร้างฝายผสมผสานแบบไม้เททับด้วยคอนกรีต  ซึ่งฝายทั้ง 2 แห่งนี้ นอกจากจะช่วยรักษาระบบนิเวศน์สร้างความชุ่มชื่นให้กับป่าไม้แล้ว  ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งอีกด้วย

​นายชาตรี สิงเหลือ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านโสมง กล่าวว่า บ้านห้วยโสมงมีประชากร 447 คน 156 ครัวเรือน ใช้น้ำจากประปาภูเขา และบ่อน้ำตื่นริมห้วยในการดำรงชีวิต แต่พอเข้าสู่ฤดูแล้งลำห้วยต่างๆจะแห้งขอดประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี  ในฤดูฝนแม้จะมีฝนตกมาก แต่น้ำจะไหลลงเขื่อนภูมิพลทั้งหมดไม่สามารถบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์ได้ เนื่องจากไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำ ดังนั้นการสร้างฝายต้นน้ำทั้ง 2 แห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้ในฤดูแล้งอย่างแน่นอน

​”กรมชลประทานแม้จะมีภารกิจในการจัดหาพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนแล้ว ยังให้ความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนและความสมดุลทางธรรมชาติระหว่างคน น้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆได้มีการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards ต่อเนื่องมา 3 ปีจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม”  รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ต่อยอดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295364

ต่อยอดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

เกษตรกรรุ่นใหม่

ต่อยอดเกษตรกรรุ่นใหม่สู่มืออาชีพ

 

          นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักเรียน นักศึกษา และเยาวชน    รุ่นใหม่ ให้ความสนใจในอาชีพการเกษตรลดลง ต่างหันเหเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตประเทศไทยที่อาจจะขาดแคลนเกษตรกรที่มีศักยภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมและกระตุ้นให้ นักเรียน นักศึกษา และ เยาวชนรุ่นใหม่ ตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนายุวเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาเยาวชนเกษตรระดับอุดมศึกษาระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร  สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาคี  ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมาคมยุวเกษตกรสากลแห่งประเทศไทย  ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนายุวเกษตรกร  เพื่อต่อยอดเยาวชนเกษตรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ในอนาคต ในวันที่ 11 – 13 กันยายน 2560 ณ โรงแรมบัดดี้โอเรียนทอลริเวอร์ไซด์  อำเภอ       ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี  โดยมีเป้าหมายร่วมกันผลักดันและมีความพร้อมที่จะดำเนินการสร้างยุวเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรในอนาคตของประเทศไทย โดยมุ่งปลุกจิตสำนึกให้ยุวเกษตรกรมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม ขณะเดียวกันยังมุ่งสร้างแรงจูงใจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ และขยายโอกาสให้เยาวชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุวเกษตรกร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนเกษตรอย่างต่อเนื่อง และมุ่งพัฒนายุวเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่แบบมืออาชีพ

              อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า  สถาบันอุดมศึกษาและภาคีเครือข่ายเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งการเรียน การสอน การวิจัย รวมทั้งมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาเยาวชนเกษตรระดับอุดมศึกษาในครั้งนี้จะสามารถร่วมกันพัฒนาเด็กและเยาวชนทางการเกษตรเพื่อให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาเยาวชนเกษตรในอนาคต

เกษตรฯ แถลงเคลียร์ปม 3 วัตถุอันตรายจำกัดพื้นที่ใช้”ไกลโฟเซต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295273

เกษตรฯ แถลงเคลียร์ปม 3 วัตถุอันตรายจำกัดพื้นที่ใช้”ไกลโฟเซต”

ไกรโกรเสต, ไกลโฟเซต

เกษตรฯ แถลงเคลียร์ปม 3 วัตถุอันตรายจำกัดพื้นที่ใช้”ไกลโฟเซต”

          วันที่ 12 ก.ย.เวลา 11.00 น.ที่กรมวิชาการเกษตร นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดแถลงข่าวความคืบหน้าการพิจารณาลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม

            ทั้งนี้ตามที่มีข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 เสนอให้พิจารณาลด ละ เลิกใช้ วัตถุอันตราย paraquat dichloride , chlorpyrifos และ glyphosate-isopropylammonium เนื่องจากมีข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้ ห้ามใช้วัตถุอันตราย paraquat dichloride และ chlorpyrifos ภายในต้นเดือนธันวาคม 2562 โดยจะมีการจำกัดการใช้ glyphosate-isopropylammonium อย่างเข้มงวด ซึ่งภายหลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงการณ์แล้ว กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการ ดังนี้

          เริ่มจากการจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูล โดยมีนักวิชาการด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมประชุม เมื่อวันอังคารที่ 25 เมษายน 2560 จากนั้นได้แจ้งหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จานวน 9 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานแจ้งข้อคิดเห็นและส่งข้อมูลเพิ่มเติม จำนวน 6 หน่วยงาน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อกังวลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการดังกล่าว

            จากนั้นคณะทำงานดาเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตร เพื่อศึกษาข้อมูลพิษวิทยา ประเมินความเป็นอันตราย และผลกระทบจากการใช้วัตถุอันตราย โดยได้ประชุมไปแล้ว 8 ครั้ง

          คณะทำงานพิจารณาสารทดแทนวัตถุอันตราย paraquat dichloride, chlorpyrifos และ glyphosate-isopropylammonium ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัย 5 สถาบันร่วมเป็นคณะทางานฯ เพื่อกาหนดหลักเกณฑ์การหาสารที่จะนามาใช้เป็นสารทางเลือก กรณีที่มีความจาเป็นต้องควบคุมสารทั้ง 3 ชนิด โดยได้ประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง

            จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด จำนวน 4 ครั้ง และจัดทาแบบสอบถามเพื่อสารวจความเห็น โดยประชาสัมพันธ์ผ่านเวปไซด์ของกรมวิชาการเกษตร ตู้ ปณ. 1031 และทางจดหมายอิเลคทรอนิค ardpesti@doa.in.th

              อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ผลจากการดาเนินการทั้งหมดดังกล่าว ได้ข้อสรุปว่ากรมวิชาการเกษตร จะดาเนินการต่อข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ดังนี้ สำหรับ glyphosate จะจากัดการใช้อย่างเข้มงวดตามข้อเสนอ โดยให้ผู้ประกอบการรายงานการนาเข้า การผลิต การส่งออก การจาหน่าย พื้นที่การใช้ และปริมาณคงเหลือ  ระบุพื้นที่ห้ามใช้ในฉลากวัตถุอันตราย ควบคุมการโฆษณา

             ส่วน paraquat dichloride และ chlorpyrifos กรมวิชาการเกษตรได้รวบรวมข้อมูลด้านพิษวิทยาของสาร ด้านประสิทธิภาพในการใช้ ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการห้ามใช้ในต่างประเทศ ด้านการห้ามใช้ตามข้อตกลงของอนุสัญญา ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย ที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข

             แต่เนื่องจากกรมฯ ยังไม่มีความเชี่ยวชาญที่จะพิจารณานาข้อมูลด้านสุขภาพอนามัย มาวินิจฉัยได้อย่างชัดแจ้งว่าสารดังกล่าวมีอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่ จึงเห็นสมควรที่จะขอคาปรึกษาในเรื่องดังกล่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข ตามอานาจหน้าที่ในมาตรา 7 (4) แห่งพ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

              “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสาคัญในการลดการใช้สารเคมี และมีนโยบายที่จะผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานปลอดภัยจากสารตกค้างทั้งในผลผลิตและสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะสนับสนุนการลด ละ เลิก การใช้ เมื่อมีความจาเป็น โดยคานึงถึงความเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นสาคัญ อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯ จะศึกษาและเร่งรัดหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้สารดังกล่าวต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวย้ำ