ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281432

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

จันทบุรี, มหานครผลไม้, วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด, วิสาหกิจเพื่อสังคม, แบรนดิ้ง, ผลจันท์

ยกระดับเมืองจันท์เป็น มหานครผลไม้

 วันที่ 7 มิ.ย. 60  เวลา 13.30 น.  ณ บริเวณงาน  “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017”  องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี  พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางไปร่วมงาน“มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017”   เพื่อเยี่ยมชมผลงานของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐจังหวัดจันทบุรี  (บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด) และมอบใบหุ้นให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆที่สนับสนุนตลาดประชารัฐสามัคคี  จังหวัดจันทบุรี  โดยมี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี

นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี  หัวหน้าส่วนราชการและประชาชน มารอให้การต้อนรับ
นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายงานว่า การจัดตลาดประชารัฐ เพื่อชุมชนสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย  โดยได้นำสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรนำมาจัดจำหน่ายตามโครงการตลาดประชารัฐเพื่อชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง กลไกการผลิต สนับสนุนและส่งเสริมตลาดสินค้าของชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาและบริหารชุมชน จนถึงการสร้างอาชีพใหม่ หรืออาชีพเสริม โดยการแข่งขันทางการค้า จะนำไปสู่การสร้างความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน กระตุ้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง  โดยการนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากชุมชน หมู่บ้าน และผลผลิตที่ได้จากโครงการตามนโยบายของรัฐทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้  บจ.ประชารัฐรักสามัคคีจันทบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) ยังได้สร้างโมเดลธุรกิจของตัวเอง โดยเล็งเห็นว่า “แบรนดิ้ง” เป็นสิ่งสำคัญ จึงได้สร้างแบรนด์ชื่อ “ผลจันท์” พร้อมพัฒนาช่องทางจำหน่ายหรือเอาต์เลต     พรีเมี่ยมอยู่ในห้าง อาทิ โรบินสัน  บิ๊กซี และตามแหล่งท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนโครงการประชารัฐรักสามัคคีตามแนวยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งของประเทศที่เน้นความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน  พร้อมสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไป

โอกาสนี้  นายกรัฐมนตรีได้เดินเยี่ยมชมการผลิตผลไม้วิถีเกษตรอินทรีย์  พร้อมกล่าวกับผู้ประกอบการภายในงานว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการยกระดับตลาดประชารัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคือการสร้างความเข้มแข็งภาคการผลิตทั้งหมดในภาคการเกษตร ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศมีความเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่มีความมั่นคง มั่นคั่งและยั่งยืน ต้องมั่นคงทางอาหารและนวัตกรรม และต้องเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ พืชการเกษตร ประมง ปศุสัตว์  ซึ่งต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเข้มแข็ง ซึ่งทุกคนจะต้องเดินหน้าไปสู่อนาคต และจะต้องเป็นมหาอำนาจทางอาหารและผลไม้ที่คนทั่วโลกกินทุกวัน พร้อมเตรียมรองรับสถานการณ์ในปัจจุบันไปสู่อนาคตข้างหน้า  ในส่วนของรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาการเกษตรตั้งแต่ต้นทางคือเกษตรกร กลางทางคือการแปรรูปและการสร้างนวัตกรรม และปลายทางคือการตลาด ซึ่งทุกคนต้องสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มให้มากยิ่งขึ้น โดยการสร้างกลุ่ม สหกรณ์แยกประเภทโดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุน แต่ทุกคนต้องช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเองด้วยพลังประชารัฐที่มีอยู่

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ำที่มีอยู่แต่ทั้งนี้ต้องใช้เวลาและงบประมาณพอสมควร และแก้ไขตามขั้นตอน หรือตาม Road Map ที่มีอยู่ ควบคู่กับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ประเทศไทยตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นมหาอำนาจทางอาหารในอนาคตต่อไป

สำหรับการจัดงาน “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR 2017” จังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์ขึ้นเพื่อบูรณาการการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว  เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลผลไม้ ประจำปี 2560 สร้างการรับรู้ความเป็นมหานครผลไม้ของภาคตะวันออก  ได้แก่  จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด  หรือศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรมด้านการเกษตรอินทรีย์ ทั้งด้านการผลิตและการตลาด  พร้อมเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผลไม้ตลอด  ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ  อาทิ  การประกวดผลไม้  การจำหน่ายผลไม้อินทรีย์ปลอดภัย  การแสดงประวัติผลไม้หายาก  มหกรรมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของดีเมืองจันทร์  และการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ รัชกาลที่ 9 นิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร ฯลฯ

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281417

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

สหกรณ์, หากมี

เผยข้อมูลหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนใหม่

 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยมีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลังเสนอ ให้มีการออกหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ ที่เกิดจากการประกอบกิจการทางการเงินของสหกรณ์ เช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติของสถาบันการเงิน 4 ด้านคือ ด้านธรรมาภิบาล ด้านสภาพคล่องด้านเครดิตและด้านการปฏิบัติการ  โดยนำหลักการกำกับดูแลสถาบันการเงินของ Basel I มาใช้ และให้มีการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานกำกับดูแล รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศระบบการเงินของสหกรณ์ให้ทันสมัย
โดยให้ 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกันหารือเพื่อวางแนวทางการปฏิรูป การบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการทางการเงิน ให้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้ง 4 ด้าน ซึ่งขณะนี้ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อนำมาใช้กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนแล้ว  4 เกณฑ์ ได้แก่ หลักเกณฑ์ที่ 1.การกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว สำหรับสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เนื่องจากเห็นควรแก้ไขอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับให้สอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ ที่ระบุว่าสมาชิกพึงได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนอย่างจำกัด และเป็นการช่วย ลดแรงกดดัน ในการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อนำมาแบ่งกัน โดยเห็นควรออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว สำหรับสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน อีกทั้งร่างกฎกระทรวงฯ ฉบับนี้กำหนดให้จ่ายเงินปันผล ตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ไม่เกินอัตราร้อยละ 10 ต่อปี แต่เมื่อคำนวณรวมกับเงินปันผล ที่จ่ายทั้งหมดแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิที่เหลือ จากการจัดสรรเป็นทุนสำรองและค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
หลักเกณฑ์ที่ 2 กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์  โดยเห็นชอบให้มีการทบทวนอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และดำเนินการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ธนาคารพาณิชย์ ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากประจำ โดยเฉลี่ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ต่อปี  แต่ยังมีหลายสหกรณ์ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากไว้สูงกว่านี้มาก อันเป็นผลให้สหกรณ์มีต้นทุนทางการเงินที่สูงและไม่เป็นผลดีต่อการบริหารการเงินของสหกรณ์ จึงให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนและชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากในระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินทุกประเภทไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี และให้ถือว่าระเบียบดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากแต่ละคราว ให้แจ้งนายทะเบียนสหกรณ์ทราบด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว
เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 60 วัน
หลักเกณฑ์ที่ 3 เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสหกรณ์อื่น โดยกำหนดให้สหกรณ์ผู้รับฝาก จะรับฝากเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใด ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้จากสหกรณ์ดังกล่าว (หากมี) ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้น รวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ฝากเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 120 วัน  หลักเกณฑ์ที่ 4 เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นเกณฑ์การกำกับความเสี่ยงด้านเครดิตในการกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่ โดยกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท จะให้เงินกู้แก่สหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่ง ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ให้กู้  และเมื่อรวมหนี้ทุกรายของสหกรณ์ผู้ขอกู้แล้ว ต้องไม่เกินวงเงินกู้ยืมหรือค้ำประกันประจำปี ที่สหกรณ์ผู้ขอกู้ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้ให้เวลาสหกรณ์ปรับตัว เพื่อถือใช้และปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับนี้เป็นเวลา 120 วัน

เกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน จะนำมาถือใช้โดยจะออกมาในรูปของคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์และกฎกระทรวง และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกำกับดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ประกอบด้วยผู้แทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ในการเข้ามาให้คำแนะนำแก่สหกรณ์และติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงเปลี่ยนผ่านระยะแรก ซึ่งคาดหวังว่าการดำเนินงานตามเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนนี้ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของสหกรณ์ และจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้ในที่สุด

กรมชลเร่งขยาย”คลองภูมินาถดำริ”ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281062

กรมชลเร่งขยาย”คลองภูมินาถดำริ”ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

กรมชลเร่งขยายคลองระบายน้ำร.1หรือ”คลองภูมินาถดำริ” ป้องน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่

            ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความคืบหน้าการดำเนินงานปรับปรุงขยายคลองระบายน้ำร.1หรือ”คลองภูมินาถดำริ”โครงการบรรเทาอุทกภัยอ.หาดใหญ่(ระยะ2) จ.สงขลา โดยระบุว่าเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำร.1 จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น  โดยมีความยาวประมาณ 20.937 เมตร โดยแบ่งการปรับปรุงออกเป็นช่วง ๆ ประกอบด้วยงานปรับปรุงคลองระบายน้ำร.1 งานก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน2 งานก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี2 และงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยี โดยมีรายละเอียดกล่าวคือ มีการปรับปรุงคลองระบายน้ำร.1 มีความยาว 20.937 กิโลเมตร ช่วงกม.1+000 ถึงกม.3+813 มีการปรับปรุงจากคลองดินเดิมท้องคลองกว้าง 50 เมตร เป็นท้องคลองกว้าง 100 เมตร ความยาวคลอง 2.813 กิโลเมตร ความกว้างท้องคลอง 100 เมตร ความลึกของคลอง 7 เมตร ซึ่งสามารถระบายน้ำได้ 1,200 เมตรต่อวินาที ในณะที่ช่วงกม.3+913 ถึงกม.14+460 จากเดิมเป็นคลองเดิมท้องคลองกว้าง 50 เมตร จะปรับปรุงให้เป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กโดยตอกเข็มและเสริมกำแพงคอนกรีตป้องกันตลิ่งพัง โดยท้องคลองมีความหว้าง 70 เมตร

         “ช่วงนี้จะมีความยาวคลอง 10.5 กิโลเมตร ความกว้างท้องคลอง 70 เมตร ความลึกของคลอง 7 เมตรและสามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนอีกช่วงที่กม.14+460 ถึงกม.20+937 จากเดิมเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมคางหมูท้องคลองกว้าง 24 เมตร ปรับปรุงเป็นคลองคอนกรีตเสริมเหล็กรูปสี่เหลี่ยมท้องคลองกว้าง 70 เมตร ความยาวคลอง 6.477 กิโลเมตร ความหว้างท้องคลอง 70 เมตร ความลึกของคลอง 7.60 เมตร สามารถระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที”

         รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่าในส่วนการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน2นั้นมีขนาดของบานระบาย 12.5X7.5เมตร มีจำนวนช่อง 3 ช่องและชนิดระบายเป็นบานโค้ง ขณะทีีการก่อสร้างประตูระบายน้ำบางหยี2 มีขนาดของบานระบาย 6 X6เมตร มีจำนวนช่อง 8 ช่องและชนิดของบานระบายเป็นบานตรง โดยบริเวณประตูระบายน้ำบางหนีจะมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดหอยโข่งแนวตั้ง ตัวเรือนเป็นคอนกรีตขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า อัตราสูบขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระยะยกน้ำ 3.50 เมตรและอุปกรณ์ประกอบจำนวน 6 ชุดเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายจากคลองร.1ออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ประโยชน์ที่ได้รับจะช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองระบายน้ำร.1จากเดิมระบายน้ำได้ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีและลดระดับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรอีกด้วย

         อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2558และจะแล้วเสร็จในกลางปี 2562 ในวงเงินการก่อสร้าง(รวมค่าเวนคืนที่ดิน)ทั้งสิ้น 6,500 ล้านบาทโดยขณะนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างมาแล้วประมาณร้อยละ22     เนื่องจากเกิดปัญหาฝนตกหนักในเดือนธันวาคม 2559 ถึงมกราคม 2560 ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักลงช่วงหนึ่ง แต่คาดว่าการดำเนินการก่อสรา้งจะแล้วเสร็จทันตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281059

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

ปลาช่อน, เกษตรร่วมกับเบทาโกร, องค์การมหาชน, มหาชน, Zoning, ประชารัฐ, สวก

เกษตรร่วมกับเบทาโกร ส่งเสริมเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว

                  นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว พร้อมสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามนโยบายประชารัฐ เพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทย ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. และกรมประมง กับ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เป็นการร่วมกันจัดทำโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว” โดยในปี 2560 จะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาช่อนให้ได้ 200 บ่อ/ราย ซึ่งมีจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ภายใต้งบประมาณกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนถือเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง นโยบายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพเกษตรกรรมอื่น (Zoning) และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล

นายอดิศร  พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงปลาช่อนอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือของไทย ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรบางส่วนยังใช้ลูกพันธุ์ที่จับจากธรรมชาติ ทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงได้ขอสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. เพื่อศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลาช่อนแบบครบวงจรให้ได้ปริมาณมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์ให้แก่เกษตรกร ซึ่งในการวิจัยได้มีการศึกษาวิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา จนประสบความสำเร็จ ทำให้สามารถพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาช่อนให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้โฮโมนสังเคราะห์ ทำให้สามารถผลิตลูกปลาช่อนให้มีมาตรฐาน โดยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของลูกปลาช่อนจากการกินอาหารมีชีวิตเป็นอาหารเม็ดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาคู่มือเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนและรูปแบบโรงเพาะพันธุ์มาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปขยายผลทางธุรกิจได้

ด้าน นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า การลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจในการสนองตอบนโยบายภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะร่วมกันส่งเสริมการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชนเชิงสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ช่วยสร้างผู้นำเกษตรกรที่จะเป็นต้นแบบในการประกอบชีพให้แก่เกษตรรายอื่น ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ จะมีรายได้สุทธิที่เป็นตัวเงินจากการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อจำหน่าย บ่อละ 80,000 บาท ในระยะเวลา 3 – 4 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,000,000 บาท และจากการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการส่งเสริมผลักดันอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 10 ปี จะมีมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะได้นำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดและขยายผลให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมต่อไป

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281058

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

ดรธีรภัทร ประยูรสิท, To be the Best Team Member, เกษตร, ติว, เข้ม, ข้าราชการ, เพิ่ม, ประสบการณ์, สู่, การปฏิบัติ, จริง

ก.เกษตรฯติวเข้มข้าราชการเพิ่มประสบการณ์สู่การปฏิบัติจริง

               นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 21 ณ สถาบันเกษตรา ธิการ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ชัดเจนในการที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างเป็นระบบ ทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการปฏิบัติงาน รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ ที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในหน้าที่นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้น ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญในการบริหารและดำเนินงานในองค์กรให้ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจในหน้าที่ที่รับผิดชอบ สามารถใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานและประสานงาน รวมทั้งเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวไกล สามารถปรับตัวเข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในยุคปัจจุบัน

                                ทั้งนี้ การฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น เป็นหลักสูตรที่ทางสถาบันเกษตราธิการ ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาแล้วจำนวน 20 รุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับต้นที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ มีทัศนคติที่ดีในการทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถทำงานในลักษณะทีมงานได้อย่างเหมาะสม สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการปฏิบัติงานของตนเองและเพื่อนร่วมงาน และนำไปปรับใช้ในการสร้างทีมปฏิบัติงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดทั้งเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานระหว่างกันและเพิ่มพูนสัมพันธภาพเพื่อการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานในอนาคต

                                “การจัดฝึกอบรมหลักสูตร นักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับต้น รุ่นที่ 21 จะเน้นให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ โดยมุ่งประเด็นการนำไปสู่การปฏิบัติ อันจะเป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ให้แก่ข้าราชการผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้สามารถปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่และภารกิจได้เต็มขีดความสามารถสูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของหัวหน้างานตลอดทั้งแก่ทางราชการต่อไป” นายธีรภัทร กล่าว

                                สำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 50 คน ซึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือระดับชำนาญการขึ้นไป หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 6 หรือเทียบเท่า ที่มีอายุไม่เกิน 50 ปี ดำเนินการฝึกอบรมระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 9 มิถุนายน 2560 โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ  1.ภาคกิจกรรมปฐมนิเทศ “ก้าวสู่ฝันรวมพลังแห่งความเป็นเลิศ (To be the Best Team Member)” ณ โรงแรมพาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 29 – 30 พฤษภาคม 2560  2. ภาคกิจกรรม “ก้าวสู่การเป็นผู้มีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์” ณ โรงแรม    พาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน ๒๕60 และ 3.ภาคบรรยายและฝึกปฏิบัติ ณ ห้องประชุมชั้น 2 สถาบันเกษตราธิการ กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 – 9 มิถุนายน 2560 ตลอดหลักสูตรรวมทั้งสิ้น 11 วัน

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281057

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

ดรธีธัช  สุขสะอาด, กยท, เร่ง, ผลักดัน, มาตรการ, รองรับ, ฤดูกาล, เปิด, กรีด

กยท. เร่งผลักดันมาตรการรองรับฤดูกาลเปิดกรีด

              ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ยางพาราในช่วงสัปดาห์นี้ว่า ในช่วงต้นสัปดาห์มีการปรับตัวลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อม ทั้งจากผู้ประกอบการชะลอการซื้อขายยาง และนักลงทุนมีความกังวลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา รวมถึงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตน้ำมันของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มแท่นขุดเจาะน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม กยท.คาดว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ราคายางน่าจะปรับตัวสูงขึ้นจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง และปริมาณสต๊อกยาง ณ ตลาดเซี่ยงไฮ้ ลดลงจากสัปดาห์ก่อน รวมไปถึงปริมาณยางที่ยังเข้าสู่ตลาดน้อยเพราะผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทางภาคใต้ของประเทศไทย อีกทั้งตามรายงานธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลก การค้า และการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และการฟื้นตัวของความต้องการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นจึงคาดว่าราคายางที่ลดลงในช่วงต้นสัปดาห์นี้ จะเป็นการลดลงในช่วงสั้นๆ เท่านั้น

“วอนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง อย่าเร่งขายยางหากราคาไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคายางได้ ให้พิจารณาจากข้อมูลที่ กยท. นำเสนอประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้ กยท.กำลังเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคายาง นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังคงดีอยู่ แม้ว่าราคายางจะลดลงไปในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าในภายในสัปดาห์นี้ราคายางจะขยับสูงขึ้นตามกลไกที่แท้จริงของตลาดได้”  ดร.ธีธัช  กล่าวย้ำ

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281056

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

สร้างรายได้ดี, นางจินตนา ศักดิ์พุ่ม, ตามแนวทางโครงการหลวง, สร้างรายได้ดี 

ปลูกองุ่นบิวติ้ซิสเลช ตามแนวทางโครงการหลวง สร้างรายได้ดี

 เกษตรรกร ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ปลูกองุ่น “พันธุ์บิวตี้ซีดเลส” ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้ตลอดอายุ30-40ปี เป็นองุ่นไม่มีเมล็ด รสชาติอร่อย ปลอดภัยจากสารพิษ สร้างรายได้ดีให้เกษตรกรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นศาสตร์ของพระราชา

ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนต้นแบบภูเพียงฟ้า เลขที่ 168 ม.10 บ้านเทิดชาติ ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นสวนของนางจินตนา ศักดิ์พุ่ม อายุ 53 ปี ที่อาชีพเดิมทำไร่ข้าวโพด แต่ด้วยประสบปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ เมื่อปี 2557 จึงได้ไปศึกษาดูงานโครงการหลวง จ.เชียงใหม่ เกิดมีความสนใจ องุ่น“พันธุ์บิวตี้ซีดเลส”จึงได้เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพด มาปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นกอบเป็นกำ

นางจินตนา เล่าว่า ตนได้ปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส บนพื้นที่ 2 งาน ซึ่งวิธีการปลูกนั้นก็ไม่ยาก โดยทำค้างเป็นโดมมีหลังคา เพื่อคอยดูแลเรื่องการควบคุมน้ำ องุ่นพันธุ์นี้เป็นพืชที่เจริญเติบโตและมีการแตกกิ่งก้านสาขาเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ต้นองุ่นเจริญเติบโตไปทิศทางที่ถูกต้อง อีกขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันคือเวลาที่ติดผล องุ่นบ้านเรามักจะติดผลแน่นมาก ถ้าไม่ตัดแต่งผลในช่อจะแน่นเกินไป ทำให้ผลที่ได้มีขนาดเล็ก คุณภาพไม่ดี หรือเบียดเสียดกันจนผลบิดเบี้ยว ทำให้ดูไม่สวยงาม จำเป็นต้องตัดแต่งผลในช่อออกบ้างให้เหลือพอดี ไม่แน่นเกินไปหรือโปร่งเกินไป การตัดแต่งผลออกจากช่อมักทำ 1-2 ครั้ง เมื่อผลโตพอสมควร

นางจินตนา เล่าต่ออีกว่า ขณะนี้องุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส เป็นที่ต้องการของตลาดมาก เพราะเป็นองุ่นไร้เมล็ด มีผลขนาดเล็ก หวาน กรอบ รสชาติอร่อย ส่วนราคาจำหน่ายหน้าสวนในขณะนี้จำหน่ายราคาเพียงกิโลกรัม100บาท แต่ถ้าหน้าเทศกาล จะอยู่ที่กิโลกรัมละ200บาท ซึ่งแต่ละปีจะมีลูกค้ามาจอดรถซื้อกันจำนวนมาก โดยองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส1ปีจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้2ครั้งคือช่วงเดือนมิถุนายน และเดือนมกราคมของทุกปี แต่ถ้าออกผลมากคือ ช่วงเดือนมกราคม ซึ่งองุ่นดังกล่าวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 30-40 ปีทีเดียว

โดยในปีนี้ที่ไร่องุ่นภูเพียงฟ้า ของนางจินตนา กำลังออกผลผลิต และมีนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจมารับซื้อแบบสามารถไปตัดพวงองุ่นถึงต้นกันทีเดียว อย่างไรก็ตามหากผู้ที่สนใจต้องการซื้อองุ่นพันธุ์บิวตี้ซีดเลส ของนางจินตนา ก็สามารถสอบถามได้ที่ 098-2974908

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/281055

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

สศก, ส่งออกพุ่ง, สศก

สศก.คาดจีดีพีเกษตรโต4-4.5% ชี้ปีทองผลไม้ไทย‘ส่งออกพุ่ง’

 นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการเกษตรหรือจีดีพี ในไตรมาส 2 ปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2% ในขณะที่ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-4.5 %

ในช่วงไตรมาสที่2 ของปีช่วงเดือนเม.ย.- มิ.ย. เป็นฤดูเพาะปลูก ผลผลิตสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นผลไม้เมืองร้อน อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 3 ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดต่อเนื่องถึงไตรมาส 4 โดยเฉพาะข้าวนาปี ดังนั้นจึงคาดว่าจะผลักดันให้จีดีพีภาคการเกษตรเป็นไปตามเป้าหมายได้

สำหรับภาพรวมมูลค่าการส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 4.34 แสนล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันในปี 2559 อยู่ที่ 8.5% ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย มูลค่าประมาณ 1.6 แสนล้าน ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศเท่ากับ 2.73 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.8% โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผลไม้ เช่น ลำไย ทุเรียน มะม่วง และมังคุด รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ โดยส่งออกไปตลาดคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกาและตลาดอาเซียน

นางสาวจริยากล่าวต่อไปว่า ปีนี้ยังคงเป็นปีทองของผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ส่งผลให้การส่งออกผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูงรวมถึงการขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว โดยจะเน้นส่งออกไปยังประเทศจีนสู่ตลาดกลางมณฑลเสฉวน บนเส้นทาง R3

อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย โดยเฉพาะสินค้าทุเรียนสดจะเพิ่มเป็น 25,000 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 21,000 ล้านบาท ขณะที่มังคุดคาดว่ามูลค่าจะปรับตัวสูงขึ้น จาก 4,300 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีนและฮ่องกง อันจะส่งผลให้เกษตรมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

“ แม้ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ราคาปีนี้ไม่ได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 633,540 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 30-40% แต่ขณะนี้ราคาทุเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวลและตั้งข้อสังเกต ต้องมองที่ภาพรวมปี 2559 ซึ่งเป็นปีที่ไม่ปกติ ยังเพียงพอต่อการบริโภค และราคายังสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งมีปริมาณผลผลิตเท่ากัน แต่ราคาอยู่ที่ 40-50 บาทต่อ กก. ขณะที่มังคุดปีนี้คาดผลผลิต 217,039 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาราว 2 หมื่นตัน แต่ราคาปีนี้สูงกว่า อยู่ที่ 78 บาทต่อกก. จาก 56 บาทต่อกก.” นางสาวจริยากล่าวสศก

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280958

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

ซีพีเอฟ, วันสิ่งแวดล้อมโลก, World Environment Day, รักษ์โลก

ซีพีเอฟ ชวนเกษตรกรทำกรีนฟาร์มรักษ์โลก

                  องค์การสหประชาชาติประกาศให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (World Environment Day)  เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้คนบนโลกหันมาใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าวันนี้ทั่วทุกมุมโลกจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากมาย 

                 สำหรับประเทศไทยแล้วต้องถือว่ามีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ที่มีการปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจนเกิดเป็นการเลี้ยงสัตว์แบบ “รักษ์โลก” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเลี้ยงสัตว์ในระบบโรงเรือนปิดที่ไม่เพียงช่วยป้องกันเรื่องกลิ่น แต่ยังช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเลี้ยงไม่ให้แพร่กระจายออกไปโดยตรง เหมือนการเลี้ยงสัตว์ในอดีต ขณะเดียวกัน ยังคิดค้นนวัตกรรมการบำบัดของเสียด้วยระบบก๊าซชีวภาพ หรือไบโอแก๊ส ที่ช่วยลดกลิ่นและได้พลังงานสะอาดจากกระบวนการหมักจนก๊าซมีเทนเปลี่ยนเป็นไบโอแก๊ส 

                 นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บอกว่า ซีพีเอฟมุ่งเสาะแสวงหาและค้นคว้าเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพปลอดภัยเหมาะแก่การบริโภค และยังเป็นเทคโนโลยีเพื่อโลกและสิ่งแวดล้อมที่เผยแพร่ให้เกษตรกรทั่วไปได้นำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งการเลี้ยงสัตว์ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรืออีแวป (Evaporative Cooling System : EVAP) ที่ไม่เพียงสามารถปรับให้อากาศภายในโรงเรือนเหมาะสมกับสัตว์แต่ละประเภท ทำให้สัตว์อยู่สบาย ไม่เครียด จึงเติบโตได้ดีตามศักยภาพของพันธุ์สัตว์ และการใช้ระบบไบโอแก๊ส ที่ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนและมีผลพลอยได้เป็นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์ม ช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าถึง 50-80% 

                  สำหรับโครงการกรีนฟาร์มนั้นเป็นการตอบโจทย์แนวคิดการยกรีสอร์ทมาไว้ที่ฟาร์มของบริษัท โดยเน้นการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ประหยัดพลังงาน และใส่ใจชุมชน ซึ่งซีพีเอฟได้พัฒนาฟาร์มสุกรทุกแห่งของบริษัททุกแห่งให้กลายเป็นกรีนฟาร์มและเป็นต้นแบบการพัฒนาที่หลายองค์กร ทั้งในและต่างประเทศต่างมาศึกษาดูงานเพื่อนำไปปรับใช้ ขณะเดียวกัน ก็ได้ผลักดันฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงสุกรกับบริษัทให้ร่วมโครงการกรีนฟาร์มด้วย เพื่อมีส่วนร่วมลดโลกร้อนเช่นเดียวกัน 

                   “การทำกรีนฟาร์มไม่ใช่เรื่องยาก เพียงให้ความสำคัญกับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งการเลี้ยงในโรงเรือนปิด การจัดการของเสียด้วยไบโอแก๊สที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า การทำระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือนให้เหมาะสมกับฟาร์มของตนเอง เช่นการใช้จุลินทรีย์ธรรมชาติมาช่วยบำบัดในระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน ทำให้การลงทุนไม่สูง และพบว่าได้ผลดีมาก หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ในบริเวณฟาร์ม ที่ช่วยเพิ่มความร่มรื่นและลดความร้อนให้กับโรงเรือนได้ หากทุกๆคนร่วมมือกันเช่นนี้ ก็เท่ากับภาคปศุสัตว์ไทยได้มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อน” สมพร กล่าว

                   ความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการปฏิวัติภาพลักษณ์ฟาร์มเลี้ยงสัตว์สู่กรีนฟาร์ม ช่วยเสริมให้การผลิตสัตว์ของซีพีเอฟและเกษตรกรไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเลี้ยงสัตว์ของไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าทุกๆ ขั้นตอนที่พัฒนาขึ้นนั้น อยู่บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานควบคู่ไปด้วยเสมอ สะท้อนภาพองค์กรรักโลกรักษ์สิ่งแวดล้อมของซีพีเอฟได้อย่างแท้จริง

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาสร้างเอสเอ็มอีผลิตภัณฑ์นม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280955

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาสร้างเอสเอ็มอีผลิตภัณฑ์นม

นมไทย-เดนมาร์ค, อสคจับมือ, อสค, มทร, Thai-Denmark Milk Shop, SMEs

อ.ส.ค.จับมือ มทร.ล้านนาร่วมสร้างผู้ประกอบธุรกิจร้านขายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค

              ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเยว่า อ.ส.ค.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หรือไทย-เดนมาร์คมิลค์ช็อป (Thai-Denmark Milk Shop) ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีความพร้อมตามนโยบายรัฐบาล ขณะเดียวกันยังมุ่งพัฒนาเครือข่ายธุรกิจและวิสาหกิจแบบบูรณาการในทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs  และให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ของ อ.ส.ค.ที่ก้าวสู่การเป็นนมแห่งชาติภายในปี 2564

เบื้องต้นโครงการฯได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความพร้อมเปิดร้าน Thai-Denmark Milk Shop ต้นแบบนำร่องแห่งแรกที่โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ประกอบการร้านฯดังกล่าว จะนำน้ำนมโคสดแท้ 100% จากโรงงานนม อ.ส.ค.เชียงใหม่ ซึ่งมาจากฟาร์มโคนมของสหกรณ์เครือข่าย อ.ส.ค. ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีความหลากหลายและเหมาะกับเด็กนักเรียนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย เน้นสินค้าที่มีน้ำนมเป็นส่วนประกอบ เช่น นมร้อน นมเย็น นมปั่น ชานมสด ช็อคโกแลตร้อนนมสด น้ำนมสดผสมผลไม้ต่างๆ เค้กนม และมีอีกหลายเมนูให้เลือก นอกจากนั้น ร้าน Thai-Denmark Milk Shop ยังจะนำผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค อาทิ นมยู.เอช.ที. นมพาสเจอร์ไรส์ นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม โยเกิร์ต และไอศกรีมไปจำหน่ายด้วย ขณะนี้ร้านฯต้นแบบได้ก่อสร้างและตกแต่งเสร็จเรียบร้อย และทดลองเปิดจำหน่ายแล้ว  ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบจากนักเรียนดีมาก

อย่างไรก็ตาม ปี 2560 นี้ โครงการฯได้ตั้งเป้าขยายผลร้าน Thai-Denmark Milk Shop ไปสู่สถาบันการศึกษา ส่วนราชการ และโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือไม่น้อยกว่า 6-8 แห่ง อาทิ โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย โรงเรียนวชิรวิทย์ และศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากจะพัฒนาศักยภาพและสร้างผู้ประกอบการใหม่แล้ว ยังคาดว่า จะช่วยรณรงค์ส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กนักเรียนดื่มนมที่มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศมากขึ้นจากเดิม 14 ลิตร/คน/ปี เป็น 20 ลิตร/คน/ปี ทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ อ.ส.ค.เติบโตอย่างมีศักยภาพอย่างต่อเนื่องด้วย

“ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการร้าน Thai-Denmark Milk Shop อย่างต่อเนื่อง เพื่อบ่มเพาะและสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่มีศักยภาพ มุ่งสนับสนุนองค์ความรู้และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งขยายโอกาสทางการตลาดหรือช่องทางจัดทำหน่ายที่กว้างขวางขึ้น ซึ่ง อ.ส.ค.คาดว่า ร้าน Thai-Denmark Milk Shop จะเป็นหนึ่งช่องทางที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าแบรนด์ไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำตราสินค้า มีความมั่นใจในคุณภาพสินค้าและมาตรฐานการผลิตที่สากลยอมรับ และยังคาดว่า จะพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ต่อเนื่องและเพียงพอด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว