ฝนหลวงฯ เติมน้ำเขื่อนทางภาคเหนือแนวโน้มดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283628

ฝนหลวงฯ เติมน้ำเขื่อนทางภาคเหนือแนวโน้มดีขึ้น

ฝนหลวงฯ, ฝนหลวง, เติม, น้ำ, เขื่อน, ทาง, ภาคเหนือ, แนวโน้ม, ดีขึ้น

ฝนหลวงฯ เติมน้ำเขื่อนทางภาคเหนือแนวโน้มดีขึ้น

               วันที่ 20 มิถุนายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและแนวโน้มสถานการณ์น้ำประจำสัปดาห์ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 พบว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนทางภาคเหนือบางเขื่อน ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ยังคงมีปริมาณน้ำเก็บกักน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรในภาวะที่ฝนมีปริมาณลดลง ประกอบกับมีการขอรับบริการฝนหลวงจากบริเวณพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ต้องการน้ำเพื่อการเกษตร กรมฝนหลวงฯ จึงมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ติดตามสถานการณ์น้ำและเร่งปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเติมน้ำให้กับเขื่อนและพื้นที่ดังกล่าว
โดยจากผลการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันที่ 19 มิถุนายน 2560 หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติภารกิจ จำนวน 1 ภารกิจ 7 เที่ยวบิน 9:40 ชั่วโมงบิน พื้นที่เป้าหมายบริเวณเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน พบว่า    มีฝนตกเล็กน้อยและกระจายตัวดีบริเวณพื้นที่อำเภอแม่แตง พร้าว ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำห้วยจองจาย อ่างเก็บน้ำห้วยอัสดง อ่างเก็บน้ำห้วยสายแล และอ่างเก็บน้ำห้วยใกล้รุ่ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนหน่วยปฏิบัติการ  ฝนหลวง จังหวัดตาก ปฏิบัติภารกิจ จำนวน 1 ภารกิจ 2 เที่ยวบิน 3:35 ชั่วโมงบิน พบว่า มีฝนตกเล็กน้อย บริเวณพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลตอนล่าง จังหวัดตาก โดยมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา 0.23 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล 0.30 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนภูมิพล 6.29 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 6.92 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 4.49 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเน้นเติมน้ำให้กับเขื่อนที่มีความต้องการน้ำ และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่   เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางเกษตรที่ไม่ต้องการน้ำ ทั้งจากการระบายน้ำจากเขื่อนและการปฏิบัติการฝนหลวงแต่อย่างใด

จัดยิ่งใหญ่งาน”เงาะทุเรียนของดีศรีสะเกษ 2017“ 16-25 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283600

จัดยิ่งใหญ่งาน”เงาะทุเรียนของดีศรีสะเกษ 2017“ 16-25 มิ.ย.นี้

จัดยิ่งใหญ่งาน”เงาะทุเรียนของดีศรีสะเกษ 2017“ 16-25 มิ.ย.นี้

                พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการเปิดงานเทศกาลเงาะทุเรียนศรีสะเกษ ASEAN Trade Fair 2017  ณ สวนปาล์ม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ โดยมีนายธวัช สุระบาล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  นายสุรเดช  เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  นายเมธี สุพรรณฝ่ายและนายสันติธร ยิ้มละมัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นายวิทยา วิรารัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดฯ  และนายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ  และคณะผู้แทนการค้าจากประเทศเพื่อนบ้านอาทิ กงสุลใหญ่ สปป.ลาว กงสุลใหญ่เวียดนาม และรองกงสุลใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน  ประจำจังหวัดขอนแก่นและรองผู้ว่าฯจังหวัดอุดรมีชัย, รองผู้ว่าฯจังหวัดเสียมราฐ, รองผู้ว่าฯจังหวัดเขาพระวิหาร  ประธานหอการค้า เสียมราฐ-อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ร่วมงาน
นายธวัช สุระบาล ผู้ว่าฯกล่าวรายงานว่า จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่การเกษตรที่ผลิตไม้ผลไม้ได้ทุกชนิด โดยเฉพาะเงาะและทุเรียนภูเขาไฟ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญของจังหวัดเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อการส่งออกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ ด้วยดินแดนที่อุดมสมบูรณ์  การปลูกผลิตพืชชนิดต่างๆที่มีคุณภาพดี มีรสชาติอร่อย เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค อาทิ ทุเรียน เงาะ มังคุด สะตอ ลองกองโดยเฉพาะเงาะ ทุเรียน ถือเป็นพืชความหวังใหม่สำหรับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่การผลิต ประมาณ 10,768 ไร่ พื้นที่การผลิตทุเรียน ประมาณ 5,097 ไร่  ให้ผลผลิตแล้ว 2,891 ไร่ มีมูลค่าการผลิตไม่น้อยกว่าปีละ 446.46 ล้านบาท
ผู้ว่าฯศรีสะเกษกล่าวต่อว่าเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนศรีสะเกษจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูง  เฉลี่ยพื้นที่การผลิตทุเรียน 10 – 15  ไร่  จะสามารถจำหน่ายได้ประมาณ  1.7  –  3.3  ล้านบาท  ซึ่งถือเป็นรายรับที่เกษตรกรพอใจอย่างมาก  เพราะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ  เนื่องจากคุณสมบัติเด่นของแหล่งผลิตที่ปลูกในบริเวณพื้นที่ภูเขาไฟโบราณ แถบเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นดินที่ผุพังมาจากหินบะซอลต์ ดินจึงมีลักษณะเหนียว สีแดง ระบายน้ำดีมาก มีธาตุอาหารชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อพืชในปริมาณสูง และเกษตรกรใช้น้ำใต้ดินที่มีความลึกมากกว่า 50-100 เมตร ในการให้น้ำผลไม้ จึงส่งผลให้ได้รับแร่ธาตุครบถ้วน ผลผลิตที่ได้จึงมีรสชาติดี

” ด้วยลักษณะสภาพภูมิอากาศของจังหวัดที่ไม่ชื้นจนเกินไป แสงแดดที่มีความเข้มแสงสูง และพืชได้รับแสงต่อวันที่ยาวนาน ทุเรียนจึงดูดธาตุอาหารจากดินมาช่วยสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื้อทุเรียน จึงอุดมไปด้วยธาตุอาหารและวิตามินที่มีคุณสมบัติเฉพาะ กล่าวคือ เนื้อทุเรียนแห้งและนุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด มีกลิ่นหอมเฉพาะไม่ฉุนมาก รสชาติมันค่อนข้างหวาน ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภค จึงอาจกล่าวได้ว่า “ทุเรียนศรีสะเกษ เป็นทุเรียนที่อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย”

ปัจจุบันผลผลิตทุเรียนศรีสะเกษ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ผลผลิตปีที่ผ่านมาไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ตลอดจนการประชาสัมพันธ์เชิงรุกที่ต่อเนื่องทุกปี โดยในปีนี้การจัดงาน “เทศกาลเงาะ-ทุเรียน ศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 16-25 มิถุนายน 2560  ณ บริเวณสวนปาล์มวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ มีเกษตรกรมาออกร้านจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรกว่า 90 ราย ผลผลิตกว่า 2,000 ตัน , สินค้าของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสินค้า OTOP ของจังหวัดศรีสะเกษจำนวน 150 ราย , สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ที่คัดสรรคุณภาพการจากทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด และร้านจำหน่ายสินค้าคุณภาพดี และหาซื้อได้ยาก จากประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน
กิจกรรมที่น่าสนใจในวันเปิดงาน วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน  11.00-13.00 น. กิจกรรม “Sisaket Meet & Greet F3 Fanclub” นำโดย ใต้ฝุ่น- กนกฉัตร จากละคร เดอะคิวปิด บริษัทรักอุตลุด ช่อง 3 และช่อง 33   ฝ้าย- ธนวรรณ พิธีกรรายการบ้านพระรามสี่  ยอด -บารมี พิธีกรรายการสุขสโมสร ช่อง 13 Family  และเน็ตไอดอลจาก NowFC  เลย์-ปัญญภัฒน์ มาร่วมสร้างสีสรรเล่นกิจกรรมกับแฟนคลับในงาน
นอกจากนี้ยังมีการประกวดผลผลิตทางการเกษตร , การประกวดสัตว์เศรษฐกิจ , งานเสนาด้านการเกษตร คลุมทั้งด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง ครบทั้ง 10 วัน, การจัดแสดงนิทรรศการด้านการเกษตรแบบมีชีวิตเน้นให้เห็นของจริง ทั้งพืช สัตว์ และประมง รวมทั้งเครื่องจักรกลการเกษตร และนวัตกรรมต่างๆ , การจัดแสดงสินค้าของภาคเอกชน จำหน่ายรถยนต์ เครื่องจักรกลการเกษตร และกิจกรรมภาคบันเทิงบนเวทีทุกวัน เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร จึงขอเชิญประชาชนชาวศรีสะเกษและชาวไทยทั่วประเทศมาร่วมเที่ยวชมงาน และเลือกซื้อผลไม้สดโดยเฉพาะทุเรียนดินภูเขาไฟศรีสะเกษ จากสวนของเกษตรกรโดยตรง และสินค้าของดีศรีสะเกษ อีกมากมาย

“ฉัตรชัย”วอนนำปัญหาขึ้นโต๊ะร่วมหาทางออกราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283569

“ฉัตรชัย”วอนนำปัญหาขึ้นโต๊ะร่วมหาทางออกราคายาง

ยางพารา, สยยท

“ฉัตรชัย” ลั่นหมดยุคประท้วง วอนนำปัญหาขึ้นโต๊ะร่วมหาทางออกราคายาง

             พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังอนุญาตให้นายอุทัย  สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) พร้อมผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยางจากเครือข่ายฯ 9 องค์กรประมาณ 40 คน เข้าพบเพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางและกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนอกจากการเข้ามาแสดงความขอบคุณที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอกรอบแนวทาง 4  มาตรการแก้ไขปัญหายางที่คณะรัฐมนตรีได้มติอนุมัติแล้ว ยังได้ยื่นข้อเสนอ 11 มาตรการที่จะได้มีการหารือร่วมกันในรายละเอียดต่อไป

โดยเฉพาะเรื่องการตลาดที่กระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพารา และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้ากับผู้ซื้อ ทั้งตลาดในประเทศ และตลาดกลางยางพารา 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่จะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของชาวสวนยางซึ่งจะเป็นการซื้อขายยางแท้จริง ที่จะลดความผันผวนของราคายาง และที่สำคัญคือการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและทุกหน่วยงานภาครัฐต้องผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเตรียมงบประมาณในปี 2561 รองรับด้วย

“การหารือครั้งนี้เกษตรกรชาวสวนยางเข้าใจตรงกันอย่างดีถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ ซึ่งเกษตรกรได้ฝากขอบคุณนายกรัฐมนตรี ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกร  พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางในการหาทางออกร่วมกัน ซึ่งแบบนี้คือสิ่งที่ถูกในยุคนี้ การแก้ไขปัญหาร่วมกัน ดีกว่ารวมกลุ่มประท้วงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ภาคเกษตรปี 60 ขาขึ้น สศก. คาด โต 2.5 – 3.5 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283562

ภาคเกษตรปี 60 ขาขึ้น สศก. คาด โต 2.5 – 3.5 %

สศก, ภาคเกษตรปี 60 ขาขึ้น, สศก, คาด, โต 25, ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง

ภาคเกษตรปี 60 ขาขึ้น สศก. คาด โต 2.5 – 3.5 %

 

            สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดปี 2560 ภาคเกษตรขยายตัว 2.5 – 3.5 ทุกสาขาส่งสัญญาณทิศทางดี แจงมุมวิเคราะห์รายภาค ระบุ ภาคใต้ ขยายตัวสูงสุด ร้อยละ 3.6 – 4.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาประมงเป็นหลัก ระบุ มีปัจจัยบวกหนุนหลายประการ ทั้งสภาพอากาศ นโยบายเกษตรฯ และเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

นางสาวจริยา  สุทธิไชยา  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์และประมาณการณ์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรตลอดปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 2.5 – 3.5 เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยทุกสาขาการผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง บริการทางการเกษตร และป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว มีปัจจัยเชิงบวกหลายประการ อาทิ สภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการผลิตมากกว่าปีที่แล้วซึ่งประสบภัยแล้ง  และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้น และแนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารและแปรรูปอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก และสอดคล้องกับสต๊อกผลผลิตโลกที่ลดลง รวมถึงการดำเนินนโยบายและมาตรการด้านการเกษตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องของรัฐบาล รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2560 ที่มีทิศทางดีขึ้น

ปัจจัยเกื้อหนุนในประเทศที่สำคัญมาจากนโยบายขับเคลื่อนและปฏิรูปภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่  ศูนย์เรียนรู้ ศพก. 882 ศูนย์  Agri-Map ระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ระบบเกษตรปลอดภัยและอินทรีย์  การสร้าง Smart /Young  Smart Farmer และยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พัฒนาในระดับพื้นที่เด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรขยายตัวซึ่งคาดการณ์ว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้ทางการเกษตร 160,835 บาทต่อครัวเรือน สัดส่วนรายได้จากผลผลิตพืช ร้อยละ 70.98 ผลผลิตสัตว์ ร้อยละ 25.43 และรายได้ทางการเกษตรอื่น ร้อยละ 3.59 ซึ่งกลุ่มสินค้าเกษตรสำคัญ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ในภาพรวมของประเทศ ได้แก่ ข้าว ไม้ผลไม้ยืนต้น พืชไร่ ปศุสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรแบบรายภาค พบว่า ทุกภาคมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากการผลิตทางการเกษตรมีการปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกในช่วงปีที่ผ่านมา และสถานการณ์ราคาสินค้าที่ปรับตัวดีขึ้น โดยภาคใต้มีการขยายตัวมากที่สุด รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ

               ภาคใต้ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.6 – 4.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาประมงเป็นหลัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าว ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) และกุ้งเพาะเลี้ยง เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 222,622 บาทต่อครัวเรือน

                ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.4 – 3.4 จากการขยายตัวของสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาประมง เป็นหลัก โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา หอมแดง โคเนื้อ และไก่เนื้อ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการจับสัตว์น้ำจืดตามธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 107,007 บาทต่อครัวเรือน

               ภาคกลาง คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.2 – 3.2 จากการขยายตัวของสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ผลไม้ (ทุเรียน มังคุด                และเงาะ)  อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ไก่เนื้อ สุกร ปลาน้ำจืด และกุ้งเพาะเลี้ยง เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 264,395 บาทต่อครัวเรือน

              ภาคเหนือ คาดว่าภาคเกษตรจะขยายตัวในช่วงร้อยละ  1.6 – 2.6 จากการขยายตัวของสาขาพืชและสาขาบริการทางการเกษตรเป็นหลัก โดยสินค้าเกษตรสำคัญที่คาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปรัง ลำไย อ้อยโรงงาน ลิ้นจี่ ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดโรงงาน เกษตรกรมีรายได้เงินสดทางการเกษตร 167,854 บาทต่อครัวเรือน

รัฐทุ่มงบ6พันล้านหนุนปลูกข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283516

รัฐทุ่มงบ6พันล้านหนุนปลูกข้าวโพด

ข้าวโพด, 19 มิย, ครม

รัฐทุ่มงบ6พันล้านหนุนปลูกข้าวโพด

               นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังประชุมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มี พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานวานนี้ (19 มิ.ย.) ว่า ได้หารือกับสมาคมพ่อค้าพืชไร่ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ถึงแนวทางการปลูกข้าวโพดหลังนา หรือในพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวที่มีอยู่ 9 ล้านไร่ใน 35 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา

ในปีนี้ตั้งเป้าจะให้เปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด 3.36 ล้านไร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่สนับสนุนให้ปลูก 2.5 ล้านไร่ แต่มีการเกษตรกรร่วมโครงการและปลูกจริงเพียง 1.4 แสนไร่เท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะเกษตรกรเหล่านี้ไม่ได้รับเงินสนับสนุนเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นจะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 6,000 บาท

ดังนั้น การสนับสนุนให้ปลูกข้าวโพดหลังนาในปีนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบจ่ายค่าชดเชยให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเช่นกัน โดยอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ในเบื้องต้นประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อให้เกษตรกรเร่มปลูกได้ตั้งแต่เดือน พ.ย. นี้และสามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือน มี.ค. โดยจะจ่ายเงินอุดหนุนไร่ละ 2,000 บาทต่อไร่ รายละไม่เกิน 15 ไร่ หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ หรือในอัตรา 50% ของต้นทุนการผลิตที่ไร่ละ 4,400 บาทต่อไร่

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อโครงการที่ประชุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับข้อมูลให้ตรงกัน ประกอบด้วย ตัวเลขความต้องการ จากที่สมาคมอาหารสัตว์ระบุไว้ที่ 7.41 ล้านตันหลายฝ่ายังเห็นว่าสูงเกินจริง ตัวเลขผลผลิต ตามที่ระบุ 4.6 ล้านตัน ตัวเลขการนำเข้า 1.24 ล้านตัน ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริงที่มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย ราคาที่รับซื้อ กระทรวงพาณิชย์ประกาศไว้ที่กก.ละ 8 บาท ทุกจุดรับซื้อแต่เกษตรกรแจ้งว่า ที่ไร่นาขายได้กก.ละ 7 บาท

นอกจากนี้ ผลผลิตที่ได้ 4.6 ล้านตันต่อปีนั้นให้แยกข้าวโพดในพื้นที่ไม่ถูกกฎหมายออกด้วย เนื่องจากตามข้อตกลงที่ประชุมเอกชนจะไม่รับซื้อข้าวโพดที่ผิดกฎหมาย และต้องการข้าวโพดที่ผ่านการรับรองจีเอพี ซึ่งตรงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดข้าวโพดแปลงใหญ่ ประชารัฐ และจะใช้เป็นข้ออ้างการนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้านที่ต้องได้จีเอพีเช่นกัน

ขานรับเกษตร 4.0 ยกระดับการจัดการของเสียในไร่ยาสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283186

ขานรับเกษตร 4.0 ยกระดับการจัดการของเสียในไร่ยาสูบ

ฟิลลิป มอร์ริส ขานรับเกษตร 4.0 ยกระดับการจัดการของเสียในไร่ยาสูบ

                      ในยุคที่ประเทศต้องการก้าวเข้าสู่ “Thailand 4.0” ภาคการเกษตรไทยเองก็ต้องตื่นตัวรับกระแสที่จะสร้างโอกาสการพัฒนาให้สอดคล้องกับเกษตรระดับโลกตามยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้วางไว้ ถือเป็นการพลิกแนวคิดเกษตรโดยเน้นการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนจากการใช้ทรัพยากรเป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืนที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และรับผิดชอบต่อสังคม ประเด็นหนึ่งที่ภาคการเกษตรต้องเร่งหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น คือ การกำจัดทำลายบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรใช้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องในการทำลายบรรจุภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งสารปนเปื้อนที่เหลือตกค้างอยู่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเกษตรกรและสัตว์เลี้ยงได้

                    ชาวไร่กว่า 40,000 คน ทำไร่ยาสูบรวมกันกว่า 132,000 ไร่ มีผลผลิตใบยาสูบ 40,900 ล้านกิโลกรัม โดยประมาณ 18,200 ล้านกิโลกรัม หรือ 44% ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ การใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อควบคุมแมลงและโรคต่างๆ ที่อาจจะเกิดกับผลผลิตบางครั้งก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จึงได้ร่วมกับบริษัทรับซื้อและส่งออกใบยาสูบ บริษัท Alliance One Thailand บริษัท อดัมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ADAMS) และ บริษัท ไซแอม โทแบคโค เอกซ์ปอร์ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด (STEC) ริเริ่ม โครงการกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรในไร่ยาสูบ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 เพื่อเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วและส่งไปเผาทำลายอย่างถูกวิธี

                นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวว่าโครงการกำจัดบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรฯ เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมหลักปฏิบัติด้านการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices – GAP) ที่เราต้องการพัฒนาคุณภาพผลผลิตใบยาสูบให้ได้มาตรฐานการส่งออก ในขณะเดียวกันก็ดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานในไร่และสิ่งแวดล้อมในชุมชน ก่อนหน้าจะมีโครงการนี้ กว่า 80% ของบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรที่ใช้แล้วถูกกำจัดทำลายแบบไม่ถูกต้อง โครงการฯ ได้วางขั้นตอนการกำจัดบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วอย่างถูกวิธี โดยบริษัทรับซื้อและส่งออกใบยาสูบเป็นผู้รับจัดเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์เคมีการเกษตรทั้งหมดที่ใช้ในไร่ยาสูบและพืชอื่นๆ เพื่อนำไปส่งบริษัทรับเผากำจัดขยะอันตรายให้ทำลายอย่างถูกต้อง พร้อมทั้งฝึกอบรบและให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

จนถึงปัจจุบัน มีการเก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์เคมีเกษตรที่ใช้แล้วกว่า 947,000 ชิ้น หรือมากกว่า 10 ตัน กลับคืนจากชาวไร่ โดยบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ถูกรวบรวมนำไปกำจัดด้วยวิธีการที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและถูกสุขลักษณะ และมีชาวไร่ยาสูบกว่า 13,400 ราย หรือร้อยละ 80ของชาวไร่ยาสูบทั้งหมดเข้าร่วมโครงการ

นายเกษม เพ็งผลา ชาวไร่ยาสูบจาก ต.ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวไร่เรานิยมเอาขวดพลาสติกและแก้วให้กับร้านขายของเก่า หรือไม่ก็เผาหรือฝังลงดิน แต่พอเข้าร่วมโครงการฯ บริษัทรับซื้อใบยาสูบก็มาให้ความรู้เรื่องการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง และแนะนำให้เก็บภาชนะบรรจุสารเคมีไว้ในตู้เก็บสารเคมี รอให้เจ้าหน้าที่จากทางบริษัทฯมารับ และนำไปส่งเพื่อกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป

“นับเป็นครั้งแรกในภาคการเกษตรของประเทศที่มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราอยากเห็นชาวไร่และแรงงานยาสูบมีความปลอดภัย ในขณะเดียวกันก็ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม และเราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานที่ดีให้กับประเทศไทย เพื่อช่วยตอบโจทย์เกษตร 4.0และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย” นายพงศธร กล่าวสรุป

เตรียมสร้างระบบรายงานทางการเงินสหกรณ์แบบอิเล็กทรอนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283183

เตรียมสร้างระบบรายงานทางการเงินสหกรณ์แบบอิเล็กทรอนิกส์

นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ, เตรียม, สร้าง, ระบบ, รายงาน, ทางการเงิน, สหกรณ์, แบบ, อิเล็กทรอนิกส์

เตรียมสร้างระบบรายงานทางการเงินสหกรณ์แบบอิเล็กทรอนิกส์

                     นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์  กำหนดหลักเกณฑ์ให้สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป  นำส่งงบดุล งบกำไรขาดทุนแบบละเอียดและข้อมูลตามแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลทางการเงินมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือน ซึ่งขณะนี้ได้มี                   การจัดทำแบบรายงานทางการเงินของสหกรณ์ แบ่งเป็น 8 แบบ ได้แก่  1.แบบรายงานรายละเอียดการลงทุนในหลักทรัพย์              2.แบบรายงานลูกหนี้เงินให้กู้ยืม 3.แบบรายงานลูกหนี้เงินให้กู้ยืมรายใหญ่ 50 รายแรก 4.แบบรายงานเงินกู้ยืม                        5.แบบรายงานเจ้าหนี้เงินกู้ยืมรายใหญ่ 50 รายแรก 6.แบบรายงานผู้ฝากเงินรายใหญ่ 50 รายแรก 7.แบบรายงานฐานะ สภาพคล่องสุทธิ และ8.แบบรายงานการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง

ทั้งนี้ กรมฯได้จัดประชุมชี้แจงแนวทางการรายงานทางการเงินของสหกรณ์แก่เจ้าหน้าที่บัญชีและเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป จำนวน 134 สหกรณ์    แบ่งเป็น 2 รุ่น ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2560 และครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน 2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถจัดทำแบบรายงานทางการเงินได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในระยะแรกกำหนดให้สหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ นำส่งข้อมูลทางการเงิน ทั้งงบดุล งบกำไรขาดทุนแบบละเอียด พร้อมทั้งข้อมูลตามแบบฟอร์มการรายงานข้อมูลตามที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดทำขึ้น  เพื่อให้ทุกสหกรณ์สามารถจัดเก็บข้อมูลทางการเงินได้อย่างเป็นระบบ ส่วนในระยะยาวนั้นจะมีการสร้างระบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรองรับข้อมูลทางการเงินของทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต                 ยูเนี่ยนทุกแห่งได้

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวเพิ่มเติม  สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เป็นตัวกลางทางการเงินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบสถาบันการเงินและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแนวทางการกำกับทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อให้มีการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน การกำกับดูแลสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ  แนวทางหนึ่งในการปฏิรูประบบบริหารจัดการคือ              การพัฒนาฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศของสหกรณ์ ให้มีความทันสมัยสำหรับหน่วยงานที่กำกับ ด้วยการให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีสินทรัพย์ ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป รายงานข้อมูลทางการเงินเข้ามายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกเดือน เพื่อติดตามและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของสหกรณ์ รวมทั้งช่วยเตือนภัยแก่สหกรณ์ก่อนที่จะเกิดปัญหาทางการเงินตามมา ทั้งนี้ ข้อมูลทางการเงินดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการกำกับและตรวจสอบกิจการ เพื่อให้สามารถติดตามฐานะและผลการดำเนินงานการประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สหกรณ์ส่งเสริมชาวบ้านยึดอาชีพทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283180

สหกรณ์ส่งเสริมชาวบ้านยึดอาชีพทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

สหกรณ์ส่งเสริมชาวบ้านยึดอาชีพทำเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564                       ต่อคณะรัฐมนตรี  โดยจะใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์   ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในปี 2564 ไม่น้อยกว่า 1,333,860 ไร่ และมีจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 96,670 ราย เพิ่มสัดส่วน             ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ร้อยละ 40 และตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 60 รวมทั้งยกระดับ               กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น โดยมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีความพร้อมเป็นผู้นำต้นแบบในการดำเนินการเพื่อให้มีอาหารปลอดภัยและได้มาตรฐาน  โดยทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้

นายประยูร  อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการส่งเสริมการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด เป็นสถาบันเกษตรกรที่มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกพืชเกษตรอินทรีย์แทนการปลูกพืชแบบสารเคมี เพื่อให้ชาวบ้านมีความปลอดภัยทั้งคนปลูกและคนกิน พร้อมทั้งจัดหาตลาดชุมชนเพื่อเป็นจุดจำหน่ายผลผลิตให้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคที่หันมาสนใจเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ และพิถีพิถันกับการเลือกซื้อพืชผักผลไม้อินทรีย์ไปบริโภคจำนวนมาก และเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสซื้อหาสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น 

สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6  พฤศจิกายน พ.ศ.2546  จากการประเมินผลการยกระดับสหกรณ์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานระดับชั้น 1  สมาชิกแรกตั้ง  202  คน ทุนแรกตั้ง  1,138,774.00 บาท   ปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิก จำนวน 306 คน  สหกรณ์มีทุนดำเนินงาน 5,405,454.16 บาท

นายประยูร  อินสกุล กล่าวถึงผลของการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ต่อไปว่า สหกรณ์ได้ส่งเสริมสมาชิกปลูกพืชผักเกษตรอินทรีย์ ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านและผักสวนครัว และผลไม้ส่วนหนึ่ง รวมถึงยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีการปลูกข้าวอินทรีย์ ประเภท ข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอรี่ โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจ             6 ด้าน  เป็นธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตมากที่สุด รองลงมาเป็นธุรกิจรวบรวมผลิตผล การให้สินเชื่อ เพื่อการประกอบอาชีพแก่สมาชิก การรับฝากเงิน การจัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการทำเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายให้สมาชิก และยังดำเนินการจัดหาตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้าการเกษตรอินทรีย์ ให้แก่สมาชิกด้วย

ทั้งนี้ ช่องทางการจำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย ตลาดในโรงเรียนดาราวิทยาลัย  ตลาดในโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ตลาดนัดเจเจมาร์เก็ต  ซึ่งจำหน่ายในวันเสาร์ ตลาดในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หมู่บ้าน Land and House ใกล้กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้   และช่องทางการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ ได้แก่ ร้านค้าสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด, และยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทาง website / Face book/ Line, รวมถึงส่งไปจำหน่ายยัง               ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์และเครือข่ายร้านค้าสหกรณ์ในจังหวัดและต่างจังหวัด  และยังได้ร่วมกับสำนักงานสสส.นำผลผลิตไปจำหน่ายที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ ณ บริเวณโครงการจริงใจมาร์เก็ต และที่ตลาดต้องชม  ซึ่งร่วมกับพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ด้วย

โครงการเด่นในปี 2560  สหกรณ์ดำเนินการส่งเสริมและให้บริการสมาชิกในด้านการประกอบอาชีพเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน PGSซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการรับรองร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย  มีการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิก ดังนี้ 1. หลักสูตรการเรียนรู้เรื่องการผลิตในระบบอินทรีย์ 2. การลดต้นทุนการผลิตพืชด้วยการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนในครัวเรือนและการผลิตจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 3. การนำผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 4. พัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มสมาชิก 5. ประชาสัมพันธ์ตลาด  โดยเน้นสร้างความเข้าใจในระบบเกษตรอินทรีย์ให้กับผู้บริโภค เช่น ผู้บริโภคสัญจรไร่นา

นายประยูร  อินสกุล กล่าวถึงโครงการที่สหกรณ์ได้ดำเนินการร่วมกับกรมฯ และหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร                              และโครงการเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด เข้าร่วมโครงการ                   เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผักปลอดภัย/อินทรีย์ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาดูแลสนับสนุน รวมถึงยังมีโครงการระบบการตรวจสอบย้อนกลับกับกรมวิชาการเกษตร  โครงการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) กับกรมพัฒนาที่ดินและมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย รวมถึงยังเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการรับรองการผลิตสินค้าภายใต้โครงการเฝ้าระวังมาตรฐานสินค้าเกษตรของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และการกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรด้วย

ในช่วงที่ผ่านมานั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญและถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และการรวมกลุ่มของเกษตรกรในพื้นที่ต่าง ๆ และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต

นางผ่องพรรณ สะหลี เจ้าของสวนฮ่มสะหลี อยู่บ้านเลขที่ 112/2 หมู่ 1 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย                  จ.เชียงใหม่ หนึ่งในสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด เล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นนาข้าว จำนวน  2 ไร่ 70 ตารางวา ต่อมาได้มีการขุดบ่อ และขุดร่องทำสวน โดยเริ่มทำสวนมาตั้งแต่ปี 2556ตอนแรกปลูกผักไว้กินเอง  ต่อมาก็เริ่มก็ปลูกเยอะขึ้นๆ โดยจะเน้นปลูกผักสวนครัว เช่น ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา พริกขี้หนู จิงจูฉ่าย ผักบุ้ง ผักตามฤดูกาล หรือผักเมืองหนาว เป็นต้น นอกจากนี้  ยังปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง ลำไย กล้วย มะพร้าว หม่อน อัญชัน เสาวรส อย่างละไม่             กี่ต้น โดยยึดการทำเกษตรแบบผสมผสานและหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเป็นแบบอย่าง เริ่มจากการขุดร่อง ปลูกหญ้าแฝก และปลูกพืชผักอินทรีย์มาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งในส่วนของสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องของจัดหาตลาดให้เกษตรกรไปจำหน่ายผลผลิต ทุกวันนี้ทำให้มีพืชผักไปวางขายที่กาดแม่โจ้ และตลาดเจเจ ขายเฉพาะ                วันศุกร์-อาทิตย์ มีรายได้ 8,000 กว่าบาทต่อสัปดาห์

“รู้สึกภูมิใจที่ได้มีอาชีพเกษตรกร มีชีวิตอย่างพอเพียง และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ อีก ซึ่งในอนาคตมีโครงการจะขยายพื้นที่ปลูกพืชผักอินทรีย์เพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจาก                     ความต้องการของผู้บริโภคมีมากขึ้น จึงอยากจะเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอินทรีย์กันมากขึ้น เพราะจะช่วยให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัย และส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและยังมีรายได้ดีกว่าการปลูกพืชด้วยสารเคมีอีกด้วย  ”  นางผ่องพรรณ กล่าว

ด้านนางจันทร์ทอน เสาร์แก้ว ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์    แห่งนี้มีการรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการผลิตสินค้าเกษตร เริ่มแรกสมาชิกได้ทำการปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งในตอนนั้นเรายังไม่รู้จักคำว่า “อินทรีย์” ส่วนหน้าที่หลักๆ ของสหกรณ์ก็จะมีการส่งเสริมสมาชิกในเรื่องของการผลิต การแปรรูป การตลาด การตรวจสารพิษตกค้าง การผลิตสินค้าตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ ที่สามารถส่งออกได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยทางสหกรณ์ฯ จะเข้าไปแนะนำสมาชิกให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ทางสหกรณ์ฯ ยังได้เซ็นสัญญากับห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์มี 300 กว่าราย จะผ่านการอบรมเพิ่มความรู้ในการปลูกพืชด้วยเกษตรอินทรีย์ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงดิน การปลูกพืชผักแบบเกษตรอินทรีย์ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกร ตลอดจนการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น แยมลูกหม่อน แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

“อยากจะบอกว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในช่วงแรกๆ จะมีต้นทุนการผลิตสูงหน่อย ส่วนปีต่อๆ ไปต้นทุนก็จะลดลง ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานภายในครัวเรือน เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียว โดยจะเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้รับมาตรฐานเป็นหลัก สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม                  สวนเกษตรอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์ฯ ได้ ตลอดเวลา”  ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด กล่าว

เปิดกลยุทธ์สื่อถึงตัวเกษตรกรคลิ๊กเดียวทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283175

เปิดกลยุทธ์สื่อถึงตัวเกษตรกรคลิ๊กเดียวทั่วประเทศ

สภาเกษตรกร, เปิด, กลยุทธ์, สื่อ, ถึง, ตัว, เกษตรกร, คลิ๊ก, เดียว, ทั่วประเทศ

สภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดกลยุทธ์สื่อถึงตัวเกษตรกรคลิ๊กเดียวทั่วประเทศ

            นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า โลกปัจจุบันการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เกษตรกรยุคนี้ต้องมีแอพฯ,ไลน์ เพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสาร ทันสถานการณ์เพื่อการตัดสินใจประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติเห็นความสำคัญนี้จึงใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่สร้างเครือข่ายเกษตรกรให้สามารถสื่อสารถึงกันทั่วประเทศ

             โดยนำข้อมูลที่สำคัญทั้ง เช่น นโยบาย แผนงาน โครงการ แนวโน้มการผลิต การตลาด สื่อลงไปถึงตัวเกษตรกร พร้อมกันนั้นก็รับข้อมูลสถานการณ์การเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งข้อเสนอ,ปัญหาจากเกษตรกรได้ภายในคลิ๊กเดียว 

             ซึ่งวิธีการดำเนินการคือเมื่อปี 2557 สภาเกษตรกรฯได้จัดตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานระดับอำเภอที่ประกอบด้วยตัวแทนเกษตรกรในแต่ละตำบล กับคณะผู้ปฏิบัติระดับตำบลที่ประกอบด้วยตัวแทนเกษตรกรในแต่ละหมู่บ้าน  ปี 2558 – 2559  ได้จัดประชุมเครือข่ายคณะผู้ปฏิบัติงานระดับทั้งสองระดับเพื่อรับข้อมูลสถานการณ์ปัญหาและความต้องการทางการเกษตรในแต่ละพื้นที่ นำมาประมวลจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมจังหวัด

            ซึ่งการทำงานในรูปแบบเครือข่ายมีมาอย่างต่อเนื่องจนปี 2560 นี้ สภาเกษตรกรได้นำเทคโนโลยีกลุ่มไลน์มาใช้ในการสื่อสารของเครือข่ายสภาเกษตรกรที่จัดตั้งขึ้น จนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ข้อมูลสมบูรณ์ครบถ้วนทั้ง 77 จังหวัด สภาเกษตรกรมีเครือข่ายการสื่อสารแบบกลุ่มไลน์จำนวน 1,955 กลุ่ม โดยมีผู้แทนส่วนราชการ องค์กรเกษตรกร ตัวแทนเกษตรกรตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมารวมทั้งสิ้น 52, 928 คน

             ดังนั้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปสภาเกษตรกรแห่งชาติสามารถสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรส่งถึงตัวเกษตรกรทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ภายในคลิ๊กเดียว ขณะเดียวกันเกษตรกร ทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ก็สามารถสื่อสารถึงสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ภายในคลิ๊กเดียวเช่นกัน

            และนอกจากการสื่อสารถึงเกษตรกรแล้ว สภาเกษตรกรแห่งชาติก็พร้อมเป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐ เอกชน กับเกษตรกร หากส่วนงานใดต้องการสื่อสารกับเกษตรกรทั่วประเทศอย่างทันการณ์สามารถติดต่อประสานงานได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ

ชาวสวนยางรายย่อยเตรียมบุกกทม.20 มิ.ย.นี้ยื่นคำขาดแก้ราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/283027

ชาวสวนยางรายย่อยเตรียมบุกกทม.20 มิ.ย.นี้ยื่นคำขาดแก้ราคายาง

ยางพารา, องค์กรชาวสวนยางภาคใต้, ชาวสวน, ยาง, รายย่อย, เตรียม, บุก, กทม, มิย, นี้, ยื่นคำขาด, แก้, ราคา

ชาวสวนยางเตรียมบุกกทม.20 มิ.ย.นี้ยื่นคำขาดแก้ราคายาง

             เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย เปิดเผยว่า วันที่ 20 มิถุนายน ในนามตัวแทนสมาคมครกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย จะเดินทางขึ้น กทม. เพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หรือตัวแทนรัฐบาล เพื่อเสนอทางออกการแก้ไขปัญหาราคายาง ทั้งระยะวิกฤติเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริง โดยในวันนั้นอาจจะมีตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ทั้งในนาม 8 “องค์กรชาวสวนยางภาคใต้” :กลุ่มตัวแทนในนาม 12 เสือใต้ ที่เคยเสนอปัญหาและทางออกทางแก้มาโดยตลอด ซึ่งในหลายทางออก เป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้และตรงตามปัญหาจริง แต่จะไม่เห็นด้วยในหลายมาตรการที่เสนอโดย กยท. เพราะเท่าที่ติดตามการทำงานตามนโยบาย มักจะแก้เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน วังวนสับสนอยู่แต่ในวิธีเดิมๆ

โดยก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปหารือร่วมที่ตลาดกลางยางพารานครศรีธรรมราช เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหวังรอการช่วยเหลือจากส่วนกลางคงไม่ทันการปากท้องชีวิตความเป็นอยู่ยังบีบคั้นพวกเราตลอดเวลา โดยได้เสนอแนวทางร่วมแก้ไขที่ชัดเจน ตรงจุด และแก้ไขได้ คือ 1.เกษตรกรสามารถนำยางกลับจากตลาดได้ ถ้าหากเห็นว่าราคาการประมูลในแค่ละวันถูกเอาเปรียบจากพ่อค้า โดยไม่ให้ถือว่าผิดระเบียบ 2.จะช่วยกันผลักดันให้ตลาดกลางต้องมีทุนสำรองจ่ายให้กับเกษตรกรก่อน ทันที ในวันที่ประมูลราคา และเมื่อเกษตรกรส่งมอบยาง

“ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือชาวสวนยางนั้น มาตรการที่ออกมา คือ เหล้าไม่มีคุณภาพในขวดเดิมๆ ที่ยกเอามาวางบนโต๊ะ แต่ไม่มีใครสนใจที่จะร่วมดีใจด้วย แถมโชว์กึ๋นแสดงให้เห็นว่าไปไม่เป็น ทำไม่ได้ ไม่มีวิสัยทัศน์ แต่ออกมาเสนอเพียงแค่ลากเวลาปกปิดการขาดความสามารถก็แค่นั้นเอง วันนี้ชาวสวนยางไม่โง่รู้ข้อมูลทุกอย่าง แต่ไม่พูด” นายมนัสกล่าวอย่างมีอารมณ์