เผยสถานการณ์น้ำท่วมทุกพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280065

เผยสถานการณ์น้ำท่วมทุกพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

น้ำท่วม, ตำบลบางเคียน, อายุข้าวประมาณ 1-15 เดือน, ตลิ่ง 370 ม, ตลิ่ง 610 ม, ตลิ่ง 745 ม, ตลิ่ง 2830 ม, ตลิ่ง 2620 ม

เผยสถานการณ์น้ำท่วมทุกพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

             ผู้สื่อข่าวรายงานรว่าสถานการณ์น้ำท่วมและการให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมในพื้นที่ ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 มีพื้นที่น้ำท่วมรวม 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดชลบุรี สถานการณ์มีดังต่อไปนี้ 1. จังหวัดพิษณุโลก ​สาเหตุ มีฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 1๕-18 พฤษภาคม 60 วัดปริมาณฝนได้ 217 มม. ส่งผลทำให้เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่บ้านเรือนประชาชน ​พื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันยังคงเหลือพื้นที่น้ำท่วมในอำเภอเมือง อำเภอพรหมพิราม และอำเภอบางระกำ ส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มต่ำที่ไม่มีทางระบายน้ำและไม่สามารถระบายน้ำลงคลองได้ ​การคาดการณ์หากไม่มีฝนตกหนักลงมา คาดว่าในบางพื้นที่จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 3 – 5 วัน

​การช่วยเหลือโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำจำนวน ๓๐ เครื่อง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง และดำเนินการเร่งระบายน้ำ ในคลองเมม-คลองบางแก้ว โดยเร่งระบายน้ำ ในคลองเมม-คลองบางแก้ว ออกทาง ปตร.บางแก้ว อำเภอบางระกำ ลงสู่แม่น้ำยม สายหลัก และผันน้ำผ่านทาง คลอง DR-15.8 กับ คลอง DR-2.8 เพื่อเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยม ลงสู่แม่น้ำน่าน พร้อมทั้งร่วมกับส่วนบริหารเครื่องจักรกลที่ 2นำรถขุดไฮโดรลิคจำนวน 4 คัน เสริมคันดินกั้นน้ำชั่วคราว จุดสุ่มเสี่ยงบริเวณ แม่น้ำยม คลองโพธิ์ และคลองเกตุ ในเขตท้องที่ ตำบลชุมแสงสงครามและตำบลท่านางงาม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อป้องกันพื้นที่ที่อาจเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งในจุดที่มีตลิ่งต่ำ เป็นการเตรียมการป้องกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขัง 2. จังหวัดสุโขทัย ​สาเหตุ มีฝนหนักตั้งแต่วันที่ 16-17 พฤษภาคม 60 วัดปริมาณฝนสะสม ที่อำเภอศรีสำโรงได้264มม. ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรพื้นที่ทางการเกษตร ​พื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันคลองสารบบและคลองสามพวงที่รับน้ำจากอำเภอคีรีมาศอยู่ในระดับตลิ่งไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน แต่ยังคงมีน้ำค้างทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งไม่ได้ทำการเกษตร ปริมาณน้ำดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรแต่อย่างใด

​การคาดการณ์ หากไม่มีฝนตกหนักลงมาคาดว่าในบางพื้นที่จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 1-2 วัน ​การช่วยเหลือ โครงการชลประทานสุโขทัย ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง พร้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจพื้นที่ที่เกิดปัญหาคุณภาพน้ำ เนื่องจากมีน้ำขังเป็นระยะเวลานาน จึงต้องเร่งสูบออก ในขณะเดียวกันได้ดำเนินการเร่งระบายน้ำแม่น้ำยมผ่านคลองระบาย DR-15.8 กับ คลอง DR-2.8 อีกทั้งยังมีการประสานงานร่วมกับส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 3 นำรถแบ็คโฮบูมยาวมาตักและขนย้ายสวะที่กีดขวางทางน้ำบริเวณหน้าประตูระบายน้ำวังสะตือ ตำบลดงเดือย จังหวัดสุโขทัย เพื่อเร่งการระบายน้ำแม่น้ำยมให้ไหลสะดวกมากขึ้น

3. จังหวัดนครสวรรค์ ​สาเหตุ เมื่อช่วงวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2560ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง วัดปริมาณฝนได้ที่อำเภอชุมแสง ได้ 121 มม. ส่งผลทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นลำคลองเกรียงไกรเข้าท่วมในพื้นที่การเกษตรของราษฎร ​พื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มต่ำของ อำเภอชุมแสง(ตำบลบางเคียน) จำนวน 1,500 ไร่(อายุข้าวประมาณ 1-1.5 เดือน)ระดับน้ำท่วมขังประมาณ 0.30 – 0.50เมตร ​การคาดการณ์ ระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่ยังคงทรงตัวอยู่ เนื่องจากมีฝนตกเพิ่มในพื้นที่ และคาดว่าจะมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะปกติภายในประมาณ 3–5 วัน ​การช่วยเหลือ

โครงการชลประทานนครสวรรค์ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ขนาด 8 นิ้วจำนวน 6 เครื่องบริเวณประตูระบายน้ำคลองบางหว้าตำบลบางเคียนอำเภอชุมแสงเพื่อสูบน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ทำคันกระสอบทราย

4. จังหวัดชลบุรี ​สาเหตุ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 เกิดฝนตกหนัก ที่อำเภอบ้านบึง อำเภอเกาะจันทร์ วัดปริมาณฝนที่ตกได้ 107 มม. และ 86.3 มม. ตามลำดับ ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในบางพื้นที่ ​พื้นที่น้ำท่วม มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร อำเภอพนัสนิคม (ตำบลหัวถนน ตำบลหนองปรือ ตำบลวัดหลวง ตำบลวัดโบสถ์ ตำบลนาเริก) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.10 – 0.30 ม. ​การช่วยเหลือ โครงการชลประทานชลบุรี ได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำโดยใช้ประตูระบายน้ำคลองพานทอง และประตูระบายน้ำปลายคลองชลประทานพานทอง พร้อมสูบน้ำด้วยไฟฟ้าขนาด 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 8 เครื่อง ​สำหรับสถานการณ์น้ำ ปัจจุบัน ในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลักอื่นๆ ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน มีสถานการณ์ ดังนี้ ❖ แม่น้ำปิง สถานี P.1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีระดับน้ำอยู่ที่ 1.43 ม.(ตลิ่ง 3.70 ม.) ซึ่งต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 2.๒๗ ม.

❖ แม่น้ำวังสถานี W.4A อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีระดับน้ำอยู่ที่ 1.23 ม.(ตลิ่ง 6.10 ม.) ซึ่งต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 4.87 ม. ❖ แม่น้ำยมสถานี Y.4 อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย มีระดับน้ำอยู่ที่ 2.๓๕ ม.(ตลิ่ง 7.45 ม.) ซึ่งต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 5.๑๐ ม. ❖ แม่น้ำน่านสถานี N.67 อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ มีระดับน้ำอยู่ที่ 23.31 ม.(ตลิ่ง 28.30 ม.) ซึ่งต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 4.99 ม. ❖ แม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,0๕๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับน้ำ 20.6๐ ม. (ตลิ่ง 26.20 ม.) ต่ำกว่าตลิ่ง 5.๖๐ ม. และควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 677 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ​ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารวมไปถึงแม่น้ำสายหลักอื่นๆระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมาก ซึ่งทางกรมชลประทาน ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่โครงการชลประทานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม การเร่งระบายน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขังจนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้วหลายพื้นที่ รวมไปถึงการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด

กรมชลเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำตามแผนงานยุทธศาตร์น้ำ 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/280054

กรมชลเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำตามแผนงานยุทธศาตร์น้ำ 20 ปี

กรมชล, 20, ปี, กนช, น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม, ลบม

กรมชลเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำตามแผนงานยุทธศาตร์น้ำ 20 ปี

 นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำว่า ภายหลังที่รัฐบาลประกาศจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศแล้ว  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนปรับปรุงแผนการดำเนินงานยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจาก 12 ปี เป็น 20 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ และทันต่อการปรับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

โดยในส่วนของกรมชลประทานรับผิดชอบยุทธศาสตร์ที่ 2 น้ำสนับสนุนภาคการผลิต (น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย จึงทบทวนเป้าหมาย มาตรการ และตัวชี้วัด โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ทั้ง 6 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 9 – 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และจะสรุปผลส่งให้เลขานุการ กนช. เพื่อนำไปจัดทำการรับฟังความเห็นของภาคประชาชนทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ ก่อนเสนอ กนช. และ คณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ 20 ปี ต่อไป

สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนั้น เพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย กรมชลประทานจึงต้องปรับมาตรการการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสภาพในแต่ละพื้นที่  เช่น การปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ การปรับปฏิทินการปลูกพืช และการออกมาตรการสนับสนุนการบริหารจัดการภัยแล้ง  โดยในระยะเร่งด่วนได้ดำเนินงานโครงการที่สามารถดำเนินการที่มีความพร้อม สามารถทำได้ทันทีและได้ผลเร็ว เช่น โครงการแก้มลิงขนาดเล็ก 30 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัดของภาคอีสาน โดยจะกักเก็บน้ำที่ไหลจากภูเขามาเก็บไว้ในพื้นที่ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 120,000 ลบ.ม. สำหรับการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 200 ไร่ เพื่อให้ได้ยุทธศาสตร์น้ำและแผนปฏิบัติการที่สะท้อนต่อปัญหาและความต้องการของภาคประชาชน พร้อมกับอิงตามหลักวิชาการ ตามศาสตร์พระราชามากที่สุด

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นคงน้ำให้กับประเทศนั้น กรมชลประทานได้วางแผนการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน โดยได้วางแผนพัฒนาแหล่งเก็บน้ำที่สามารถก่อสร้างได้ภายในปี 2562 จำนวนมากกว่า 50 โครงการ สามารถกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น 1,200 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.1 ล้านไร่

แผนพัฒนาอาคารบังคับน้ำในลำน้ำหลัก ได้แก่ ประตูระบายน้ำ ฝาย เพื่อกักเก็บน้ำในลำน้ำก่อนไหลออกนอกลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำยม แม่น้ำอิง แม่น้ำมูล แม่น้ำวังโตนด และแม่น้ำเลย กักเก็บน้ำในลำน้ำกว่า 300 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 7 แสนไร่ และแผนเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนภูมิพล จ.ตาก โดยการผันน้ำจากกลุ่มน้ำสาละวินและสาขา เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงให้กับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 1 ล้านไร่

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมีการบูรณาการความร่วมมือในหลายหน่วยงานและต้องดำเนินการในหลายรูปแบบ ทั้งแผนงานระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยในส่วนของกรมชลประทานนั้น ได้มีการสร้างคันกั้นน้ำ  สร้างอาคารชลประทานเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ขุดลอกคลองต่าง ๆ  กำจัดวัชพืชและผักตบชวา ตลอดจนสิ่งกีดขวางทางน้ำ  นอกจากนี้ยังได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำ มีการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในแต่ละลุ่มน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามี 4 เขื่อนใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุน คือ เขื่อนภูมิพล  เขื่อนสิริกิติ์  เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีปริมาณน้ำรวมกันเพียง 10,940 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก 13,931 ล้านลบ.ม. หรือมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณความจุ  รวมทั้งที่ผ่านมาได้มีการปรับปฏิทินการปลูกพืชใหม่  ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

อาเซียนทึ่งผลงานไทยขับเคลื่อน“สิ่งแวดล้อมศึกษา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279889

อาเซียนทึ่งผลงานไทยขับเคลื่อน“สิ่งแวดล้อมศึกษา”

สิ่งแวดล้อม, สิ่งแวดล้อมศึกษา, Eco-School, Zero Waste, National Focal Point, AWGEE

อาเซียนทึ่งผลงาน“Eco-School”ไทย โบว์แดงขับเคลื่อน“สิ่งแวดล้อมศึกษา”

                  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดประชุม “คณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา” ครั้งที่9เพื่อสรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมศึกษาของ10ชาติสมาชิกและองค์กรพันธมิตร พร้อมร่วมพิจารณาประเด็นความร่วมมือใหม่ๆในอนาคต เผยต่างชาติยกย่องผลงานโครงการ “Eco-School”และ “Zero Waste”ของไทย หลังประสบความสำเร็จด้านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เตรียมนำไปเป็นต้นแบบผลักดันต่อในประเทศของตัวเอง

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมฯครั้งนี้ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานประสานงานหลัก(National Focal Point)คณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา(ASEAN Working Group on Environmental Education: AWGEE)ของประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาครั้งที่9 (9th Meeting of the ASEAN Working Group on Environmental Education – 9th AWGEE Meeting)ณ โรงแรมอามารี วอเตอร์เกท กรุงเทพ ในระหว่างวันที่23-24พฤษภาคม2560ที่ผ่านมา

โดยการประชุมดังกล่าว เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้คณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาจากประเทศมาชิกอาเซียนทั้ง10ประเทศ พร้อมทั้งผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนองค์กรพันธมิตรอาเซียน ได้ทบทวนผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมศึกษาอาเซียน(ASEAN Environmental Education Action Plan: AEEAP)ในรอบปีที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณาประเด็นความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

“คณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา(AWGEE)มีภารกิจในการส่งเสริมความร่วมมือการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการดูแล อนุรักษ์ และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแต่ละปีคณะทำงานของแต่ละประเทศ จะมีการประชุมเพื่อสรุป ติดตาม และผลักดันการดำเนินกิจกรรมโครงการภายใต้แผนAEEAPเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการอร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินงานโครงการ กิจกรรม หรือประเด็นความร่วมมือใหม่ๆ เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาของแต่ละประเทศถูกขับเคลื่อนไปอย่างสอดคล้องกันทั่วทุกภูมิภาค”

นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในการประชุมดังกล่าว ประเทศไทยได้นำเสนอผลการดำเนินงานสิ่งแวดล้อมศึกษา เพื่อเป็นแบบอย่างและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งไทยเน้นทำโครงการในโรงเรียนด้วยการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้เป็นพลเมืองเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่เห็นความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาท้องถิ่น โดยต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมมีบทบาทป้องกันฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ “โรงเรียนอีโคสคูล”(Eco-School)ซึ่งใช้หลักการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบด้วยการนำเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การทำงานของโรงเรียนทุกด้าน ตั้งแต่ระดับนโยบาย การจัดการเรียนรู้ และจัดทำหลักสูตรการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน และการมีส่วนร่วม การสร้างเครือข่ายจากทุกภาคส่วน โดยผู้บริหารโรงเรียนทำหน้าที่สำคัญผลักดันให้การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเกิดประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมทั้งแนวทางการเพิ่มพื้นที่ป่าและป่าในเมืองของไทยที่ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม

“นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังได้นำเสนอกระบวนการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน ภายใต้โครงการZero Wasteเพื่อลดปัญหาขยะในพื้นที่ลงที่เริ่มจากโรงเรียนเป็นอันดับแรก ซึ่งมีจุดเด่นที่ใช้การมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่รอบโรงเรียน ซึ่งตัวแทนของชาติสมาชิก ต่างให้ความสนใจที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตัวเองต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว

สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอมสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279887

สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอมสมุนไพร

สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอมสมุนไพร

 

วันที่ 29 พ.ค.60 ณ ห้องโถงชั้น 1 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ สภาสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวทท.) จัดกิจกรรมเสวนา “คุยกัน..ฉันวิทย์” เพื่อสร้างความรู้ความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในหัวข้อ “สิงห์อมควันกลับใจ เลิกบุหรี่ง่าย ๆ ด้วยลูกอม”เพื่อให้ตระหนักถึงความสูญเสียทางด้านชีวิตของประชากรที่เกิดจากการสูบบุหรี่และรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่รศ.ดร. ผ่องศรี ศรีมรกต เครือข่ายพยาบาลต้านบุหรี่และสารเสพติดแห่งประเทศไทย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสวนาหัวข้อ “ชีวิตปลอดควัน ลด ละ เลิก สูบบุหรี่” นายสายันต์ ตันพานิช ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เสวนาหัวข้อ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อเลิกสูบบุหรี่”และผู้ดำเนินการเสวนา นายสืบสกุล พันธ์ดี ผู้ดำเนินรายการของสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี

รศ.ดร. ผ่องศรี ศรีมรกต เปิดเผยว่า การบริโภคยาสูบหรือการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรงองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการควบคุมการบริโภคยาสูบ หรือการเลิกสูบบุหรี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดให้มี “วันงดสูบบุหรี่โลก” (World No Tobacco Day) ขึ้นในวันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 เป็นต้นมาโดยในปี พ.ศ.2560 นี้ องค์การอนามัยโลกได้ให้คำขวัญว่าบุหรี่ : ภัยคุกคามต่อการพัฒนา (Tobacco – a threat to development) แต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตก่อนเวลาจากการสูบบุหรี่ 6 ล้านคน และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 8 ล้านคน ในปี ค.ศ.2030 หากไม่มีการควบคุมการบริโภคยาสูบหรือการสูบบุหรี่อย่างจริงจังจากข้อมูลการเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ที่มีปีละ 5 หมื่นคนเศษ ทำให้ประมาณการได้ว่ามีคนไทยอย่างน้อยหนึ่งล้านคนที่ยังมีชีวิตอยู่และป่วยหรือพิการด้วยโรคเรื้อรังร้ายแรงจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคถุงลมปอดพอง และโรคเรื้อรังอื่นๆ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสูญเสียทางด้านชีวิตของประชากรที่เกิดจากการสูบบุหรี่ จึงได้มีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ รวมถึงกำหนดมาตรการต่าง ๆ โดยการดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะพยายามให้เกิดการเลิกสูบบุหรี่ ดังเช่นที่กระทรวงได้ประกาศบังคับใช้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 ให้มีการพิมพ์คำเตือนและโทษของการสูบบุหรี่ที่ข้างซอง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา ทั้งยังมีกฎหมายที่ใช้คุ้มครองสุขภาพประชาชนอีกด้วย
ในส่วนของเครือข่ายพยาบาลต้านบุหรี่และสารเสพติดแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาแล้วกว่า 10 ปี อาทิ การบำบัดเพื่อช่วยให้เลิกบุหรี่ 2550 ประสิทธิภาพการช่วยเลิกบุหรี่โดยพยาบาล: จากงานประจำสู่งานวิจัย 2553 และสานพลังพัฒนาตำบลปลอดบุหรี่ 2558 เป็นต้น นอกจากนี้ได้รวบรวมความรู้ไว้ในหนังสือการบำบัดทางเลือกเพื่อช่วยเลิกบุหรี่วิถีไทยด้วยผลไม้และสมุนไพร เช่น กล้วยหอม ที่มีสารสำคัญช่วยให้คลายเครียด มีวิตามินบี 6 บี 12โปตัสเซียมและแมกนีเซียม ที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดนิโคติน ลดการหวนกลับไปสูบบุหรี่ หญ้าดอกขาว มีการทดลองวิจัยใช้ในกลุ่มผู้ติดบุหรี่ หญ้าดอกขาวมีสารประกอบโปตัสเซียม ไนเตรท ทำให้ประสาทรับรสที่ลิ้นชาจึงไม่รู้สึกอยากบุหรี่กานพลู/ลูกจันทน์ มีพยาบาลโรงพยาบาลพังงา ได้นำดอกกานพลูแห้งให้ผู้อดบุหรี่อมแก้อยากบุหรี่และระงับกลิ่นปาก ซึ่งช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ง่ายขึ้น ส่วนลูกจันทน์จะช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้ชั่วคราวมะขามป้อม เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย มีวิตามินซีสูงมาก มีสารแทนนิน สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง โดยแนะนำใช้มะขามป้อมสดเคี้ยวกินหรืออมก็ได้มะนาว ช่วยบรรเทาอาการอยากบุหรี่ได้เพราะมีรสเปรี้ยวและอุดมไปด้วยวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค ด้วยการนำมะนาวมาฝานเป็นชิ้นบาง กินหรืออมทั้งเปลือก เป็นต้น
ด้าน นายสายันต์ ตันพานิช กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้บูรณาการ“โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อลดการสูบบุหรี่” มุ่งเน้นการคัดเลือกสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ต่อการสูบบุหรี่ซึ่งเป็นชุดโครงการที่ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพร การทดสอบประสิทธิผล จนถึงได้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะนำมาใช้บำบัดและรักษาผู้ติดยาเสพติดจำพวกบุหรี่ให้หายจากการติดบุหรี่ได้อันจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่ติดบุหรี่โดยใช้สมุนไพรบำบัดหรือรักษาทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ลดสูบบุหรี่ลดการเกิดโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่และเกษตรกรมีรายได้เสริมจากการปลูกพืชสมุนไพร
จากการดำเนินโครงการนี้ วว. ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกอมอดบุหรี่ “รสกะเพรา”ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นสารสกัดจากกะเพรามีประสิทธิภาพในการช่วยลดการสูบบุหรี่ได้ในระยะเวลา 30 วันในจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่ 15-55 ปี ทั้งเพศหญิงและชายทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดกะเพราด้วยเทคนิค MTT assayและเมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างการตอบสนองของเซลล์ปกติ (L929) และเซลล์มะเร็ง (CaCo2) พบว่าสารสกัดกะเพรามีแนวโน้มเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมากกว่าเซลล์ปกติ แสดงว่าสารสกัดออกฤทธิ์แบบเจาะจง คือ มีคุณสมบัติเป็น cell-specific effect

เจียไต๋ ร่วมกับ ไบโอเทคประสบความสำเร็จตรวจหาสาเหตุโรคผลเน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279874

เจียไต๋ ร่วมกับ ไบโอเทคประสบความสำเร็จตรวจหาสาเหตุโรคผลเน่า

เจียไต๋, ร่วมกับ, สวทช, ไบโอเทค, Immunomagnetic Separation, Bacterial Fruit Blotch, seedling grow-out test, Seed transmission, lot, Polymerase Chain Reaction, DNA, magnetic beads, Immunomagnetic beads

เจียไต๋ ร่วมกับ ไบโอเทคประสบความสำเร็จ ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคผลเน่าในเมล็ดพันธุ์ของพืชตระกูลแตง

     วันที่ 29พฤษภาคม2560   สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค)ร่วมกับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด แถลงข่าวความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคIMS (Immunomagnetic Separation)ร่วมกับการแยกเชื้อแบคทีเรียบนอาหารคัดเลือกจำเพาะ สำหรับตรวจหาเชื้อAcidovorax citrulliซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง(Bacterial Fruit Blotch)

โดยนวัตกรรมใหม่นี้จะสามารถตรวจสอบการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวในเมล็ดพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยใช้เวลาเพียง6-10วันในการแยกเชื้อA. citrulliออกจากเมล็ด ขณะที่วิธีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน(seedling grow-out test)จะต้องเพาะเมล็ดเพื่อให้เป็นต้นกล้า จากนั้นทำการสังเกตอาการโรคในต้นอ่อนและนำไปแยกเชื้อ โดยจะใช้เวลาตั้งแต่14-25วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ติดมากับเมล็ด ซึ่งวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายแรงงาน และเวลาได้เป็นอย่างมาก

                 เชื้อแบคทีเรียA. citrulliเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของพืชในกลุ่มนี้เป็นอย่างมากในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยพบระบาดในแตงโม เมล่อน และ แคนตาลูป เป็นต้น เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดฤดูการผลิต ในดิน น้ำ และเศษซากพืช แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือ เชื้อสามารถถ่ายทอดผ่านทางเมล็ดพันธุ์ได้(Seed transmission)

               ดังนั้นการผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องมีการควบคุมทุกขั้นตอนการเพาะปลูกให้ปลอดโรค รวมถึงการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในเมล็ดช่วงเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตามวิธีการหนึ่งที่จะสามารถจัดการควบคุมโรคผลเน่าได้ คือการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดจากเชื้อในการเพาะปลูก จึงต้องมีการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ก่อนทำการจำหน่ายในประเทศและการส่งออก โดยจะทำการตรวจทั้งในแปลงปลูกและสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการค้า วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีประสิทธิภาพสูงในด้านปริมาณและถูกต้องแม่นยำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

               ดร.สุมิตรา กันตรงผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักปฏิบัติการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัดเปิดเผยว่า “การส่งออกเมล็ดพันธุ์มีการออกกฎระเบียบให้มีการตรวจรับรองว่าไม่มีเชื้อA. citrulliปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการส่งออก โดยจะสุ่มตรวจในแปลงปลูกและ/หรือสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ กรณีที่ตรวจพบการปนเปื้อนจากการสุ่มตรวจจะทำให้ไม่สามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์รุ่น(lot)ที่ปนเปื้อนนั้น ๆ ได้ กรณีที่เกิดความผิดพลาดของการตรวจสอบและปล่อยให้มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ที่มีเชื้อแบคทีเรียA. citrulliไปยังลูกค้าหรือผู้สั่งซื้อ ผู้ขายเมล็ดพันธุ์ที่ปนเปื้อนอาจถูกฟ้องร้องและถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้นวิธีการที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบจะต้องมีความจำเพาะเจาะจง มีความแม่นยำ สะดวก และสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว”

                  โดยวิธีการตรวจหาเชื้อA. citrulliแบบดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมาคือ วิธีการseedling grow-out testโดยเริ่มจากการนำเมล็ดมาเพาะให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วสังเกตอาการโรคจากต้นกล้าที่ได้ จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นกล้าที่แสดงอาการโรคมาทำการตรวจการติดเชื้อA. citrulliในเบื้องต้นด้วยวิธีELISA (Enzyme-Linked Immunosorbent Assay)ซึ่งอาศัยหลักการของการทำปฏิกิริยาที่จำเพาะเจาะจงของantibodyและantigenโดยใช้เอนไซม์เป็นตัวตรวจวัดการเกิดปฏิกิริยา หรือ วิธีPCR (Polymerase Chain Reaction)ซึ่งเป็นกระบวนการในการสังเคราะห์ชิ้นส่วนของดีเอ็นเอ(DNA)ในหลอดทดลอง โดยเลียนแบบมาจากการสังเคราะห์ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิต โดยตัวอย่างที่ให้ผลบวกจะถูกนำมาแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกจำเพาะ ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ใช้เวลานานสูงสุดถึง25วัน จึงจะสามารถแยกเชื้อแล้วนำกลุ่มแบคทีเรียที่ได้บนอาหาร ที่คาดว่าเป็นเชื้อA. citrulliมาทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบได้

                สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นจนประสบความสำเร็จนี้จะใช้เวลาเพียงประมาณ6-10วันเท่านั้น ในการแยกชื้อA. citrulliออกมาจากเมล็ดพันธุ์จนกระทั่งได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรีย ที่พร้อมจะนำไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบ หลักการโดยรวมของวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้คือ การใช้เม็ดแม่เหล็ก(magnetic beads)ที่เคลือบด้วยแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรียA. citrulliหรือเรียกว่าIMBs (Immunomagnetic beads)ไปจับแยกเชื้อแบคทีเรียA. citrulliในน้ำบดเมล็ดพันธุ์ที่ถูกทำให้เริ่มงอกเพียงเล็กน้อย แล้วใช้แท่งแม่เหล็กเป็นตัวดึงIMBsที่จับเชื้อดังกล่าวออกมา ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้เชื้อแบคทีเรียเป้าหมายในปริมาณที่เข้มข้น และไม่ปนเปื้อนด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำบดเมล็ด ทำให้สามารถนำไปตรวจสอบโดยเทคนิคอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งIMBsที่มีเชื้อA. citrulliติดอยู่นี้จะถูกนำไปแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกจำเพาะแล้วนำเชื้อที่แยกได้ไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบต่อไป

                ดร.อรวรรณ หิมานันโต นักวิจัยห้องปฏิบัติการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี ไบโอเทค สวทช.ให้ข้อมูลว่า “แอนติบอดีที่นำมาใช้เคลือบเม็ดแม่เหล็กนี้ เป็นแอนติบอดีที่ทางไบโอเทคพัฒนาขึ้น ซึ่งแอนติบอดีตัวนี้มีความจำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรียA. citrulliเท่านั้น โดยจะไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคพืชชนิดอื่น ๆ ซึ่งวิธีที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถแยกเชื้อA. citrulliได้ที่ระดับการปนเปื้อน0.1%คือ มีเมล็ดที่ปนเปื้อนเชื้อA. citrulli 1เมล็ด ในเมล็ดปกติ1,000เมล็ดซึ่งเทียบเท่ากับวิธีมาตรฐาน(seedling grow-out test)ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์และยังเป็นวิธีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในเมล็ดพันธุ์มีเชื้อแบคทีเรียA. citrulliที่มีชีวิตซึ่งสามารถก่อโรคได้ ปนเปื้อนอยู่หรือไม่ ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีการตรวจทางอิมมูโนวิทยาชนิดอื่น ๆ รวมทั้งการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอด้วยวิธีการทางชีวโมเลกุล ซึ่งจะไม่สามารถแยกระหว่าง เชื้อตายและเชื้อที่มีชีวิตได้”

       สำหรับการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการค้าเมล็ดพันธุ์ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งวิธีการใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับธุรกิจเมล็ดพันธุ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรจะได้ผลผลิตสูง ผลผลิตไม่เสียหาย และสำหรับหน่วยงานที่ต้องการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย รวมถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ต้องตรวจสอบเชื้อA. citrulliก่อนส่งจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งประเทศไทยถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก โดยมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงสูงถึงประมาณ1,700ล้านบาทต่อปี

สหกรณ์ลำพระเพลิง ฟันกำไร 11.79 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279870

สหกรณ์ลำพระเพลิง ฟันกำไร 11.79 ล้าน

สหกรณ์ลำพระเพลิง ฟันกำไร 11.79 ล้าน

                    สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่40เมื่อวันที่26พฤษภาคม2560โดยมีนายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี2559ปีทางบัญชีสิ้นสุด31มีนาคม2560ของสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด พร้อมให้คำแนะนำคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ในการบริหารกิจการงานของสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและทำให้เกิดศรัทธาแก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ และผู้แทนสมาชิกเข้าร่วมประชุม160คน โดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องประชุมพายรำเพย สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

               นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยว่าสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ได้ก่อตั้งจดทะเบียนขึ้นเมื่อปี พ.. 2520เมื่อ40ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์มีกลุ่มสมาชิก43กลุ่ม มีสมาชิกสหกรณ์2,306คน ทุนเรือนหุ้น118,416,410บาท มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น377,544,464.74บาท จัดสรรเป็นทุนสำรอง1,189,474.04บาท ของกำไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลร้อยละ6สหกรณ์ดำเนินธุรกิจ5ด้าน คือ1.ธุรกิจเงินรับฝาก สหกรณ์รับฝากเงินทั้งสิ้น จำนวน179,603,698.15บาท2.ธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ได้ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกเพื่อนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอุปโภค บริโภค โดยจ่ายเงินกู้ระยะสั้น ระหว่างปี จำนวน97,200,465บาท3.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สหกรณ์ได้จัดหาสินค้าที่สมาชิกต้องการมาจำหน่ายแก่สมาชิกระหว่างปี จำนวน79,572,751.68บาท4.ธุรกิจรวบรวมผลิตผล สหกรณ์มีการรวบรวมข้าวเปลือก และมันสำปะหลัง ระหว่างปี จำนวน25,220,468.25บาท5.ธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร สหกรณ์ให้บริการรถดำนาและรถเกี่ยวนวดข้าว ระหว่างปี110ราย จำนวน1,137,612.56บาทสหกรณ์มีการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี11,794,212.04บาท

          สำหรับในการประชุมใหญ่ครั้งนี้สหกรณ์ได้นำเสนอแผนการดำเนินงานประจำปี ระยะเวลาตั้งแต่1เมษายน2560 – 31มีนาคม2565เพื่อใช้เป็นแผนกลยุทธ์ฉบับที่4ของสหกรณ์ ในระยะเวลา5ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ สถาบันสหกรณ์การเรียนรู้ สู่นวัตกรรมนำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความเข้มแข็ง มั่งคง และยั่งยืนเพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตนำไปสู่การสร้างกรอบทิศทางในการพัฒนาสหกรณ์ เป็นเครื่องมือในการบริหารงานเพื่อพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิสหกรณ์

             สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์ฯ แห่งนี้ในอดีตที่ผ่านมาเคยประสบปัญหาทางด้านการบริหารจัดการจนเกือบต้องเลิกและถอนชื่อ แต่คณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ และสมาชิกไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวได้นำอดีตมาเป็นบทเรียน ประกอบกับความมุ่งมั่น ของคณะกรรมการและสมาชิกที่ยังมีความศรัทธาอยู่อย่างเต็มเปี่ยมทำให้สหกรณ์เจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้สามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง ณ ปัจจุบันปีนี้สหกรณ์มีกำไรจากผลประกอบการ จำนวน11.79ล้านบาทขณะเดียวกันได้เน้นย้ำคณะกรรมการเอาปัญหาความล้มเหลวที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เป็นเครื่องย้ำเตือนใจไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นอีกและขอบคุณสมาชิกทั้งรุ่นอดีตถึงรุ่นปัจจุบัน ที่มีความมุ่งมั่นเชื่อถือ และมีความศรัทธาต่อสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ของเราจนสามารถผ่านวิกฤตมาได้อย่างสง่างามซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้สมาชิกเชื่อมั่นว่าระบบสหกรณ์มีความมั่นคงเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ต่อไป

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279792

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

ใช้หลักบริหารเงินส่วนบุคคลควบการทำเกษตรยั่งยืน

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

ฝึกให้สตรีชาวไร่อ้อยจดบันทึกการเงิน

“เกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย” เป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพราะเป็นทั้งผู้ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ไทยส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก และผู้ควบคุมค่าใช้จ่าย ดูแลครอบครัว แต่ปัจจุบันพวกเขายังมีปัญหาในการประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ ซึ่งจากการประเมินความต้องการของเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยกลุ่มหนึ่งในอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี พบว่าพวกเขาต้องการความรู้และทักษะการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และนี่จึงเป็นที่มาของ “โครงการธุรกิจยั่งยืนกับโคคา-โคลา เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อย”อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย โดยการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินส่วนบุคคล และการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ที่ออกแบบจากความต้องการของชาวเกษตรกร ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในพื้นที่ ซึ่งภายหลังจากที่ดำเนินโครงการนำร่องในเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ปรากฎว่ามีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่เริ่มขึ้นกับสามเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่จากอำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มุ่งมั่นปฏิวัติวิถีการทำเกษตรกรรมแบบเดิมๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ทั้งยังสามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรคนอื่นๆ เห็นว่าชีวิตดีขึ้นได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจและลงมือทำ

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

“จี๊ด” รจนา บุญเพชร

“จี๊ด” รจนา บุญเพชรเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยที่ยึดมั่นในคติ “หาทางเลือก เพื่อทางรอด” เล่าว่า จากเมื่อก่อนขายอ้อยได้เท่าไร ก็นำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีการวางแผน ปัจจุบันหันมาจดบันทึกค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ทำให้รู้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนไหนไม่จำเป็น ใช้เงินเป็นระบบ จัดสรรเงินทุน และออมเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่ขายอ้อยและใช้เงินที่ได้มาไปวันๆ นอกจากนี้ จี๊ดยังนำเทคนิคการทำเกษตรที่ได้อบรมจากโครงการฯ แบ่งปันจากเพื่อนๆ รวมไปถึงการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมบนสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น การปรับหน้าดิน และเทคนิคการใช้น้ำหยดกับแปลงเกษตร ทำให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพและราคาดียิ่งขึ้น แก้ปัญหาในอดีตที่ต้องเหนื่อยและลงแรงไปเยอะ แต่ได้ผลผลิตไม่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้คือทางเลือกที่ช่วยให้จี๊ดมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

“แหม่ม” ณัฐวรรณ ทองเกล็ด

อดีตสาวแบงค์ที่ตัดสินใจกลับไปทำกิจการไร่อ้อยของครอบครัว เข้าใจถึงการแบกรับต้นทุนการทำเกษตรที่สูงเกินความจำเป็นจากการจ้างแรงงานคนและความเสียหายจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว “แหม่ม” ณัฐวรรณ ทองเกล็ด  เผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการฯ และเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการจดบันทึกรายรับรายจ่าย ทำให้มองเห็นภาพรวมการบริหารจัดการด้านการเงินและการเกษตรมากขึ้น จนเข้าใจแล้วว่าการลงทุนทำเกษตรของตัวเองนั้นหมดไปกับค่าแรงงานคนมากเกินไป หากปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรจะสามารถแบ่งเบาและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ในระยะยาว นอกจากนั้นเธอยังตระหนักได้ว่า ปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่รู้จักพอ สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่หากสามารถปรับลดความต้องการให้พอดี ชีวิตก็จะลงตัวและสมดุล

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

“เนะ” รจนา สอนชา

“เนะ” รจนา สอนชาเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรด้วยกัน กล่าวว่า ตัวเองอยากพิสูจน์ให้เกษตรกรคนอื่นเห็นว่า ถ้าเธอสามารถบริหารจัดการการเงินและทำการเกษตรยั่งยืนได้สำเร็จ ทุกคนก็ย่อมทำได้ หากเราไม่ร่วมมือกันเปลี่ยนแปลง ความยั่งยืนที่ทุกคนต้องการก็จะไม่เกิดขึ้น จากการเริ่มต้นจดบันทึกการเงิน รวมไปถึงการนำความรู้ด้านการเกษตรยั่งยืน ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฯ มาใช้ ทำให้เนะสามารถพัฒนาธนาคารปุ๋ย บริหารจัดการเงิน และทำเกษตรผสมผสาน เช่น มะเขือเทศราชินี ข้าวโพดเทียน เพื่อรายได้เสริมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น เนะ หรือ หมอดิน ที่เพื่อนเกษตรกรด้วยกันเรียกเพราะเชี่ยวชาญในเรื่องดิน ยังถ่ายทอดความรู้ที่มี และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรด้วยกันในการบริหารจัดการชีวิต

ฟัง 3 หญิงชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เปลี่ยนแล้วดียังไง

“เกมเศรษฐี” หนึ่งกิจกรรมในการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารการเงินช่วยเข้าใจง่าย

แม้จะมีองค์ความรู้หรือความช่วยเหลือจากโครงการฯ แต่หากเกษตรกรสตรีชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เหล่านี้ ไม่มีความเชื่อและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ปัญหาต่างๆย่อมไม่ถูกแก้ไข แม้การเปลี่ยนแปลงอาจไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น หากเพียงมีความคิดที่จะเริ่ม และลงมือทำ ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นเดียวกับจี๊ด แหม่ม และ เนะ ที่กำลังเดินหน้าสู่เส้นทางชีวิตของเกษตรกรที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

“ปลัดเกษตรฯ” มอบนโยบายเตรียมส่งนมคุณภาพดีให้นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279638

“ปลัดเกษตรฯ” มอบนโยบายเตรียมส่งนมคุณภาพดีให้นักเรียน

นมโรงเรียน, ปลัดเกษตรฯ, นม

“ปลัดเกษตรฯ” มอบนโยบายเตรียมส่งนมคุณภาพดีให้นักเรียน เปิดภาคเรียนที่ 1/2560

            นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมและผู้รับจ้างขนส่งนมโรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2560 ณ ห้องประชุมไร่อรุณวิทย์รีสอร์ท อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบนโยบายเรื่อง โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) จึงนำมาเป็นหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน เพื่อเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานของนมโรงเรียนให้สูงขึ้นโดยในปี 2560 มีแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาด้านความเข้มข้นของคุณภาพน้ำนม, ยกระดับมาตรฐานฟาร์มโคนมที่เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องได้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP มีการเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากโรงงาน และที่โรงเรียน, ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้เป็นธรรม โปร่งใส และเกิดประโยชน์แก่เด็กนักเรียน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์ โดยกระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการโคนมฯ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2560 ที่ประกาศฯใช้ในปัจจุบัน

​สำหรับการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้ประกอบการนมโรงเรียนและผู้รับจ้างขนส่งนมโรงเรียน 350 รายทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงให้มีความเข้าใจและปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ภาคเรียนที่ 1/2560 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการบริหารจัดการนมโรงเรียน ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯและรัฐบาล โดยคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ได้เร่งดำเนินการพัฒนาการบริหารจัดการนมโรงเรียนทั้งระบบก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2560 ตามแผนพัฒนาการบริหารจัดการนมโรงเรียน ดังนี้ 1.เกษตรกรโคนมได้รับการดูแล 2.นักเรียนได้ดื่มนมมีคุณภาพดี และ 3.โปร่งใสเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ โดยพัฒนาหลักเกณฑ์แนวทางปฏิบัติ และมาตรการในการขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานนมโรงเรียนให้สูงขึ้นตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)

ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้ออาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประมาณ 14,000 ล้านบาท โดยนมโรงเรียนที่ผลิตได้ปริมาณ 1,200-1,300 ตันต่อวัน จะนำไปผลิตให้กับนกเรียน ประมาณ 7.3  ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้รับมอบหมายจากทางรัฐบาลให้เข้ามากำกับดูแลโดยทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมแห่งชาติ โดยมีการดำเนินงานตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การแปรรูป การนำส่งถึงโรงเรียน ซึ่งมีระบบการควบคุมคุณภาพตั้งแต่ฟาร์มจนถึงศูนย์รวบรวมนม และโรงงานผลิต มีการตรวจสอบคุณภาพอย่างรัดกุม ก่อนส่งต่อไปยังโรงเรียน

สำหรับการติดตามทั้งการขนส่งและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนในแต่ละจังหวัด จะใช้กลไกของรัฐ ดังนี้ 1.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ คณะกรรมการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานระดับจังหวัด และมีนายอำเภอ เป็นประธานระดับอำเภอ เป็นการบูรณาการของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ มีการกำหนดหน้าที่ในการจัดทำแผนและติดตามกำกับดูแลการบริหารจัดการคุณภาพนมในโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ในเขตพื้นที่จังหวัด และอำเภอ  2.ระดับกระทรวง  ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ Single Command และกรมปศุสัตว์ บูรณาการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการเพื่อตรวจติดตามกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องทุกเดือน

” ในปี 2560 จะมีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ใหม่ เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพมาตรฐานอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้น้ำนมที่มีคุณภาพดีส่งต่อไปยังนักเรียนและเยาวชนให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ในส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ก็จะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่การถูกลดสิทธิ ตัดสิทธิ ยกเลิกสัญญา ดังนั้น จึงได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการและผู้รับจ้างขนส่งนมโรงเรียนได้รับทราบเกี่ยวกับการควบคุมระบบการขนส่งตั้งแต่โรงงานผลิตจนนำส่งมายังโรงเรียนให้มีคุณภาพมาตรฐานตามที่วางไว้ โดยเฉพาะการควบคุมอุณหภูมิตั้งแต่นำออกจากโรงงานผลิต จนถึงขนส่งไปยังโรงเรียน โดยเฉพาะนมพาสเจอร์ไรท์ สำหรับนม UHT จะมีการควบคุมมาตรฐานในการเก็บรักษา ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างถูกต้อง”นายธีรภัทร กล่าว

มท.แจ้งทุกจังหวัดปริมณฑล พร้อมรับ‘น้ำระบาย’จากกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279607

มท.แจ้งทุกจังหวัดปริมณฑล พร้อมรับ‘น้ำระบาย’จากกทม.

นายกฤษฎา บุญราช, น้ำระบาย, อปท, กอปภ

มท.แจ้งทุกจังหวัดปริมณฑล พร้อมรับ‘น้ำระบาย’จากกทม.

              วันที่ 28 พ.ค.60 นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) ในจังหวัดปริมณฑลที่มีพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่กทม.กับจังหวัดปริมณฑล

                 โดยระบุว่าขอให้จังหวัดปริมณฑล หรือพื้นที่รองรับการระบายน้ำจาก กทม.ดำเนินการจัดตั้งกองอํานวยการป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย (กอ.ปภ.)จังหวัดเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม ทำหน้าที่ประสานงาน กับ กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอให้ผู้ว่าฯ แต่งตั้งผู้ติดตามผลการปฏิบัติงานตามขั้นตอน เพื่อรายงานผลการปฏิบัติ ปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติงานเพื่อส่วนกลางจะได้เข้าไปช่วยอำนวยการแก้ไขปัญหา

              นอกจากนี้ มอบหมายให้ ปภ.เป็นผู้ประสานงานหลัก ระหว่างมหาดไทยและจังหวัด กับ กทม.เพื่อแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ และขอให้จังหวัดกำชับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านรวมทั้งผู้บริหารอปท.ในพื้นที่ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมทั้งให้ความสำคัญเร่งด่วนในการกำหนดช่องทางระบายน้ำหรือพื้นที่รองรับการระบายน้ำ การจราจร รวมทั้งการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการบริหารระบบระบายน้ำของกทม.

             ขณะเดียวกันนายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายสาโรจน์ สามารถ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจการปรับปรุงบ่อสูบน้ำท่าพระจันทร์ บ่อสูบน้ำท่าช้าง และบ่อพักข้างกรมรักษาดินแดง โดยมีคณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขตพระนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

               ทั้งนี้ จากฝนตกหนักในพื้นที่กทม. เมื่อวันที่ 25-27 พ.ค.ผ่านมา บริเวณพื้นที่โดยรอบท้องสนามหลวงและรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำเร่งระบาย กรุงเทพมหานครสามารถควบคุมและลดระดับน้ำในพื้นที่ได้จึงไม่เกิดปัญหาน้ำเร่งระบาย ซึ่งบริเวณดังกล่าวมีสถานีสูบน้ำที่สำคัญอยู่ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำพระปิ่นเกล้า บ่อสูบน้ำท่าพระจันทร์ และบ่อสูบน้ำท่าช้าง ซึ่งบ่อสูบทั้ง 2 แห่ง สามารถสูบน้ำได้แห่งละประมาณ 2 ลบ.ม./วินาที และยังติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อส่งน้ำให้ไปถึงบ่อสูบน้ำกับสถานีสูบน้ำได้เร็วขึ้น โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำไปแล้ว 12 เครื่อง เพื่อดึงน้ำไปลงสถานีสูบน้ำพระปิ่นเกล้า และบ่อสูบน้ำทั้ง 2 แห่ง ตลอดจนบ่อสูบน้ำซอยท่าข้าม บริเวณโรงเรียนราชินี มั่นใจว่าจะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเร่งระบายในพื้นที่นี้ได้เป็นอย่างดี

               สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะแบ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเป็น 3 อย่าง สิ่งแรกที่กำลังดำเนินการอยู่คือการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำฝน ส่วนอนาคตจะมีปัญหาเรื่องของน้ำเหนือและน้ำขึ้นน้ำลง กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันสามารถก่อสร้างเขื่อนตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยาได้แล้วทั้งหมด 76 กม.

               อย่างไรก็ตามบริเวณตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ยังมีบ้านเรือนที่รุกล้ำอยู่ประมาณ 30 จุด ซึ่งกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เร่งเจรจากับบ้านที่รุกล้ำว่า มีความจำเป็นที่ในการใช้พื้นที่ในการก่อ สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ผ่านมาสามารถเจรจาและสร้างเขื่อนเพิ่มได้แล้วอีก 2 จุด ตรงบริเวณซอยราษฎร์บูรณะ 3 เขตราษฎร์บูรณะ และบริเวณช่วงวัดเศวตฉัตรถึงอู่เรือหะริน เขตคลองสาน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจา ส่วนบริเวณที่ยังไม่สามารถสร้างเขื่อนได้จะเกิดปัญหาในกรณีน้ำขึ้นสูงหรือกรณีน้ำเหนือไหลมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งกรุงเทพมหานครสามารถรองรับน้ำเหนือได้ประมาณ 2,500 ลบ.ม./วินาที

                ดังนั้นจุดที่ยังไม่ได้ก่อสร้างเขื่อนหรือจุดที่เป็นฟันหลอน้ำอาจไหลเข้าไปในบริเวณดังกล่าวได้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นสำนักการระบายน้ำได้เรียงกระสอบทรายไว้เพื่อเป็นเขื่อนชั่วคราว แต่อาจไม่มีความมั่นคงแข็งแรงเทียบเท่าการก่อสร้างเขื่อนถาวร จากการสำรวจพบว่าบริเวณตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยามีบ้านเรือนที่รุกล้ำอยู่ 30 จุด จะมีบ้านที่ได้รับผลกระทบประมาณ 670 หลังคาเรือน ถึงแม้จะเรียงกระสอบทราย ในบริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาในพื้นที่ด้านในแล้ว บ้าน เรือนที่รุกล้ำก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่เพราะอยู่นอกแนวกระสอบทรายที่เรียงไว้

                ด้านการเตรียมพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเร่งระบายนั้น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ สถานีสูบน้ำ ระบบท่อระบายน้ำ ในขณะเดียวกันได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมป้องกันและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับระยะเวลาในการดำเนินการเร่งระบายน้ำนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนที่ตกลงมา แต่ในกรณีที่ฝนตกลงมาเกินกว่า 60 มม. ต้องใช้ระยะเวลาในการระบายน้ำพอสมควร ซึ่งจะพยายามเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังพื้นที่อ.คีรีมาศ และทุ่งบางระกำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279605

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังพื้นที่อ.คีรีมาศ และทุ่งบางระกำ

คีรีมาศ, กรมชลฯ, และทุ่งบางระกำ, YN1, YN2, ฝั่งซ้าย, 28 พค 60, ตลิ่ง 2620 เมตร, ตลิ่ง 370 เมตร, ตลิ่ง 610 เมตร, ตลิ่ง 745 เมตร, ตลิ่ง 2830 เมตร

กรมชลฯ เร่งระบายน้ำที่ท่วมขังและเริ่มเน่าเสียในพื้นที่อ.คีรีมาศ และทุ่งบางระกำ

                    นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ส่วนใหญ่เข้า สู่ภาวะปกติแล้ว คงเหลือในพื้นที่อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ที่ยังมีท่วมขังและเริ่มเน่าเสีย กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ กรมชลประทาน ได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ให้คงการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์วันละ 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านลดต่ำลง ช่วยให้การระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่านได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

สำหรับในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ที่มีฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังเป็นแห่งๆ นั้น กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน ได้วางแนวทางในการช่วยเหลือเร่งระบายน้ำ ด้วยการปิดการรับน้ำแม่น้ำน่าน จากท่อระบายน้ำคลองต้นโพธิ์(YN.1) และท่อระบายน้ำคลองอ้อม(YN.2) พร้อมกับเร่งระบายน้ำในแม่น้ำยมสายเก่า คลองน้ำไหล คลองเมม-คลองบางแก้ว ลงสู่แม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบางแก้ว และยังได้เร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายหลักลงสู่แม่น้ำน่าน ผ่านทางคลอง DR-2.8 ในอัตรา 133 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายน้ำจากคลองเมม-คลองบางแก้ว ลงสู่แม่น้ำน่าน ผ่านทางคลอง DR-15.8 ในอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

นอกจากนี้ โครงการชลประทานพิษณุโลก ยังได้ดำเนินการรื้อทำนบดินชั่วคราวในแม่น้ำยมสายหลัก 2 แห่ง บริเวณม.2 และ ม.10 ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พร้อมกับกำจัดเศษสวะหน้าประตูระบายน้ำวังสะตือ ต.ดงเดือย อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในแม่น้ำยมสายหลัก รวมไปถึงการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 23 เครื่อง สูบน้ำออกจากพื้นที่นาข้าว เพื่อไม่ให้ต้นข้าวได้รับความเสีย และยังได้นำรถขุดไฮโดรลิกอีก 4 คัน เข้าไปดำเนินการเสริมคันดินในจุดที่ตลิ่งต่ำ เพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำเอ่อล้นตลิ่งและเอาสิ่งกีดขวางทางน้ำออกอีกด้วย

สถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่น้ำท่วมลดลงจากเดิมประมาณ 14,000 ไร่ คงเหลือประมาณ 5,000 ไร่ ยังไม่มีรายงานความเสียหาย ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำยมสายเก่า คลองน้ำไหล คลองเมม-คลองบางแก้ว และคลองสาขาต่างๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มคาดว่าภายใน 3-5 วัน จะเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ลุ่มต่ำและบ้านเรือนที่อยู่ติดกับแม่น้ำยมสายหลัก(ฝั่งซ้าย) ที่อาจจะเกิดภาะน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เนื่องจากยังคงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น จากน้ำที่ระบายมาจากพื้นที่ตอนบนในเขตอ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย จึงขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำและรับฟังการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด(28 พ.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,079 ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 5.59 เมตร(ตลิ่ง 26.20 เมตร) กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 677 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ส่วนแม่น้ำสายหลักอื่นๆ ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งเช่นกัน อาทิ แม่น้ำปิง ที่สถานี P.1 อ.เมืองเชียงใหม่ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.32 เมตร(ตลิ่ง 3.70 เมตร) ,แม่น้ำวัง ที่สถานี W.4A อ.สามเงา จ.ตาก ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 4.71 เมตร(ตลิ่ง 6.10 เมตร) ,แม่น้ำยม ที่สถานี Y.4 อ.เมืองสุโขทัย ระดับน้ำกว่าตลิ่งอยู่ 5.37 เมตร(ตลิ่ง 7.45 เมตร) ,แม่น้ำน่าน ที่สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 4.75 เมตร(ตลิ่ง 28.30 เมตร) ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า สถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยารวมไปถึงแม่น้ำสายหลักอื่นๆระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมาก

ซึ่งทางกรมชลประทาน ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่โครงการชลประทานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม การเร่งระบายน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขังจนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้วหลายพื้นที่ รวมไปถึงการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรายงานสถานการณ์น้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนสามารถทำได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด