ก.เกษตรฯสรุปไอยูยู 8 ข้ออียูยังห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289329

ก.เกษตรฯสรุปไอยูยู 8 ข้ออียูยังห่วง

ไอยูยู, กเกษตรฯสรุปไอยูยู, ข้ออียูยังห่วง, พรก

ก.เกษตรฯสรุปไอยูยู 8 ข้ออียูยังห่วง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการเข้ามาติดตามตรวจสอบเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุมหรือไอยูยู  ของเจ้าหน้าที่อียู  ระหว่างวันที่ 5-14 ก.ค.60  ได้ระบุว่า ขณะนี้ไทยแก้ปัญหาด้านประมงอย่างถูกทางแล้ว แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติม  เช่น เจ้าหน้าที่ยังขาดประสบการณ์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึกฝน การบังคับใช้กฎหมายและการใช้เครื่องมือให้ถูกต้อง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามอียูจะส่งทีมเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบเรื่องระบบตรวจสอบย้อนกลับในเดือนต.ค.นี้ อีกครั้ง เนื่องจากการตรวจสอบครั้งนี้ระยะเวลาไม่เพียงพอ  หลังจากนั้นในเดือนม.ค.ปี 61 ทางอียูจะส่งทีมงานชุดใหญ่มาติดตามการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่ต้องหารืออียูต่อไปคือ เรื่องเทคนิคการตรวจสอบย้อนกลับ และการเฝ้าระวังเรือขนถ่ายทั้งเรือไทยและเรือต่างประเทศในเส้นทางขนส่งทูน่า และการนำทูน่าขึ้นที่ท่าไทย ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น

อียูยังกังวลต่อ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ที่ระบุโทษอาญาและโทษปรับสูงต่อแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย อียูเห็นว่าเป็นเหยื่อ และควรได้รับการคุ้มครองจากฎหมายแทนการถูกลงโทษ กระทรวงแรงงานควรทบทวนพิจารณาแก้ไขพ.ร.ก.ในส่วนนี้ มิฉะนั้นอาจกระทบต่อการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทย

โดยอียูจะมาประเมินไทยอีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า ดังนั้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า อียูต้องการจะเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด หากไทยทำได้ในระดับที่อียูต้องการเห็น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะได้รับการปลดใบเหลืองในการประเมินต้นปีหน้า

สปก.ลงพื้นที่สุราษฎร์จัดสรรที่ดิน 969 ไร่ให้เกษตรกร114ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289227

สปก.ลงพื้นที่สุราษฎร์จัดสรรที่ดิน 969 ไร่ให้เกษตรกร114ราย

สปก, 969, ไร่ให้เกษตรกร114ราย

สปก.ลงพื้นที่สุราษฎร์จัดสรรที่ดิน 969 ไร่ให้เกษตรกร114ราย

วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560 นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามงานพื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.36/2559 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559) แปลงที่ดิน 44 เนื้อที่ 969 ไร่ รองรับเกษตรกร 114 ราย (จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 715 ไร่ รองรับเกษตรกร 81 ราย และ เนื้อที่ 254 ไร่ รองรับเกษตรกร 33 ราย ณ หมู่ 5 ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สำหรับพื้นที่ยึดคืนที่จัดสรรให้เกษตรกร รายละ 6 ไร่ จำแนกเป็นแปลงเกษตรกรรม5 ไร่   ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ ส.ป.ก.จะส่งเสริมการปลูกพืชหลักและพืชเสริม อาทิ พืชไม้ผลในท้องถิ่น(กล้วยน้ำว้า ทุเรียน มะะพร้าว พืชยืนต้น อาทิ หมาก สะตอ เป็นต้น

กยท.เร่งสนองนโยบายรัฐเพิ่มการใช้ยางในประเทศต่อเนื่องปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289186

กยท.เร่งสนองนโยบายรัฐเพิ่มการใช้ยางในประเทศต่อเนื่องปี 61

กยท, กค- กย60, ไร่ละ 16000 บาทปี

กยท.เร่งสนองนโยบายรัฐบาลเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศต่อเนื่องปี 61

            ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีประเด็นการแก้ปัญหายางพาราของประเทศว่า รัฐบาลมีการประกาศนโยบายอย่างชัดเจน โดยในระยะเร่งด่วน ปีงบประมาณ 2560 (ก.ค.- ก.ย.60) มีปริมาณความต้องการนำยางไปใช้งานในหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งสิ้นประมาณ 22,000 ตัน จำนวนนี้รวมความต้องการใช้ยางจากกรมชลประทานที่ได้ดำเนินการรับมอบยางจากสต็อกของ กยท. ที่รับซื้อจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง เพื่อนำไปใช้ในโครงการแล้ว จำนวน 100 ตัน กรมปศุสัตว์ จำนวนประมาณ 1,272.60 ตัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวนประมาณ 231 ตัน กรมประมง จำนวนประมาณ 165.79 ตัน เป็นต้น

โดยปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้มีการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นนั้นจำเป็นต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ บางหน่วยงานไม่มีงบประมาณรองรับ ต้องขอสนับสนุนงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2560 ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี แต่ในระยาว กยท.จะทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะนำยางไปใช้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มีการนำยางไปใช้ในปริมาณมากขึ้น ทั้งนี้ จะทราบปริมาณความต้องการใช้ยางของหน่วยงานต่างๆ ของปีงบประมาณ 2561 ได้ประมาณต้นเดือนสิงหาคมนี้

             ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางควบคู่ที่ กยท. ส่งเสริมและผลักดันเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีชีวิตความเป็นอยู่ในช่วงที่ราคายางผันผวน คือ การส่งเสริม สนับสนุน ให้เกษตรกรปลูกยางควบคู่กับการปลูกพืชแซมยางและพืชร่วมยางมาโดยตลอด เพื่อเป็นรายได้ระหว่างรอผลผลิต และเป็นรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรนอกเหนือจากยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งชาวสวนยางที่ต้องการโค่นยางเพื่อปลูกแทน หันมาเลือกปลูกยางแบบผสมผสานตามหลักเกณฑ์ที่ กยท. กำหนด

โดยให้เกษตรกรลดจำนวนต้นยางในสวนยางลง จากเดิมที่ปลูกลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ต้องมีต้นยาง 60-70 ต้น/ไร่ ปรับเหลือไม่น้อยกว่า 40 ต้น/ไร่ โดยรับทุนปลูกแทนอัตราเดิม (ไร่ละ 16,000 บาท/ปี) เพื่อให้เกษตรกรมีพื้นที่ว่างระหว่างต้นยางไว้สำหรับปลูกพืชหรือทำกิจกรรมทางการเกษตรอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประมงหรือปศุสัตว์ เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเลือกปลูกแทนแบบผสมผสานแล้วรวม 1,776 ราย คิดเป็นพื้นที่จำนวนรวมเกือบ 18,000 ไร่ รวมถึงการดำเนินงานตามมาตรการแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราระยะยาวของรัฐบาล โดยการ “ควบคุมปริมาณการผลิต” ที่กำหนดเป้าหมายลดพื้นที่ปลูกยางจำนวน 400,000 ไร่/ปี เพื่อให้เกษตรกรปลูกแทนยางด้วยไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดอื่น จะช่วยพยุงราคายางภายในประเทศ ซึ่งในปี 2561 กยท. มีนโยบายจะลดพื้นที่ปลูกยางถาวรเพิ่มเติม โดยปรับเป้าหมายลดพื้นที่ปลูกยางถาวรจาก 100,000 ไร่ เป็น 200,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณยางพาราที่จะออกสู่ตลาด สร้างความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานโลก

               ดร.ธีธัช กล่าวย้ำว่า ในขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา กยท.ทำงานเชิงรุกตามวัตถุประสงค์ที่ พรบ.กยท.พ.ศ.2558 ได้กำหนดไว้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งให้เกิดการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางให้มากขึ้น โดยการส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกยางรวมตัวเป็นกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจ ยกระดับจากเกษตรกรรายย่อยมาเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ เพ่อสร้างความมั่นคงในอาชีพการทำสวนยางที่ไม่มุ่งเน้นเพียงแค่การผลิตวัตถุดิบส่งขาย

ขณะเดียวกันลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โดยการแปรรูปใช้ในประเทศให้มากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนจาก กยท. ซึ่งมีความพร้อมที่จะให้การส่งเสริม สนับสนุนทั้งในส่วนของความรู้และทุน หากเป็นเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย สามารถยกระดับตนเองโดยเป็นผู้ประกอบกิจการยาง ประเภทบุคคลธรรมดาได้ หรืออาจจะรวมรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการยางประเภทหนึ่งโดย กยท. มีเงินทุนสนับสนุนในรูปแบบของเงินกู้ตาม พ.ร.บ.กยท. พ.ศ.2558 ในมาตรา 49 (3) และหากเกษตรกรชาวสวนยางที่มีการรวมกลุ่ม สามารถจดทะเบียนเพื่อเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในรูปของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางหรือสหกรณ์ เพื่อนำผลผลิตมาแปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดย กยท.มีทั้งเงินทุนอุดหนุนประมาณปีละ 500 ล้านบาท พร้อมทั้งทุนสนับสนุนในรูปแบบของเงินกู้อีกประมาณ 2,500 กว่าล้านบาท เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ผู้ปลูกยางพารามีรายได้ มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตาม กยท.มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนายกระดับเกษตรกรผู้ปลูกยางมาแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง กยท.มีหลักสูตรและนักวิชาการที่ลงไปถ่ายทอดองค์ความรู้ในพื้นที่ โดยใช้เงินกองทุนพัฒนายางพารา ไม่ว่าการให้ความรู้ในเรื่องของการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง หรือด้านอุตสาหกรรมยาง เช่น หลักสูตรการผลิตหมอนยางพารา ที่นอนยางพารา หรืออื่นๆ เพื่อสร้างกลุ่มผู้ประกอบกิจการยางให้มีการนำยางพาราไปใช้ เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ยางมากขึ้น ตลอดจนการหาช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือและผลักดันให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางสามารถดำเนินธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเอง สังคมชาวสวนยาง และประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการหาตลาดรองรับศักยภาพของเกษตรกรชาวสวนยางที่พัฒนาตนเองมาเป็นผู้ประกอบการ โดยการส่งเสริมให้มีช่องทางการจำหน่ายในประเทศ กยท.จึงผลักดันรณรงค์ให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่เป็นการผลักดันไปยังภาคเอกชนหรือประชาชนให้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางด้วย โดยการร่วมกันใช้ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากยางพารา ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์มากมายที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมกว่า 170 ชนิด

เวียดนามทำ ‘แผนที่เพาะปลูก’ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289157

 เวียดนามทำ ‘แผนที่เพาะปลูก’ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

นายเหวียน ฮอง ซอน,  เวียดนามทำ, ซีซีเอเอฟเอส

 เวียดนามทำ ‘แผนที่เพาะปลูก’ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

นายเหวียน ฮอง ซอน อธิบดีกรมเพาะปลูก กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม กล่าวว่า การจัดทำแผนที่โครงสร้างพืชไร่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง จะช่วยกำหนดว่าพืชชนิดไหนควรเพาะปลูก ปริมาณที่ปลูกโดยอิงจากสภาพอากาศประจำปี รวมถึงการทำนายภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ และบรรดาเกษตรกรเตรียมวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม นายซอนเตือนว่า แผนดังกล่าวอาจไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ มีเพียงอนุภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ของพื้นที่ชุ่มน้ำด่ง ธัป เหม่ย, สี่เหลี่ยมลอง เซวียน จ.อันซาง, คาบสมุทรก่าเมา พื้นที่ชายฝั่ง ตลอดจนพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ

นายบุ่ย ตาน เย็น นักวิทยาศาสตร์โครงการวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร (ซีซีเอเอฟเอส) อธิบายว่า ความอ่อนไหวของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง อาจได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วม และการรุกล้ำของน้ำเค็ม

นายเย็นเสริมว่า ประโยชน์จากการทำวิจัยความเสี่ยงภัยธรรมชาติ ไม่ถูกนำไปใช้ในด้านระบบเตือนภัยเบื้องต้นและแผนรับมือภัยพิบัติมากนัก และว่าต้องปรับแผนแม่บทให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากรูปแบบทางธรรมชาติที่หลากหลาย การดำเนินการผลิต และระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนุภูมิภาค

เกษตรฯ เตรียมจัดใหญ่เปิดตัวโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289046

เกษตรฯ เตรียมจัดใหญ่เปิดตัวโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ

ตามรอยเท้าพ่อ, เกษตรฯ, 9101, ตามรอยเท้าพ่อฯ, ร10, 2275250 ล้านบาท

เกษตรฯ เตรียมจัดใหญ่เปิดตัวโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ

                 พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ ครม.อนุมัติ การดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดระยะเวลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อให้งบประมาณลงสู่ชุมชนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม ขณะนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานร่วมกับชุมชนในทุกโครงการ จะต้องโปร่งใส มีเจ้าหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยง รวมทั้งต้องทำงานอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ ติดตาม การกำกับ ติดตาม และประเมินเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดความยั่งยืน รวมทั้งจะต้องประเมินผลของโครงการได้ ภายใน 5 ธันวาคม

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้เตรียมจัดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร      (ร.10) เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 65 พรรษา 28 กรกฎาคม2560 และถือโอกาสให้เกษตรกร“โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตร อย่างยั่งยืน” ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี และถวายพระพรพร้อมกันทั่วประเทศ

          นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  เปิดเผยว่า สำหรับความก้าวหน้าโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ข้อมูล ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2560  เวลา 18.00 น.  มีชุมชนเข้าร่วมโครงการ 9,101 ชุมชน โดยมีจำนวนโครงการที่คณะกรรมการฯ ระดับอำเภอ พิจารณาอนุมัติโครงการ และสำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติงาน และแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 24,168 โครงการ วงเงิน 19,867.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87.32 ของวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (22,752.50 ล้านบาท)โดยสัดส่วนของรายการใช้จ่ายงบประมาณ แบ่งเป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ 9,897.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49.82  และค่าจ้างแรงงาน 9,969.93 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 50.18  มีจำนวนสมาชิกกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้ดำเนินโครงการ 1.56 ล้านราย รวมจำนวนเกษตรกรที่คาดว่าได้รับประโยชน์จากโครงการฯ ทั้งประเทศ 7.78 ล้านรายโดยสามารถแยกประเภทโครงการ

ดังนี้ 1. ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 35.19 จำนวน 8,505 โครงการ งบประมาณ 10,572.39 ล้านบาท  2. ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช ร้อยละ 20.87 จำนวน 5,043 โครงการ งบประมาณ 3,157.92 ล้านบาท3. ด้านการปศุสัตว์ ร้อยละ 14.37 จำนวน 3,474 โครงการ งบประมาณ 2,044.07 ล้านบาท  4. ด้านการผลิตอาหารการแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ร้อยละ 12.00 จำนวน 2,900 โครงการ งบประมาณ 1,221.43 ล้านบาท5. ด้านการประมง ร้อยละ 10.74 จำนวน 2,596 โครงการ งบประมาณ 1,387.27 ล้านบาท  6. ด้านฟาร์มชุมชน ร้อยละ 3.95 จำนวน 954 โครงการ งบประมาณ 1,007.15 ล้านบาท  7. ด้านการจัดการศัตรูพืช ร้อยละ 1.83 จำนวน 442 โครงการ งบประมาณ 231.51 ล้านบาท 8. ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน ร้อยละ 0.88 จำนวน 212 โครงการ งบประมาณ 225.98 ล้านบาท  และด้านการเกษตรอื่นๆ ร้อยละ 0.17 จำนวน 42 โครงการ งบประมาณ 16.40 ล้านบาท  ซึ่งได้โอนเงินให้คณะกรรมการฯ ระดับชุมชน ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ครบถ้วนแล้ว

สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณกลุ่มสมาชิกในชุมชนเบิกจ่ายงบประมาณ ตัดยอด ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 จำนวน 1,249.75 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าวัสดุและอุปกรณ์ 1,194.46 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.07 ของงบประมาณค่าวัสดุและอุปกรณ์ทั้งหมดและค่าจ้างแรงงาน 55.29 ล้านบาท  คิดเป็นร้อยละ 0.55 ของงบประมาณค่าจ้างแรงงาน

“เงื่อนไขของโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนโดยการจ้างแรงงานเกษตรกรที่มีรายได้น้อย การใช้จ่ายในชุมชน และ เมื่อโครงการสําเร็จแล้ว เกษตรกรที่คนในชุมชนสามารถเข้าใช้ หรือรับประโยชน์จากผลผลิตของ โครงการได้ สำหรับแรงงานส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีรายได้น้อย มักเกิดจากการว่างงาน ไม่มีอาชีพอื่นเสริม หากแจกเงินให้ เกษตรกรต้องเก็บออมไว้ใช้ในยามจําเป็น และ แรงงานส่วนที่ว่างงานไม่ได้มาใช้ในภาคการผลิตเช่นเดิม ดังนั้น โครงการฯ นี้จะช่วยสนับสนุนและต่อยอดอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรไม่เพียงเฉพาะรายเท่านั้นแต่เป็นการสร้างรายได้ระดับชุมชนและเกิดการหมุนเวียนในระดับเศรษฐกิจได้”  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว.

ชัยชนะเหนือความแห้งแล้งของอิสราเอล กรณีศึกษาของประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289039

ชัยชนะเหนือความแห้งแล้งของอิสราเอล กรณีศึกษาของประเทศไทย

ชัยชนะเหนือความแห้งแล้งของอิสราเอล กรณีศึกษาของประเทศไทย

           การเยือนประเทศอิสราเอลของคณะจากประเทศไทย นำโดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทานและคณะ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะว่าธรรมดาหรือพิเศษย่อมได้ทั้งสิ้น
อิสราเอลแห้งแล้งเหมือนประเทศตะวันออกกลางทั้งหลาย แหล่งน้ำต้นทุนก็อาศัยยึดเอาจากประเทศจอร์แดนที่ไม่ลงรอยกัน ซ้ำร้ายประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างล้วนเป็นศัตรูทั้งสิ้น
ความอยู่รอดของอิสราเอลดำรงตนอยู่ได้จนถึงวันนี้ จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกทั้งสิ้น คณะจากเมืองไทยดูงานที่ประเทศนี้กันมากมาย ได้กลับมาบ้าง ไม่ได้บ้าง  คงเนื่องเพราะเรายังอุดมสมบูรณ์เรื่องน้ำมากกว่าอิสราเอลเป็นไหนๆ แรงจูงใจต่อเรื่องการขาดแคลนน้ำยังอยู่ในระดับต่ำอยู่
ภายใต้ข้อจำกัดแทบทุกด้าน อิสราเอลไม่ยอมปล่อยให้ปัจจัยภายนอกครอบงำหรือควบคุมตัวเอง ตรงข้าม กลับใช้มันสมองปราดเปรื่องแก้ไขและเอาชนะความยากลำบากเหล่านั้นจนได้ ทั้งด้านเทคโนโลยี และการบริหารจัดการน้ำ
เหนืออื่นใด ยังมีพ่วงประเด็นจิตสำนึกสูงส่งของความรักชาติ การนำพาชาติพ้นจากภัยกับดักต่างๆ ไปสู่ความมั่นคงสถาพร ดูเหมือนเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดเหตุปัจจัยอะไรต่อมิอะไรได้หมด
ถ้าผู้นำกระทรวงเกษตรฯ ของไทยไม่สนใจดูงานเรื่องน้ำของอิสราเอล อาจดูแปลกแยกพิสดารยิ่ง เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมโดยพื้นฐาน ประชากรไม่น้อยกว่า 30 ล้านคนอยู่ในภาคการผลิตนี้
อิสราเอลไม่ได้อยู่รอดอย่างเดียว หากยังมีนวัตกรรม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการน้ำที่ลือลั่นไปทั่วโลก ทุกวันนี้ส่งออกความรู้ด้านแหล่งน้ำ และการชลประทาน สร้างรายได้ให้ประเทศอีกด้วย
ส่วนหนึ่งของการดูงานครั้งนี้ มีการเยี่ยมชมองค์กรเกษตรกรส่วนภูมิภาคโมชาเว ฮาเนเกฟ ซึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ทะเลทรายทางตอนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกผลไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบชลประทานแบบน้ำหยดบนผิวดิน (Surface Drip Irrigation System) และเยี่ยมชมสวนผลไม้ที่ใช้น้ำ Recycled  Water จากโรงงานบำบัดน้ำเสียจากแคว้นดาน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน หนึ่งในทีมของกระทรวงเกษตรฯ เล่าว่า องค์กรเกษตรกรส่วนภูมิภาค โมชาเว ฮาเนเกฟ มีสมาชิกครัวเรือนเพาะปลูกราว 2,700 ไร่ จากครอบครัวที่มีพื้นที่เพาะปลูกเฉลี่ยราวๆ 50 ไร่ รวมตัวทำการเกษตรลักษณะเดียวกับเกษตรแปลงใหญ่ที่กระทรวงเกษตรฯ ไทยกำลังขับเคลื่อนอยู่
โมชาเว ฮาเนเกฟ เป็นสหกรณ์รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า โมชาฟ ซึ่งในประเทศอิสราเอลมีด้วยกัน 450 แห่ง สมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินรวมตัวกัน เพื่อดำเนินการด้านปัจจัยการผลิตและการตลาด ผลผลิต 90% สหกรณ์จะบริหารจัดการตั้งแต่การเก็บเกี่ยว แปรรูป และจำหน่าย
“สหกรณ์จะเป็นผู้ลงทุนระบบน้ำและระบบต่าง ๆ รวมทั้งอ่างเก็บน้ำในท้องถิ่น ซึ่งใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่มีผลดีคือทำให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเท่ากับเป็นการลงทุนเองผ่านสหกรณ์” ดร.สมเกียรติกล่าวถึงศักยภาพของสหกรณ์แห่งนี้
การบริหารสหกรณ์มีการสร้างแรงจูงใจ เช่น สมาชิกทำดีก็มีโอกาสได้รับที่ดินส่วนกลางทำการเกษตรเพิ่มเติม เป็นส่วนผลักดันให้เกษตรกรแข่งกันทำการเกษตรที่มีคุณภาพ
ในแปลงเกษตรของโมชาเว ฮาเนเกฟ ยังมีแรงงานจากประเทศไทยมาร่วมทำงานด้วย และได้รับคำชมจากชาวอิสราเอลว่า มีความขยัน เชี่ยวชาญด้านการเกษตร อิสราเอลต้องการแรงงานไทยเพิ่มอีก 15,000 คน ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากอิสราเอลประสบปัญหาแรงงานภาคการเกษตรเช่นเดียวกับประเทศอื่น แรงงานเกษตรมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี คนหนุ่มสาวก็ไม่กลับมาทำเกษตร ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายส่งเสริมเพิ่มแรงงานอายุน้อย 2 โครงการ โดยให้เรียนการเกษตรและฝึกงานการเกษตรปีละ 1 ฤดูกาลผลิต และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อทำการเกษตร
ในอิสราเอลมีน้ำต้นทุน 3 ส่วน ได้แก่ น้ำธรรมชาติ น้ำทะเลจากการแยกเกลือ และน้ำจากระบบบำบัดน้ำเสีย จะถูกบริหารในภาพรวม โดยรัฐบาลจัดลำดับความสำคัญจากน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อเกษตรกรรม และน้ำเพื่ออุตสาหกรรมตามลำดับ
ทั้งนี้ น้ำธรรมชาติรวมถึงน้ำจืดจากน้ำทะเล ทั้งจากผิวดินและใต้ดินจะใช้สำหรับอุปโภคบริโภค น้ำจากระบบบำบัดน้ำเสียจะใช้เพื่อการเกษตร โดยก่อนใช้ต้องตรวจสภาพดินและน้ำเพื่อความเหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด ทั้งยังต้องตรวจความปลอดภัยจากกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย จากนั้นส่งผ่านระบบท่อเพื่อลดอัตราการระเหยไปยังพื้นที่การเกษตร ต่อจากนั้นเกษตรกรจะเดินท่อระบบน้ำหยดปล่อยน้ำโดยตรงไปยังรากพืชวันละ 1 ครั้ง บางครั้งใส่ปุ๋ยปล่อยลงไปกับน้ำด้วย
ปีหนึ่งๆ น้ำเสียจากบ้านพักอาศัย จะถูกรวบรวมไปยังแหล่งบำบัดเพื่อให้ได้มาตรฐานราว 100 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับเขื่อนขนาดใหญ่ที่เล็กที่สุดเขื่อนหนึ่งทีเดียว
“เท่าที่สอบถามจากเกษตรกรทราบว่า ต้องจ่ายค่าน้ำในอัตรา 12 บาท/ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ราคาน้ำอุปโภคบริโภคสูงถึง 30 บาท/ลูกบาศก์เมตร ในการปลูกต้นอ่อนจะใช้น้ำประมาณ 480 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี พอพืชโตขึ้นจะใช้น้ำเป็น 1,920 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี หรือ 4 เท่าของน้ำที่ใช้กับต้นอ่อน ถ้าไม่มีระบบท่อต้องใช้น้ำมากกว่านี้หลายเท่า เพราะมีอัตราการระเหยสูง” ดร.สมเกียรติกล่าว
เท่ากับเป็นการบริหารจัดการน้ำที่คุ้มค่ามากที่สุด น้ำถูกใช้ 2 รอบ ลดการระเหยให้มากที่สุด ส่งตรงทางท่อไปถึงระบบรากพืช
“เป็นการใช้เทคโนโลยีการบริหารจัดการ และจิตสำนึกจนสามารถเอาชนะความแห้งแล้ง และมีน้ำและอาหารหล่อเลี้ยงประชากรทั้งประเทศราว 8 ล้านกว่าคน โดยลดการพึ่งพาจากภายนอก”
ถ้า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ จะลองเอาวิธีคิดและเทคโนโลยี รวมถึงงานวิจัยของอิสราเอลมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยที่มีน้ำสมบูรณ์กว่า ผ่านกลไกความร่วมมือที่ได้ลงนามกันสดๆ ร้อนๆ ก็น่าจะบังเกิดผลดีแก่ประเทศไทยอย่างมหาศาลในชั่วเวลาไม่กี่ปี มีต้นทุนต่ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้โดยไม่ต้องกังวลอย่างทุกวันนี้

ฝนหลวงฯ โปรยเมล็ดพันธุ์มะค่าโมงและประดู่ลุ่มน้ำแก่งกระจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/289028

ฝนหลวงฯ โปรยเมล็ดพันธุ์มะค่าโมงและประดู่ลุ่มน้ำแก่งกระจาน

ฝนหลวง, ฝนหลวงฯ, ตีปีก

ฝนหลวงฯ โปรยเมล็ดพันธุ์มะค่าโมงและประดู่ลุ่มน้ำแก่งกระจาน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 เวลา 11.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง     และการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศหลังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน “9 วัน สู่วันมหามงคล        65 วัน สืบสานพระราชปณิธาน” กับหน่วยงานร่วมบูรณาการ 7 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ ตามลุ่มน้ำต่างๆ และเป็นต้นทุนความชื้นในการปฏิบัติการฝนหลวง นั้น โดยเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวง 2 ภารกิจ 6 เที่ยวบิน จำนวน 8:30 ชั่วโมงบิน ลงพื้นที่การเกษตร พื้นที่    ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี จังหวัดเพชรบุรี พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในบริเวณดังกล่าว และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง จึงได้ทำการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 24,000 เมล็ด และประดู่ (ตีปีก) จำนวน 2,000 เมล็ด ทำการบินที่ความสูง 1,500 ฟุต     ตามแนวสันเขา โดยบินวนในรัศมีแคบตามพิกัด N 12 51 41.9 E 99 30 51.6 , N 12 53 15.8  E 99 31 39.2, N 12 54 32.4  E 99 32 11.8 และ N 12 54 23.7  E 99 31 0.2 บริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และบริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายตามที่        กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้กำหนดไว้
นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ยังคงมีการเตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินการไว้อยู่เสมอ โดยการปฏิบัติภารกิจนี้จะต้องทำการตรวจเช็คสภาพอากาศในแต่ละวัน หากมีความเหมาะสมและปฏิบัติการฝนหลวงให้กับพื้นที่การเกษตร และเติมน้ำในพื้นที่ลุ่มรับน้ำและเขื่อนต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จึงจะปฏิบัติภารกิจการโปรยเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่เป้าหมายต่อไป

สศก.ลุ้นราคาสินค้าเกษตรครึ่งหลังดีีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288970

สศก.ลุ้นราคาสินค้าเกษตรครึ่งหลังดีีขึ้น

สศก, สศก, ลุ้น, ราคา, สินค้า, เกษตร, ครึ่งหลัง, ขึ้น

สศก.ลุ้นราคาสินค้าเกษตรครึ่งหลังดีีขึ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า ภาคการผลิตสินค้าเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถควบคุมการผลิตได้ คือ ปศุสัตว์และประมง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาทางด้านการตลาดและราคา แต่ที่น่าห่วงคือสินค้าพืช ที่ยังต้องพึ่งสภาพอากาศที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นสัดส่วนหลักในการผลักดันภาวะเศรษฐกิจการเกษตร หรือ จีดีพี โดยสินค้าพืชส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดในครึ่งปีหลัง ได้แก่  ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรด

สำหรับ ข้าว เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยฝนตกต้องตามฤดูกาล คาดว่าเกษตกรจะปลูกข้าวนาปีได้เต็มพื้นที่ 58.68 ล้านไร่ ตามตามแผนข้าวครบวงจรปี 60/61 ที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับแผนการเพาะปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่และหลีกเลี่ยงน้ำท่วมโดยได้เร่งการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ลุ่มแถบพิษณุโลกพิจิตร กำแพงเพชร ตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือน ก.ค.- ส.ค. ก่อนน้ำเหนือไหลหลากช่วงปลายเดือน ส.ค.- ต.ค. ส่วนพื้นที่อื่นในภาคเหนือตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางพื้นที่ดอน สามารถปลูกได้ตามปกติ

แต่กระทรวงเกษตรฯจะเข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าร่วมนาแปลงใหญ่ เพื่อสามารถควบคุมปริมาณการผลิตข้าวแต่ละชนิดตามความเหมาะสมของพื้นที่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโดยภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิภาคกลางข้าวหอมปทุมธานี1 และข้าวขาว การร่วมนาแปลงใหญ่นี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง คุณภาพดีขึ้น

ส่วน ราคา ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาสถานการณ์ผลผลิตของประเทศคู่แข่งที่สำคัญคืออินเดีย ที่เกิดภาวะน้ำท่วมหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญ คาดว่าผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหาย และรัฐบาลอินเดียอาจมีมาตรการกำหนดการส่งออกเพื่อสต็อกข้าวสำรองไว้เพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร นอกจากนี้ยังมีบังกลาเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญยังมีปัญหาน้ำท่วมหนักเช่นกัน

 ในด้านการตลาดได้รับรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ฟิลิปปินส์ อิรัก และอิหร่าน สนใจจะทำบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู ซื้อข้าวกับไทยในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศที่ต้องการข้าวที่กำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ทั้งคู่ค้าเดิม คู่ค้าใหม่ คู่ค้าที่หายไป และต้องการกลับมาซื้อใหม่ดังนั้นราคาข้าวของไทยจึงมีโอกาสในการแข่งขันและราคาปรับเพิ่มขึ้น

“สิ่งที่สำคัญคือต้องควบคุมการเก็บเกี่ยว เนื่องจากมีความเป็นไปได้จะเจอฝนปลายฤดูกาล ดังนั้นเกษตรกร จึงควรจัดการ ตาก หรือจัดเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพื่อลดความชื้นให้ได้ระดับ 15-18% จะทำให้ข้าวขายได้ในราคาสูงขึ้นไม่ถูกหักความชื้นมากเกินไป นอกจากนี้แผนการจำหน่ายข้าวของไทยจะแยกตามเกรดข้าว เช่น ข้าวพรีเมี่ยม ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ ทั้งหมดนี้เพื่อรวมกับต้นทุนการผลิตที่ลดลง จะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้น ”นางสาวจริยา กล่าว

 ทั้งนี้ตามแผนข้าวครบวงจร แบ่งการปลูกข้าวออกเป็น 2 ช่วง กำหนดผลผลิตรวมที่ 29 .50 ล้านตัน แยกเป็น ช่วง 1 ข้าวนาปีจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือน พ.ย. คาดว่าจะได้ผลผลิต 24.34 ล้านตันข้าวเปลือก และการปลูกช่วงที่ 2 ข้าวนาปรัง จะเริ่มปลูกช่วงเดือน ธ.ค. เป็นต้นไป กำหนดพื้นที่ ให้ปลูกเฉพาะในเขตที่เหมาะสม 8.01 ล้านไร่ คาดจะได้ผลผลิต 5.16 ล้านตันข้าวเปลือก ผลผลิตที่ได้ทั้งหมด แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 8.07 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมจังหวัด 1.39 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมปทุมธานี 1 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเจ้า 12.20 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเหนียว 6.72 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวอื่นๆเช่นข้าวสี ข้าวอินทรีย์ 1.2 แสนตันข้าวเปลือก ทั้งหมดจะผลักดันให้ได้ 10 ล้านตันข้าวสาร ที่เหลือจะใช้เพื่อบริโภคในประเทศ

 ยางพารา ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกระจายอยู่ทุกภาค รวมประมาณ 23 ล้านไร่ คาดจะมียางออกสู่ตลาด 4.3-4.4 ล้านตัน มากเป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงมา คือ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ผลผลิตที่ได้ในภาคใต้จะแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบ ส่วนที่อื่นเกษตรกรจะขายในรูปของยางก้อนถ้วย ซึ่งฤดูกาลเปิดกรีดจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือน ก.ค. เป็นต้นไป แต่ผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ของทุกปี

ในภาวะปกติราคายางพาราช่วงเปิดกรีดจะพุ่งสูงขึ้นแต่ในปีนี้ราคายางพาราในเดือน ก.ค.ปรับลดลงเหลือเฉลี่ยเพียงกิโลกรัมละ 48.67 บาท ต่ำกว่าราคาในเดือน มิ.ย. ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 53.15 บาท แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมายังอยู่ในระดับที่สูงกว่า ในขณะที่ ราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าปรับเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ สศก. ได้พิจารณาความต้องการของตลาดโลกรวมประมาณ 13 ล้านตัน สมดุลกับปริมาณที่ผลิตได้ โดยไทยมีตลาดส่งออกใหญ่คือจีน ที่เป็นผู้ใช้ยางมากที่สุดในปี 2560 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติหรือจีดีพี ของจีนจะขยายตัว 6.5% ซึ่งในไตรมาสแรกขยายตัวไปแล้วกว่า 6.5% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจในประเทศ ยังอยู่ในภาวะเติบโต สะท้อนมายังความต้องการใช้ยางที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ประกอบการในได้นำสต็อกยางออกมาใช้แล้วจำนวนมาก โอกาสที่จะเร่งซื้อเพื่อใช้และสต็อกอีกจึงมีสูง ซึ่งผู้ประกอบการทุกคนคนเล็งมายังประเทศไทยที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่

จากการส่งออกยางพาราของไทย 5 เดือนแรก  สามารถส่งออกได้ 1.36 ล้านตัน ลดลง 2.26%แต่มูลค่า 103.52 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 57.05% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าราคายางของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยตลาดมาเลเซียส่งออกได้ 1.5 แสนตัน ลดลง 6.82% มูลค่า 11.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.55% สหภาพยุโรปหรืออียู 1.2 แสนตัน ลดลง12.65% มูลค่า 9.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.42% ญี่ปุ่น 9 หมื่นตัน ลดลง 4.33% มูลค่า 7.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.87% สหรัฐ 8 หมื่นตัน ลดลง 1.66% มูลค่า 6.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.49% จีน 7.1 แสนตัน เพิ่มขึ้น 1.99% มูลค่า 52.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.79% และตลาดอื่นๆ 2.2 แสนตัน ลดลง 5.22% มูลค่า 16.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.12%

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีการปลูกยางพารา ปัจจุบันสามารถกรีดได้แล้ว และมีเป้าหมายส่งออกในตลาดจีนเป็นหลัก เพื่อนบ้านเหล่านี้มีอาณาเขตใกล้จีน ทำให้ได้เปรียบด้านการขนส่ง ส่งผลให้ราคายางพาราของไทยอาจจะแกว่งได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อน จึงต้องลดความเสี่ยงด้วยการส่งเสริมให้ชาวสวนยางทำสวนผสมผสาน โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยที่มีพื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่

ด้านสับปะรดโรงงาน เป็นสินค้าที่น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากตั้งแต่ปลายปี 2557-2559 ราคาปรับขึ้นสูงมากแตะ กก.ละ 10.29 บาท เนื่องจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่จากราคาที่สูงดังกล่าวทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่การเพาะปลูกจาก ปี 2557 ที่ 4.52 แสนไร่ ผลผลิต 1.92 ล้านตัน เป็น 4.75 แสนไร่ในปี 2560 ผลผลิต 1.95 ล้านตัน โดยราคาเฉลี่ยช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. อยู่ที่กก.ละ 5.86 บาท

ราคาที่ลดลง เนื่องจากตลาดต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์สับปะรดของไทย ทำให้โรงงานแปรรูปสับปะรดปรับลดกำลังการผลิต และปรับลดราคารับซื้อสับปะรดโรงงานจากเกษตรกรดังนั้นในฤดูการเก็บเกี่ยวพ.ย.2560- มิ.ย. 2561 กระทรวงเกษตรฯร่วมกับทางจังหวัดที่ปลูก ได้หารือกับโรงงานเพื่อทำบันทึกข้อตกลงกับโรงงานรับซื้อให้ราคาที่เหมาะสม ในขณะที่เกษตรกรต้องวางแผนขายสับปะรดในรูปบริโภคสดก่อนซึ่งจะได้ราคาดีกว่าที่เหลือจึงส่งเข้าโรงงาน

สำหรับมันสำปะหลัง เนื่องจากราคาที่ทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557- ปัจจุบันทำให้เกษตรกรไม่ขยายพื้นที่ปลูก ส่วนใหญ่จะปลูกเฉพาะพื้นที่ใกล้กับโรงงานแปรรูปรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร ในปี คาดว่าจะพื้นที่ปลูก8.64ล้านไร่ ผลผลิต 31.19 ล้านตัน ลดลง 3.16%ราคาที่เกษตรกรขาย เฉลี่ยเดือน ม.ค.-มิ.ย. อยู่ที่กก.ละ 1.48 บาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่เกษตรกรขายได้ 1.81 บาท โดยราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ควรจะอยู่ที่กก.ละ 2 บาทขึ้นไป ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวเกษตรกรควรขุดมันสำปะหลังในช่วง 8-14 เดือน ที่ให้เปอร์เซนต์แป้งสูง เท่านั้น

ด้านอ้อย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกซ้อนกันกับมันสำปะหลังแถบ ลพบุรี สระบุรี อย่างไรก็ตามเนื่องจากการปลูกอ้อยผูกไว้กับโควตาการส่งออก ดังนั้นการขยายพื้นที่จึงต้องสอดคล้องกับความต้องการของโรงงานและมีราคาที่ชัดเจน สินค้าทั้ง 2 ชนิดนี้หากมีปัญหาทางด้านราคา จะสามารถเปลี่ยนรูปจากการบริโภคเป็นเอทานอลใช้เป็นพลังงานทดแทนได้

 ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายให้ปลูกหลังการทำนา เพื่อแก้ปัญหาการปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมาย  โดยควรปลูกตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไปแต่ไม่ควรเกินกลางเดือน ม.ค. ทั้งนี้เพราะความชุ่มชื้นในดินยังมีอยู่ จะทำให้ใช้น้ำน้อยลงและเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูฝน ความชื้นที่ได้ไม่ควรเกิน 16% คาดว่าในปีนี้จะมีพื้นที่ปลูก 7.03 ล้านไร่ ผลผลิต 4.61 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ภาคเอกชนรับซื้อทั้งหมดในราคากก.ละ 8 บาททุกพื้นที่

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288965

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

 

           กรมชลประทานให้กลยุทธ์ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเดินหน้าบูรณาการหนุนนโยบายรัฐบาล ผลักดันโครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชีมูลแก้ปัญหา น้ำท่วมนานอกอ่างหน้าเขื่อนราษีไศล  ปรับเปลี่ยนนาข้าว เป็นเกษตรผสมผสานตาม ศาตร์พระราชาเกษตรทฤษฎีใหม่

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูสภาพปัญหาเขื่อนราษีไศลตามบัญชาพลเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศลและพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการดำเนินงานโครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูล  ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในการทำการเกษตรแปลงใหญ่แบบประชารัฐของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมนานอกอ่างหน้าเขื่อนราษีไศล ในเขตจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ จำนวน 14 แห่ง  โดยได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางแผนหลักในการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2560 นี้ โดยใช้กลยุทธ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส”  ด้วยการปรับสภาพการใช้ประโยชน์ของประชาชนที่มีที่ดินติดคันพนังของเขื่อนราษีไศลได้รับผลกระทบจากการถูกน้ำท่วมขัง(นานอกอ่าง)  เปลี่ยนจากการทำนาไปเป็นการทำประมงแทน พร้อมทั้งนำการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  มาใช้เพื่อสร้างเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

สำหรับเขื่อนราษีไศล ก่อสร้างโดยกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน แล้วเสร็จเมื่อปี 2536  ได้ส่งผลให้เกิดผลกระทบ จากการกักเก็บน้ำในลำน้ำมูลทางด้านหน้าของเขื่อน ที่ระดับเก็บกัก +119.00 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง(รทก.) ซึ่งมีแนวคันพนังกั้นน้ำ (Dike) ก่อสร้างบนแนวตลิ่งตามลำน้ำทั้ง 2 ฝั่ง จำนวน 8 สาย ระยะทาง 47.343 กม. ในช่วงฤดูฝนของทุกปีจะประสบปัญหาน้ำท่วมขัง   ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดคันพนังด้านบนตลิ่งจำนวนประมาณ 15 แห่ง   ในเขตจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์จนประชาชนที่ทำการเกษตรในบริเวณดังกล่าวได้รับความเดือนร้อนทุกปี ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐนำเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยสูบน้ำออกจากพื้นที่ทำการเกษตรมาโดยตลอด

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

ทั้งนี้โครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูล  เป็นการบูรณาการร่วมกันทำงานตามนโยบายของรัฐบาลและคำสั่งการของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี   เริ่มจาก กรมชลประทาน  กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมปศุสัตว์    โดยมีโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง  กรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและประสานงาน  ซึ่งในปีนี้ (2560) ถือเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการ จะนำร่องเริ่มต้นดำเนินการในพื้นที่ของกลุ่มนายทองดี อาจสาลี  ผู้ใหญ่บ้านดงแดง ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล  จังหวัดศรีสะเกษ  และพื้นที่อื่นๆอีกประมาณ 4-5 จุด  หลังจากนั้นจะขยายให้ครบทุกจุดภายในระยะเวลา 3 ปี

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าในการดำเนินโครงการแหล่งผลิตอาหารลุ่มน้ำชี-มูลนั้น  กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง จะเป็นผู้วางแผนและแบบระบบระบายน้ำรวมของพื้นที่โครงการ ตลอดจนเส้นทางลำเลียงผลผลิต   และกรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ  ทำการออกแบบรูปแปลงของเกษตรกรแต่ละราย  ตลอดจนจัดทำผังแปลงภาพรวมของโครงการ   จากนั้นกรมประมงโดยประมงจังหวัดศรีสะเกษ  และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดศรีสะเกษ  กรมปศุสัตว์โดยปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ  กรมส่งเสริมการเกษตร  โดยเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ  และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ จะนำผังแปลงทั้งโครงการและผังแปลงแต่ละราย  เกษตรกรมาวางแผนให้การ สนับสนุนส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์หรือปลูกพืชที่เหมาะสมตามรูปแบบของเกษตรผสม ผสานตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ

วางกลยุทธ์พลิกวิกฤตเป็นโอกาสแก้ปัญหาราษีไศล

ด้านนางหนูจันทร์ ธรรมวัตร เกษตรกรบ้านดงแดน ตำบลด่าน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ที่นาของครอบครัวประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปีภายหลังที่การก่อสร้างเขื่อนราษีไศลแล้วเสร็จ ประมาณปี 2533-2534 จากเดิมที่เคยทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง อุดมสมบูรณ์ กลายเป็นไม่สามารถทำนาได้อีก ปัญหาน้ำท่วมสะสมมานาน จนกระทั่งกรมชลประทานเข้ามาก่อสร้างพนังกั้นน้ำ ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทำให้สามารถทำนาได้บ้าง ที่ผ่านมาชาวบ้านก็ได้รวมตัวกันเพื่อเสนอหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา แรกๆ คิดจะดำเนินการกันเองแต่ติดปัญหาเรื่องเงินทุน พอรู้ข่าวว่ารัฐบาลกำลังจะจัดทำโครงการนี้ขึ้น เป็นโครงการที่ตรงใจมาก ชาวบ้านทุกคนรู้สึกดีใจและตอบรับเข้าร่วมโครงการทันที

“กรมชลประทานมั่นใจว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ นานอกอ่างเหนือเขื่อนราษีไศลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เกิดการปรับเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ริมคันพนังกั้นน้ำ จากการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่ปลูกเฉพาะข้าว มาเป็นการเกษตรแบบผสมผสานในโครงการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่  และที่สำคัญเป็นการดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อน  โดยยึดหลักการตามแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับพื้นที่และเกิดความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ”  ดร.สมเกียรติกล่าวในที่สุด

กรมชลเตรียมสร้างอ่างฯห้วยขะยุงแก้ปัญหาน้ำอีสานตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/288964

กรมชลเตรียมสร้างอ่างฯห้วยขะยุงแก้ปัญหาน้ำอีสานตอนล่าง

กรมชลเตรียมสร้างอ่างฯห้วยขะยุงแก้ปัญหาน้ำอีสานตอนล่าง

                ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแวดล้อม (EIA)  การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง  จังหวัดศรีสะเกษ  เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี  ช่วยบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากบริเวณลำน้ำห้วยขะยุงตอนล่าง ซึ่งจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง   ตลอดจนเพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดอื่นๆ สร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่  และเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ของราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ยังจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎร   และเป็นการสนับสนุนแนวนโยบายการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงของชาติ บริเวณเชิงเขาพนมดงเร็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อีกด้วย

สำหรับโครงการก่อสร้างอ่างฯห้วยขะยุงนั้น เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง  หัวงานที่จะสร้างเขื่อนตั้งอยู่ในเขตตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ  โดยศึกษาไว้ 3 แนวทางเลือกคือ  แนวทางที่ 1    แนวสันเขื่อนอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยขะยุง    ไปทางใต้ตามถนนบ้านสามเส้า-ช่องพระพะลัย ประมาณ 115 เมตร  สามารถเก็บกักน้ำได้ 32.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุดทั้งหมด 3,750 ไร่  แนวทางที่ 2   แนวสันเขื่อนอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยขะยุง   ไปทางใต้ตามถนนบ้านสามเส้า-ช่องพระพะลัย ประมาณ 350 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 40.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุดทั้งหมด  3,812.50 ไร่  และแนวทางที่ 3    แนวสันเขื่อนอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยขะยุง   ไปทางใต้ตามถนนบ้านสามเส้า-ช่องพระพะลัย ประมาณ 655 เมตร  แนวทางนี้สามารถเก็บกักน้ำได้ 51.56 ล้าน ลบ.ม.มีพื้นที่ผิวน้ำที่ระดับน้ำสูงสุดทั้งหมด 3,445 ไร่

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า  โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุงดังกล่าว เป็นโครงการพัฒนา แหล่งน้ำที่สืบเนื่องมากจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9   ได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2528  ที่ทรงเน้นเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเสริมความมั่นคงพื้นที่ชายแดนเขตอีสานตอนล่าง เพื่อช่วยเหลือประชาชนตามแนวชายแดนให้มีแหล่งน้ำให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมั่นคง ตลอดจนเป็นการป้องกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา    กรมชลประทานจึงได้ทำการศึกษาที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง  เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับพื้นที่ดังกล่าว      โดยพื้นที่ที่จะก่อสร้างมีบางส่วนของในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาพระวิหาร และบางส่วนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ซึ่งขณะนั้นอยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้

อย่างไรก็ตามในปี 2545 ได้มีการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรมใหม่  ได้โอนอำนาจหน้าที่รักษาการณ์ ป่าสงวนแห่งชาติจากกรมป่าไม้ไปกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดังนั้นเพื่อให้เป็นการดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติฯ ประกอบกับมีพื้นที่อยู่ในเขตป่าเพื่อการอนุรักษ์ (ป่าโซน C) มากกว่า 500 ไร่  จึงทำต้องทำการศึกษาทบทวนวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแวดล้อม (EIA) ใหม่  ซึ่งการศึกษา EIA ในครั้งนี้ได้ศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งด้านวิศวกรรม ด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข  วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของราษฎรในพื้นที่

“ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาทบทวนวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแวดล้อม (EIA) โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน กรกฎาคม 2561 และจะเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) เพื่อให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาต่อไป  หากไม่มีปัญหาอะไรคาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ในปี 2563 เมื่อเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากโครงการถึง 40,000 ไร่  ครอบคลุมพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอเบจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ” ดร.สมเกียรติกล่าวในตอนท้าย