เกษตรฯเล็งตลาดสินค้าเกษตรลับแลสู่ระดับภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282491

เกษตรฯเล็งตลาดสินค้าเกษตรลับแลสู่ระดับภูมิภาค

เกษตรลับแล, เกษตร, เล็ง, ตลาด, สินค้า, ลับแล, สู่, ระดับ, ภูมิภาค

เกษตรฯเล็งตลาดสินค้าเกษตรลับแลสู่ระดับภูมิภาค

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนโยบายการบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าวและสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันก่อน

                             พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจากการดำเนินที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ 20% และเพิ่มผลผลิตจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ได้ 3 % ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

                       สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มีการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวัน เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอลับแลมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้ อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแล จะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

                 “การดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในปัจจุบันประชากรในอำเภอลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการทีได้ทำการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ทางตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง – หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่อำเภอลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น และสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลงสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

                   ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในระยะต่อไปเมื่อตลาดได้รับการตอบรับและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ก็อาจจะมีการพัฒนาเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระดับจังหวัดและภูมิภาค และจะพัฒนาให้เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรของจังหวัดได้ในอนาคต และพัฒนาให้เป็นสถานที่จำหน่ายข้าวสารของโรงสีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์จำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีคุณภาพ ปรับปรุงอุปกรณ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเป็นสถานที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูป โดยเป้าหมายการดำเนินงาน เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายได้ปีละ 10,400,000 บาท

                   ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อม เปิดพื้นที่เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อเป็นสถานที่ในการจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสด ใหม่ สะอาดและมีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ขณะนี้ได้เปิดตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์แล้วจำนวน 13 แห่ง ใน 10 จังหวัด ซึ่งช่วงของการเริ่มต้นดำเนินโครงการจะไม่เน้นเปิดตลาดที่มีขนาดใหญ่มากนัก แต่จะเลือกจากความพร้อมของสหกรณ์ที่จะเปิดตลาดสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างการเรียนรู้เรื่องของการตลาดให้กับเกษตรกร โดยจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแนวคิดในการผลิตสินค้าการเกษตรระหว่างเกษตรกรด้วยกัน และเกษตรกรจะได้มีโอกาสรับฟังความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะได้กลับไปผลิตสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคงในที่สุด

                “กรมฯกำลังดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ โดยจะพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรและคนในชุมชน และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของทุกอำเภอทั่วประเทศ โดยสหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอจะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร  และจะขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ของสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อม เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ในระดับอำเภอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผลิตขึ้น ทั้งข้าวสาร ผักผลไม้ อาหารแปรรูป มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะมาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่  เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน  และเกษตรกรที่ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาท้องถิ่นให้กับผู้บริโภคโดยตรง จะทำให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่ชัดเจน และผู้บริโภคยังสามารถเลือกซื้อสินค้าที่สดใหม่มีคุณภาพในราคายุติธรรมอีกด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สหกรณ์โคราชโชว์ผลงานเด่นแก่ผู้บริหารเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282486

สหกรณ์โคราชโชว์ผลงานเด่นแก่ผู้บริหารเวียดนาม

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์, สหกรณ์, ราช, โชว์, ผลงาน, เด่น, แก่, ผู้บริหาร, เวียดนาม

สหกรณ์โคราชโชว์ผลงานเด่นแก่ผู้บริหารเวียดนาม

              นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์  สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับ Mr.Phung Quoc Chi รองอธิบดีกรมสหกรณ์ กระทรวงการวางแผนและการลงทุนแห่งประเทศเวียตนาม ในฐานะหัวหน้าคณะศึกษาดูงานด้านการสหกรณ์ที่ประเทศไทย ในโอกาสที่มาเยือนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ได้บรรยายสรุปโครงสร้างของกลุ่มงานและภารกิจของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรับผิดชอบในการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ 188 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 187 แห่ง มีเป้าหมายและจุดมุ่งหมายในการปฏิบัติงาน คือ การเสริมสร้างสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง สร้างความอยู่ดีกินดีให้กับสมาชิกสหกรณ์ และขับเคลื่อนงานนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282460

ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง ?

สุนทร รักษ์รงค์, มาตรฐาน ห่างกันประมาณ 10 บาท, ใครคือไอ้โม่ง, ทุบราคายาง, ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง,  มาตรฐาน ห่างกันประมาณ 10 บาท, 14 มิย60

ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง ? สาเหตุราคายางตกต่ำที่แท้จริง นายกประยุทธ์ทราบไหมครับ !

      วันที่ 14 มิ.ย.60 สุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้โพสต์ในเฟสบุ๊ค สุนทร รักษ์รงค์ ถึงการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของรัฐบาล โดยจั่วหัวว่า”ใครคือไอ้โม่ง ทุบราคายาง” สาเหตุราคายางตกต่ำที่แท้จริง นายกประยุทธ์ทราบไหมครับ ?

ในรายละเอียดระบุว่าที่ราคายางตกต่ำในช่วงนี้เพราะราคายางปรับตัวตามราคาน้ำมัน และสต๊อกยางสงเคราะห์กดราคายางธรรมชาติ ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งตัว การปั่นราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แม้กระทั่งการอ้างสต็อก 5.5 แสนตันของจีน ซึ่งมันก็ใช่ แต่จะจริงทั้งหมดหรือไม่ โปรดติดตาม

เอาเข้าจริงข่าววงใน สืบเสาะมาว่า สาเหตุที่แท้จริงมาจากเล่ห์เหลี่ยมของจีน ที่เขี้ยวในทุกวงการ อย่างเช่น การส่งออกทุเรียนในภาคตะวันออก เรื่องยางทราบว่า ผู้ส่งออกยางได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ในช่วงต้นปี 2560 ด้วยราคา FOB 80 บาท และจะส่งมอบกันอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรากฎว่าจีนมันเห็นราคาซื้อขายในประเทศ 60-70 บาท จึงเบี้ยวสัญญา โยกโย้ เล่นเกมบีบบังคับซื้อขายราคาใหม่ที่น้อยกว่า 80 บาท เข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก พ่อค้าส่งออกขาดทุนกันเป็นแถว จนเกิดกระบวนการการทุบราคาในประเทศ ด้วยการปล่อยข่าวลือเรื่องยางของเกษตรกรไม่มีคุณภาพ โดยทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งรัฐบาลต้องหาคนผิดมาลงโทษให้ได้

และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือภายในประเทศเกิดการเล่นหุ้นยางแนวใหม่เพื่อเก็งราคา นั่นคือพ่อค้ายางรายใหญ่และสถาบันเกษตรกรบางส่วน ขายฝากยางกับโรงงานรับซื้อยาง โดยมีสัญญาและช่วงเวลากำหนด เช่น ช่วงต้นปีราคายางสูง มีข่าวลือว่าราคายางจะเกิน 100 บาท แมงเม่าบินเข้ากองไฟ ก็ซื้อยางที่ 80-90 ขายฝาก 60-70 บาทเพื่อเอาเงินไปหมุนต่อ
จะได้กำไรเยอะๆ แปลความว่าถ้าราคายาง ถึง 60-70 บาทก็จะถูกโรงงานยึดยางตามสัญญาญา ก็เรียบร้อยโรงเรียนโจรแหละครับ ราคายางก็เลยถูกทุบให้ต่ำลง ขาดทุนกันเป็นพันล้านในช่วงที่ผ่านมา                คำถามของผมก็คือ รัฐบาลและการยางแห่งประเทศไทยนั่งทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะ กยท.เมื่อมีข่าวลือโจมตีเรื่องคุณภาพยาง คุณต้องลุกขึ้นมาตอบโต้ทันที แต่นี่กลายเป็นว่ามีคนภายในไปผสมโรงเสียอีก
ประสิทธิภาพการบริหารงานอยู่ตรงไหนครับท่าน ผู้ว่า กยท. และอีกอย่างถ้าเป็นมืออาชีพ ต้องรู้ครับว่าไทยส่งออกยางแท่ง 60 % น้ำยางข้น 20 % และยางแผ่นรมควัน 20 % ซึ่งในข่วง 2 เดือนที่ผ่านมาราคาเศษยางที่ไปผลิตยางแท่งกับราคายางแผ่นรมควัน ราคามันแตกต่างกัน 20 บาท ซึ่งผิดปกติ ( มาตรฐาน ห่างกันประมาณ 10 บาท) ถามว่าการยางแห่งประเทศไทย ได้ตั้งวอรูมเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางราคานี้ไหม ?อย่างไรบ้าง ? สรุปสุดท้าย ราคายางก็ดิ่งเหวเกือบ 20 บาท เหมือนรถวิ่งแล้วหม้อน้ำแตก ทั้งๆ ที่มีสัญญาณไฟเตือนล่วงหน้า ท่านนายกฯต้องประเมินการทำงานของบอร์ดการยางและผู้ว่าการยางได้แล้วครับ

และหลัง ครม.เห็นชอบขยายเวลา 4 มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางแก้ปัญหาราคาตกต่ำ เมื่อ 13 มิ.ย.2560 ราคายางในวันนี้ก็แทบไม่มีความเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความผิดหวังของเกษตรกรชาวสวนยางที่เฝ้ารอว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรบ้างที่จะทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้น อันจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.7 ล้านครัวเรือน มีรายได้พอที่จะหล่อเลี้ยงชีวิต มีเงินจ่ายค่าเทอมลูกที่ค้าง มีเงินพอซื้อกับข้าวกับปลา โดยเฉพาะพี่น้องคนกรีดยางและชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้เดือดร้อนที่สุด

และการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้(14 มิ.ย.60) ก็ไม่มีมติอะไรเลย ที่จะก่อให้เกิด การใช้ยางในประเทศ อย่างเข้มข้นและจริงจัง ท่านนายกประยุทธ์ครับ การใช้ยาง 100,000 ตันของกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐอื่นๆ ไปถึงไหนแล้วครับ เห็นอ้างว่าติดโน่นติดนี่ ติดนายทุนยางมะตอยหรือครับ ? ลองเรียกนายทุนยางมะตอยมาปรับทัศนคติเสียมั่งสิครับ เห็นทหารชอบเรียกแต่คนจนมาปรับทัศนคติ มีข่าวลือว่านายทุนยางมะตอย แอบไปจดสิทธิบัตร ถนนผสมยางพารา จริงหรือเปล่า ลองไปตรวจสอบดูนะครับ

วันนี้เราใช้ พวกดอกเตอร์ มาบริหารจัดการยางแล้วล้มเหลว ลองใช้ความคิดชาวสวนยางที่จบ ป.4 มาบริหารมั่ง แค่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเป็นนโยบายและแผนงานที่จะให้มีการใช้ยางในประเทศ สัก 1 ล้านตัน 25% จากปริมาณยางที่ผลิตได้ทั้งหมด แค่นี้ตลาดโลกก็ต้องตามง้อเมืองไทย ราคายางก็จะเสถียรภาพ
ดังนั้นจะกี่มาตรการที่ ครม.ลงมติที่ผ่านมา ก็ถือว่าทำ ดีกว่าไม่ทำ แต่วันนี้เกษตรกรชาวสวนยาง รอมาตรการ เพื่อการใช้ยางในประเทศเท่านั้น ที่จะทำให้ราคายางสูงขึ้น และคนที่จะคืนความสุขให้ชาวสวนยางได้ มีคนเดียวเท่านั้น คือท่านนายกฯประยุทธ์

ส.ป.ก.ลุยจัดที่ดิน 70,000 ไร่ ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/282393

ส.ป.ก.ลุยจัดที่ดิน 70,000 ไร่ ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน

ส.ป.ก.ลุยจัดที่ดิน 70,000 ไร่ ให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน

              นายสมปอง  อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ตามประกาศของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 36/2559 เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในพื้นที่ 16 จังหวัด พื้นที่ 100,000 ไร่  เพื่อนำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน  ในระยะแรก ส.ป.ก. ได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่แล้ว จำนวน 30,000 ไร่  33 แปลง ในพื้นที่ 9 จังหวัด  ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบพื้นที่ให้กับคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ภายในเดือนกรกฎาคม 2560 นี้

สำหรับการดำเนินการระยะที่สอง ในพื้นที่ส่วนที่เหลือประมาณ 70,000 ไร่ 71 แปลง ในพื้นที่ 14 จังหวัด  คณะผู้บริหารของ ส.ป.ก. และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามข้อมูลเก็บรายละเอียดในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องทราบถึงแนวทางการจัดที่ดินภายใต้นโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของรัฐบาล  สำหรับในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีพื้นที่เป้าหมายที่ ส.ป.ก. จะดำเนินการนำเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน จำนวน 24 แปลง ในพื้นที่ 5 อำเภอ คือ อำเภอเมืองสระแก้ว  อำเภอวังน้ำเย็น อำเภอคลองหาด อำเภอวัฒนานคร และอำเภออรัญประเทศ รวมเนื้อที่ประกาศให้ผู้ครอบครองที่ดินมาแสดงหลักฐาน จำนวน 35,932 ไร่
นายสมปอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ ส.ป.ก. นำที่ดินแปลงดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน  ได้แล้ว ส.ป.ก. ยังร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล                ทหารช่าง เพื่อปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสมในการทำการเกษตร  จัดสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำอุปโภคและบริโภค การปรับพื้นที่เพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัย และถนนเพื่อให้สามารถทำการเกษตรและขนถ่ายกระจายสินค้าได้   ทั้งนี้ได้กันพื้นทีส่วนหนึ่งไว้เป็นพื้นที่เกษตรแบบแปลงรวมเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน  พื้นที่เกษตรแปลงเดี่ยว และพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับเป็นที่ตั้งสหกรณ์ เป็นต้น เมื่อปรับปรุงพัฒนาพื้นที่แล้วเสร็จ  ก็จะส่งมอบพื้นที่ให้กับ คทช. เพื่อนำไปจัดให้กับผู้ไร้ที่ดินทำกินต่อไป

เครือข่ายชาวสวนยางเตรียมบุกทำเนียบร้องรัฐแก้ปัญหาราคายางตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281953

เครือข่ายชาวสวนยางเตรียมบุกทำเนียบร้องรัฐแก้ปัญหาราคายางตก

เครือข่ายชาวสวนยางเตรียมบุกทำเนียบร้องรัฐแก้ปัญหาราคายางตก

           เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา ผู้นำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศ นำโดยนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยและนายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการฯมาประชุมร่วมกัน ที่ห้องประชุมสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมีมติเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ

โดยนายสุนทรเปิดเผยหลังการประชุมว่าจากปัญหาวิกฤติยางพาราตกต่ำ ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างแสนสาหัส รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ภาวะหนี้สินในครัวเรือนของเกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มสูงขึ้น คุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางตกต่ำ อีกทั้งการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ที่ผ่านมาไร้ซึ่งประสิทธิภาพขาดความรับผิดชอบต่อเกษตรกรชาวสวนยางและเลือกปฏิบัติทำให้เกษตรกรชาวสวนยางไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อันขัดต่อเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยพ.ศ.2558 รวมทั้งนโยบายรัฐบาลเพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้นก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วประเทศได้มีการประชุมและมีมติดังนี้

1.จัดตั้งสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.) เพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องชาวสวนยาง ซึ่งครอบคลุมไปยังเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และคนกรีดยาง

2.เรียกร้องให้คณะกรรมการการยางและผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำภายใน 10 วัน

3.เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายเพิ่มการใช้ยางในประเทศ อย่างเร่งด่วนและจริงจัง

4.วันที่ 20 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น.ณ ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล สมาชิกสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย(สคยท.)จากทั่วประเทศ จะเดินทางมาติดตามการดำเนินงานของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปการยางแห่งประเทศไทย ถ้าทุกฝ่ายโดยเฉพาะ กยท.หากบริหารงานโดยเอาเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง มีท่วงทำนองเพื่อรับใช้พี่น้องชาวสวนยาง และให้เกษตรกรชาวสวนยางมีส่วนร่วม วิกฤตยางพาราไทยคงไม่เกิดขึ้น และเกษตรกรชาวสวนยางคงไม่ทุกข์ทรมานและเดือดร้อนขนาดนี้

เปิดประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281858

เปิดประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ปี60

ปลัดเกษตรฯ, พลเอกฉัตรชัย สาระกัลยะ, ชสอ

เปิดประชุมใหญ่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ปี60

               นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานการจัดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2560 ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ว่า  ประเทศไทยได้นำเอาสหกรณ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งและดำเนินงานสหกรณ์ ในฐานะการเป็นองค์การของสมาชิก เพื่อสมาชิก โดยสมาชิก เพื่อการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของสมาชิก ซึ่งยึดมั่นในหลักการและวิธีการสหกรณ์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสหกรณ์ไทยมีพัฒนาการมาโดยตลอด โดยเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการยกระดับสหกรณ์ 7,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ด้วย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาในระยะยาว โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาระกัลยะ) ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้เข้ามาดำเนินการในการจัดระดับชั้นสหกรณ์ พร้อมทั้งมีการวางหลักเกณฑ์ต่างๆ อันจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น โดยหลังจากนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการอย่างใกล้ชิดกับสหกรณ์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะสถาบันที่เกี่ยวข้องด้านการเงิน โดยจะมีคณะทำงานติดตามการทำงาน และมีระบบการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อนำไปสู่การติดตามตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนสหกรณ์ ทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เกี่ยวกับการวางหลักเกณฑ์ที่จะเข้ามาติดตามการทำงาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นระบบสหกรณ์ในระยะยาว
สำหรับการรายงานผลการดำเนินงาน ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ปีบัญชี 2559        ได้ประสบผลสำเร็จและมีความก้าวหน้า โดยชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้มีบทบาทในการเป็นศูนย์กลางของสหกรณ์ออมทรัพย์ไทย การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่งเสริมการออม และพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้เข้มแข็งอย่างดียิ่ง
“นอกจากนี้ ได้ฝากให้ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ และสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำไปใช้ในการดำเนินงานด้านสหกรณ์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตลอดทั้งการนำระบบสหกรณ์มาปรับใช้ในการแก้ปัญหา โดยการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ มีความซื่อสัตย์สุจริตยึดหลักธรรมมาภิบาลในการบริหารจัดการสหกรณ์ และส่งเสริมการออม อันจะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะสอดรับกับภาครัฐในการขับเคลื่อนประเทศด้วยกลไกประชารัฐ โดยสหกรณ์สามารถเป็นโซ่กลาง  ส่งผ่านการสนับสนุนของรัฐบาลไปยังประชาชนในพื้นที่ ทำให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้  โดยสหกรณ์ถือเป็นรากฐานในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และเป็นองค์กรภาคประชาชนที่มีพลังในการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง” นายธีรภัทร กล่าว
พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบผลการดำเนินงาน แผนงานและงบประมาณประจำปี 2560 รวมถึงการเลือกตั้งประธานกรรมการ กรรมการดำเนินการและผู้ตรวจสอบกิจการชุดใหม่ สำหรับการบริหารงานในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ชสอ. มีสหกรณ์สมาชิก 1,079 สหกรณ์ มีสินทรัพย์รวม 110,018 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นกว่าปีก่อน 12,025 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 12.27 ของปีก่อน สามารถบริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 1,356 ล้านบาท สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในอัตราร้อยละ 5.80 และเงินเฉลี่ยคืน ร้อยละ 4.00 ซึ่ง ชสอ.ได้จัดทำระบบธรรมาภิบาลในการบริหารงานตามแนวทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ส่งผลให้การประเมินอยู่ในระดับดีเลิศ และสามารถรักษาระดับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กร จากบริษัททริสเรทติ่ง จำกัด ที่ระดับ A- นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ไทย จัดทำแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยตระหนักถึงความสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงทางด้านการบริหารจัดการเชิงคุณภาพให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ และสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อชุมชนและสังคม
นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบโล่เกียรติคุณให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้การสนับสนุนและใช้บริการธุรกรรมกับ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) สหกรณ์ออมทรัพย์และนักสหกรณ์ดีเด่น ชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์ภาคดีเด่น และผลงานนวัตกรรมการบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่นระดับประเทศ

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281763

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน

เกษตรอินทรีย์, กเกษตรฯ, เกษตร, เดินหน้า, ยกระดับ, ไทย, เป็น, ผู้นำ, อินทรีย์, อาเซียน

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน

               พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ตลอดทั้งผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งแนวโน้มปัจจุบันมีความต้องการสินค้าที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้กำหนดเป็นนโยบายการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรที่จำหน่ายสินค้าเกษตรที่ได้ราคาสูงขึ้น และผู้บริโภคมีทางเลือกสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีตกค้าง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ต่อคณะรัฐมนตรีและได้ผ่านความเห็นชอบ โดยจะใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 11 กลยุทธ์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ในปี 2564 ไม่น้อยกว่า 1,333,860 ไร่ และมีจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 96,670 ราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ร้อยละ 40 และตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 60 รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น โดยมุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่มีความพร้อมเป็นผู้นำต้นแบบในการดำเนินการเพื่อให้มีอาหารปลอดภัยและได้มาตรฐาน
“ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์จะทำให้เกษตรกรผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกรวม 318 ล้านไร่ ใน 183 ประเทศ ในขณะที่ด้านการตลาดมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกรวม 3 ล้านล้านบาท สำหรับในประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตรวม 0.3 ล้านไร่ โดยไทยเป็นอันดับที่ 8 ของเอเชีย และอันดับที่ 60 ของโลก ซึ่งสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยที่สำคัญ ได้แก่ กะทิ เครื่องแกง ซอส มูลค่า 1,201 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ชา กาแฟ และสมุนไพร 558 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 2,310 ล้านบาท โดยยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติจะช่วยผลักดันประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงผลการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ในปี 2560 ว่า ได้แบ่งพื้นที่การดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ จังหวัดยโสธร ซึ่งมีการปลูกข้าวอินทรีย์เป็นพืชหลัก ปลูกพืชผักหลังนา และเลี้ยงไก่อินทรีย์เป็นกิจกรรมเสริม และพื้นที่ทั่วไป ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมงอินทรีย์ ส่วนกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานได้แบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มเริ่มใหม่ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการและได้รับคำแนะนำการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตหรือความรู้เบื้องต้น กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มเกษตรกรที่พร้อมยกระดับ โดยเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อยู่แล้วและอยู่ระหว่างการขอรับรอง โดยจะให้การสนับสนุนตั้งโรงผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศ ปัจจัยการผลิต จัดทำแปลงสาธิต หมู่บ้านต้นแบบ ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ พัฒนาต่อยอดการผลิต และกลุ่มสุดท้ายได้รับการรับรองเกษตรอินทรีย์แล้ว จะมีการเชื่อมโยงตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า ส่งเสริมการแปรรูปและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ สร้างตราสินค้าเกษตรอินทรีย์ และติดตั้งระบบการตรวจสอบสินค้า ทั้งนี้ ผลการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ใน ปี 2560 พื้นที่รวมทั้งประเทศ 109,040 ไร่ แยกเป็นข้าว 98,239 ไร่ และพืชผสมผสาน 9,103 ไร่

ก.เกษตรฯ จัด “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281761

ก.เกษตรฯ จัด “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานปี60

หม่อนไหม, กเกษตรฯ, จัด, ประกวดเส้นไหม

ก.เกษตรฯ จัด “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานปี60

               นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2560 ณ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดอุทัยธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ได้จัดให้มีการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดไป นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องเชิดชูเยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านที่ผลิตผลงานที่มีคุณภาพ สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม การทอผ้าไหมให้คงอยู่คู่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง และยังช่วยกระตุ้นภาคการผลิตให้ก้าวทันความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนารูปแบบ ในการนำผ้าไหมมาใช้ในชีวิตประจำวัน อันจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า และสามารถขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ผลิตงานที่มีคุณภาพ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้าหม่อนไหม
ทั้งนี้ การประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหมในครั้งนี้ ผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศการประกวดในทุกประเภท จะนำผลงานมาจัดแสดงภายในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560” ระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2560 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้เข้ารับโล่พระราชทานฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
“อย่างไรก็ตาม การจัดงานดังกล่าว จะเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพสินค้า อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ต่อไป” นางสาวชุติมา
นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2560 แบ่งประเภทการประกวดออกเป็น 34 ประเภท ประกอบด้วย 1) การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท 2) การแข่งขันศิลปะการแสดงภูมิปัญญาหม่อนไหม 1 ประเภท 3) การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 20 ประเภท 4) การประกวดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม/รังไหม 2 ประเภท 5) การประกวดออกแบบชุดผ้าไหม 2 ประเภท 6) การแข่งขันทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม (ประดิษฐ์พานพุ่มในรัชกาลที่ 10) 1 ประเภท และ 6) การประกวดผลิตภัณฑ์จากทายาทหม่อนไหม 2 ประเภท
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหมยังได้บูรณการร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดอุทัยธานี จัดกิจกรรมและนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการกว่าจะเป็นไหม ร้านค้าจำหน่ายผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ร้านจำหน่ายผ้าทอ จังหวัดอุทัยธานี การประกวดออกแบบผ้าทออุทัยธานี และการแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าทอมือจังหวัดอุทัยธานี การประกวดริ้วขบวนชาติพันธุ์ของจังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281760

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

บิ๊กฉัตร, บิ๊ก, ฉัตร, ตรวจ, เยี่ยม, โครง, การตลาด, สินค้า, เกษตร, เมือง, ลับแล

“บิ๊กฉัตร”ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

วันที่ 9 มิ.ย.60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานของสหกรณ์เมืองลับแล จำกัด ผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ การบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าว และสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะเยี่ยมชมนิทรรศการและตลาดสินค้าเกษตร ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค
สำหรับการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวันนั้น จะทำให้เป็นช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอลับแลมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแล จะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
“การดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในปัจจุบันประชากรในอำเภอลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการทีได้ทำการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ทางตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง – หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่อำเภอลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น และสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลงสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว
ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในระยะต่อไปเมื่อตลาดได้รับการตอบรับและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ก็อาจจะมีการพัฒนาเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระดับจังหวัดและภูมิภาค และจะพัฒนาให้เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรของจังหวัดได้ในอนาคต และพัฒนาให้เป็นสถานที่จำหน่ายข้าวสารของโรงสีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์จำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีคุณภาพ ปรับปรุงอุปกรณ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเป็นสถานที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูป โดยเป้าหมายการดำเนินงาน เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายได้ปีละ 10,400,000 บาท

ประชุมส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281728

ประชุมส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน

เกษตรอาเซียน, ประชุม, ส่งเสริม, และ, ฝึกอบรม, ด้าน, การเกษตร, อาเซียน

ประชุมส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน

 

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดประชุมคณะทำงานสาขาส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรอาเซียน (ASEAN Sectoral Working Group on Agricultural Training and Extension ) หรือ AWGATE ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 7 – 11 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมไมด้า รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อพัฒนาเยาวชนเกษตรไทยและรัฐสมาชิกอาเซียนให้มีศักยภาพด้านการผลิต การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร การบริหารจัดการและการตลาดสินค้าเกษตร

             นางวัชรีพร  โอฬารกนก  ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า      AWGATEเป็นคณะทำงานสาขาหนึ่งภายใต้การดำเนินงานในกรอบความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ของอาเซียน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมต่างๆภายใต้คณะทำงานฯ โดยรัฐสมาชิกอาเซียนหมุนเวียนสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ซึ่งในปี 2560 ประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุม รวมทั้งทำหน้าที่เป็นประธาน บทบาทของ AWGATE เน้นการเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งความเป็นอาเซียนผ่านการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การปฏิบัติงานความร่วมมือในสาขาส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรของอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย

            1. การเพิ่มปริมาณ/คุณภาพของผลิตภัณฑ์เกษตรอย่างยั่งยืน 2. การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า การรวมตัวทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงตลาด 3.ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยทางอาหาร การมีโภชนาการที่ดี และการกระจายที่เป็นธรรม รวมถึงความเท่าเทียมกันทางเพศ 4. การพัฒนาด้านการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ และภัยอื่นๆ

             5. ช่วยเหลือผู้ผลิตรายย่อย และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อีกบทบาทหนึ่งคือให้ความสำคัญในการเตรียมและให้การศึกษาแก่คนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงความสำคัญของภาคการเกษตรและป่าไม้ และความมั่นคงทางด้านอาหาร รวมทั้งมีการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในปัจจุบัน การปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง  เนื่องจากเกษตรกรและเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรยังมีความรู้ที่จำกัดในประเด็นดังกล่าว

             ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า ผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้แทนจากรัฐสมาชิกอาเซียนได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ผู้แทนความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประชุม รวม 61 คน นอกจากการประชุมได้เดินทางศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตร และศูนย์เรียนรู้ของนายพัฒน์พงษ์ มงคลกาญจนคุณ ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัล FAO สาขาไร่นาสวนผสม ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ประสบการณ์ และสามารถความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเกษตรของประเทศตนเองได้เป็นอย่างดี