เกษตรกรชาวสวนยาง หนุนรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายใช้ยางภายในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282961

เกษตรกรชาวสวนยาง หนุนรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายช้ยางภายในประเทศ

เครือข่ายชาวสวนยาง, เกษตรกรชาวสวนยาง, เกษตรกร, ชาว, สวนยาง, หนุน, รัฐบาล, เร่ง, ผลักดัน, นโยบาย, ยาง, ภายในประเทศ

เกษตรกรชาวสวนยาง หนุนรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายช้ยางภายในประเทศ

            วันที่ 15 มิถุนายน 2560 การยางแห่งประเทศไทยจัดประชุมคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ระดับประเทศ ครั้งที่ 8/2560 เพื่อหารือแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. กล่าวว่า เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตระหนักถึงสถานการณ์ราคายางพาราที่มีความผันผวนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาราคายางพาราร่วงลงอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก สาเหตุหนึ่งเกิดจากการให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องส่งผลกระทบต่อราคายางพารา จึงอยากให้มีการตรวจสอบผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่มีมูลความจริงให้ได้รับบทลงโทษ
“ในฐานะตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมด 16 จังหวัด เพื่อให้คณะรัฐบาลเร่งรัดนโยบายส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้สามารถดำเนินการได้ทันทีทันใด และส่งผลในระยะยาว เพราะปัจจุบันมีการใช้ยางพาราในประเทศประมาณ 5 แสนกว่าตันต่อปี และทุกวันนี้ หลายๆ ผลิตภัณฑ์ หรือวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ได้รับการศึกษาและวิจัยจากสถาบันวิจัยยาง สถาบันการศึกษา ซึ่งมีนักวิจัย และผู้ประกอบการต่างๆ คิดค้น และสร้างขึ้นมา จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมใช้ยางพาราภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำมาทำถนน ที่มีการนำยางพาราผสมกับยางมะตอยเพื่อใช้สร้างถนนภายในประเทศ จะสามารถช่วยส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทางเครือข่ายสถาบันเกษตรกรขอให้ทุกฝ่ายผลักดันกระบวนการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้มีการใช้ยางมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต” นายธีระชัย กล่าว

ทส.ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282905

ทส.ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1

ทส, ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน, ศปกพป

ทส.ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1

วันที่ 16 มิถุนายน 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย พลเอก สุรศักดิ์  กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ พร้อมด้วย นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามผลการปฏิบัติงานศูนย์ปฏิบัติการร่วมพิทักษ์ป่า พื้นที่รอยต่อจังหวัดแพร่-น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

โดยศูนย์ปฏิบัติการร่วมพิทักษ์ป่า พื้นที่รอยต่อจังหวัดแพร่-น่าน ดำเนินภารกิจในการพิทักษ์ผืนป่า ดูแล ปกป้องและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ซึ่งผลการดำเนินการจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้มีค่า (ไม้ประดู่ ไม้ชิงชัน) ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2559 – ปัจจุบัน จับกุมขยายผลได้ 8 คดี โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557-2560 นั้นสามารถจับกุมได้รวม 58 คดี อีกทั้งยังได้มีการบูรณาการงานร่วมกับหลายภาคส่วน และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้คำสั่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ ที่ 1/2560 ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.)
ในโอกาสนี้ รมว.ทส. และคณะผู้บริหาร ได้ตรวจเยี่ยมกำลังพล ติดตามผลการดำเนินงานและสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และมอบเครื่องอุปโภค-บริโภคแก่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานปกป้องผืนป่า
นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน รมว.ทส. และคณะ ได้ลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ 1 เพื่อตรวจติดตามผลการดำเนินงานแปลงฟื้นฟูสภาพป่า ประชารัฐพิทักษ์ป่าน่าน พร้อมทั้งมอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ มุ่งเน้นการฟื้นฟูรักษาป่าอย่างยั่งยืนสืบไป

เชิญชวนอุดหนุนผลไม้หลากชนิด รสชาติดี ที่ตลาดคลองผดุงฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282903

เชิญชวนอุดหนุนผลไม้หลากชนิด รสชาติดี ที่ตลาดคลองผดุงฯ

คลองผดุง, รสชาติดี, ที่ตลาดคลองผดุงฯ

เชิญชวนอุดหนุนผลไม้หลากชนิด รสชาติดี ที่ตลาดคลองผดุงฯ

       วันที่ 16 มิถุนายน 2560  เวลา 16.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะประธานกรรมการดำเนินโครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม เปิดเผยว่าในเดือนมิถุนายน 2560 ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรับบาล จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัดพร้อมผู้ประกอบการที่สนับสนุนโครงการประชารัฐ โดยนำผลิตภัณฑ์ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด และบริษัทภายในเครือข่ายมาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายในราคาย่อมเยา ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ทั้งนี้ มีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2560 ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างเวลา 10.00 – 19.00 น.พร้อมเปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับเดือนมิถุนายนนี้นั้น จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 24 มิถุนายน 2560โดยเน้นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัยกับผู้บริโภค เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด และข้าวพันธุ์ต่าง ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ ตลอดจนผลไม้ตามฤดูกาล เช่น เงาะ มะม่วง มังคุด สัปปะรด ส้มโอ มะละกอ แตงโมพันธุ์เมล่อน อะโวคาโด ลางสาด กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า และทุเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุเรียนพันธุ์หลงลับแลจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งรสชาติดีและถูกปากถูกใจประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ได้นำมาจำหน่ายที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนชาวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในราคาย่อมเยา

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยอีกว่า นอกจากมีผลไม้และข้าวเกษตรอินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพหลากหลายพันธุ์แล้ว เดือนมิถุนายน 2560 นี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์จัดสวนด้วยไม้ไผ่จากจังหวัดชลบุรี เครื่องประดับมุกทั้งสร้อยคอ กำไล และแหวนที่ดีไซน์ทันสมัย ตลอดจนผ้าทอมือจากหลายจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคที่ลวดลายสวยงามและมีรสนิยมร่วมสมัย ตลอดจนอาหารจาก 4 ภูมิภาค รสชาติอร่อย เช่น เนื้อโคขุนจากอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม หมูยอแท้จากจังหวัดอุบลราชธานี กุนเชียงปลาสลิดจากจังหวัดสุพรรณบุรี ลูกชิ้นปลาทูจากจังหวัดสงขลา ปลาสลิดจากอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ขนมหวานนานาชนิดจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ขนมเปี๊ยะจากจังหวัดสุพรรณบุรี ขนมเบื้องชาโคล ไอศรีมผสมเนื้อมะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวมูนและมะม่วงน้ำดอกไม้สุก ขนมปลากริมไข่เต่า ขนมชั้น ขนมสอดใส้ ทุเรียนพันธุ์หลงหลิน จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ดีต่อสุขภาพและทุเรียนทอดกรอบจากจังหวัดระยอง รวมทั้งกระเป๋าผ้าไทยจากแนวคิดและนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ออกแบบสวยล้ำทันสมัย เช่น กระเป๋าศิรดา จากจังหวัดลำปาง เป็นต้น

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยในตอนท้ายอีกว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มุ่งหวังให้รูปแบบตลาดคลองผดุงกรุงเกษมได้ขยายผลสู่ทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งจะทำให้ตลาดคลองผดุงฯ เป็นแหล่ง ชม ชิม ช้อป ของพี่น้องประชาชนครอบคลุมทุกจังหวัด ซึ่งจะตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทย โดยส่วนใหญ่ที่นิยมชมชอบเดินตลาดอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลต่อยอดให้มีการกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง อีกทั้งเป็นการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มเกษตรกรมีรายได้เสริมมากขึ้น จากการนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายในตลาดคลองผดุงฯ

– See more at: http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/4601#sthash.3zUuEWHc.dpuf


สหกรณ์ลำพูนผนึกเครือข่ายกระจายลำไยผ่านโมเดิร์นเทรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282840

สหกรณ์ลำพูนผนึกเครือข่ายกระจายลำไยผ่านโมเดิร์นเทรด

สหกรณ์ลำพูนผนึกเครือข่ายกระจายลำไยผ่านโมเดิร์นเทรด

              จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความมั่นคง โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ ผสานพลังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยและพันธมิตรคู่ค้าภาคเอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในปี 2560 ในการกระจายลำไยคุณภาพของสหกรณ์ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านทางพันธมิตรภาคเอกชน ประกอบด้วย ห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ บริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด เครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ทั่วประเทศ

             นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้ลำไยแทงช่อดอกมีมากกว่าปกติ และผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะมากที่สุดในช่วงกลางกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม คาดว่าผลผลิตลำไยปีนี้ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 609,770 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 44.60 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในเรื่องของราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ให้ความสำคัญในเรื่องการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

             โดยเน้นรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป เครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตของสมาชิกออกจากแหล่งผลิต โดยวางแผนการผลิตและการกระจายลำไยให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งสหกรณ์จะเน้นการทำตลาดล่วงหน้าและทำการตลาดโดยใช้ความต้องการของผู้ซื้อเป็นตัวนำหรือที่เรียกว่า Demand Driven โดยการมีตลาดที่แน่นอนนี้จะทำให้สหกรณ์และเกษตรกร มีการวางแผนการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเสี่ยงของเกษตรกรในเรื่องราคาผลผลิตอีกด้วย”

             “เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน จัดพิธี ลงนามความร่วมมือ โดยได้ตกลงซื้อขายและร่วมกระจายลำไยภาคเหนือออกนอกแหล่งผลิต โดยบริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ ซื้อขายลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450 – 500 ตัน ส่วนบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อขายลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จำนวน 350 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส และแม็คโคร”

                 นายประยูรกล่าวต่อว่านอกจากนี้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังได้ให้ความร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ผ่านทาง 4 ช่องทาง ได้แก่ Call Center 1545 เวปไซค์ http://www.thailandpostmart.com แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. – 16 ส.ค. 2560 อีกทั้งบริษัทเนเชอรัล เบฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผลผลิตลำไย ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน

              โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตร ประตูป่า จำกัด จำนวน 450 ตัน และในงานนี้สหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือ ยังได้เชื่อมโยงธุรกิจซื้อขายลำไยกับสหกรณ์เครือข่ายผู้ซื้อจากภาคกลาง ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด ร่วมมือในการระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่โดยใช้ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและสามารถส่งผลผลิตที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง

เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำ นำร่องสวนมะพร้าวอินทรีย์ “เกาะพะงัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282647

เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำ นำร่องสวนมะพร้าวอินทรีย์ “เกาะพะงัน”

เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำแบบผสมผสาน นำร่องสวนมะพร้าวอินทรีย์ “เกาะพะงัน”

              ​นายสุวิทย์   ชัยเกียรติยศ  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า   ขณะนี้สถานการณ์แพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้ขยายวงกว้างขึ้นครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 167,234 ไร่ โดยพบการระบาดมากใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ 139,575 ไร่ ชลบุรี 6,794 ไร่ สุราษฎร์ธานี 5,201ไร่ สมุทรสาคร 2,899 ไร่ และฉะเชิงเทรา 2,351 ไร่    ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวอินทรีย์ได้รับความเสียหายจากการทำลายของหนอนหัวดำ จำนวน 472.5 ไร่ ซึ่งอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ 331.5 ไร่ เกษตรกร 43 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 141 ไร่ เกษตรกร 12 ราย จำเป็นต้องเร่งควบคุมและจำกัดพื้นที่ระบาดก่อนที่สวนมะพร้าวอินทรีย์ของประเทศที่มี จำนวน 2,270.5 ไร่ จะเสียหายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องพื้นที่และคงสภาพสวนมะพร้าวอินทรีย์   และต้องการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา และส่งเสริมนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กรมวิชาการเกษตรได้เร่งดำเนินการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในสวนมะพร้าวอินทรีย์ 2 พื้นที่ ได้แก่ แปลงมะพร้าวอินทรีย์ที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 331.5 ไร่ และอำเภอทับสะแก และบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์141ไร่ โดยเน้นให้เกษตรกรมีส่วนร่วมพร้อมใช้เทคโนโลยีการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวแบบผสมผสาน และจัดการควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างยั่งยืน

สำหรับ เกาะพะงันเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง   แต่ละปีได้ผลผลิตประมาณ..700,000 ลูก/ปี นอกจากนี้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันยังให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์  โดยอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี โดยได้กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 อีกทั้งในปีงบประมาณ 2560 ยังได้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตมะพร้าวอินทรีย์ของเกษตรกร ทำให้ต้นมะพร้าวถูกทำลายและได้ผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์บนเกาะพะงัน
โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าว จัดทำแปลงต้นแบบการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสาน ซึ่งมีสถานีเรียนรู้เรื่องหนอนหัวดำ สถานีเรียนรู้การตัดทางใบมะพร้าวที่มีหนอนหัวดำระบาด สถานีการผลิตแตนเบียน สถานีเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สถานีเรียนรู้การย่อยทางใบมะพร้าว และสถานีเรียนรู้สารชีวภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงมะพร้าวอินทรีย์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะเร่งขยายผลสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์ ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาด้วย
อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสานว่า เบื้องต้นได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเจ้าของแปลงมะพร้าวอินทรีย์ตัดทางใบด้านล่าง ที่พบการทำลายในมะพร้าวที่มีทางใบมากกว่า 13 ทางใบ และเผาทำลายเพื่อตัดวงจรการระบาดของหนอนหัวดำระยะไข่ ระยะตัวหนอน และระยะดักแด้ ขณะเดียวกันยังมีการปล่อยแตนเบียนโกนีโอซัส นีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) จำนวน 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงทุกเดือน รวม 7 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2560 และปล่อยแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ (Bracon hebetor) 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ทุกๆ 15 วัน รวม 14 ครั้ง ซึ่งแต่ละวิธีที่นำมาใช้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกษ.9000-2552 และไม่กระทบต่อสภาพสวนอินทรีย์ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมี

“กรมวิชาการเกษตร  ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชเร่งผลิตพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนโกนีโอซัสพันธุ์คัด จำนวน 22,000 ตัว/เดือน ส่งมอบให้ศูนย์ผลิตพันธุ์ขยาย 7 ศูนย์ ดำเนินการผลิตแตนเบียนพันธุ์ขยายเพิ่มปริมาณมากขึ้น มีเป้าหมายเดือนละ ประมาณ 90,000-110,000 ตัว และทยอยส่งมอบให้กับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 (สวพ.7) จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำไปให้เกษตรกรปล่อยในพื้นที่สวนมะพร้าวอินทรีย์ที่มีหนอนหัวดำระบาดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน รวมแตนเบียนที่ผลิตและปล่อยทั้งหมด 630,000-770,000 ตัว คาดว่า การควบคุมกำจัดหนอนหัวดำในแปลงมะพร้าวอินทรีย์โดยใช้แนวทางชีววิธี จะช่วยฟื้นฟูและกู้คืนสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่ถูกหนอนหัวดำเข้าทำลายได้ และคาดว่า จะสามารถรักษาและยังคงสภาพสวนมะพร้าวอินทรีย์เอาไว้ได้ ช่วยต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร ทำให้มีผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้รายได้สูงขึ้นด้วย” นายสุวิทย์  กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 60ที่ผ่านมาได้อนุมัติปรับแผนการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคุลมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ   โดยอนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการใน 3วิธี  คือ 1. ให้ กษ. ปรับแผนการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธี
ผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน  จากเดิมดำเนินการในพื้นที่ 78,954 ไร่จำนวน 1,973,850 ต้น เป็นดำเนินการในพื้นที่ 109,409 ไร่  จำนวน 3,877,134 ต้น 2. ให้ กษ. ถัวจ่ายงบประมาณข้ามรายการ ภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับเดิมคือ 287ล้าน  เพื่อดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ)ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนและ3.ขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ)  ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนจากเดือนเมษายน 2560 – เดือนธันวาคม 2560 เป็นเดือนเมษายน 2560 – มิถุนายน 2561
อย่างไรก็ตาม  เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนและมีฝนตกทำให้หนอนหัวดำมีการแพร่ระบาดมากขึ้นจาก 7 หมื่นกว่าไร่เพิ่มเป็น 2 แสนกว่าไร่    ดังนั้น   จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดบางส่วนเพื่อให้สอดรับการกระจายหนอนหัวดำที่มีมาก  ส่วนที่มีความกังวลในเรื่องการใช้สารเคมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรพิจารณาแล้ว พบว่าสารเคมีที่ใช้ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตรวมถึงไม่มีสารตกค้าง

ดังนั้น เกษตรกรและประชาชนที่บริโภคมะพร้าวจึงไม่ต้องกังวล   นอกจากนี้ มีการผลิตแตนเบียนแล้ว 7 แสนกว่าตัว ส่วนการฉีดพ่นสารเคมีอยู่ในระหว่างเตรียมประมูลราคา    เพื่อให้บริษัทเข้ามาดำเนินการ และนายกรัฐมนตรีเน้นว่าต้องมีความโปร่งใสและต้องไม่ให้มีข้อครหาเกิดขึ้น
สำหรับมะพร้าวเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจของประทศ. มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 1,240,874ไร่.และในจำนวนดังกล่าวกำลังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดใน 29 จังหวัดคิดเป็นพื้นที78,954ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ6 ของพื้นที่ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10,000 ล้านบาท

อ.ส.ค. ยกเครื่อง “นมเย็น” รับตลาดโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282525

อ.ส.ค. ยกเครื่อง “นมเย็น” รับตลาดโต

อสค, อสค, ยกเครื่อง, นมเย็น, รับตลาดโต, Trend, Refrigerated Milk

อ.ส.ค. ยกเครื่อง “นมเย็น” รับตลาดโต

                  ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทรนด์ (Trend) การบริโภคผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นมเย็น (Refrigerated Milk) อาทิ นมพาสเจอร์ไรซ์ 
โยเกิร์ต นมเปรี้ยวพร้อมดื่มหรือดริงค์กิ้งโยเกิร์ต และไอศกรีม เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคและตลาดมีความต้องการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นไปในทิศทางเดียวกับเทรนด์การบริโภคของต่างประเทศ ซึ่งนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์นมเย็นกันมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดรับกับแผนวิสาหกิจ อ.ส.ค. 
ปี 2560-2564 อ.ส.ค.จึงได้เร่งพัฒนาศักยภาพโรงงานแปรรูปนมเย็นของสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ และโรงงานนมภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์นมเย็นเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า โดยโรงงานนมภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 10 ตัน/วัน เป็น 30 ตัน/วัน และโรงงานสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ จากเดิม 7 ตัน/วัน เพิ่มเป็น 10 ตัน/วัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์สินค้า สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค พร้อมรองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา อ.ส.ค.มียอดขายผลิตภัณฑ์นมเย็นรวม 67.05 ล้านบาท และปี 2560 ได้ตั้งเป้าขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มยอดขายรวมไม่น้อยกว่า 110 ล้านบาท คาดว่า ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเย็นจะเติบโตขึ้นปีละ 10% ภายในปี 2564

“ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค 90% เป็นนมยู.เอช.ที. อีก 10% เป็นผลิตภัณฑ์นมเย็น  ซึ่งที่ผ่านมา อ.ส.ค. ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์นมเย็นค่อนข้างน้อยเนื่องจากตลาดยังไม่โตนัก  แต่ช่วงระยะ 1-2 ปีหลังนี้ ผู้บริโภคมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น อ.ส.ค. จึงเร่งปรับปรุงและพัฒนาโรงงานแปรรูปนมเย็นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ทันสมัย และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน โดยใช้งบ 4-5 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้โรงงานนมเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์นมเย็นของภาคเหนือโดยมีกำลังผลิต ประมาณ 10 ตัน/วัน มีผลิตภัณฑ์นมเย็น 4-5 ชนิด ป้อนสู่ตลาดในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงโดยมีตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นที่เข้มแข็งหลายราย ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ผอ. อ.ส.ค.กล่าวอีกว่า เดิมที่ สำนักงาน อ.ส.ค. ภาคกลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ก็มีโรงงานแปรรูปนมเย็นอยู่แล้ว แต่เครื่องจักรที่ใช้ผลิตเก่ามาก เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ก็ล้าสมัย ทำให้มีกำลังการผลิตน้อย ขณะนี้ อ.ส.ค. อยู่ระหว่างเร่งปรับปรุงและพัฒนาโรงงานแปรรูปนมเย็นที่มวกเหล็กใหม่ เบื้องต้นคาดว่า การปรับปรุงโรงงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จและสามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มรูปแบบภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ นอกจากนั้น อ.ส.ค. ยังได้ปรับเปลี่ยนระบบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมเย็นจากเดิมที่มีตัวแทนจำหน่าย หรือเอเย่นเพียงรายเดียว โดยเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในพื้นที่ภาคกลางมากขึ้นหลายราย ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์นมเย็นของ อ.ส.ค. เติบโตขึ้นถึง 100-200% ดังนั้น อ.ส.ค. จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถการผลิต เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดและเทรนด์การบริโภคผลิตภัณฑ์นมที่มีความหลากหลาย

ก.เกษตรฯมอบทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282503

ก.เกษตรฯมอบทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก

กรมวิชาการเกษตร, สกว, ศพก

ก.เกษตรฯมอบทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก

           นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการร่วมให้ทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก ระหว่างกรมวิชาการเกษตร และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการดำเนินการ “โครงการร่วมให้ทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก” เพื่อสนับสนุนความร่วมมือในงานวิจัย และพัฒนานักวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยด้านการเกษตรของประเทศ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานของภาครัฐแห่งแรกที่จะได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร และ สกว. ในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ปี 2560 – 2579 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเพื่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่ง สกว. ให้การสนับสนุนทุนพัฒนาบุคลากรให้แก่กรมวิชาการเกษตรเป็นระยะเวลา 5 ปี จำนวนปีละ 10 ทุน รวม 50 ทุน ทุนละประมาณ 2 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าโดยรวมกว่า 100 ล้านบาท

“นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะให้มีการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของประเทศ ให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและหนี้สินลดลง โดยได้วางแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย อาทิ การพัฒนาศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ Agri-Map การทำเกษตรแปลงใหญ่ การผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าเกษตร การใช้ทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การพัฒนาบุคลากรก็จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer และพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เป็น Smart Group โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Officer เป็นปัจจัยสำคัญและมีความจำเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงได้เร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อทดแทนและรองรับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ Thailand 4.0 ซึ่งภายใต้ความร่วมมือโครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศเป็นไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นางสาวชุติมา กล่าว

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการวิจัยและพัฒนาด้านการผลิตพืช และเครื่องจักรกลการเกษตร กำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญในสาขาที่สำคัญ รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาด้านการเกษตรและด้านเศรษฐกิจตามนโยบาย Thailand 4.0 จำนวน 20 สาขา เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช  อนุกรมวิธานพืช เทคโนโลยีชีวภาพ การเกษตรแม่นยำ การผลิตพืชในโรงเรือน เกษตรกลวิธานขั้นสูง  วิทยาการหุ่นยนต์ เทคโนโลยีเซนเซอร์ นาโนเทคโนโลยี  และแบบจำลองการประเมินผลผลิตและพยากรณ์การผลิตขั้นสูง เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างนักวิจัยทดแทนในสาขาที่กรมวิชาการเกษตรขาดแคลน และรองรับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ Thailand 4.0 ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ด้าน ศาสตรจารย์  น.พ.สุทธิพันธ์  จิตพิมลมาศ  ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  (สกว.) กล่าวว่า ครม. มีมติอนุมัติโครงการเมื่อปี 2539 มีเป้าหมายพัฒนานักวิจัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการจัดสรรทุนพัฒนาบุคลากรเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาได้ได้ให้ทุนไปแล้ว 4,503 ทุน  ผลิตดุษฎีบัณฑิตแล้วกว่า 2,900 คน ขณะนี้ ครม. มีมติให้ดำเนินโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ระยะที่ 2 ปี 2560 – 2579 ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาใหม่ ๆ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีเป้าหมายผลิตบุคลากรทั่วไปผ่านมหาวิทยาลัย จำนวน 7,500 คน ยุทธศาสตร์ที่ 2 โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกอาเซียน + 6 เพื่อผลิตนักวิจัยให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป้าหมายคือนักศึกษาอาเซียนทีมาศึกษาในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย จำนวน 1,390 คน และยุทธศาสตร์ที่ 3 โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเพื่อหน่วยงานรัฐ เพื่อผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอกให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัย จำนวน 3,500 คน

เกษตรฯเตรียมแผนลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282502

เกษตรฯเตรียมแผนลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี60

เกษตร, ปี60, องค์การมหาชน, 13 มิย 60, ข้อมูล ณ วันที่ 2 มิย 60, 18 จังหวัด, 19 จังหวัด

เกษตรฯ เดินหน้าแผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี 2560

            พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในระยะยาวไปถึง 2 ปีข้างหน้า โดยให้คำนึงถึงปริมาณน้ำสำหรับกักเก็บไว้ใช้สำหรับการเกษตรในฤดูแล้งรอบหน้า อีกทั้งได้คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนที่จะทำให้การบริหารน้ำในพื้นที่เขตชลประทานมีความมั่นคงและแก้ปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยได้นำข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) และข้อมูลจากศูนย์เมขลา นำมาวิเคราะห์ร่วมกับกรมชลประทาน             ที่จะสามารถทำให้ทราบสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณไหนและจะบริหารจัดการน้ำได้อย่างไร อีกทั้งยังพยากรณ์ได้ว่าในสิ้นฤดูฝนจะปล่อยน้ำในพื้นที่ชลประทานได้มากน้อยเพียงใด และจะปล่อยน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้มากน้อยขนาดไหน ทั้งนี้       กรมชลประทานเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการทั้งหมด

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบัน (13 มิ.ย. 60) สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 41,830 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 9,320 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 18,011 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 35 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 8,812 ล้าน ลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 33,300 ล้าน ลบ.ม. โดยจากสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ตั้งแต่ 16 พ.ค. 2560 – ปัจจุบัน พบว่า จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 27 จังหวัด ขณะนี้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว 24 จังหวัด เหลือเพียง 3 จังหวัดที่ยังมีน้ำท่วมอยู่ ได้แก่ 1. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางบาล 2. จังหวัดสุพรรณบุรี มีน้ำท่วมในบริเวณทุ่งสองพี่น้อง 3. จังหวัดชลบุรี มีน้ำขังในพื้นที่ลุ่มต่ำในเขต        อ.พนัสนิคม ระดับน้ำสูง 10 – 15 ซม. ซึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้ให้ความช่วยเหลือโดยสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 112 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 26 เครื่อง รวมถึง สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 50,260 กิโลกรัม ดูแลสุขภาพสัตว์ 13,580 ตัว และสนับสนุนเวชภัณฑ์ ยาปฏิชีวนะ 601 ชุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ สุโขทัย และเลย ทำให้สามารถลดพื้นที่ได้รับผลกระทบลดลง (ข้อมูล ณ วันที่ 2 มิ.ย. 60) จาก 1.01 ล้านไร่      (18 จังหวัด) ปัจจุบันลดลงเหลือ 0.91 ล้านไร่ (19 จังหวัด)

ขณะเดียวกันได้เดินหน้าแผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากอุทกภัยด้านการเกษตร ปี 2559/60 วางเป้าหมายในการป้องกัน ลดความเสี่ยง และความเสียหายของภาคเกษตรรวมทั้งฟื้นฟูให้เกษตรกรกลับสู่ภาวะปกติหรือพัฒนาให้ดีกว่าเดิม แบ่งออกเป็น 4 แผนงาน 41 กิจกรรม คือ 1. การป้องกันและลดผลกระทบเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย 1.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยติดตามสภาพอากาศ/ปริมาณน้ำแผนบริหารจัดการน้ำรายจังหวัดกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและบำรุงรักษาพื้นที่รับน้ำปฏิบัติการฝนหลวง 1.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยการปรับรอบการผลิตในพื้นที่ลุ่มต่ำการจัดทำคันป้องกัน/Flood Wayการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรการแนะนำการลดความเสี่ยงตรวจสอบฟาร์มสัตว์ดุร้ายแผนอพยพปศุสัตว์/บริหารพื้นที่อพยพจัดทำบัญชีทรัพยากร เครื่องมือ อุปกรณ์ เสบียงสัตว์ เวชภัณฑ์ 1.3 ด้านสร้างความเข้าใจความเสี่ยง ประกอบด้วยการซักซ้อมแนวปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่การซักซ้อมระบบแจ้งเตือนสร้างความเข้าใจความเสี่ยง 2.การเผชิญเหตุ ประกอบด้วย 2.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยปรับแผนการบริหารน้ำติดตั้งเครื่องจักรเร่งระบายน้ำเสริมคันกันน้ำ ทำนบชั่วคราวแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำ 2.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยเสริมคันป้องกัน/สร้าง Flood Wayเก็บผลผลิตเกษตร สัตว์น้ำ จำหน่ายอพยพปศุสัตว์/บริหารพื้นที่ส่งกำลังบำรุงเข้าพื้นที่ 2.3 ด้านการช่วยเหลือและสื่อสารสถานการณ์ จะระดมเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นและแนะนำเกษตรกรสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำและพื้นที่ปลอดภัย

3. การหยุดยั้งความเสียหาย ประกอบด้วย 3.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยการสำรวจพื้นที่น้ำท่วมขังเกษตรเสริมกำลัง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตรที่สำคัญ 3.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยตรวจ วินิจฉัย ป้องกันและกำจัดโรคพืช สัตว์ ประมงสนับสนุนเวชภัณฑ์เพื่อป้องกันการระบาดของโรคที่เกิดจากน้ำบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นในพื้นที่เกษตรกรรมโดยใช้น้ำหมักชีวภาพ พด.6 3.3 ด้านการช่วยเหลือเยี่ยมเยียน ประกอบด้วยคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ประเมินความเสียหายแจ้งสิทธิการช่วยเหลือตามกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง และ                         4. การฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิม ประกอบด้วย 4.1 ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยซ่อม/สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและ Flood Wayจัดทำระบบป้องกันพื้นที่เกษตรที่สำคัญ 4.2 ด้านการผลิตสินค้าเกษตร ประกอบด้วยวิเคราะห์ความเสียหายและประเมินความต้องการ/ความจำเป็นในการฟื้นฟูและจัดทำแผนฟื้นฟูของจังหวัดฟื้นฟูของสภาพดิน ปรับปรุงบำรุงดินการสร้างรายได้ระยะสั้นและส่งเสริมการผลิตให้ดีกว่าเดิมการช่วยเหลือตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 4.3 ด้านการให้ความรู้ในการฟื้นฟู ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรม การผลิตการปรับรองการผลิตการจัดทำแนวป้องกัน

“ฉัตรชัย” สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณยางในตลาดจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282500

“ฉัตรชัย” สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณยางในตลาดจริง

กยท, ฉัตรชัย, RRM, 14 มิย60, CSMO

“ฉัตรชัย” สั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบปริมาณยางในตลาดจริง สกัดข่าวบิดเบือนทำราคายางป่วน

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นอกจากมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2560 ในการอนุมัติและขยายระยะเวลา 4 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางครัวเรือนละ 1,500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน 2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ 3. โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และ โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง และ 4. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่สถานการณ์ราคายางมีความผันผวน ส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรสามารถรวบรวมยางพารา และเพิ่มสภาพคล่องในการทำธุรกิจให้มีความเข้มแข็งแล้ว

กระทรวงเกษตรฯ โดยการยางแห่งประเทศไทย ยังได้เร่งดำเนินมาตรการด้านการผลิต ในการส่งเสริมให้โค่นยางพาราปีละ 4 แสนไร่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานให้เกิดขึ้นกับตลาดโลก พร้อมทั้งการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการในการเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยาง และยกระดับมาตรฐานองค์กรด้านอุตสาหกรรมยางให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GMP/GAP โดยมีเป้าหมายจะผลักดันสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจำนวน 32 กลุ่มทั่วประเทศ เพื่อให้ขาย ผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพารา และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการค้ากับผู้ซื้อ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบตลาดยางพาราประเภทต่างๆ ได้แก่ ตลาดน้ำยางสดในพื้นที่ชายแดนใต้ 452 กลุ่ม ตลาดยางพาราระดับท้องถิ่นของ กยท. จำนวน 108 แห่งทั่วประเทศ และตลาดกลางยางพาราอีก 6 แห่ง ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการเชื่อมโยงของตลาดต่างๆ ตั้งแต่ตลาดระดับท้องถิ่น กยท. ทั่วประเทศ สู่ตลาดกลางยางพารา ไปจนถึงตลาดยางระดับประเทศ อย่างเช่นตลาดกลางยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) ซึ่งเป็นตลาด 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่จะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตยางพาราของชาวสวนยางซึ่งจะเป็นการซื้อขายยางแท้จริง นอกจากการซื้อขายบนกระดาษในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าด้วย

สำหรับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศนั้น ในวันนี้(14 มิ.ย.60)ได้เรียกประชุม 8 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงท่องเที่ยวฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กรุงเทพมหานคร และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหารือถึงแนวทางส่งเสริมการนำยางประเภทต่างๆ ไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และพัฒนาระบบสาธารณูปโภคภายในประเทศรวมทั้งสิ้น 28,692.12 ตัน ซึ่งคาดว่าในปีต่อไป หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ สามารถนำยางพาราไปใช้เพื่อทำถนน ปูพื้น หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเป็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณการใช้ยาง และส่งเสริมการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นอกจากมาตรการข้างต้นที่กระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางแล้ว ล่าสุดยังได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ พรบ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 โดยมอบหมายให้ กยท.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พรบ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรในการตรวจสอบปริมาณยางในสต็อค การนำเข้าและส่งออกยาง หรือที่เกี่ยวข้องกับพรบ.ฉบับนี้ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของปริมาณยางในตลาดที่มีอยู่จริง ป้องกันปัญหาการบิดเบือนข่าว การกักตุนสินค้าหรือทุบราคายางได้

                  ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. ได้วางมาตรการระหว่างประเทศในการร่วมประชุมกับคณะกรรมการด้านกลยุทธ์การตลาดครั้งพิเศษ (CSMO) เพื่อเร่งกำหนดมาตรการทางการตลาดที่มีต่อสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน ในวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมาตรการที่แก้ไขปัญหาเป็นความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกระดับโลก เช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน เป็นต้น เพื่อหาแนวทางการสร้างเสถียรภาพราคายาง และแก้ไขสถานการณ์ราคายางในปัจจุบันอย่างไรก็ตาม มุมมองของต่างชาติมองว่าดีมานต์และซัพพลายในตลาดปัจจุบันค่อนข้างสมดุลกันแต่ประเด็นราคา อาจเกิดจากการให้ข่าว ที่ส่งผลต่อสภาวการณ์ของตลาดล่วงหน้าอย่างมาก

นอกจากนี้กยท. ได้ผลักดันสินค้ายางพาราไทยเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐาน GMP สู่ตลาดยุโรป โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตยางในประเทศ เตรียมเปิดตลาดยาง GMP ไปยังกลุ่มประเทศยุโรปปลายปีนี้มุ่งเน้นสร้างตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับรองผลผลิตตามมาตรฐาน GMP ในเวที ISO/TC 45 Rubber and Rubber Products เป็นการยกระดับมาตรฐานการผลิตยางของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มีมาตรฐานสู่ระดับสากล

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282493

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ

ดรธีธัช สุขสะอาด, กยท, ดีสโตน

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ

                     ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเผยว่า กยท. ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทหลักในการพัฒนายางพาราทั้งระบบแบบครบวงจร ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยาง โดย กยท. ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนตามแนวทางนโยบายของรัฐบาลในการให้หน่วยงานต่างๆ หันมาใช้ยางพารามาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเกิดเป็นเป็นผลิตภัณฑ์ และสินค้าต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงด้านสาธารณูปโภค อาทิ การทำถนนยางพารา แผ่นปูพื้นยางพารา  โดยเฉพาะถนนยางพารานั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการพัฒนางานวิจัยโดยการทดลองนำยางพาราไปเป็นส่วนผสมในการทำถนน ซึ่งการทำถนนยางพารา มีหลายกระบวนการและขั้นตอนที่เป็นต้องให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การเลือกยางไปผสมกับสารประกอบอื่นๆ ทำถนนเท่านั้น แต่กระบวนการในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน รวมถึง กระบวนการบริหารจัดการเพื่อการลงทุน เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจะต้องร่วมกันผลักดัน ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานรัฐให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

                 “ด้าน กยท. ได้เดินหน้าผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในระเบียบว่าด้วยการพัสดุในส่วนของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางที่ได้รับมาตรฐาน มอก. เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการตั้งงบประมาณได้ ฉะนั้น คาดว่าในปีต่อไป หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ ซึ่งสามารถนำยางพาราไปใช้เพื่อทำถนน ปูพื้น หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเป็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณการใช้ยาง และส่งเสริมการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

ดร.ธีธัช กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กยท. ได้นำร่องเดินหน้าร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ผลิตยางล้อ นั่นคือ “ดีสโตน” ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมหลักที่นำผลผลิตจากยางพาราไปแปรรูปเป็นส่วนประกอบรถยนต์ประเภทต่างๆ มากที่สุด ภายใต้แบรนด์ THAI-TYRE เป็นโครงการยางล้อประชารัฐ ที่ผลิตจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่เกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคเกษตรกร ซึ่งในระยะเวลา 2 ปี มีเป้าหมายการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อยจำนวน48,000 กิโลกรัม

 “อย่างไรก็ตาม ยังมีผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยางพาราของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น หากทุกภาคส่วน ร่วมกันใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้นโดยปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นการแสดงให้ผู้ซื้อและนานาประเทศ เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและผลผลิตยางพาราของไทยมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย