เปิดตัว FARMBOOK แอปพลิเคชั่นแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281727

เปิดตัว FARMBOOK  แอปพลิเคชั่นแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตร

farmbook, เล่มเขียว, เปิดตัว,  Farmbook  , แอป, พลิ, ชั่น, แจ้ง, ปรับปรุง, ข้อมูล, ทะเบียน, เกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว Farmbook  แอปพลิเคชั่นแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร

                      นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นใช้บนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ชื่อ Farmbook เพื่อให้ Smart farmer ที่มีการใช้ Smart  phoneอยู่แล้วได้ใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเป็นแอปพลิเคชั่นรายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรอิเลคทรอนิกส์   เกษตรกรสมัครลงทะเบียนขอใช้บริการได้ทางออนไลน์  ล็อคอินเข้าระบบผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือที่เคยแจ้งไว้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบตำบล ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่เคยขึ้นทะเบียนไว้ ผู้ใช้จะสามารถเรียกดูข้อมูลได้เสมือนมีสมุดทะเบียนทะเบียนเกษตรกร(เล่มเขียว) ติดไว้ประจำตัวในโทรศัพท์มือถือ และระบบแอปพลิเคชั่นนี้ยังพัฒนาเปิดสิทธิให้กลุ่ม smart  farmer ได้แจ้งปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกพืชได้ด้วยตนเอง  ไม่ต้องเสียเวลา  เสียค่าใช้จ่ายเดินทางไปแจ้งที่สำนักงานเกษตรอำเภอเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา   อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้มีการติดต่อแจ้งข้อมูล ข่าวสาร ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกร  กรณีพบปัญหาเร่งด่วน  แจ้งเตือนภัย หรือเกษตรกรพบปัญหาศัตรูพืชระบาด ต้องการขอคำแนะนำจากนักวิชาการอย่างรีบด่วน  จะสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที  ลดความเสียหายลงได้

               นางดาเรศร์  กิตติโยภาส ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ทดสอบระบบและสอบถามความคิดเห็นของเกษตรกร ระหว่างวันที่ 6-8 มิถุนายน 2560 กับคณะกรรมการบริหารแปลงใหญ่ข้าว  จังหวัดชัยนาท   สุโขทัย และลพบุรี  ผลปรากฏว่า เกษตรกรกลุ่มที่มาร่วมทดสอบมีการใช้ smart  phone อยู่แล้ว  ทุกคนจำหมายเลขโทรศัพท์ของตนเองที่เคยแจ้งไว้เมื่อคราวขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ปีที่ผ่านมาได้      ทั้งนี้การทดสอบพบว่าในกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ลงมาจะเรียนรู้ได้เร็วและสามารถใช้งานได้ทันที  มีความพึงพอใจในระบบนี้มาก เพราะจะทำให้แจ้งปรับปรุงข้อมูลได้อย่างสะดวก ณ ที่ตัวเองอยู่ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานเกษตรอำเภอเหมือนเดิม   ส่วนกลุ่มผู้ที่มีอายุมาก  แม้ว่ายังลังเลในการจะใช้งานเพราะสายตาไม่ดี  แต่ก็มีความเข้าใจถึงประโยชน์ที่จะได้รับโดยอาจจะให้ลูกหลานที่อยู่ในบ้านเป็นคนพิมพ์ข้อมูลแทนได้   ทางทีมงานผู้พัฒนาโปรแกรมได้นำข้อเสนอแนะเพิ่มเติมมาปรับปรุงแอปพลิเคชั่นให้ดีมากขึ้น ทั้งนี้จะเปิดตัวการใช้แอปพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการในงานเกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี 27 – 31 กรกฎาคมนี้ ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

กยท.ผนึกเครือข่ายถวาย 6 ล้านกล้าฟื้นฟูป่าอนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281671

กยท.ผนึกเครือข่ายถวาย 6 ล้านกล้าฟื้นฟูป่าอนุรักษ์

กยท, กยทผนึกเครือข่ายถวาย, CSR, ครองราชย์ครบ 70 ปี

กยท.ผนึกเครือข่ายถวาย 6 ล้านกล้าฟื้นฟูป่าอนุรักษ์

                 นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เผยว่า กยท. มุ่งมั่นและให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 กยท. ได้ดำเนินงานโครงการด้าน CSR ต่างๆ มากมายหลายโครงการ ได้แก่ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง โครงการนำร่องปลูกป่าแบบยั่งยืนในสวนยางพารา โครงการร่วมปลูกป่าและบริจาคเงินสมทบ “โครงการน้อมใจถวาย 6 ล้านกล้า ฟื้นฟูป่าอนุรักษ์ เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อลดภาวะโลกร้อน”  โครงการปลูกป่าในพื้นที่สาธารณประโยชน์ (ครองราชย์ครบ 70 ปี)  โครงการสาธารณกุศลเพื่อชุมชน  โครงการฝายชะลอน้ำ  โครงการยางปูพื้นสนามเด็กเล่น  โครงการทุนการศึกษา กยท. และโครงการรณรงค์ต่อต้านการคอรัปชั่น เป็นต้น โครงการต่างๆ เหล่านี้ เน้นประโยชน์พัฒนานำไปสู่ความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทั้งจากคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งนอกจากความสุขที่ได้จะเกิดขึ้นแก่คนในชุมชนนั้นๆ แล้ว ยังก่อให้เกิดความสามัคคีอันเกิดจากความร่วมมือของทุกคนอีกด้วย

               นายเชาว์ กล่าวต่อว่า ล่าสุด กยท. ได้สำรวจพื้นที่ต่างๆ พบว่า จังหวัดน่าน กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการอุปโภคบริโภค และใช้ในการทำเกษตรกรรม จึงมีแนวคิดสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำใน 3 หมู่บ้าน จาก 3 อำเภอจังหวัดน่าน คือ (1) บ้านต้นผึ้ง เขตพื้นที่อำเภอปัว (2) บ้านเหนือวัด เขตพื้นที่อำเภอเมือง และ (3) บ้านพี้เหนือ เขตพื้นที่อำเภอบ้านหลวง เพื่อชะลอการไหลแรงของน้ำในช่วงฤดูฝน สร้างความชุ่มชื้นแก่ป่าบริเวณต้นน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติและความสมดุลของระบบนิเวศน์ในพื้นที่ให้มีความสมบูรณ์ รวมถึงเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและใช้ทำการเกษตรแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่ง กยท. ได้ร่วมกับผู้นำชุมชน ประชาชน หน่วยงานราชการในพื้นที่ ภาคีเครือข่ายของแต่ละพื้นที่ ทั้ง 3 หมู่บ้าน ดำเนินการสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน

“กยท. มีความพร้อมในการดำเนินการโครงการการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ตามกรอบแผนที่วางไว้ในปีงบประมาณ 2560 อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเป็นการบูรณาการให้เกิดการพัฒนาต่อสังคมร่วมกันในทุกมิติ” นายเชาว์กล่าว 

             ด้านนายชัยศรี โชติรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กล่าวถึงโครงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) “การเลี้ยงปลาในบ่อเคลือบน้ำยาง” จ.นครราชสีมา ว่า โครงการนี้ กยท.ได้ร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดนครราชสีมา และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิดส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ หวังที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางมีการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการประกอบอาชีพเสริมด้วยการเลี้ยงปลา ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ทางเลือกเพิ่มขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมการใช้ยางแทนการใช้ถุงพลาสติกที่มีอายุการใช้งานเพียง 2 ปีสำหรับรองพื้นบ่อ

นายธนพันธ์ ชำนาญธนา ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า การปูบ่อเลี้ยงปลาด้วยน้ำยางพาราจะมีอายุการใช้งานได้นานถึง 10 ปี โดยการนำน้ำยางผสมกับสารเคมีปูพื้นบ่อเลี้ยงปลา ซึ่ง กยท. ทำบ่อเลี้ยงปลาดังกล่าวให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 5 ครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พร้อมทั้งสนับสนุนเงินค่าพันธุ์ปลาและอาหารปลา รวมถึงพันธุ์ไม้และเมล็ดพันธุ์ผัก ร่วมทั้งการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนในพื้นที่ด้วย

ชงครม.ออก4มาตรการ ช่วยสวนยางรับราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281599

ชงครม.ออก4มาตรการ ช่วยสวนยางรับราคาร่วง

ครม, กนย, เพิ่มเติม, กยท

ชงครม.ออก4มาตรการ ช่วยสวนยางรับราคาร่วง

  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 13 มิ.ย. นี้ จะเสนอ4 มาตรช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ตามมติของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกอบด้วย ประกอบด้วย 1.มาตรการขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและดูดซับผลผลิตที่จะออกมาสู่ตลาด โดยรัฐบาลจะชดเชยรับภาระดอกเบี้ยไม่เกิน 3%คิดเป็นงบประมาณที่รัฐต้องชดเชยทั้งสิ้น 300 ล้านบาท คาดการณ์ว่าจะสามารถดูดซับผลผลิตออกจากระบบได้ประมาณ 2 แสนตันในปี 60

2.มาตรการขยายระยะเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ซึ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 ออกไปอีก 1 ปี

3.มาตรการขยายระยะเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง (เพิ่มเติม) ออกไปอีก 90 วัน เพื่อรอรับเกษตรกรตกค้างประมาณ 1.1 หมื่นครัวเรือน และ 4.มาตราขยายระยะเวลาโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องหรือบัฟเฟอร์ฟันด์ ออกไปจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2563

“ข้อเท็จจริงในช่วงนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงปิดกรีดยาง ทำให้เป็นธรรมดาที่ระดับราคายางในตลาดจะมีการแกว่งตัวขึ้นลงอย่างมาก ซึ่งเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ทางการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) หารือกับ 5 ผู้ส่งออกรายใหญ่เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันไม่ให้มีการบิดเบี้ยวกลไกตลาด ผ่านการใช้เทคนิคของผู้ซื้อ ให้ราคาเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งจากนี้ไปเชื่อว่า ราคาน่าจะมีทิศทางที่ดีมา “พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กล่าวว่า ใน 4 มาตรการที่จะเสนอครม. ทั้ง 5 บริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่พร้อมให้ความร่วมมือ รวมทั้งกยท. ได้ส่งหนังสือไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อนัดประชุมวาระพิเศษในเดือนนี้ ถึงการออกมาตรการงดการส่งออกยางพารา พร้อมกันทั้ง 3 ประเทศ เพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้น

จากการติดตามสถานการณ์ราคายางของกยท. พบว่าตลาดได้ตอบสนองเชิงบวกต่อการดำเนินการในภาพรวม ส่งผลให้ราคายางพาราในวันที่ 8 มิ.ย. มีการปรับตัวสูง โดยราคายางแผ่นดิบณ ตลาดกลางยางพารา อ.หาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.14 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) อยู่ที่54.78บาทต่อกก.ยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ณ ตลาดกลางยางพาราฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.90 บาทต่อกก. อยู่ที่57.60บาทต่อกก.และยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ณ ตลาดส่งออก ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.90บาทต่อกก. อยู่ที่61.70 บาทต่อกก.

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281557

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

EEC, คลองประแกด, ลบม, EHIA, EEC

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด สร้างความมั่นคงให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก

             จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทยมีเนื้อที่ 6,388 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศประกอบไปด้วยป่าไม้ ภูเขา ที่ราบสูง ที่ราบลุ่มน้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเล โดยในบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ และทิศตะวันออกของจังหวัดจะเป็นเขตภูเขา มีความลาดชันสูง ส่วนตอนล่างเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล และตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของร่องความกดอากาศต่ำของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมดีเปรสชั่นจากทางด้านตะวันออกของประเทศ ทำให้มีปริมาณฝนมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศ เฉลี่ยถึง 2,600 มิลลิเมตร (มม.)/ปี มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีถึงมากถึง 6,662 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

            แต่…จันทบุรีกลับขาดแหล่งกักเก็บน้ำ

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

            ในปัจจุบัน จ.จันทบุรี มีแหล่งเก็บกักน้ำทั้งสิ้น 187 แห่ง เก็บกักน้ำได้เพียง 262 ล้านลบ.ม. สามารถส่งน้ำไปให้พื้นที่ชลประทานได้ 439,440 ไร่ จากพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 2.3 ล้านไร่ ซึ่งจะเห็นว่าความสามารถในการเก็บน้ำของจังหวัดยังไม่ถึง 1 % ของปริมาณน้ำท่า น้ำที่เหลืออีกหลายพันล้านลูกบาศก์เมตรได้ไหลลงทะเลไปเปล่าประโยชน์ อย่างน่าเสียดาย

              นอกจากนี้พื้นที่ป่าต้นน้ำที่จะคอยดูดซับน้ำยังถูกบุกรุกทำลาย และแหล่งกักเก็บน้ำที่จะเก็บน้ำไว้ก็ไม่มีหรือมีน้อยมาก ดังนั้น เมื่อเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันน้ำก็จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างทันที จึงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเป็นประจำ และแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น เพราะการพัฒนาเมืองและชุมชนที่ขยายออกไป มีการเพิ่มสิ่งก่อสร้าง มีการถมดิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขวางทางน้ำไหล แทนที่น้ำจะไหลลงทะเลเร็วกลับกลายไปเป็นการชะลอน้ำให้ขังอยู่ในพื้นที่ชุมชนต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่มีน้ำทะเลหนุนยิ่งทำให้การระบายล่าช้าออกไปอีก 3 – 5 วัน

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

             เมื่อถึงฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำทะเลหนุนสูงเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ปลายน้ำทันที เพราะขาดแหล่งกักเก็บน้ำ ไม่มีน้ำไปผลักดันน้ำเค็ม ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่ว่า ปีนั้นๆสภาพฝนเป็นอย่างไร

            ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาน้ำของจังหวัดจันทบุรีนั้นจำเป็นจะต้องพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนที่จะพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีให้สามารถเก็บกักน้ำได้ร้อยละ 20 ของปริมาณน้ำท่า หรือประมาณ 1,333 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีก 934,000 ไร่ หรือร้อยละ 40 ของพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด ซึ่งจังหวัดจันทบุรีเป็นรอยต่อของลุ่มน้ำหลัก 3 ลุ่มน้ำด้วยกัน คือ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ลุ่มน้ำพระสทึง และลุ่มน้ำโตนเลสาบ นอกจากนี้ยังมีลุ่มน้ำย่อยหรือลุ่มน้ำสาขาอีกหลายลุ่มน้ำ

                ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ก็ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่นๆของจังหวัดจันทบุรี ในปี 2535 กรมชลประทานได้เข้าไปศึกษาเบื้องต้นในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งผลการศึกษาครั้งนั้น พบว่า หากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่งตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ที่ ต. พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. ไร่ อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ต. พวา อ.แก่งหางแมว ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 80 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว ความจุ 99 ล้านลูกบาศก์เมตร

                “ขณะนี้อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 ส่วนอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว น่าจะเริ่มก่อสร้างปีได้ในปี 2561 จะเหลือเฉพาะอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่อยู่กำลังดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล่้อม” ดร.สมเกียรติกล่าว

เจาะลึกการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด

                   โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็น 1 ใน 4 อ่างที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อปี 2535 แล้ว กรมชลประทานได้การศึกษาความเหมาะสมอีกครั้งในปี 2545 แต่ต่อมาเมื่อปี 2552กรมอุทยานแห่งชาติฯได้ประกาศให้ บริเวณพื้นที่โครงการบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น กรมชลประทานจึงได้ศึกษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและทบทวนผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EHIA) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้อครอบคลุมสมบูรณ์ในทุกๆด้าน ทั้งด้านวิชาการ ด้านสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการน้ำ สภาพปัญหาและศักยภาพในปัจจุบัน รวมทั้งจัดทำมาตรการป้องกันแก้ไขและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่

               ในการศึกษา EHIA ครั้งนี้กรมชลประทานได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำต่างๆ ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และหน่วยงานภาครัฐ เอกชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เปิดเวทีจัดกิจกรรม ก็จะมีทุกภาคส่วนร่วมชี้แจงสะท้อนปัญหาและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการของชุมชนมากที่สุด

               “ขณะนี้การศึกษาได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีผลสรุปยืนยันว่า มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ในทุกภาคส่วน และยังสามารถบรรเทาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าในการลงทุน หากไม่ติดขัดปัญหาอะไร น่าจะสามารถเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2563” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

               สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ตัวเขื่อนตั้งอยู่อยู่บริเวณบ้านโป่งเกตุ ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี มีลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 25 เมตร ยาว 3,000 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับน้ำฝน 255 ตร.กม. และมีปริมาณน้ำท่าไหลลงอ่างฯในเกณฑ์เฉลี่ย 120 ล้าน ลบ.ม./ปี เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ถึงประมาณ 88,000 ไร่ และจะทำให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้เต็มประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยา คุณภาพน้ำ ตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภคบริโภคในพื้นที่อย่างเพียงพอ

                   นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินความต้องการในช่วงฤดูฝน จากบริเวณฝายวังโตนดเข้าสู่ระบบชลประทานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำรองรองรับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC ) ในระยะแรกเฉลี่ยประมาณปีละ 60ล้านลบ.ม. และสามารถเพิ่มปริมาณการผันน้ำในอนาคตได้ถึง 100 ล้านลบ.ม.อีกด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ที่เป็นเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศไทย

                “หากสามารถดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้เต็มศักยภาพครบทั้ง 4 แห่ง พร้อมฝายคลองวังโตนดตามแผนการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ของกรมชลประทานนั้น จะทำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่ง ที่สามารถบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และผลักดันน้ำเค็ม ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทั่วทั้งลุ่มน้ำ เสริมความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้ส่งออกชั้นดีของประเทศ ไม่ว่า ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ กล้วยไข่ สร้างรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีน้ำเหลือที่ส่งไ่ปช่วยเสริมความมั่นคงให้กับพื้นที่ EEC อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

             ด้านนายวิเชียร งามระเบียบ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้นำ้คลองวังโตนด ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ใช้น้ำจากคลองวังโตนดตอนล่าง กล่าวด้วยว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากน้ำในคลองแห้งต้องซื้อน้ำใส่รถมาใช้รดสวนผลไม้ ที่สูบน้ำจากประะตูระบายน้ำทุ่งเบญจาที่สร้างปิดกั้นคลองวังโตนด แต่หลังจากที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างประะตูระบายน้ำทุ่งเบญจาปิดกั้นคลองวังโตนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรมีน้ำเพียงพอ มีความสุข รายได้ก็ดีขึ้นด้วย และหากกรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทางตอนบนทั้ง 4 แห่งเสร็จสมบูรณ์ ก็ยินดีที่จะแบ่งปันน้ำในส่วนที่เหลือใช้ให้กับพื้นที่อื่น ๆ ที่ต้องการน้ำด้วย

               หากมองประโยชน์ที่ทุกภาคส่วนจะได้รับ เมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่ใช้ในการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดประมาณ 3,193 ล้านบาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่ามาก

กยท.ผนึกผู้ประกอบกิจการยางถกปัญหาราคาร่วงผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281551

กยท.ผนึกผู้ประกอบกิจการยางถกปัญหาราคาร่วงผิดปกติ

กยท, มหาชน, 7 มิย 2560

กยท.ผนึกผู้ประกอบกิจการยางถกปัญหาราคาร่วงผิดปกติ

           เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2560 การยางแห่งประเทศไทย นำโดย พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ร่วมหารือตัวแทนบริษัทผู้ส่งยางรายใหญ่ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) บริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด และบริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด หวังหาแนวทางการแก้ปัญหาราคายางในตลาดโลกลดลงอย่างผิดปกติ และกำหนดมาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดขึ้น

         พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การเชิญผู้ประกอบกิจการยางรายใหญ่ของประเทศร่วมหารือในครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาราคายางในตลาดโลกที่ลดลงอย่างผิดปกติ และกำหนดมาตรการเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้เกิดขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก

            “ไม่มีใครพูดได้ว่าราคายางจะดีหรือไม่ดี แต่ราคาจะต้องมีเสถียรภาพ ทุกคนต่างหวังว่าราคายางจะมีการขยับขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ตอนนี้สถานการณ์เรียกว่ามีการลดลงอย่างผิดปกติ ซึ่งสาเหตุนั้นได้มีการวิเคราะห์กันว่าเกิดจากหลายปัจจัย โดยหลังจากได้มีการพูดคุยร่วมกันกับตัวแทนบริษัทเอกชนผู้ส่งออกยางรายใหญ่ จึงมีการกำหนดแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคายางที่ลดลง เพื่อช่วยผลักดันให้ราคายางมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ กยท.จะมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเมื่อมีความจำเป็น หากมาตรการที่ดำเนินการไปแล้วยังไม่เกิดเสถียรภาพ ก็จะต้องเร่งหาแนวทางหรือมาตรการอื่นแก้ไขกันอย่างต่อเนื่องกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน”

          ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. มีหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานหาแนวทางที่ดีที่สุดให้แก่วงการยางพาราไทย ซึ่งนอกจากรับฟังปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรแล้ว กยท. ยังได้เชิญผู้ประกอบกิจการยาง มาร่วมหารือถึงที่มาของปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ซึ่งในวันนี้ (7 มิ.ย. 2560) ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากตัวแทนผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของไทย ซึ่งทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ราคายางพารา ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความผิดปกติ เพราะฉะนั้นจากนี้ต่อไปจะมีมาตรการร่วมกันในการแก้ไขราคายางให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกิดเสถียรภาพมากขึ้น

            ดร. ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นลงของราคาเป็นเรื่องที่เกิดจากการซื้อขายในตลาดโดยทั่วไป แต่การขึ้นลงของราคายางอย่างรวดเร็วจนผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปัจจุบัน ราคาซื้อขายภายในประเทศมาจากการอ้างอิงราคาซื้อขายยางในตลาดล่วงหน้า เพราะฉะนั้นแนวทางแก้ปัญหาราคายางจะต้องเข้าไปแก้ไขทั้งในส่วนของตลาดซื้อขายปัจจุบันและในตลาดล่วงหน้าด้วย  เพราะทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กันหมด

              “ในขณะที่ตลาดโลกยังคงความต้องการยางพารามาก ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาขณะนี้เป็นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินที่มีการแข็งค่าขึ้น ราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวลดลง ซึ่งไม่นานก็จะย้อนกลับไปสู่จุดสมดุล แต่การที่ราคาลดลงเร็วอย่างผิดปกติ จะต้องแก้ที่ต้นเหตุและหาแนวทางเพื่อให้การเคลื่อนไหวของราคายางมีเสถียรภาพ” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

              ดร.ธีธัช ย้ำด้วยว่า  สถานการณ์ขณะนี้ส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือที่ไม่มีข้อมูลจริงอ้างอิง ทำให้ส่งผลต่อจิตวิทยาในการลงทุน เพราะฉะนั้น มาตรการที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของการเอาเงินเข้าไปแก้ไข แต่เป็นการช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้รับข่าวสาร ข้อมูลที่เป็นความจริงโดยทั่วกัน ทั้งนี้ ยังมีมาตรการที่เป็นความร่วมมือของประเทศผู้ส่งออกระดับโลก อย่างเช่น ข้อตกลงเรื่องการจำกัดการส่งออก แต่เป็นเรื่องที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศร่วมกัน ในขณะเดียวกันภายในประเทศจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กยท. และผู้ประกอบกิจการยาง รวมถึง ทุกภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพราคายาง

              ด้าน นายไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมยางพาราไทย และ กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชนกล่าวว่า สืบเนื่องจากราคายางในตลาดโลกช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ลดลงแบบผิดปกติ เพราะฉะนั้นด้านผู้ประกอบการ และตัวแทนของภาคเอกชนผู้ประกอบกิจการยางพารา จึงมาหารือปัญหาราคายางร่วมกันกับภาครัฐ และมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาราคายาง ทั้งนี้ ทุกคนยอมรับว่าราคายางลงผิดปกติ ทั้งที่ยางพาราไม่ได้ล้นตลาดมาก  และพื้นฐานการใช้ยางไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด วันนี้จึงร่วมกันหารือ พร้อมกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางให้มีเสถียรภาพที่ชัดเจน และจะเริ่มต้นทำทันที เพื่อดูแลให้ราคายางมีเสถียรภาพ

“ราคายางในตลาดโลกเดียวกัน กลไกก็จะเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ส่วนตลาดล่วงหน้าถ้ามีผู้เข้าซื้อขายในตลาดล่วงหน้าเยอะๆ ราคาเหล่านั้นจะเป็นตัวชี้นำตลาดซื้อขายจริงได้ โดยตลาดล่วงหน้าของยางพาราจะมีอยู่ 3 ตลาด ได้แก่ ตลาดสิงคโปร์ ตลาดเซี่ยงไฮ้ และตลาดโตเกียว จึงไม่สามารถบอกราคาที่แน่นอนเป็นราคาเดียวได้ สำหรับกลุ่มพวกเรา 5 เสือ อยู่ในตลาดสินค้าที่มีการซื้อขายจริง ไม่ใช่ตลาดล่วงหน้าแน่นอน  ดังนั้น มาตรการที่ได้มีการร่วมประชุมหารือกันนี้ จะเป็นกลไกที่เราจะทำให้ราคามีเสถียรภาพ แต่ขณะนี้ไม่สามารถบอกให้ทราบได้ว่าจะใช้แนวทางและวิธีการอย่างไร” นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวย้ำ

“เอสซีจี”สานต่อที่พ่อทำ ร่วมสร้างฝายทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281496

“เอสซีจี”สานต่อที่พ่อทำ ร่วมสร้างฝายทั่วไทย

สร้างฝายทั่วไทย, ร่วมสร้างฝายทั่วไทย, เอสซีจี

“เอสซีจี”สานต่อที่พ่อทำ ร่วมสร้างฝายทั่วไทย

           เอสซีจี ชวนร่วมเดินทางตามรอยพ่อกับทริปรักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย

เอสซีจี ชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมสุดพิเศษเพื่อออกเดินทางไปนำของขวัญจากพ่อกลับมาพัฒนาชุมชนของตัวเองในทริป “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ณ จังหวัดลำปางและเชียงใหม่ ในวันที่ 24 – 27 มิถุนายน 2560 โดยรับสมัครเฉพาะผู้สนใจที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี นครศรีธรรมราช หรือ ขอนแก่น มีอายุระหว่าง 17-28 ปี ทั้งชายและหญิง

หมดเขตรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันที่ 12 มิถุนายน 2560 ติดตามรายละเอียดและกติกาการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/SCGWater

นนทบุรีจัดใหญ่งาน”ทุเรียนไทยเมืองนนท์” 8-12 มิถุนายนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281436

นนทบุรีจัดใหญ่งาน”ทุเรียนไทยเมืองนนท์” 8-12 มิถุนายนนี้

ทุเรียนนนท์, 8-12, มิถุนายนนี้, ทุเรียนไทยเมืองนนท์

นนทบุรีจัดใหญ่งาน”ทุเรียนไทยเมืองนนท์” 8-12 มิถุนายนนี้

 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต ร่วมกับ จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นนทบุรี จำกัด ได้กำหนดจัดงาน “ทุเรียนไทย” Nonthaburi The King of Durian ขึ้นเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การปลูกทุเรียนแบบวิถีนนท์ ตามภูมิปัญญาของชาวสวนจังหวัดนนทบุรี ส่งเสริมการตลาดทุเรียน ทุเรียนแปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร ร่วมปลูกฝังการอนุรักษ์สวนทุเรียนนนท์ ส่งเสริมการคงไว้ซึ่งสวนทุเรียนให้บุคคลทั่วไปได้รู้จักที่มาของทุเรียนนนท์ที่กล่าวขวัญกันมายาวนานมิลืมเลือน ด้วยคุณภาพและความอร่อย

โดยภายในงานได้จัดให้มีการจัดแสดงนิทรรศการการปลูกทุเรียนแบบวิถีนนท์ จัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้เรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทุเรียนนนท์(GI) โครงการอนุรักษ์สวนทุเรียนนนท์ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ และนิทรรศการความเป็นมาของทุเรียนนนท์

การออกร้านจำหน่ายทุเรียนและผลไม้ต่างๆ จากเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง พร้อมผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดนนทบุรี

จัดกิจกรรมสาธิตเมนูอาหารคาวหวานจากทุเรียน อาทิ ยำทุเรียนกรอบ สมูธตี้ทุเรียน วุ้นข้าวเหนียวทุเรียน ฯ ที่ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ครั้งแรกกับการจิบชา คู่กับหลากหลายเมนูจากทุเรียน ในบรรยากาศสุดชิลล์ สไตล์ อิงลิช วินเทจ การ์เด้นท์

และไฮไลท์ของงาน คือ การประมูลทุเรียนนนท์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เพื่อนำรายได้มอบเป็นการกุศล โดยทุเรียนที่จะประมูลมีทั้งหมด 6 ลูก เป็นทุเรียนพันธุ์ก้านยาว 3 ลูก และพันธุ์หมอนทอง 3 ลูก คาดว่ามูลค่าการประมูลรวมทั้งสิ้นกว่าล้านบาท

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 มิถุนายน 2560 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาเวสต์เกต อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

กยท.เตรียมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5พันล้านแก่ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281435

กยท.เตรียมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5พันล้านแก่ชาวสวนยาง

25พันแก่ชาวสวนยาง, ธีธัช, กยท

กยท.เตรียมปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 2.5พันล้านแก่ชาวสวนยาง

           การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมปล่อยเงินให้กู้ยืม ในวงเงินรวมกว่า 2.5พันล้าน โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 1% แก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. หวังพัฒนาปรับปรุงคุณภาพยางพาราในประเทศให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาอย่างยั่งยืน สร้างนวัตกรรมสอดรับยุค Thailand 4.0

           ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เห็นชอบหลักเกณฑ์จัดสรรเงินให้กู้ยืมกองทุนพัฒนายางพาราตามมาตรา 49(3) หมวดที่ 1 เงินให้กู้ยืม โดยการจัดสรรเงินให้กู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง เป็นเงินงบประมาณที่มาจากมาตรา 49 (3) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน ส่งเสริม และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการประกอบอาชีพการทำสวนยาง ค่าใช้จ่ายสำหรับปรับปรุงคุณภาพการผลิต การแปรรูป การตลาด อุตสาหกรรมการแปรรูปยางขั้นต้น อุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง และอุตสาหกรรมไม้ยาง รวมไปถึงการดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ซึ่งในภาพรวม เงินทุนกู้ก้อนนี้จะช่วยในการพัฒนายางพาราทั้งระบบ และการรักษาเสถียรภาพราคายางในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

         ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเงินทุนหมุนเวียนโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.25 สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ในระยะเริ่มต้น/พัฒนา คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 และในระยะก้าวหน้า คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ในส่วนของผู้ประกอบกิจการยาง กำหนดอัตราดอกเบี้ยออกเป็น 3 อัตรา คือ ดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบกิจการยางประเภทบุคคลธรรมดา ร้อยละ 2.5 ส่วนประเภทวิสาหกิจชุมชน คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 และ ประเภทนิติบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4

            “ด้านประเภทการกู้เพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่า ฯลฯ สำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง  คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.75 สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั้งในระยะเริ่มต้น/พัฒนา และระยะก้าวหน้า คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 และสำหรับผู้ประกอบกิจการยาง แบ่งเป็นประเภทบุคคลธรรมดา คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ประเภทวิสาหกิจชุมชน คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 และ ประเภทนิติบุคคลคิด อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.5” ดร.ธีธัช กล่าว

           ผู้ว่าการ กยท. กล่าวย้ำว่า ในปีงบประมาณ 2560 นี้ กยท. ได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) เงินให้กู้ยืม เป็นเงิน จำนวน 2,567 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้พร้อมให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และประสงค์จะกู้เงินทุนดังกล่าวเพื่อพัฒนาการทำสวนยาง พัฒนาคุณภาพยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางพารา และธุรกิจยางพารา ให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นได้แล้ว โดยสามารถยื่นคำขอกู้ได้ทันทีที่ กยท. ทุกจังหวัดและทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ กยท. มั่นใจว่าสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ในการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตนำไปสู่มาตรฐานการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ายาง ต่อยอดไปจนเกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบรับนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งจะนำไปสู่การมีเสถียรภาพด้านราคายางในประเทศไทยต่อไป

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวงน้ำ เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281434

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวงน้ำ เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

ฝนหลวง, เร่ง, เติม, น้ำ, เขื่อน, แม่, กวง, เลี่ยง, พื้นที่, ประสบภัย

ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อนแม่กวง เลี่ยงพื้นที่ประสบภัย

   

วันที่ 7 มิถุนายน 2560 เวลา 15.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร กล่าวว่า จากรายงานสภาพอากาศประจำวัน พบว่า มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่มาจาก   อ่าวเบงกอล ได้พัดเข้าปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ทำให้ทางภาคเหนือตอนบนอาจมีฝนตกลงน้อยกว่าภาคอื่น จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ประสานงานกับสำนักชลประทานที่ 1 กรมชลประทาน เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้ข้อมูลว่า ปริมาณน้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำ

ในภาคเหนือยังสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ และมีความต้องการเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนทางภาคเหนือ จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนในภาคเหนือ ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขึ้นปฏิบัติการไปจำนวน 11 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 16.40 ชั่วโมง ใช้สารฝนหลวงจำนวน 9.3 ตัน พบว่ามีฝนตกเล็กน้อย ในพื้นที่บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา

ซึ่งจากการปฏิบัติการฝนหลวง พบว่าปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพล 16.22 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ 4.02 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล 0.20 ล้านลูกบาศก์เมตร และปริมาตรน้ำไหลลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา 0.14 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ โดยก่อนการปฏิบัติการฝนหลวง ได้เน้นย้ำให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และพื้นที่น้ำท่วมขัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281433

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

เกษตรแปลงใหญ่, นายกรัฐมนตรี, พื้นที่, ความก้าวหน้า, เกษตร, แปลง, ใหญ่, จันทบุรี

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ดูความก้าวหน้าเกษตรแปลงใหญ่จ.จันทบุรี

วันที่ 7 มิถุนายน 2560) เวลา 10.00 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามผลงานเด่นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกผลสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่และการบริหารจัดการผลไม้จังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบของประเทศ ณ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชณกูฎ จังหวัดจันทบุรี

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมความสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อย่างครบวงจร และการบริหารจัดการผลไม้อย่างมีคุณภาพ พร้อมพบปะกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ กว่า 1,000 คน โดยมีการมอบเงินสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเครื่องจักรกลการเกษตรภายใต้โครงการ Motor pool แก่แปลงใหญ่โคนมสอยดาว จำนวน 10 ล้านบาท ตลอดจนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการรับซื้อผลไม้ให้สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด  25 ล้านบาท และมอบสถานีสูบน้ำบ้านท่าอุดมเพื่อสนับสนุนพื้นที่แปลงใหญ่  1 โครงการ พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการจัดการและควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนการส่งออก การส่งออกการประมูลมังคุดแปลงใหญ่และแปลงใหญ่ประชารัฐกุ้งขาว อำเภอท่าใหม่ ซึ่งเกษตรกรปรับเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งในบ่อเลี้ยงที่ปูพีอีและมีการปรับคุณภาพน้ำด้วยเทคโนโลยี 3 สะอาด ได้แก่ น้ำสะอาด บ่อสะอาด และกุ้งสะอาด ตามแนวทางประชารัฐ ร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทำให้กุ้งปลอดโรค EMS ระยะเวลาการเลี้ยงลดลง จากเดิม 4 เดือนต่อรอบ เป็น 2 เดือนต่อรอบ ส่งผลให้กุ้งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่/รุ่น เพิ่มเป็น 1,100 กก./ไร่/รุ่น

พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่และการบริหารจัดการผลไม้ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่มากว่า 3ปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่การผลิต จนถึงการตลาดเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีมาตรฐานภายใต้การบริหารจัดการที่ดี จนปัจจุบันแปลงใหญ่ได้ขยายเป็น 2,138 แปลง สำหรับผลจากการดำเนินงานในปี 2559 ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3,437.82 ล้านบาท มูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 1,427.12 ล้านบาท ทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตได้รวม 4,864.94 ล้านบาท เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง โดยมีสถานะเป็นกลุ่มเกษตรกรจำนวน 109 กลุ่ม ทั้งนี้ กระทรวงเกษตร ฯ มุ่งหวังที่จะยกระดับและพัฒนาคุณภาพเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ให้เป็น Smart Farmer ทั้งหมด และพัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับเกษตรกรที่มาให้การต้อนรับว่า การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ เพื่อมารับทราบการทำงานร่วมกันของภาคประชาชนาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาศักยภาพของจังหวัดจันทบุรีให้แข็งแกร่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพของประชากรส่วนใหญ่ทั้งประเทศ การพัฒนาจะต้องพัฒนาแบบครบวงจร บริหารจัดการทั้งระบบตั้งแต่กระบวนการผลิตไปถึงช่องทางการจำหน่ายผลผลิต เกษตรกรจึงต้องมีการพัฒนาตนเอง ควบคู่กับการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพอยู่เสมอ อย่ามุ่งเน้นแต่เรื่องราคาอย่างเดียว ต้องพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ราคาพืชผลจะได้ดีขึ้น อีกทั้งแนะนำให้เกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ เกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและมีการขับเคลื่อนกันอย่างเข้มแข็ง สร้างอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ประจำกลุ่ม รวมทั้งสร้าง story เพื่อให้เกิดความน่าสนใจสร้างมูลค่าให้กับสินค้า นำเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นแล้วพัฒนาต่อยอดขยายช่องทางการตลาด รวมถึงขยายเครือข่ายให้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมกลุ่มเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีที่มีความพร้อมในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน และขอให้ใช้ศักยภาพของพื้นที่ที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในเรื่องของดินและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในผลิตผลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรวมกันทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ผ่านกลไกประชารัฐตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสินเชื่อ และเครื่องจักรกลการเกษตร แต่จะต้องช่วยกันดูรักษาให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานในการนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมีคุณภาพ และกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนที่มีความตั้งใจ ทุ่มเทในการพัฒนาจังหวัดจันทบุรีร่วมกัน และขอให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมกระบวนการจัดการและควบคุมคุณภาพผลไม้ก่อนส่งออกและกระบวนการประมูลมังคุดแปลงใหญ่  รวมทั้งเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่ทั้งเกษตรแปลงใหญ่ไม้ผล และแปลงใหญ่โคนม