สส.“ปลื้มคว้ารางวัลการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295255

 สส.“ปลื้มคว้ารางวัลการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมดีเด่น

นายสากล ฐินะกุล

 สส.“ปลื้มคว้ารางวัลการบริหารงานแบบมีส่วนร่วมดีเด่น

                 นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม(สส.)เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (...) ได้จัดให้มีการมอบ “รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม” ประจำปี 2560 เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 11 กันยายน 2560ณ โรงแรมเดอะเบอร์เคลี่ย์ ประตูน้ำ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในห้าหน่วยงานที่ได้รับรางวัลในระดับดีเด่น จากโครงการการเสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุย และพื้นที่โดยรอบ

              “สืบเนื่องจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนาในทุกระดับอย่างสมดุลมีเสถียรภาพยั่งยืน มีความโปร่งใส ทันสมัย และได้มีนโยบายการขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไก “ประชารัฐ” สานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ให้ทุกภาคส่วนของประเทศร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนประเทศ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีบทบาทหน้าที่ในการสร้างจิตสำนึกและ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมได้ทำการตรวจประเมินการดำเนินงานในด้านการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และได้มีการประกาศผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 โดยมีมติให้ 24 หน่วยงาน ได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในห้าหน่วยงานที่ได้รับรางวัลในระดับดีเด่น” นายสากล กล่าว

                    นายสากล ฐินะกุล กล่าวต่อว่า รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะได้สะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ในการทำงานภายใต้วิสัยทัศน์องค์กร คือ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีธรรมาภิบาล ด้วยองค์ความรู้และกระบวนการมีส่วนร่วม เนื่องจากหนึ่งในภารกิจสำคัญของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างจิตสำนึกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติรวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

             “การได้รับรางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2560 ในระดับดีเด่น ของ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จาก ก... ครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างดีถึงจุดยืนขององค์กร ที่ต้องการสร้างความร่วมมือและเปิดทางให้ประชาชนทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่อให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นายสากล กล่าว

ประมงเสนอยกเลิกเรือ5ประเภทไม่เข้าเกณฑ์ไอยูยู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295252

ประมงเสนอยกเลิกเรือ5ประเภทไม่เข้าเกณฑ์ไอยูยู

กรมประมง

ประมงเสนอยกเลิกเรือ5ประเภทไม่เข้าเกณฑ์ไอยูยู

            นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ.2560 ลงวันที่ 13 มิ.ย 2560 เพื่อกำหนดให้เรือที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยเรือไทย เป็นเรือกลเดินทะเลใกล้ฝั่ง เรือกลเดินทะเลเฉพาะเขต เรือกลเดินทะเลชายแดน และเรือกลเดินทะเลระหว่างประเทศ ประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟต่ำกว่า 60 องศาเซสซียส และประเภทการใช้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 60 องศาเซสเซียส ขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอส แต่ไม่เกิน 1,000 ตันกรอส เป็นเรือสนับสนุนการประมง ที่ต้องติดตตั้งระบบติดตามเรือ หรือ วีเอ็มเอส และแจ้งการเข้าออกท่าเทียบเรือประมง(PIPO)

                ข้อเท็จจริงปรากฎว่า มีเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าวในบางประเภท หรือการบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันในบางกิจกรรม ไม่ได้บรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทที่ใช้กับเรือประมง หรือควบคุมการขนถ่ายน้ำมันที่สามารถตรวจสอบและควบคุมการขนถ่ายน้ำมันโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่เสี่ยงในการให้บริการน้ำมันแก่เรือประมง

                ดังนั้นกรมประมงจึงเสนอให้กระทรวงเกษตรฯปรับปรุงประกาศดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 10 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ชาติ 22/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ลงวันที่ 4 เม.ย.2560 ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการทำประมง ไม่ให้ใช้บังคับแก่เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน 5 ประเภท ประกอบด้วย

              1.เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา 2.เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์ของเสียจากเรือ 3.เรือบรรทุกน้ำมันปาล์ม 4.เรือบรรทุกยางมะตอย และ5.เรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีการทำสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำมันในไทย ให้เป็นผู้จัดส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันระหว่างคลังน้ำมันในประเทศไทยกับต่างประเทศ หรือขนส่งเรือผลิตภัณฑ์น้ำมันระหว่างคลังน้ำมันในไทยกับต่างประเทศ ทั้งนี้เรือทุกเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเตา ของเสียจากเรือ น้ำมันปาล์ม และยางมะตอย จะต้องระบุในอนุญาตให้ใช้เรือโดยชัดเจนว่าเป็นเรือเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันตามประเภทดังกล่าว

              ส่วนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่มีการทำสัญญาโดยตรงกับบริษัทน้ำมันในไทย ให้ได้รับการยกเว้นเฉพาะในช่วงเวลาที่มีสัญญาระหว่างโรงกลั่นน้ำมันกับเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันดังกล่าวมีผลใช้บังคับ และผู้ประกอบการดังกล่าวจัดส่งสัญญาให้กรมประมงทราบแล้วเท่านั้น ทั้งหมดนี้ให้มีผลใช้บังคับภายใน 30 วันหลังจากลงนามในประกาศแล้ว

ดีเดย์ 25 ก.ย.เริ่มผันน้ำเข้าทุกทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295228

ดีเดย์ 25 ก.ย.เริ่มผันน้ำเข้าทุกทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

ลุ่มเจ้าพระยา

ดีเดย์ 25 ก.ย.เริ่มผันน้ำเข้าทุกทุ่งในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

 

วันที่ 11 กันยายน 2560 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 29/2560 พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงาน กปร. การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อม VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทานทั้ง 17 แห่ง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน และการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ชั้น 3 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สถานการณ์ฝนในช่วงตั้งแต่วันที่ 13-18 กันยายน 2560 จะยังคงมีปริมาณฝนตกอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคกลาง เนื่องจากยังคงมีร่องมรสุมพาดผ่านในแถบนี้ แต่หลังจากนั้นในช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ปริมาณฝนที่ตกในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางจะเริ่มลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลมาจากร่องความกดอากาศที่เคลื่อนตัวลงต่ำและเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนของพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ที่กำหนดให้มีปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ จำนวน 12 ทุ่งให้เร็วขึ้นกว่าปกตินั้น  จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกพบว่าในวันที่ 15 กันยายน 2560 นี้จะสามารถเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และหลังจากนั้นจะปรับพื้นที่นาข้าวลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก

“ที่ประชุมในวันนี้กำหนดให้วันที่ 25 กันยายน 2560 จะเป็นวันที่เริ่มต้นตัดยอดน้ำผ่านระบบชลประทานเข้าทุ่งต่าง ๆ จำนวน 10 ทุ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา และสำรองพื้นที่ไว้อีก 2 ทุ่ง คือทุ่งบางบาล และทุ่งรังสิตใต้ สามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุด 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร”

สำหรับปัจจัยในการกำหนดช่วงเวลาในการตัดยอดน้ำเข้าทุ่งนั้น กรมชลประทานพิจารณาจากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลมารวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ และปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาด้วย โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน จนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ซึ่งจะสามารถตัดยอดน้ำรวมกันได้ประมาณ 740 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยแนวทางการกระจายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ฝั่งซ้าย) จะเริ่มรับน้ำที่คลองชัยนาท-ป่าสัก รับน้ำเต็มศักยภาพของคลองประมาณ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและตัดเข้าทุ่งเชียงรากและทุ่งท่าวุ้ง จำนวน 15 วัน หลังจากนั้น 15 วันถัดไปจะกระจายน้ำไปในพื้นที่ทุ่งฝั่งซ้ายของคลองชัยนาท-ป่าสัก

ส่วนที่คลองชัยนาท-อยุธยา  13 วันแรกจะรับน้ำที่ทุ่งบางกุ้งและทุ่งบางกุ่ม(บางส่วน) และหลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 14-30 จะรับน้ำเข้าทุ่งบางกุ่มจนเต็มพื้นที่ สำหรับในพื้นที่ลุ่มต่ำ (ฝั่งขวา) จะเริ่มที่แม่น้ำน้อยในพื้นที่ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ระยะเวลารับน้ำ 30 วัน สามารถรับปริมาณน้ำได้ 230 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำที่เหลือจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านแม่น้ำท่าจีน สามารถตัดน้ำเข้าทุ่งโพธิ์พระยา มีระยะเวลารับน้ำ 30 วัน รองรับปริมาณน้ำได้ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนั้นยังจะรับน้ำคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง เพื่อระบายออกสู่แม่น้ำท่าจีนตอนล่างและไหลลงสู่ทะเลเป็นระยะเวลา 30 วันด้วย

รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กล่าวย้ำว่า การผันน้ำเข้าทุ่งดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและการคมนาคมสัญจรไป-มาของประชาชนในพื้นที่ และหลังจาก 30 วันที่มีการผันน้ำเข้าทุ่งแล้วจะต้องเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งให้เหลือในปริมาณที่พอเหมาะสำหรับใช้การในช่วงแล้ง และเพื่อไม่ให้พื้นที่ดังกล่าวเกิดน้ำเน่าเสีย

จัดนิทรรศการ“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295184

จัดนิทรรศการ“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

จัดนิทรรศการ“ดวงใจราษฎร์ ปราชญ์แห่งป่าและดิน”

               ตามที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติหมุนเวียน ณ พระลานพระราชวังดุสิต ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการจัดนิทรรศการดังกล่าวแล้ว 2 ชุด ซึ่งชุดแรกในชื่อชุด “ดวงใจราษฎร์ปราชญ์แห่งน้ำ”

            ต่อมาชุดที่ 2 ในชื่อชุด“2 กษัตริย์นักพัฒนา” หัวข้อ สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อน้อมรำลึกและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้น

           ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในชื่อชุด “ดวงใจราษฎร์ปราชญ์แห่งป่าและดิน” โดยการจัดนิทรรศการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของทั้งสองพระองค์ ด้านการพัฒนาพื้นที่ป่า และด้านการปรับปรุงคุณภาพดิน เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ เข้าใจ จนสามารถน้อมนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งยังประโยชน์แก่ราษฎรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงน้อมนำพระราชกรณียกิจไปดำเนินตามรอยพระยุคลบาทของล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ เพื่อเป็นการ สืบสาน รักษา และขยายผลต่อยอดต่อไป

                สำหรับบริเวณการจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้ประกอบด้วย พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้านป่าและดิน พระองค์ทรงเป็นปราชญ์ด้านป่าและดิน ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องของการปลูกป่า อาทิ การปลูกป่าในใจคน การฟื้นฟูสภาพป่าด้วยวัฏจักรธรรมชาติ การปลูกป่าทดแทน การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ป่าพรุ และป่าชายเลน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมแล้วจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่วนเรื่องดินนั้น พระองค์ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องของการศึกษาการป้องกันดินถล่ม การแกล้งดินเพื่อให้ดินมีคุณภาพสามารถทำการเกษตรได้ อีกทั้งการนำประโยชน์ของการปลูกหญ้าแฝกมาช่วยยึดดินไม่ให้พังทลายได้อีกด้วย

             นอกจากนี้ ในบริเวณนิทรรศการยังจัดแสดงพื้นที่ “พระราชาแห่งการอนุรักษ์” แสดงให้เห็นถึง พระอัจฉริยภาพในด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูสภาพป่า ทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน รวมทั้งการแยกชั้นประเภทของดินอีกด้วย โดยเริ่มจัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 8-30 กันยายน 2560 เวลา 10.00 น.- 20.00  น. ณ บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต 

กรมปศุสัตว์คว้ารางวัลเลิศรัฐ 3 รางวัลจากก.พ.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295123

กรมปศุสัตว์คว้ารางวัลเลิศรัฐ 3 รางวัลจากก.พ.ร.

อภัย สุทธิสังข์

กรมปศุสัตว์คว้ารางวัลเลิศรัฐ 3 รางวัลจากก.พ.ร.

 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ  ในวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2560 เวลา 13.00 น.  ณ ห้องเมย์แฟร์ แกรนด์ บอลรูม ชั้น 11  โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย  ประตูน้ำ  กรุงเทพฯ  โดยกรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลเลิศรัฐ จำนวน 3 รางวัล ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาผลการตรวจประเมินรางวัลการบริการภาครัฐแห่งชาติ ประจำปี 2560 และมีมติให้ประกาศรายชื่อผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวน  54  ผลงาน จาก 33 หน่วยงาน

นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า  รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติเป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร. มอบให้แก่ส่วนราชการที่มีความมุ่งมั่น  ตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน  และสามารถให้บริการประชาชนอย่างเป็นเลิศ  ซึ่งในปีนี้มีผลงานที่กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัล  คือ  รางวัลการพัฒนาการบริการ  ระดับดีเด่น   ผลงาน  “ นมคุณภาพสูงล้านนา (Lanna High Quality Milk) ” ของสำนักงานปศุสัตว์เขต 5  และ “ เนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค (ปศุสัตว์ ok) ”  ของสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์  รวมทั้ง รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  เป็นรางวัลที่สำนักงาน ก.พ.ร.มอบให้ส่วนราชการที่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการปฏิบัติงาน  โดยมีผลการดำเนินการที่มีการส่งเสริมการพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม  ระดับดี ผลงาน “ โครงการพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายคลัสเตอร์แพะสวนผึ้ง ” ของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี

อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ทำให้กรมปศุสัตว์ได้รับรางวัลทุกปีเพราะกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนางาน  เพื่อให้เกิดความสุข แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  บุคลากรทุกคน  สังคมและประเทศชาติ  รวมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์ คือ สินค้าปศุสัตว์มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย  เพียงพอ และสามารถแข่งขันได้ ด้วยกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม  มีการวางแผนและพัฒนาปรับปรุงกระบวนงานและสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการจัดการความรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นวัตกรรม ระหว่างบุคลากรภายในหน่วยงาน และหน่วยงานภายนอก  มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  มีการสื่อสารสร้างความเข้าใจ เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อม  นโยบายหรือโครงการที่จะดำเนินงานในอนาคต จะมีการขยายผลการปรับปรุงกระบวนงานต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร และขยายไปยังหน่วยงานในต่างจังหวัด เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายได้

“ชุติมา” ปลื้มเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์เห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295117

“ชุติมา” ปลื้มเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์เห็นผล

ข้าวอินทรีย์, ชุติมา

“ชุติมา” ปลื้มเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์เห็นผล

                  วันที่ 11 กย.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่ได้ลงพื้นที่เพื่อซักซ้อมความเข้าใจกับผู้ประกอบการค้าข้าวที่จะรับซื้อข้าวอินทรีย์จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาด นาอินทรีย์ 1 ล้านไร่ ณ อำเภอด่านขุนทด และอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โดยการพูดคุยได้ข้อสรุป ดังนี้ ผู้ประกอบการยินดีรับซื้อข้าวอินทรีย์ที่เข้าร่วมโครงการ โดยก่อนที่จะมีโครงการนี้ ทางผู้ประกอบการต้องหาซื้อข้าวจากจังหวัดข้างเคียง

ดังนั้นจึงมองว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างมากที่ช่วยให้เกิดการจับคู่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอย่างแท้จริง โดยในการรับซื้อนั้น ทางผู้ประกอบการยินดีที่จะรับซื้อทั้งข้าวเปลือกและข้าวสาร ในกรณีข้าวเปลือก กลุ่มเกษตรกรสามารถหารือกับโรงสีได้ว่าจะส่งเป็นข้าวสดหรือข้าวแห้ง โดยโรงสีพร้อมที่จะเปิดจุดรับซื้อในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับแปลงนาเกษตรกร แต่หากเกษตรกรต้องการแปรรูปก่อนเพื่อขายเป็นข้าวสาร ผู้ประกอบการก็ยินดีให้คำแนะนำในการยกระดับคุณภาพโรงสีชุมชนของกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน เพื่อพร้อมที่จะสีข้าวอินทรีย์ต่อไป
สำหรับราคา ทางผู้ประกอบการยินดีจ่ายเพิ่มให้ในราคาตันละ 500 บาท สำหรับข้าวในระยะ 2 ปีแรกที่อยู่ในระยะเตรียมความพร้อมและปรับเปลี่ยนเป็นข้าวอินทรีย์ และในปีที่สาม จะจ่ายเพิ่ม 2,000 บาท สำหรับข้าวที่ได้รับการรับรอง Organic Thailand
“เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ได้วางแผนว่า จะแบ่งผลผลิตเผื่อไว้บริโภค ทำพันธุ์ และขายให้กับผู้ประกอบการค้าข้าว โดยกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมหารือยินดีที่สามารถขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้นและมีผู้รับซื้อแน่นอน ส่วนผู้ประกอบการก็รู้สึกพอใจที่รัฐมีโครงการเชื่อมโยงผลผลิตข้าวคุณภาพผ่านการรับรองของรัฐเข้าสู่โรงสี โดยไม่ต้องออกแรงไปหาเอง

นอกจากนี้ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรยังได้ซักถามคำถามเกี่ยวกับการผลิตข้าวอินทรีย์ในหลายประเด็น อาทิ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การแก้ไขปัญหาดินเค็ม เป็นต้น จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ประสานงานร่วมกันในการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่กลุ่มเกษตรกรต่อไป” นางสาวชุติมา กล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำนาอินทรีย์ยังได้เชิญชวนให้เกษตรกรกลุ่มอื่นๆหันมาปลูกข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นโดยได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำนาอินทรีย์ซึ่งถ่ายทอดมาจากประสบการณ์จริงในการทำอินทรีย์ เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากมูลวัวหรือมูลไก่ที่เลี้ยงเองแบบอินทรีย์ ทำให้มั่นใจได้ว่า ปุ๋ยที่ได้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างแท้จริงและยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย

ถึงแม้ปริมาณผลผลิตที่ได้อาจจะลดลงในระยะแรกหลังปรับเปลี่ยนมาทำอินทรีย์ แต่ปริมาณจะค่อยๆเพิ่มขึ้น โรคและแมลงก็ไม่มาก เนื่องจากหลังทำนาอินทรีย์ ระบบนิเวศน์จะฟื้นคืนกลับมา ธรรมชาติจะเกื้อกูลและดูแลกันเอง ต้นข้าวจะแข็งแรง นอกจากนี้ ถึงปริมาณข้าวจะลดลง แต่จะได้ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ข้าวจะนุ่มและมีความหอมมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จึงสามารถขายได้ในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป
นางสาวชุติมายังได้ให้กำลังใจเกษตรกรให้มุ่งมั่นในการทำนาอินทรีย์ต่อไป เพื่อยกระดับการผลิตข้าวของประเทศไทยสู่ข้าวคุณภาพอย่างยั่งยืน

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรลุ่มแม่น้ำโขง หนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295045

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรลุ่มแม่น้ำโขง หนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย

แม่น้่ำโขง

ประชุมรัฐมนตรีเกษตรลุ่มแม่น้ำโขง หนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่  8 กันยายน ที่ผ่านมาได้เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเกษตรประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ GMS ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ยืนยันให้การสนับสนุนตามเจตนารมณ์อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของโลก  โดยได้เห็นชอบต่อยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงปี 2018-2022 และแผนปฏิบัติการเสียมราฐที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของไทย ทั้งในระยะสั้นหรือ 5 ปี และในระยะยาวหรือ 20 ปี ตั้งแต่การจัดสรรที่ดินทำกินและการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากรทางการเกษตรอย่างทั่วถึง การสนับสนุนการทำการเกษตรที่ปลอดภัย ทั้งสินค้าเกษตรแบบ GAP และแบบอินทรีย์ ที่ปลอดภัยกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนทั้งในเชิงพาณิชย์ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน เพื่อลดต้นทุน และร่วมกันผลิตและเชื่อมโยงสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งในเชิงการสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่ง ไว้ทำการเกษตรเพื่อยังชีพแบบพอเพียงด้วย

ทั้งนี้ การให้การรับรองยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างเป็นทางการ และสมาชิกแต่ละประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการให้สำเร็จตามเป้าหมายในครั้งนี้นั้น จะมีการรายงานความคืบหน้านี้ต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำ GMS ครั้งที่ 6 ในเดือนมีนาคม 2561 และนำเสนอโครงการภายใต้ภาคเกษตรโดยรวมเพื่อผนวกไว้ในแผนปฏิบัติการฮานอย (Hanoi Action Plan) ปี 2561 – 2565  เนื่องจากยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนและมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกลไกประชารัฐ อันประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทย และประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงจะยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรสู่การผลิตยุค 4.0 ซึ่งก็คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเกษตร ทั้งเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม  และเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดเกษตรกรรมอัจฉริยะ และเกษตรกรรมแม่นยำสูง โดยคงไว้ซึ่งความสมดุลและยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า “เกษตรกรรมสีเขียว” และตอบสนองความต้องการของตลาด ในสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูง ที่มีความพิถีพิถันตั้งแต่การผลิตจนกระทั่งถึงปลายทางที่ผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า “เกษตรกรรมประณีต” รวมไปถึงการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม

นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอแนวทางเพื่อร่วมกันผลักดันยุทธศาสตร์ส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอนุภูมิภาค โดยประเทศสมาชิกควรแสวงหาศักยภาพของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญและส่งเสริมการลงทุนด้านการเกษตร เทคโนโลยีทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในภาคการเกษตรของภูมิภาคด้วย

เกษตรฯเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวGA ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/295043

เกษตรฯเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวGA ครบวงจร

ข้าวอินทรีย์

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวGA ครบวงจร

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร ณ จังหวัดนครราชราชสีมา ว่า ปัจจุบันความต้องการของประชากรของโลกและของไทยหันมาให้ความสนใจในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่มีความปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ที่ผู้บริโภคพร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการบริโภคข้าวที่จะตอบสนองต่อการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งเป้าหมายอยู่ในประเทศที่มีเศรษฐกิจดี ประชาชนมีความต้องการซื้อสูง เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับจะสูงกว่าราคาข้าวเปลือกทั่วไป จึงเป็นโอกาสและช่องทางอันดีของเกษตรกรไทยที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าวที่มีการปฏิบัติตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อการแข่งขัน

              กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งผลักดันการเชื่อมโยงตลาด โดยจับคู่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวอินทรีย์และข้าว GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ และจัดให้มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายผลผลิตข้าวจากโครงการฯ โดยจัดประชุมหารือกับผู้ประกอบการและกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการของจังหวัดนครราชสีมา (เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงตลาดรองรับผลผลิตข้าวอินทรีย์ของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์) โดยนำกลุ่มเกษตรกรมาพบปะกับผู้ประกอบการที่แจ้งว่ามีความต้องการซื้อข้าวในโครงการ โดยจะให้ราคาที่สูงขึ้นตามคุณภาพ และจะเพิ่มให้ตันละ 300 – 500 บาท แล้วแต่ชนิดข้าว

                นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการค้าข้าวที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการ สามารถขอให้รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี โดยมีระยะเวลาได้รับการชดเชยดอกเบี้ย คือ 1) ผู้ประกอบการค้าข้าวอินทรีย์ ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 3 ปี และ 2) ผู้ประกอบการค้าข้าว GAP ได้รับการชดเชยดอกเบี้ย ในระยะเวลา 1 ปี

                 “โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร จะสามารถแก้ปัญหาราคาข้าวได้อย่างยั่งยืน สามารถวางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้การเกษตรของไทยได้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการเชื่อมโยงตลาดอีกด้วย” นางสาวชุติมา กล่าว

เกษตรฯโชว์นวัตกรรม เกษตรในงาน SIMA ASEAN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294886

เกษตรฯโชว์นวัตกรรม เกษตรในงาน SIMA ASEAN

ซิม่า

เกษตรฯร่วมจัดนิทรรศการโชว์นวัตกรรม และเทคโนโลยีพัฒนาภาคการเกษตรไทยสู่ 4.0 ในงาน SIMA ASEAN

                นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายและเปิดการสัมมนา “นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปีตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 จึงได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด จัดงาน SIMA ASEAN THAILAND 2017 ระหว่างวันที่ 7 – 9 กันยายน 2560 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมอบหมายกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมชลประทาน และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมจัดแสดงผลงานเทคโนโลยี/นวัตกรรมทางการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทางการเกษตรได้รับทราบแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรไทย และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดความเข้มแข็งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในภาคเกษตรให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดสัมมนาวิชาการและนิทรรศการด้านการเกษตรที่น่าสนใจ อาทิ โดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ สำหรับพ่นสารชีวภัณฑ์เป็นเทคโนโลยีใหม่เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ที่กรมวิชาการเกษตรผลิตขึ้นและได้รับรางวัลชนะเลิศจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่องอัจฉริยะ (Smart box) ซึ่งบรรจุองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร เผยแพร่ผ่านศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมงานวิจัยทางการเกษตรของกรมวิชาการเกษตรที่ตอบสนองต่อการขับเคลื่อนการผลิตภาคการเกษตรเข้าสู่ Thailand 4.0 เป็นต้น ทั้งนี้ ภายในงานได้มีผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยหมักเติมอากาศ แจกให้ผู้เข้าร่วมชมงานด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ยังจัดให้มีการสัมมนาในหัวข้อ “นวัตกรรมเกษตรไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0 โดยมีบุคลากรกรมวิชาการเกษตร    หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรที่สนใจ จำนวน 400 คน เข้าร่วมสัมมนา เพื่อรับทราบผลงานเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการเกษตรที่สามารถนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช ตลอดจนเป็นช่องทางการต่อยอดการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร   รวมทั้งสร้างโอกาสในการขยายเครือข่ายทางธุรกิจเกษตรของไทยสู่ภูมิภาคอาเซียน
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาคการเกษตรของไทยในแนวคิดไทยแลนด์ 4.0 การเกษตรต้องใช้นวัตกรรมแบบอัจฉริยะตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในปี 2560 – 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเน้นการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนด้วยนโยบายกระดาษ A4 ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ด้านประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และการลดรายจ่ายในครัวเรือน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะพัฒนาเกษตร 4.0 อย่างครบวงจร และเชื่อมั่นว่าพัฒนาการเกษตรของชาติโดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานรากของการพัฒนาให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สามารถเกิดขึ้นได้จริง

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาเดือนก.ย. – ต.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/294795

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาเดือนก.ย. – ต.ค. นี้

กรมชล

กรมชลฯ พร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มเจ้าพระยาเดือนก.ย. – ต.ค. นี้

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้แล้วตั้งแต่ต้นฤดูฝนที่ผ่านมา โดยการปรับปฏิทินการส่งน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน คือ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ให้ทำนาปีให้เร็วขึ้น ตั้งแต่ 1 เม.ย. 60 เป็นต้นมา ซึ่งตรงกับความต้องการและได้รับผลตอบรับจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มพื้นที่ เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก และสามารถรับน้ำเข้าไปเก็บไว้ในทุ่งได้แล้วกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 400 ล้าน ลบ.ม. พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับปฏิทินการส่งน้ำเพื่อทำนาปีให้เร็วขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างบริเวณ 12 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท– ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางบาล ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ พื้นที่รวมทั้งสิ้น 1.15 ล้านไร่ โดยกรมชลประทานได้เริ่มส่งน้ำให้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากเดือนกันยายน-ตุลาคม

ปัจจุบันมีการเพาะปลูกไปแล้ว 953,706 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของพื้นที่เป้าหมาย มีการเก็บเกี่ยวไปแล้ว 687,551 ไร่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จทั้งหมดภายในกลางเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเสร็จแล้ว จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ในการตัดยอดปริมาณน้ำหลากสูงสุดบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงไปส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปุทมธานี นนทบุรี รวมไปถึงกรุงเทพมหานครด้วย โดยพื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 12 ทุ่ง สามารถรองรับปริมาณน้ำได้รวมกันประมาณ 1,500 ล้าน ลบ.ม.

                 สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเชียงราก ที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาช่องแค และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 38,000 ไร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำตอนล่างตามเป้าหมายการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้น ปัจจุบันเกษตรกรได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จหมดแล้ว สามารถใช้ทุ่งดังกล่าวเก็บกักน้ำเพื่อชะลอน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากของลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ประมาณ 80ล้าน ลบ.ม.

                 ในส่วนของทุ่งผักไห่ หนึ่งในพื้นที่เป้าหมายการปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีพื้นที่ทั้งหมด 145,278 ไร่ และมีการเพาะปลูกเต็มที่ ปัจจุบันเก็บเกี่ยวไปแล้วประมาณ 114,578 ไร่ หรือร้อยละ 79 ของพื้นที่เพาะปลูก ส่วนที่เหลือคาดว่าจะทำการเก็บเกี่ยวได้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในกลางเดือนกันยายนนี้ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว จะนำพื้นที่ทุ่งผักไห่เป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำ เพื่อตัดยอดปริมาณน้ำสูงสุดบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาได้ประมาณ 200 ล้าน ลบ.ม. ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไปส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่างได้เป็นอย่างมาก

               อนึ่ง การจะนำน้ำหรือตัดยอดปริมาณน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงต่างๆ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นั้น จะต้องมีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ ต้องมีมติเห็นชอบร่วมกันให้เอาน้ำเข้าได้ และจะต้องไม่กระทบต่อเส้นทางสัญจรหรือพื้นที่ชุมชน อย่างไรก็ตาม การนำน้ำเข้าทุ่งแก้มลิง จะต้องทำการตัดยอดปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาขึ้นไป เพื่อให้การป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด