เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280949

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

กรมอุตุเตือน, มิย60, 1 มิย 60, ลบม, รับน้ำได้สูงสุด 3500 ลบมวินาที, ปตร, EIA, ตำบลบางกระสั้น, ตำบลสนามไชย, ตำบลพระขาวและตำบลกะแซง, ตำบลเจ้าเสด็จ

เตรียมรับมือฝนหนักอีกระลอก 5 – 9 มิ.ย.60

            นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(1 มิ.. 60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 41,182 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ..) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 8,420ล้าน ลบ.. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 17,362 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 34 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้9,022 ล้าน ลบ..) เขื่อนใหญ่ทั้งประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 34,000 ล้านลูกบาศก์เมตรเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 10,995 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 44ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปี 2559 รวม 2,915 ล้าน ลบ.. มีปริมาณน้ำใช้การได้ .4,299ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 24 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 1,384 ล้าน ลบ..) 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,800 ล้านลูกบาศก์เมตร

            สำหรับสภาพน้ำท่าในแม่น้ำสายหลัก ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับน้ำได้อีกมาก อาทิ แม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 .เมืองเชียงใหม่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.41 เมตร,สถานี P.7A .เมืองกำแพงเพชร ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.22 เมตร และสถานี P.17 .บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 2.71 เมตร แม่น้ำวัง ที่สถานี W.1C .เมืองลำปาง ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง5.69 เมตร แม่น้ำยม ที่สถานี Y.1C .เมือง จ.แพร่ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 7.44 เมตร ,และสถานี Y.4.เมือง จ.สุโขทัย ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.29 เมตร แม่น้ำน่าน ที่สถานี N.1 .เมืองน่าน ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 8.66 เมตร และสถานี N.67 .ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำว่าตลิ่ง 5.45 เมตร ปริมาณน้ำทั้งหมดจะไหลมารวมกันที่แม่น้ำเจ้าพระยาจ.นครสวรรค์ โดยที่สถานี C.2 .เมืองนครสวรรค์ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 5.61 เมตร กรมชลประทานได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 699ลบ../วินาที ยังไม่ส่งกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ส่วนที่สถานี C.29 .บางไทร ซึ่งเป็นจุดวัดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านลงสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 823 ลบ../วินาที(รับน้ำได้สูงสุด 3,500 ลบ../วินาที)

         ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วม ปัจจุบันเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมดแล้ว คงเหลือน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำธรรมชาติ ที่กรมชลประทาน ยังคงระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

           จังหวัดพิษณุโลก พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก หลังจากที่กรมชลประทานได้ประสานกับกฟผ. ให้ลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ จากวันละ 23 ล้าน ลบ.. เหลือ 5.5 ล้าน ลบ..อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น่านลดต่ำลง ช่วยให้การระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านได้เร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับปิดการรับน้ำจากแม่น้ำน่าน และเร่งการระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน โดยได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำ พร้อมกับนำรถไฮโดรลิคเสริมคันกั้นน้ำจุดสุ่มเสี่ยง 4 คัน ในเขตท้องที่ ตำบลชุมแสงสงครามและตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อป้องกันพื้นที่ที่อาจเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งในจุดที่มีตลิ่งต่ำ เป็นการเตรียมการป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินการที่เพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในคลองต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่าง ให้สามารถระบายน้ำได้มากและเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การทำคลองชักน้ำเข้าสู่แก้มลิง 3 แห่ง ได้แก่ บึงตะเคร็ง มีปริมาณน้ำ 5.20 ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 60 รับได้อีก 7.80 ล้าน ลบ..บึงระมาณ มีปริมาณน้ำ 8.90ล้าน ลบ.. คิดเป็นร้อยละ 51 รับน้ำได้อีก 7.10 ล้านลบ.. และบึงขี้แร้ง มีปริมาณน้ำ 0.55 ปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 68 รับได้อีก 1.19 ล้าน ลบ.. นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองยมน่าน การปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำคลองเมม และโครงการปรับปรุงสะพานบ้านแม่ระหัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เป็นต้น

            สำหรับในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ปัจจุบันระดับน้ำที่ท่วมขังลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 5เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อยู่ในความรับผิดชอบของโครงการชลประทานพิจิตร ไม่มีการทำเกษตร ในฤดูน้ำหลากชาวบ้านจะเปลี่ยนอาชีพไปทำการประมงแทน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั่งเดิมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยกรมชลประทาน มีแผนงานที่จะดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.)ในแม่น้ำยม 4 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 แห่ง คือ ปตร.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง ส่วนอีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) คือ ปตร.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ปตร.ท่าแห อ.สามง่าม และปตร.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร หากดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนล่างบริเวณ จ.พิจิตร มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

               ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร ในเขตอ. สองพี่น้อง อ.บางปลาม้า อ.เมือง และ อ.อู่ทอง ระดับน้ำท่วมทุ่งสูงประมาณ 0.75 – 1.00 เมตร โครงการชลประทานสุพรรณบุรี ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่อง สูบน้ำจำนวน 42 เครื่องและเครื่องผลักดันน้ำจำนวน 6 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร พร้อมทั้งเดินเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบริเวณประตูระบายน้ำต่างๆ อีก 5 สถานี

              จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ประกอบด้วย บางปะอิน(ตำบลบางกระสั้น) บางไทร(ตำบลสนามไชย) บางบาล(ตำบลพระขาวและตำบลกะแซง) และเสนา(ตำบลเจ้าเสด็จ) และบางส่วนของพื้นที่ลุ่มต่ำแก้มลิงธรรมชาติ ได้แก่ ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางบาล มีน้ำท่วมขังในพื้นที่ประมาณ 28,000 ไร่ กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 21 เครื่อง และติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่อำเภอบางบาล เพื่อระบายน้ำท่วมขังที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาอีก 6 เครื่อง

            อย่างไรก็ตา กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 5 – 9 มิ.. 60 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก กรมชลประทาน ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกโครงการในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมขังเดิม ที่ได้มีการเร่งระบายน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้คงเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเครื่องมือไว้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเร่งระบายน้ำได้อย่างทันท่วงทีต่อไปแล้ว

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280862

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามน้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

อ่างทอง, ปลัดเกษตรฯ, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา,  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, Field Day

“ปลัดเกษตรฯ” ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังนาข้าวจ.อ่างทอง

        นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วมขังในนาข้าวในพื้นที่ ต.จำปาหล่ออ.เมือง จังหวัดอ่างทอง ว่า  เนื่องด้วยนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์( พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) ได้มีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางที่ได้รับผลกระทบ และตรวจติดตามสถานการณ์พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ภาพรวมปริมาณฝนที่ตกทั่วประเทศได้ลดลงมาในระดับที่ควบคุมได้โดยปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจาก 4 เขื่อนหลัก ผ่านมาที่จังหวัดนครสวรรค์ประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที และไหลลงมาที่เขื่อนเจ้าพระยา ประมาณ 700 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอยู่ในระดับภาวะปกติขณะที่พื้นที่ในเขื่อนต่างๆ ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกเป็นจำนวนมากดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรคลายความกังวล ขณะที่พื้นที่ที่มีน้ำท่วมและได้รับผลกระทบในภาพรวมทั้งประเทศมีประมาณ 20 จังหวัด พื้นที่ประมาณ900,000 กว่าไร่ และมีเกษตรกรได้รับผลกระทบประมาณ 80,000 ราย

สำหรับจังหวัดอ่างทอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องโดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ประมาณ 700 กว่าไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ300 ไร่ ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประสานงานไปยังกรมชลประทาน และหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้รับเครื่องสูบน้ำมาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถช่วยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2-3 วันนี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ที่ดูแลด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง ออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกร เพื่อเตรียมพื้นที่ของเกษตรกรให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้มีน้ำท่วมขังหรือไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูกตามปกตินั้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั่วประเทศ โดยได้เตรียมปัจจัยการผลิต การให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ และสามารถดำเนินการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่มีความเสียหายสิ้นเชิง ทางกระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะได้ประสานกับทางเกษตรจังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด และประมงจังหวัด เพื่อสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งหากพบว่ามีความเสียหายสิ้นเชิงก็จะใช้ระเบียบกระทรวงการคลังในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ส่วนในพื้นที่ที่เสียหายไม่สิ้นเชิง กระทรวงเกษตรฯ จะประสานให้ความช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่เป็นจุดๆ เช่น ช่วยเหลือด้านเมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์น้ำ เป็นต้นทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีความห่วงใยเกษตรกร จึงสั่งการให้หน่วยงานราชการได้เร่งบูรณาการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุด”  นายธีรภัทร กล่าว

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน”วิถีเกษตรไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280638

พิพิธภัณฑ์เกษตรชวนเที่ยวงาน”วิถีเกษตรไทย”

พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จัดงานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย”

                นางจารุรัฐ  จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรไทยในมิติต่างๆ ที่มีชีวิตและทันสมัย โดยการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วม สืบทอดพระราชปณิธานด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย จากพลังเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ทั่วประเทศครั้งใหญ่ ภายในงานนั้นจะมีการประกอบพิธีกรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต การเรียนรู้วิชาของแผ่นดินและอบรมเชิงปฏิบัติการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพันธุกรรมกับความเชื่อ อาหารพื้นบ้านจากต้นตำรับ การแสดงและขบวนแห่ศิลปวัฒนธรรมไทย และประชันอาหารของดี 4 ภาค ช้อป ชิม อาหารท้องถิ่น ผลผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยกว่า 150 ร้านค้า

ส่วนแรกของงาน “เรียนรู้วิถีเกษตรไทย  เข้าใจวัฒนธรรม  น้อมนำคำพ่อสอน” เพื่อร่วมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย 4 ภาค นิทรรศการวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สาธิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาการใช้เครื่องมือเกษตร  การทำอาหารพื้นบ้านในแต่ละภาค และการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย  “สวยศิลป์ ถิ่นไทยงาม”  วิถีชีวิตของคนล้านนา อ่อนช้อยและงดงาม ชมการฟ้อนล้านนา ชิมอาหารพื้นเมืองเหนือแต้ๆ เช่น  จอผักกาด  แกงโฮะ แกงฮังเล ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำพริกอ่อง ฯ  “ดินดำ น้ำชุ่ม ราบลุ่ม ภาคกลาง”  เมืองอู่ข้าวอู่น้ำของไทยอุดมสมบูรณ์ ข้าว ปลา อาหาร  แนะนำอาหารแท้ต้นตำรับ เช่น แกงบอน  แกงสายบัว  น้ำพริกขี้กา  ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน-น้ำพริก รสชาติเข้มข้นแท้แบบไทยโบราณ  “เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน  ถิ่นอีสาน”   ฟังเสียงพิณเสียงแคนแดนอีสานม่วนหลาย  ชิมอาหารอีสานอร่อยนัวรสแซ่บ เฮ็ดง่ายคักคัก แกงเปรอะ แกงหวาย  สารพัดอ่อม แจ่วบอง ขนมจีนน้ำยาป่า ส้มตำ “แลหนังลุง กินพุงปลา  โนราห์งาม”   ชมศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคใต้ “รองแง็ง” หรอยจังฮู้!!! แกงปักษ์ใต้  แกงเหลือง คั้วกลิ้ง ข้าวยำปักษ์ใต้ ขนมจีนแกงไตปลา ฯ  และขบวนแห่ยิ่งใหญ่วัฒนธรรม 4 ภาค

              ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้ชีวิต  ทำบุญถวายสังฆทาน  สะเดาะเคราะห์  สืบชะตา บูชาเทียน  ส่งสะตวง การดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ ด้วยภูมิปัญญาหมอยาพื้นบ้าน

                  ชมละครสะท้อนวิถีชีวิต  ที่นำเสนอเรื่องราววิถีเกษตรไทย พิเศษวันละ 1 รอบเท่านั้น  ฟังเพลงสบายๆ ในสไตล์สวนเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

            เรียนรู้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการเกษตร ด้วยหลักสูตรอบรม  ที่เข้มข้น จัดแน่นเนื้อหาสาระ ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าขององค์ความรู้ตัวจริง เสียงจริง อาทิ มหัศจรรย์พืชผักล้อยางแบบใหม่ ปุ๋ยอินทรีย์ใช้กับไม้ผล โดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน  ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์  ปลูกผักหวานป่าสร้างรายได้งาม  เทคนิคเลี้ยงกุ้งก้ามแดง  มืออาชีพ  ผักยกแค่ 7 วันทันกิน  Solar Roof Top ผลิตไฟฟ้าใช้เองในบ้านเรือน ชิฟฟอนจากมันและแป้งเท้ายายม่อม เส้นบุกเพื่อสุขภาพ ภูมิปัญญาชาไผ่จืด การขยายพันธุ์ฟักทองและพันธุ์พืช เป็นต้น

               เสวนาพันธุกรรมกับนานาความเชื่อ การเลือกปลูกไม้แต่ละชนิด ไม้ที่ควรปลูกประจำทิศ เช่น ไม้ประจำทิศตะวันออกที่ควรปลูกได้แก่ ต้นมะพร้าว ต้นสารถี  ช่วยเสริมสร้างดวงชะตาให้แข็งแรงไม่มีเรื่องทุกร้อน มีความรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข  ไม้มงคล เช่น ต้นวาสนาผู้ที่ปลูกมีโชคและวาสนาที่ดีเกิดความสุขสมหวัง  และจำหน่ายพันธุ์ไม้

                สุข สนุก กับกิจกรรมต่างๆ  ชมพิพิธภัณฑ์ในราคาพิเศษ  พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม และพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พร้อมรับชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ  สนุกเพลินๆ ย้อนยุคกับเกมงานวัด  ปาโป่ง ยิงปืนจุกน้ำปลา และการละเล่นพื้นบ้าน ฯลฯ

ช้อป  ชิม สินค้าเกษตรคุณภาพ  ต้นไม้  พันธุ์ไม้  อิ่มอร่อย อาหารท้องถิ่นต้นตำรับพื้นบ้าน 4 ภาค สด สะอาด ปลอดภัย

                พิเศษ ร่วมสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทย (ผ้าไหม ผ้าไทย ผ้าฝ้าย ผ้าคราม ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผ้าขาวม้า ฯลฯ)                เข้าร่วมงาน กติการ่วมสนุก เพียงท่านถ่ายภาพตัวเองหรือผู้ที่แต่งกายด้วยผ้าไทยภายในงานนี้  แชร์และแบ่งปันกับเพื่อนๆ ทาง Facebook Instagram Line พร้อมติดแฮชแท็ก  #มิวเซียมกษัตริย์เกษตร รับทันทีของที่ระลึกจากพิพิธภัณฑ์ฯ มีจำนวนจำกัด

มาร่วมกันสืบสานประเพณีวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย  4 ภาค สร้างเสริมบุญบารมีเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต ได้ที่งานมหกรรม “สืบทอดพระราชปณิธาน ด้วยพลังวัฒนธรรม วิถีเกษตรไทย” วันที่ 2 – 4 มิถุนายน 2560 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ตรงโรงพยาบาลการุญเวช ถนนพหลโยธิน นวนคร จ.ปทุมธานี

      สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์  0-2529-2212-13  มือถือ  087-359-7171 , 094-649-2333

กยท. เคลียร์ปมกระแสข่าวลือไม่รับซื้อยางภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280557

กยท. เคลียร์ปมกระแสข่าวลือไม่รับซื้อยางภาคใต้

กยท, กยท, TOCOM, SHEF, MOONEY

กยท. เคลียร์ปมกระแสข่าวลือไม่รับซื้อยางภาคใต้

   วันที่ 2 มิ.ย.60 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าทั้งตลาดโตเกียว (TOCOM) และ ตลาดเซี่ยงไฮ้ (SHEF) ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันที่ลดลง และการคาดการณ์เรื่องสต๊อกยางของประเทศจีน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่สำหรับข่าวลือเรื่อง บริษัทยางล้อต่างประเทศจะไม่ซื้อยางแผ่นของไทย เพราะคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ตามที่ได้ตรวจสอบข้อมูลและสอบถามจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะทางบริษัทฯ ยังเปิดรับซื้อยางจากเกษตรกรตามปกติ แต่รณรงค์ให้เร่งแก้ไขปัญหายางขาดความยืดหยุ่น ซึ่งอาจพบบ้างจากกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ถูกต้อง เช่นเปิดกรีดในขณะที่ยางอ่อน ใช้สารเร่งน้ำยาง ใช้สารจับตัวที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือ การเจือจางน้ำมากเกินไป เป็นต้น แต่ปัญหานี้พบน้อยมากเมื่อเทียบกับคุณภาพยางในภาพรวม เพราะเมื่อเริ่มฤดูกาลเปิดกรีดใหม่ น้ำยางสดจากการเปิดกรีดในครั้งแรก อาจจะมีสารที่ไม่ใช่ยางสูงขึ้นบ้างเล็กน้อยขึ้นกับสภาพต้นยางที่แตกต่างกัน และน้ำยางสดในช่วงแรกของการเปิด กรีดมีค่าความอ่อนตัวเริ่มแรก แต่ค่าความหนืด (MOONEY) เฉลี่ยมากกว่า 65 ซึ่งก็ยังสูงกว่ามาตรฐานยางแท่งเอสทีอาร์ 20 ถ้าหากเกษตรกรมีการผลิตยางแผ่นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ หรือ ตามคำแนะนำ ของฝ่ายวิชาการของ กยท. ก็จะทำให้ได้ยางมีความยืดหยุ่นดี ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลเปิดกรีดยางใหม่ก็ตาม

          “ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ให้ความสำคัญกับกระบวนการการผลิตยางแผ่นชั้นดี หรือการผลิตยางชนิดอื่นๆ ให้ได้คุณภาพ มาตรฐาน โดยสามารถรับข้อมูลที่ถูกต้องได้จาก กยท. ทุกสาขาใกล้บ้านท่าน และขอให้ผู้ส่งต่อข้อมูลผ่านเครือข่ายออนไลน์ ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยไม่ตื่นตระหนกไปกับข่าวการไม่รับซื้อยางดังกล่าว” ดร.ธีธัช กล่าวย้ำ

          ด้านนางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ฤดูกาลผลัดใบยางของแต่ละพื้นที่ในประเทศจะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศของพื้นที่นั้น ซึ่งเกษตรกรจะหยุดกรีดประมาณ 2-4 เดือน และเมื่อเริ่มเปิดกรีด น้ำยางสดจากการเปิดกรีดในครั้งแรกอาจมีสารที่ไม่ใช่ยางสูงขึ้นบ้าง ขึ้นอยู่กับสภาพต้นยางที่แตกต่างกันและอาจส่งผลให้น้ำยางเสียสภาพเร็วกว่าปกติได้ ประกอบกับเกษตรกรบางรายผลิตยางแผ่นดิบไม่ตรงตามหลักวิชาการ ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพลดลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลการทำยางแผ่นของกลุ่มเกษตรกรในภาคใต้ จำนวน24 กลุ่ม เป็นเวลา 1 ปี พบว่า น้ำยางสดในช่วงแรกของการเปิดกรีดจะค่าความอ่อนตัวเริ่มแรกหรือค่าPO อยู่ในช่วง 35-40 ค่าความหนืดมูนนี่เฉลี่ยมากกว่า 65 ทั้งนี้ การรักษาสภาพน้ำยางสดเพื่อนำมาใช้ในการผลิตยางแผ่น ต้องทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเท่านั้น จากนั้นต้นยางจะเข้าสู่สภาวะปกติเมื่อกรีดยางได้ประมาณ 5-7 วัน

นางปรีดิ์เปรม กว่าเพิ่มเติมว่า ในการทำยางแผ่นดิบโดยทั่วไปของเกษตรกรที่มีสวนยางขนาดเล็ก มักจะผลิตยางในตะกงถาดหรือใช้ตะกงตับ สำหรับสวนขนาดใหญ่หรือเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่รวบรวมน้ำยางครั้งละปริมาณมากๆ การเจือจางน้ำและน้ำยางในสัดส่วนที่ถูกต้องเป็นส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ รวมทั้งการใช้กรดตามคำแนะนำด้วย ไม่ว่าจะทำยางในตะกงถาดหรือตะกงตับก็ตามจะได้ยางแผ่นที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน ในส่วนยางที่ขาดง่ายไม่สปริง หมายถึงยางขาดความยืดหยุ่น อาจพบบ้างจากกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ถูกต้อง เช่น เปิดกรีดในขณะที่ยางอ่อน ใช้สารเร่งน้ำยาง หรือการไม่ใช้กรดฟอร์มิคในการจับตัว เป็นต้น แต่ปัญหานี้พบน้อยมากเมื่อเทียบกับคุณภาพยางในภาพรวม

            “ดังนั้น เกษตรกรอย่าเพิ่งตื่นตระหนักไปกับข่าวเรื่องยางไม่สปริงจนเกิดข่าวลือว่า บริษัทยางล้อจะไม่รับซื้อยางแผ่น เพราะหากเกษตรกรมีการผลิตยางแผ่นอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการหรือตามคำแนะนำ ก็จะทำให้ได้ยางที่มีความยืดหยุ่นดีถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูกาลเปิดกรีดยางใหม่ก็ตาม ซึ่งท่านสามารถศึกษาข้อมูลคำแนะนำการผลิตยางแผ่นชั้นดี หรือการผลิตยางแผ่นชนิดอื่นๆ ให้ได้คุณภาพมาตรฐานได้จาก website ที่ www.raot.co.thนางปรีดิ์เปรม กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280520

สหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

สหกรณ์แปลงใหญ่, สหกรณ์, เดินหน้า, ส่งเสริม, เกษตร, แปลง, ใหญ่

สหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่

             กรมส่งเสริมสหกรณ์สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าส่งเสริมการรวมพื้นที่ทำเกษตรแปลงใหญ่เพิ่ม หลังสำรวจข้อมูลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกจำนวน 360 แปลง พื้นที่ 456,887 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปศุสัตว์ ประมงและสินค้าเกษตรอื่นๆ คาดว่าจะสามารถผลักดันให้ดำเนินการได้ในเดือนสิงหาคม 2560 นี้

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้การดำเนินงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ โดยจะแบ่งภารกิจออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการพื้นที่การผลิตแบบแปลงใหญ่ โดยจะมีการให้ความรู้การรวมกลุ่ม การกำหนดโครงสร้างและวางระบบการบริหารจัดการกลุ่มและแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อเข้ามาบริหารงานในพื้นที่แปลงใหญ่ ส่งเสริมให้สมาชิกรวมกันผลิต บริหารจัดการการใช้ปัจจัยการผลิตและเครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิตร่วมกัน ซึ่งจะช่วยในการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร

นอกจากนี้ยังได้เน้นการส่งเสริมด้านการตลาด หลังจากเกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตในรูปของเกษตรแปลงใหญ่แล้ว จะมีการประเมินวิเคราะห์สภาพตลาดและผลผลิตในพื้นที่เพื่อประกอบการจัดทำแผนการตลาด การประชุมเพื่อวางแผนการผลิตและการตลาด การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันขายผลผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดร่วมกัน รวมถึงการจัดทำข้อตกลงซื้อขายผลผลิตในพื้นที่แปลงใหญ่กับคู่ค้าภาคเอกชน

“ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจข้อมูลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกจำนวน 360 แปลง พื้นที่ 456,887 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว 113 แปลง พืชไร่ 48 แปลง ไม้ผล 97 แปลง ปศุสัตว์และประมง 90 แปลง ผัก 9 แปลงและสินค้าเกษตรอื่นๆ อีก 3 แปลงคาดว่าจะสามารถผลักดันให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2560 นี้  นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ 276 แห่ง ยังได้เข้าไปมีบทบาทในการรับซื้อผลผลิตจากแปลงใหญ่ ซึ่งผลผลิตที่สหกรณ์ได้วางแผนจะรับซื้อมีปริมาณ 563,871 ตัน มูลค่า 4,267.59 ล้านบาท

ส่วนแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป กรมฯจะดำเนินการผลักดันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นเป้าหมายในการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ซึ่งคาดว่าเมื่อเกษตรกรที่อยู่ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะมีระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ เกิดการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น หรือมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

เกษตรฯงัดมาตรการทางกฎหมายคุมพื้นที่หนอนหัวดำมะพร้าวระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280516

เกษตรฯงัดมาตรการทางกฎหมายคุมพื้นที่หนอนหัวดำมะพร้าวระบาด

หนอนหัวดำ, เกษตร, งัด, มาตรการ, ทางกฎหมาย, คุม, พื้นที่, หนอน, หัว, มะพร้าว, ระบาด

เกษตรฯงัดมาตรการทางกฎหมายคุมพื้นที่หนอนหัวดำมะพร้าวระบาด

               นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 78,954 ไร่ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวไทยแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีสวนมะพร้าวถูกทำลายมากถึง 62,410 ไร่ เสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันจังหวัดสุราษฎร์ธานียังได้รับความเสียหายจากการระบาดของศัตรูพืชดังกล่าว พื้นที่กว่า 5,536 ไร่ ชลบุรี 4,024 ไร่ สมุทรสาคร 2,669 ไร่ และฉะเชิงเทรา 953 ไร่ เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดแคลนมะพร้าวและกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตกะทิสำเร็จรูป  รวมถึงการแปรรูปน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้ตระหนักถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการในระยะยาว จึงเร่งเตรียมใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าวในเขตควบคุมศัตรูพืช ตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 โดยกรมวิชาการเกษตรจะออกประกาศชั่วคราวให้พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเขตควบคุมศัตรูพืช เพื่อควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวให้อยู่ในพื้นที่จำกัดและเร่งกำจัดให้หมดไป จนกว่าจะควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ จึงจะเพิกถอนเขตควบคุมศัตรูพืชดังกล่าวเมื่อหมดความจำเป็น

ทั้งนี้ การประกาศกำหนดเขตควบคุมศัตรูพืชไม่มีผลกระทบเสียหายต่อเกษตรกรทั่วไป และไม่ต้องตัดทำลายต้นมะพร้าว แต่เป็นการป้องกันและให้คำแนะนำทางวิชาการที่ถูกต้อง รวดเร็ว และต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยกรมวิชาการเกษตรได้ออกคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องในการประกาศเขตควบคุมศัตรูพืช ตาม พ.ร.บ.กักพืช  จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเร่งด่วน

“เมื่อกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชแล้ว เบื้องต้นจะเร่งประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นให้ทราบถึงประกาศดังกล่าว พร้อมแจ้งเจ้าของสวนมะพร้าวในพื้นที่ หากเจ้าของสวนมะพร้าวไม่ยินยอม จะปิดประกาศบริเวณหน้าสวนมะพร้าวที่เจ้าของไม่ยินยอม  กรณีสวนทิ้งร้าง หากทราบที่อยู่เจ้าของสวนจะส่งจดหมายทะเบียนตอบรับภายใน 1-7 วันทำการ และจะปิดประกาศหน้าสวนทิ้งร้าง ถ้าไม่ทราบที่อยู่เจ้าของสวนจะปิดประกาศหน้าสวนภายใน 10 วัน  แล้วลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจในแต่ละท้องที่ถึงการจะเข้าปฏิบัติงานในสวนมะพร้าวของเกษตรกร โดยขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรในการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่สวนมะพร้าว ซึ่งจะมีการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวตามโครงการฯ เมื่อหากหมดความจำเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ก็จะประกาศเพิกถอนเขตควบคุมศัตรูพืช” นายสุวิทย์ กล่าว

ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรยังได้มอบหมายให้ด่านตรวจพืช ทำการควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายทุกส่วนของมะพร้าวภายในประเทศอย่างเข้มงวด อาทิ ต้นพันธุ์มะพร้าว มะพร้าวน้ำหอมสด ทางใบ รวมทั้งผลมะพร้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย เน้นให้ตรวจสอบแมลงศัตรูพืชสำคัญ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดกระจายเป็นวงกว้างขึ้น ทั้งนี้ จากปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวส่งผลให้ปริมาณผลผลิตมะพร้าวของไทยลดลงค่อนข้างมาก โดยปี2559 ที่ผ่านมา ผลิตได้ ประมาณ 740,000 ตัน ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศมากถึง 144,000 ตัน  ส่วนใหญ่นำเข้าจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ในปี 2560นี้คาดว่า ปริมาณผลผลิตมะพร้าวในประเทศจะลดลงอีก และแนวโน้มการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น

รัฐร่งบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280515

รัฐร่งบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์, เพิ่มเป็น 600000 ไร่

รัฐร่งบูรณาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์

         นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ประธานกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้ประชุมคณะกรรมการฯ เพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564 ซึ่ง ครม. เห็นชอบ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำแผนปฏิบัติการแบบบูรณาการภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ประเด็นคือ 1) ส่งเสริมการวิจัยและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ 2) พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ 3) พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 4) การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มเติมประเด็นสำคัญคือ การประชาสัมพันธ์แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อให้รับรู้ถึงประโยชน์ของเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนภายใต้คณะกรรมการระดับชาติกำหนดให้มีกลไก 2 ระดับ คือ ระดับส่วนกลางจะให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ จากผู้แทนภาครัฐ เกษตรกร ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และระดับพื้นที่ให้คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด แต่งตั้งคณะทำงานเกษตรอินทรีย์ เพื่อพิจารณาโครงการเพิ่มเติมมาจากความต้องการของเกษตรกร

โดยคัดเลือกจังหวัดที่มีความพร้อมด้านเกษตรอินทรีย์เป็นจังหวัดนำร่อง โดยในปี 60 จะเริ่มดำเนินการกิจกรรมที่เร่งด่วน เช่น การส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ผลิตผู้บริโภคการสร้างเครือข่าย และการเชื่อมโยงตลาดสินค้าอินทรีย์

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เป็นการเร่งผลักดันขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติ เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ มีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรโดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก 2 เท่าจากระดับปัจจุบัน (เพิ่มเป็น 600,000 ไร่) และให้มีสัดส่วนการจำหน่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้มีความปลอดภัยและมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งลดการนำเข้าและการใช้ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี และสารเคมี เพื่อการเกษตรต่าง ๆ

นายกลุงตู่ ให้โอวาทชาวนารุ่นใหม่ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280509

นายกลุงตู่ ให้โอวาทชาวนารุ่นใหม่ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

ชาวนา, นายกลุงตู่, ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 40

นายกลุงตู่ ให้โอวาทชาวนารุ่นใหม่ในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

              วันที่ 2 มิ.ย. 60 เวลา 09.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายและมอบรางวัลแก่ผู้นำชาวนา องค์กรชาวนาที่ได้รับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2560และตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้นำผู้นำชาวนาและองค์กรชาวนาประมาณ 200คน เดินทางเข้าพบและรับฟังนโยบายจากนายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี โดยในปี 2560 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์กรชาวนา และภาคเอกชน ร่วมกันจัดงานภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ระหว่างวันที่ 3 – 5 มิถุนายน 2560 ณ กรมการข้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ รวมทั้งใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ซึ่งในด้านการผลิตข้าว ได้จัดทำโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เพื่อบริหารจัดการข้าวอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยมีการวางแผนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวที่มีคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นโครงการที่จะดำเนินการต่อเนื่อง 5 ปี (2560 – 2564) ประกอบด้วย 3 โครงการสำคัญ คือ โครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี โครงการส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัย เพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้มากที่สุด ทั้งด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว และการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวให้สูงขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างข้าวคุณภาพดี และทำให้ชาวนามีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญในการสร้างชาวนารุ่นใหม่ ที่จะทำให้อนาคตการผลิตข้าวของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ด้าน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำชาวนา องค์กรชาวนา และตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ เข้าพบนายกรัฐมนตรีในวันนี้ เพื่อเข้ารับฟังนโยบายจากนายกรัฐมนตรี และเข้ารับรางวัลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2560  จำนวน 4 สาขา ได้แก่ 1) รางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต สาขาอาชีพทำนา จำนวน 9 ราย 2) รางวัลศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ดีเด่น ระดับเขต ประเภทข้าวหอมมะลิ จำนวน 4 ราย 3) รางวัลศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่น ๆ จำนวน 6 ราย และ 4) รางวัลกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวดีเด่น จำนวน 6 ราย

ทั้งนี้ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับจังหวัดทั่วประเทศ และตัวแทนชาวนารุ่นใหม่ ได้กล่าวปฏิญญาเพื่อแสดงจุดยืนในการร่วมมือกันเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชาวนาด้วย

กรมชลฯ สนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนา สร้างปราชญ์ชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280237

กรมชลฯ สนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนา สร้างปราชญ์ชาวบ้าน

กรมชลประทาน, กรมชลฯ, สนับสนุนองค์ความรู้, พัฒนา, สร้างปราชญ์ชาวบ้าน, ศพก

กรมชลฯ สนับสนุนองค์ความรู้ พัฒนา สร้างปราชญ์ชาวบ้าน

 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันกรมชลประทานได้มอบนโยบายให้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรกรต้นแบบเป็นผู้บริหารจัดการศูนย์ฯ เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาการเกษตรของชุมชน โดยใช้องค์ความรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเป็นจุดที่ใช้เชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐ และเป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน ตามนโยบายของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือนโยบาย “เพื่อยกกระดาษ A4” ที่ต้องการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมในประเทศ นำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นที่ยอมรับของสังคม มีความภาคภูมิใจในการเป็นเกษตรกร และมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ

จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จจากการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยสำนักงานชลประทานที่ 14 ได้เข้าไปดำเนินการสนับสนุนระบบกระจายน้ำอย่างเป็นระบบชัดเจนให้กับพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ และพื้นที่การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ที่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

นายวิโรจน์ กอนสุข เกษตรกรหมู่ 1 ตำบลหนองตาแต้ม อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หนึ่งในเกษตรกรที่สามารถพัฒนาองค์ความรู้การเกษตร ต่อยอดอาชีพ และสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยตั้งแต่ปี 2558 สำนักงานชลประทานที่ 14 ได้เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ การประสานงาน
ด้านตรวจวิเคราะห์ดิน เมล็ดพันธ์ปอเทือง ขุดลอกสระเก็บน้ำในไร่นาซึ่งเดิมตื้นเขินมาก ติดตามบันทึกผลการเพาะปลูก บัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ซึ่งสาเหตุที่ต้องปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกนั้นเนื่องจาก
ในปี 2558 ต่อเนื่องถึงปี 2559 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปราณบุรีมีน้อยไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเกษตรได้เนื่องจากภัยแล้ง จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูก หันมาปลูกปอเทืองในนาข้าวจำนวน 10 ไร่ แทนการทำนาข้าว ซึ่งตามปกติแล้วนายวิโรจน์ เคยปลูกปอเทืองและไถกลบเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดมาบ้าง แต่ฤดูแล้งปี 2558 นอกจากปลูกปอเทืองเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดปรับปรุงคุณภาพดินแล้ว ยังสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดสำหรับเป็นเมล็ดพันธ์ในฤดูกาลต่อไปและจำหน่าย ทำให้มีรายได้เสริมในระหว่างงดการทำนาในช่วงฤดูแล้งได้อีกด้วย

ส่วนสับปะรดและพืชผักสวนครัวนั้น ได้เปลี่ยนจากการรดน้ำด้วยสายยางมาใช้ระบบสปริงเกอร์
เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ และปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษได้มาตรฐาน GAP ตามแบบธรรมชาติ
สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ทุกวัน นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหมู เลี้ยงปลา และการทำน้ำหมักชีวภาพจาก
วัตถุดิบประเภทต่างๆ

“ขอให้ทุกคนเปลี่ยนความคิดอย่ายึดติดทำเกษตรแบบเดิม ขอให้ปรับเปลี่ยนเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และต้องศึกษาหาความรู้ ต้องมีความรู้ในการเกษตรที่จะทำ จึงจะสำเร็จ” นายวิโรจน์ กอนสุข กล่าว

ปัจจุบัน นายวิโรจน์ กอนสุข ได้พัฒนาความรู้ด้านการเกษตรจนกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกรต้นแบบ และศูนย์เครือข่ายศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ด้านประมง
ของอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ ศึกษาดูงานในพื้นที่การเกษตรเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขยายผลต่อยอดการเกษตรในพื้นที่ของตนเองอีกด้วย

ก.เกษตรฯของบ4.7พันล้านปรับ-ลดพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280229

ก.เกษตรฯของบ4.7พันล้านปรับ-ลดพื้นที่ปลูกข้าว

ข้าวหอมมะลิ, รอบที่1, รอบ2

ก.เกษตรฯของบ4.7พันล้านปรับ-ลดพื้นที่ปลูกข้าว

 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน ร่วมกับกรมการข้าว เร่งสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกชุกในช่วงนี้ อาจกระทบต่อผลผลิตให้มากกว่าที่เคยประมาณการไว้ในฤดูผลิตปี 2560/61 จะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดประมาณ 29 ล้านตันข้าวเปลือก

“หากปริมาณผลผลิตมีมากกว่าที่ประมาณการเอาไว้ จะกระทบต่อการบริหารจัดการในช่วงปลายฤดู”

ในวันที่ 2 มิ.ย.2560 คณะอนุกรรมการกำกับติดตามแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจร จะหารือ เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิตข้าวทั้งปีอีกครั้ง

รายงานข่าวจากกรมการข้าว แจ้งว่าผลผลิตข้าวปี 2560/61 คาดว่ามีการปลูกข้าว 66.69 ล้านไร่ ผลผลิต 29.50 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นข้าวหอมมะลิ 23.68 ล้านไร่ ผลผลิต 8.07 ล้านตัน ข้าวหอมจังหวัด 3.29 ล้านไร่ ผลผลิต 1.39 ล้านตัน ข้าวหอมปทุม 1.46 ล้านไร่ ผลผลิต 1 ล้านตัน ข้าวเจ้า 20.55 ล้านไร่ ผลผลิต 12.20 นตัน ข้าวเหนียว 17.39 ล้านไร่ ผลผลิต 6.72 ล้านตัน ข้าวอื่นๆ 3.2 แสนไร่ ผลผลิต 1.2 แสนตัน

สำหรับมาตรการเพิ่มการผลิตข้าวในพื้นที่นาเหมาะสมบนพื้นที่ 1.34 ล้านไร่ ประกอบด้วย 3 โครงการ คือ 1.โครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี(กข.) พื้นที่ 0.30 ล้านไร่ 2.โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 0.74 ล้านไร่ และ 3.โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ กข.0.30 ล้านไร่

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯเตรียมเสนอมาตรการการปรับพื้นที่นาและลดการปลูกข้าวให้ที่ประชุม ให้ นขบ.เห็นชอบ 3 โครงการ พื้นที่เป้าหมายรวม 1.08 ล้านไร่ วงเงิน 4,718.545 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว(รอบที่1) จำนวน 6.3 แสนไร่ วงเงิน 3,803.88 ล้านบาท 2.โครงการปลูกพืชหลากหลาย(รอบ2) พื้นที่ 45 แสนไร่ วงเงิน 864.53 ล้านบาท และ 3.โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด (รอบ2) บนพื้นที่ 5 หมื่นไร่วงเงิน 50.135 ล้านบาท