ส.ป.ก. ลงพื้นที่ปชส.แนวทางจัดที่ดินสระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279604

ส.ป.ก. ลงพื้นที่ปชส.แนวทางจัดที่ดินสระแก้ว

สปก, สปก, ลง, พื้นที่, ปชส, แนวทาง, จัด, ที่ดิน, สระแก้ว

ส.ป.ก. ลงพื้นที่โครงการประชาสัมพันธ์แนวทางจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว

                   วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลา 10.00 น. นางสมพร ทองทั่ว ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน หัวหน้าทีมชี้แจงประชาสัมพันธ์การจัดที่ดินฯ และคณะ ลงพื้นที่ชี้แจงประชาสัมพันธ์แนวทางการจัดที่ดิน ภายใต้การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงที่ดินแปลง NO 1404 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โอกาสนี้ นายประยุทธ์ ม้ารุ่งเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการที่ดิน นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา นายอำเภออรัญประเทศ นายชลิต พงศ์ปลื้มปิติชัย ผอ.กลุ่มกฎหมาย รักษาราชการแทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว และคณะเจ้าหน้าที่สำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน เจ้าหน้าที่สำนักวิชาการและแผนงาน เจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่าำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยผู้ปกครองส่วนท้องถิ่นลงพื้นที่ชี้แจงประชาสัมพันธ์โครงการฯ และเปิดโอกาสให้เกษตรกร ถาม-ตอบ รวมถึงการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจตรวจสอบสภาพพื้นที่ในพื้นที่เป้าหมาย เก็บรายละเอียดข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ร่วมกับผลการเจรจาต่อไป

ฝนหลวงฯเพิ่มน้ำต้นทุนเติมน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279502

ฝนหลวงฯเพิ่มน้ำต้นทุนเติมน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

ฝนหลวง, เพิ่ม, น้ำ, ต้นทุน, เติม, อ่างเก็บน้ำ, คลอง, สี, ยัด

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจเพิ่มน้ำต้นทุนเติมน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

 จากข้อมูลการพยากรณ์อากาศหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมอ่าวเบงกอลตอนล่างมีกำลังแรงขึ้น และมีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นไปอ่าวเบงกอลตอนบนและประเทศเมียนมาในช่วงวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2560 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่โดยเฉพาะ   ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน   มีกำลังแรง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีความชื้นสัมพัทธ์มากขึ้นอาจมีโอกาสในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร

วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ประสานมายังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อร่วมกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ยังอยู่ในระดับที่น้อย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกจังหวัดสระแก้ว เฝ้าติดตามสถานการณ์และปฏิบัติภารกิจเพื่อเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีแผนการปฏิบัติการพื้นที่เป้าหมายหวังผล พื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา เครื่อง CARAVAN   สารฝนหลวง จำนวน 2,100 กิโลกรัม ที่ระดับ 8,500/7,000/6,500 ฟุต และในส่วนของหน่วยปฏิบัติการอื่นๆ ยังคงปฏิบัติภารกิจช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยไม่ให้มีผลกระทบกับพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสร้างความชุ่มชื้นแก่พื้นที่ทางการเกษตรและเติมน้ำให้เขื่อนอย่างเต็มที่และตรงตามเป้าหมาย

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะยังคงติดตามสภาพอากาศ  อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับมวลสภาพอากาศที่  แผ่เข้ามาปกคลุมในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย ซึ่งอาจจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยให้การทำงาน   ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่รับน้ำที่มีปริมาณมากเกินไป โดยเน้นเติมน้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำให้มีปริมาณเพียงพอ      ต่อการกักเก็บน้ำในช่วงขาดน้ำ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ประชาชน   ยังสามารถติดตามข่าวกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่ facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือ เว็บไซต์กรม ฝนหลวงและการบินเกษตร

กรมชลระดมเครื่องสูบน้ำติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279473

กรมชลระดมเครื่องสูบน้ำติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

กรมชลประทาน, ตำบลชุมแสงสงคราม, ตำบลบ้านกร่าง, 27 พค 60

แม่น้ำสายหลักน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง กรมชลประทาน ระดมเครื่องสูบน้ำติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ

                   ​นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีบางพื้นที่ ที่มีน้ำท่วมขังในเขตจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และนครสวรรค์ ส่วนประจวบคีรีขันธ์สถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังจากที่กรมชลประทาน ได้นำเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่อง ติดตั้งเร่งระบายน้ำออกจากเขตเทศบาลเมืองหัวหินตั้งแต่ในช่วงเย็นวันที่ 26 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา ​สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ พอสรุปได้ดังนี้ จังหวัดพิษณุโลก ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนประชาชนในเขตอำเภอชาติตระการ อำเภอวัดโบสถ์ อำเภอวังทอง และอำเภอเนินมะปราง ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังหากมีน้ำไหลเข้ามาสมทบ

ส่วนพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบได้แก่ อำเภอพรหมพิราม (ตำบลท่าช้าง ตำบลวังวน และตำบลหนองแขม) อำเภอบางระกำ (ตำบลชุมแสงสงคราม) และอำเภอเมืองพิษณุโลก (ตำบลบ้านกร่าง) หากไม่มีฝนตกหนักลงมา คาดว่าจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 3 – 5 วัน สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ นั้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน ได้เร่งระบายน้ำในคลองเมม-คลองบางแก้วผ่านทางประตูระบายน้ำบางแก้ว ลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก พร้อมกับผันน้ำส่วนหนึ่งจากคลองเมมผ่านคลอง DR-15.8 ลงแม่น้ำน่าน เพื่อเร่งการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบนจ.อุตรดิตถ์และสุโขทัย อีกด้านหนึ่งจะใช้คลอง DR-2.8 เร่งระบายน้ำจากแม่น้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อระบายน้ำที่ท่วมขังและเน่าเสียมานานหลายวันในเขตอ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย

นอกจากนี้ ยังได้นำรถขุดไฮโดรลิคจำนวน 4 คัน ทำการเสริมคันป้องกันตลิ่งต่ำและติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 30 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ​จังหวัดสุโขทัย สถานการณ์น้ำท่วมขังในเขตอ.คีรีมาศ ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎรในเขตตำบลหนองจิก ตำบลสามพวง ตำบลทุ่งหลวง ตำบลบ้านป้อม ตำบลทุ่งยางเมือง ตำบลนาเชิงคีรีมาศ และตำบลโตนด ระดับน้ำท่วมขังประมาณ 0.50 – 0.60 เมตร โครงการชลประทานสุโขทัย ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังลงสู่แม่น้ำยม ก่อนที่จะใช้คลองระบาย D2.8 รับน้ำและระบายน้ำไปลงแม่น้ำน่านตามลำดับ คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้

​จังหวัดนครสวรรค์ น้ำที่ไหลหลากจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ทำให้มีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรในเขตอำเภอชุมแสง ได้แก่ ตำบลหนองกระเจา ตำบลฆะมัง และตำบลพิกุล ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำแอ่งกระทะ ระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 0.30 – 0.50 เมตร หากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่มเติม คาดว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 3–5 วัน โครงการชลประทานนครสวรรค์ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง ที่บริเวณประตูระบายน้ำคลองบางหว้า ตำบลบางเคียน อำเภอชุมแสง เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังแล้ว ​ ​สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ล่าสุด(27 พ.ค. 60) มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,079 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 677 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงแม่น้ำสายหลักอื่นๆระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งและสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมาก จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังตามพื้นที่ต่างๆ ตามที่ได้มีการเผยแพร่และแชร์กันในโลกโซเซียลมีเดียแต่อย่างใด

​ทั้งนี้ ขอย้ำว่ากรมชลประทาน ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในทุกพื้นที่โครงการชลประทานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจและติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม การเร่งระบายน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขังจนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติแล้วหลายพื้นที่ รวมไปถึงการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด

โดยได้มีการประสานรายงานสถานการณ์น้ำให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่องทุกจังหวัด ตามนโยบายของพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในช่วงฤดูฝน ซึ่งได้มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำ และเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำและเครื่องมือ เข้าไปเตรียมความพร้อม ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย โดยทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

ปภ.ประสาน7จังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมรับมือน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279398

ปภ.ประสาน7จังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมรับมือน้ำท่วม

ปภ

ปภ.ประสาน7จังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาเตรียมรับมือน้ำท่วม

               จากสถานการณ์พายุฝนซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่  วันที่ 26 พ.ค. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในช่วงวันที่ 26-27 พ.ค. ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนมีฝนตกหนักบางแห่ง สำนักงานชลประทานที่ 12 จึงต้องควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น 1-1.5 เมตร

                 ทั้งนี้ ปภ.จึงได้ประสาน 7 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี เตรียมพร้อมรับมือระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำ และประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

             อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 16-25 พ.ค. มีพื้นที่เกิดอุทกภัย 15 จังหวัด 52 อำเภอ 176 ตำบล 989 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 21,059 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 5 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด

             ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและพิษณุโลก นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้ กรมฯเร่งการระบายโดยใช้เครื่องสูบน้ำและขยายทางน้ำ ส่วนการแก้ไขเร่งด่วนตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ หากพบจะแก้ไขทันที เพื่อให้ระบายน้ำที่อ.พรานกระต่ายถึงอ.คีรีมาศ ลงสู่แม่น้ำยมให้เร็วขึ้น

             สำหรับ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลกนั้น ขณะนี้กรมชลประทานร่วมกับทางจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง และองค์การปกครองท้องถิ่นรื้อฝายที่ขวางทางน้ำออก ขณะที่การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่าน บริเวณสุโขทัยนั้น จะใช้คลองระบาย 2 สายของกรมชลประทาน สามารถระบายได้ 110 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำลดลงเช่นกัน

              ทั้งนี้ หากการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3-4 วันแล้วเสร็จก็ทำให้ระบายน้ำมากขึ้น สถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า สถานการณ์น้ำท่วมขังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

              อย่างไรก็ดี กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าวันที่ 24-29 พ.ค.นี้ จะยังคงมีฝนตกหนัก กรมชลประทานยังได้สั่งการให้เฝ้าระวังน้ำหลาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณ กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เป็นพิเศษ

                 นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักรหนัก รถขุด เครื่องสูบน้ำ เพื่อเข้าสนับสนุนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดน้ำท่วม เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มในเขตจ.ลพบุรี และจ.พระนครศรีอยุธยา

“เกษตรกรศรีสะเกษ” ผลิตไก่เนื้อโคราชได้เองเป็นที่แรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279332

“เกษตรกรศรีสะเกษ” ผลิตไก่เนื้อโคราชได้เองเป็นที่แรกของไทย

“เกษตรกรศรีสะเกษ” ผลิตไก่เนื้อโคราชได้เองเป็นที่แรกของไทย

          สกว.จับมือ มทส. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไก่เนื้อโคราชแก่เกษตรกร จ.ศรีสะเกษ เป็นผู้ผลิตลูกไก่เนื้อโคราชรายแรก หวังขยายผลทางเลือกอาชีพกับเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยังยืน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และรศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยศูนย์วิจัย และพัฒนาพันธุ์ “ไก่เนื้อโคราช” พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทางด้านสัตว์ปีก ลงพื้นที่เยี่ยมชม และให้ความเห็นแก่ชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทัน ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ “สายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช” อ.ห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยความร่วมมือในการสนับสนุนระหว่าง สกว. , มทส. และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมี นายทูลทองใจ ดวนใหญ่ ผู้จัดการ ธกส.สาขาห้วยทับทัน และสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทัน ให้การต้อนรับ
รศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี  เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ สนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งงานวิจัยได้ค้นพบการใช้ทฤษฎีด้านการปรับปรุงพันธุ์ไก่เนื้อโคราช และเป็นเทคโนโลยีที่เกษตรกรรายย่อยของประเทศสามารถเข้าถึงง่าย สำหรับเทคโนโลยีสร้างลูกไก่สายพันธุ์ผสมระหว่างพ่อไก่พันธุ์พื้นเมืองเหลืองหางขาว และแม่พันธุ์ไก่สายพันธุ์ มทส. ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ที่สำคัญเป็นการขยายผลทางด้านอาชีพแก่เกษตรกร ในยุคของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และยังสอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย
“ไก่เนื้อโคราชมีคุณสมบัติทนโรค ทนแล้ง ใช้เวลาเลี้ยงเพียงแค่ 2 เดือน กับไก่น้ำหนัก 1.2 กก. ก็สามารถจับขายได้ ประกอบกับการเลี้ยงง่ายๆ แบบพื้นบ้าน นอกจากจะโตไว คุณสมบัติด้านรสสัมผัสของเนื้ออยู่ระหว่างกลางของไก่เนื้อกับไก่พื้นเมืองไม่นุ่มเละเหมือนไก่เนื้อ ไม่เหนียวแข็งเหมือนไก่พื้นเมือง โดยเนื้อไก่โคราชจะมีความเหนียวแต่นุ่ม เคี้ยวไปแล้วเหมือนมีสปริง เพราะมีคอลลาเจนสูงกว่าไก่เนื้อ 2 เท่า แต่ไม่มากไป ที่สำคัญมีปริมาณโปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ และยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภครักสุขภาพ” รศ.ดร.อมรรัตน์ อธิบาย พร้อมกับกล่าวว่า
เพื่อเป็นการขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย มหาวิทยาลัยจึงขยายฐานความร่วมโดยการสร้างภาคีความร่วมมือขึ้นกับ ธ.ก.ส. หอการค้าจังหวัด กรมปศุสัตว์ กระทรวงมหาดไทย ผ่านระดับจังหวัด อำเภอ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนให้การเลี้ยงไก่เนื้อโคราชเป็นอาชีพที่เข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ผลของความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร รวมถึงอำเภอเมือง อำเภอโนนสูง อำเภอปักธงชัย และอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีจำนวนเกษตรกรมากกว่า 100 ราย และปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งทางด้านพื้นที่และบุคลากร เพื่อขยายฐานการผลิตลูกไก่ส่งเกษตรกรกว่า 44,000 ตัวต่อเดือน ในราคาตัวละ 20 บาท
จึงนับว่าไก่เนื้อโคราชเป็นผลงานวิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจนในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพของเกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้ไก่มีความโดดเด่นที่แตกต่าง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งในการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความเป็นพลวัต และการสร้างภาคีความร่วมมือในการทำงานเพื่อพัฒนาอาชีพ และนำไปสู่การขยายผลสู่เกษตรกรในวงกว้างที่เห็นผลได้
ด้านนายทูลทองใจ ดวนใหญ่    ผู้จัดการ ธกส. สาขาห้วยทับทันกล่าวทิศทางการขยายกลุ่มชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทันว่า เป็นในทิศทางที่ดี ภายหลังที่เกษตรกร ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการขยายพันธุ์ไก่ การขุนไก่เนื้อโคราช จากมทส. จังหวัดศรีสะเกษให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างโรงเรือน และอุปกรณ์การเลี้ยง รวมถึงตู้ฟักไข่ และพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อโคราช ให้แก่สมาชิก ทั้ง 5 กลุ่ม โดยในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา หรือนับจากเดือนกันยายน 59 สมาชิกชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทัน สามารถผลิตลูกไก่ส่งให้เครือข่ายราว 30,000 ตัวต่อเดือน ซึ่งในแต่ละโรงเรือนจะมีพ่อแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 400 ตัว ถือว่ายังไม่เพียงพอกับความต้องการของสมาชิก และผู้ที่สนใจ ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงอย่างจ.อุบลราชธานีและจ.สุรินทร์
อย่างไรก็ตาม นอกจากการผลิตลูกไก่เนื้อโคราชแล้ว สมาชิกยังได้ขุนไก่จำหน่าย ตามแผงลอยต่างๆในจังหวัดที่มีอยู่ประมาณ 20 แผงตามปั้ม ปตท.รวมถึงร้านค้าในตลาดสด และร้านอาหาร เช่น ร้านนายเฮงดีไก่ย่าง ต้นตำรับไก่ย่างไม้มะดัน และไก่ใต้น้ำ ที่มีการสืบทอดสูตรเด็จกว่า 80 ปี สร้างรายได้ให้กับสมาชิกขั้นต่ำวันละ 500 บาท
ผู้จัดการ ธกส. สาขาห้วยทับทัน อธิบายอีกว่า การเลี้ยงไก่ 1 โรงเรือน ประมาณ 500 ตัวต่อรุ่นโดยให้กินอาหารเต็มที่จะมีกำไรประมาณ 6,000 บาทต่อการเลี้ยง 2 เดือน แต่ถ้าที่มีพื้นที่ปล่อยและมีอาหารธรรมชาติ จะมีกำไรประมาณ 14,000 บาท ต่อการเลี้ยงประมาณ 3 เดือน คิดเป็นกำไรจากไก่มีชีวิตสามารถจำหน่ายไก่มีชีวิติกิโลกรัมละ 75-80 บาท ซึ่งมีต้นทุนการเลี้ยงประมาณกิโลกรัมประมาณ 60-65 บาท ขณะเดียวกันสมาชิกสามารถมีกำไรที่มากขึ้นหากมีการแปรรูปไก่เป็นเมนูประจำถิ่น เช่น ไก่ย่าง และไก่ใต้น้ำ

รศ.ดร.กนก ผลารักษ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ความเห็นว่า ส่วนในอนาคตนั้นจะพัฒนาการเลี้ยงไก่เนื้อโคราชไปอีกขั้น คือ การตลาดและการจัดการ โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการทำการตลาดเพื่อรองรับผลผลิตของชมรม

ในส่วนนี้ ทางชมรมผู้เลี้ยงไก่ ควรจะมีการจัดสรร หรือ แบ่งการผลิตลดความซ้ำซอน ยกตัวอย่าง กลุ่มนี้ เน้นการผลิตลูกไก่ และสร้างพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพื่อส่งต่อแก่สมาชิกในชมรม และผู้ที่สนใจ ขณะที่อีกกลุ่มก็เน้นไปที่การขุนไก่เนื้อ และแปรรูป ส่งตลาดตามที่ได้วางระบบไว้

ทส.รณรงค์หนุนคนไทยเข้าถึง“ธรรมชาติ”ของขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279294

ทส.รณรงค์หนุนคนไทยเข้าถึง“ธรรมชาติ”ของขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก

วันสิ่งแวดล้อมโลก, ธรรมชาติ, สส, ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ, United Nation  UN, Connecting People to Nature, Phuket Aquarium, จันทร์-พุธ-ศุกร์

ทส.รณรงค์หนุนคนไทยเข้าถึง“ธรรมชาติ”ของขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก

                  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2560 ในวันที่ ๕ มิถุนายน 2560 ภายใต้แนวคิด : Connecting People to Nature    และคำขวัญ : I’m With Nature (ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ) เพื่อรณรงค์สร้างความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม ในวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2560 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ
นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่องค์การสหประชาชาติ (United Nation : UN) กำหนดให้ วันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day ตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นการกระตุ้นสร้างความตื่นตัวต่อวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมทั่วโลก หาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP ) ขึ้น มีการทำข้อตกลงร่วมกันของรัฐบาลนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติว่าด้วย เรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ Conference on the Human Environment เมื่อวันที่ 4 – 16 มิถุนายน 2515 ณ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือจากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม

ซึ่งในปี 2560 นี้ ทางโครงการฯ ได้กำหนดประเด็นหลักในการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกว่า “Connecting People to Nature” โดยมีสโลแกนหรือคำขวัญคือ “I’m With Nature (ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ)” เน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ต้องร่วมกันดูแลรักษาไว้ ให้ความสำคัญกับคุณค่าของธรรมชาติ สร้างความเข้าใจ และแสดงเจตนารมณ์ที่จะช่วยปกป้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันทั่วโลก นอกจากนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP)ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนทำกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อและเข้าหาธรรมชาติให้มากขึ้นโดยเฉพาะเยาวชน

โดยได้แนะนำกิจกรรมสำหรับการจัดงานเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก ดังนี้ 1)ให้คำมั่นสัญญาในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมุ่งมั่น 2)กระตุ้นให้ประชาชนทำกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อกับธรรมชาติ อาทิ จัดให้ประชาชนเยี่ยมชมสวนสาธารณะ พื้นที่อนุรักษ์ หรือพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ร่วมกันทำความสะอาด รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมโดยเฉพาะลงทะเบียนในเว็ปไซต์ World Environment Day และถ่ายรูปเพื่อโพสต์บนโซเชียลมีเดียด้วย hashtag #WithNature และ 3) การดำเนินงานภายในภาครัฐ อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถดำเนินงานร่วมกับสื่อมวลชนด้านต่างๆ เพื่อเผยแพร่การดำเนินที่สำคัญของประเทศ
นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในวาระดังกล่าว กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้กำหนดจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2560 เพื่อร่วมรณรงค์พร้อมกับประเทศต่าง ๆ ในวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2560 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. โดยรณรงค์สร้างความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมเผยแพผลสัมฤทธิ์ และเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรต้นแบบทำคุณประโยชน์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายรัฐบาล เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมแสดงพลังในการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการรณรงค์ในครั้งนี้ นอกจากนี้ในวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ประชาชนยังสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเชื่อมต่อกับธรรมชาติร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ทั่วประเทศ โดยจะมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
-กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช : มอบส่วนลดค่าที่พักในอุทยานแห่งชาติ 30%
-กรมป่าไม้ : มอบกล้าไม้เพื่อให้ประชาชนนำกลับไปปลูกที่บ้านของตนเองโดยนอกจากจะสามารถ รับได้ที่งานวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน แล้วยังสามารถติดต่อขอรับได้ที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ของกรมป่าไม้ทั่วประเทศ
-กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง : ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต (Phuket Aquarium) จังหวัดภูเก็ต
-กรมทรัพยากรธรณี : ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ของกรมทรัพยากรธรณีทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ
-องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ : ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าท่องเที่ยวในสวนสัตว์ทั่วประเทศทั้งเด็กและผู้ใหญ่
-องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ : ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมสวนป่าทั่วประเทศ และส่วนลดค่าที่พัก 50% รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าท่องเที่ยวในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
-องค์การสวนพฤกษศาสตร์ : ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมสวนพฤกษศาสตร์ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดร่วมรณรงค์จัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก
ประจำปี 2560 โดยการจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือกิจกรรมอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละจังหวัด เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนในแต่ละจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นายสากล ฐินะกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการรณรงค์ตามประเด็นหลักในวันสิ่งแวดล้อมโลก “Connecting People to Nature” แล้ว กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้องดให้บริการถุงพลาสติกทุกวัน “จันทร์-พุธ-ศุกร์” และ วันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ โดยเริ่มตั้งแต่วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน 2560 เพื่อเป็นการลดปริมาณถุงพลาสติกตั้งแต่แหล่งกำเนิดและแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกที่เกิดขึ้นใน ประเทศไทยอย่างจริงจังอีกด้วย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมจึงขอเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานเนื่องใน วันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2560 ในวันจันทร์ที่ 5 มิถุนายน 2560 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. และขอความร่วมมือในการลดใช้ถุงพลาสติกจากประชาชนและ
ทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็งและจริงจัง เพื่อลดปริมาณขยะจากถุงพลาสติกซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อมลงได้

กรมชลฯเร่ง แก้วิกฤตน้ำท่วมศีรีมาศ-บางระกำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279287

กรมชลฯเร่ง แก้วิกฤตน้ำท่วมศีรีมาศ-บางระกำ

แม่น้ำยม, กรมชลฯเร่ง, ปตร, ลบม

กรมชลฯเร่งเคลียร์ทางระบายน้ำลงยม-น่าน แก้วิกฤตน้ำท่วมศีรีมาศ-บางระกำ

                นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยและพิษณุโลกว่า เกิดจากฝนที่ตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน โดยเฉพาะที่ที่อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ยังมีมวลน้ำจากที่อำเภอพรานกระต่าย จ.กำแพงเพชรที่อยู่ทางด้านบนและมีความลาดชันสูง ไหลลงมาสบทบอีก ส่งผลให้ ที่อำเภอคีรีมาศ ซึ่งมีสภาพเป็นที่ลุ่ม การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำยมทำได้ช้า จนเกิดภาวะน้ำท่วมขังหลายวันติดต่อกัน ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้เร่งการระบายโดยใช้เครื่องสูบน้ำและขยายทางน้ำแล้ว

                   สำหรับการแก้ไขปัญหาในช่วงเร่งด่วนนั้น กรมชลประทานได้ ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ หากพบก็จะแก้ไขทันที เพื่อให้ระบายน้ำที่จากอำเภอพรานกระต่าย ถึงอำเภอคีรีมาศ ลงสู่แม่น้ำยมให้เร็วขึ้น พร้อมทั้งได้ควบคุมการระบายน้ำที่ประตูระบายน้ำ(ปตร.)บ้านหาดสะพานจันทร์ให้ไม่เกิน40ลูกบาศก์เมตร(ลบ..)ต่อวินาที ควบคุมการระบายน้ำที่ ปตร.ยางซ้าย ให้ไม่เกิน60ลบ..ต่อวินาที เพื่อเร่งระบายน้ำจากคลองสารบบและคลองสามพวงผ่าน ปตร.กม. 22+300

                นอกจากนี้ยังได้เร่งระบายน้ำด้านท้าย ปตร.วังสะตือ โดยขณะนี้ที่ อำเภอพรานกระต่าย น้ำได้ลดลงแล้ว เพียงแต่ยังคงมีน้ำท่วมขังบริเวณที่ลุ่มต่ำแถว อำเภอคีรีมาศ แต่ระดับน้ำลดลงทุกวัน

                ส่วนอีกแห่งที่ประสบปัญหาน้ำท่วมคือ ที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก กรมชลประทานทำการระบายน้ำออกทางแม่น้ำน่านให้มากขึ้น เนื่องจากในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา ชาวบ้านไปทำฝายชั่วคราวกั้นลำน้ำเพื่อกักน้ำไว้ใช้จำนวนหลายแห่ง เมื่อน้ำไหลลงมามากจึงระบายไม่ทัน ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานร่วมกับทางจังหวัด ฝ่ายความมั่นคง และองค์การปกครองท้องถิ่นรื้อฝายที่ขวางทางน้ำออก อย่างไรก็ตามบางพื้นที่ฝายดังกล่าว อบต.เป็นผู้สร้าง จึงต้องทำเรื่องขอให้รื้อถอนออก เมื่อรื้อฝายออกแล้วทำให้การระบายน้ำทำได้มากขึ้นไปเป็นเท่าตัว

               สำหรับการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่าน บริเวณสุโขทัยนั้น จะใช้คลองระบาย2สายของกรมชลประทาน สามารถระบายได้110ลบ..ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำลดลงแล้วเช่นกัน แต่ถ้าหากการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ3 – 4วันแล้วเสร็จก็ทำให้ระบายน้ำมากขึ้น สถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า สถานการณ์น้ำท่วมขังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

                     รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่24-29พฤษภาคม2560จะยังคงมีฝนตกหนัก กรมชลประทานยังได้สั่งการให้เฝ้าระวังน้ำหลาก โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณ กรุงเทพมหานคร กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เป็นพิเศษ รวมทั้งบริเวณพื้นที่อำเภอจอมทอง อำภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ที่อาจมีน้ำป่าไหลหลากด้วย นอกจากนี้ยังได้เตรียมพร้อมเครื่องมือ เครื่องจักรหนัก รถขุด เครื่องสูบน้ำ เพื่อเข้าสนับสนุนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดน้ำท่วม เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ลุ่มในเขตจังหวัดลพบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย

กก.กองทุนฟื้นฟูฯเฉพาะกิจ ประชุมนัดแรก เร่งสางปัญหาหนี้สมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279281

กก.กองทุนฟื้นฟูฯเฉพาะกิจ ประชุมนัดแรก เร่งสางปัญหาหนี้สมาชิก

กฟก, ประชุมนัดแรก, คสช,  นสชุติมา บุณยประภัศร , นายสไกร พิมพ์บึง, นายกมล ศักดิ์ประสิทธิ์

กก.กองทุนฟื้นฟูฯเฉพาะกิจ ประชุมนัดแรก เร่งสางปัญหาหนี้สมาชิก ตามคำสั่ง คสช.

    วันที่ 26 พ.ค. 2560 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จัดประชุม คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯเฉพาะกิจ ครั้งที่ 1 ณ ห้องประชุม 134 ชั้น 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ร่วมเป็นกรรมการในคณะ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 26/2560 สั่ง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 จำนวน 13 คน

โดยมีวาระสำคัญได้แก่ วาระเพื่อทราบ การแต่งตั้ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ( น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ) เป็นรองประธาน รองเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูฯ (นายสไกร พิมพ์บึง) และ ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ (นายกมล ศักดิ์ประสิทธิ์) เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และการชี้แจงการดำเนินงานของสำนักงาน มีเรื่องพิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4คณะ ได้แก่ คณะอนุฯ จัดทำหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ กรณีเร่งด่วน คณะอนุฯ กลั่นกรองยืนยันหนี้สิน คณะอนุฯ พิจารณาโครงสร้างและกฎหมายกองทุนฟื้นฟูฯ และคณะอนุฯ กลั่นกรองงบประมาณ ปี 2560 และการแต่งตั้งรองเลขาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นต้น

อพท. จับมือนิด้าจัดหลักสูตรท่องเที่ยวยั่งยืนปั้นคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279228

อพท. จับมือนิด้าจัดหลักสูตรท่องเที่ยวยั่งยืนปั้นคนรุ่นใหม่

อพท, อพท, องค์การมหาชน, นิด้า, Case Study, GSTC, มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน, Authorized Trainers

อพท. จับมือนิด้าจัดหลักสูตรท่องเที่ยวยั่งยืนปั้นคนรุ่นใหม่

                 พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(องค์การมหาชน)หรือ อพท.เปิดเผยว่าเพื่อยกระดับการดำเนินงานของ อพท.ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่องอพท.จึงได้ร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)จัดทำกรณีศึกษา(Case Study)ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ อพท.ที่สอดคล้องตามแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายใต้เกณฑ์GSTCและจัดฝึกอบรมคณาจารย์ผู้สอนในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการท่องเที่ยวทั่วประเทศ ในการนำกรณีศึกษาของ อพท.ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เป็นการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และแวดวงวิชาการได้อย่างดียิ่งขึ้น

                 กิจกรรมการฝึกอบรมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก(GSTC)ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีต้นแบบการบริหารจัดการและการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานสากล และที่สำคัญคือ เป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวที่นำไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตามนโยบายของรัฐบาล

                   ทั้งนี้ “สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก” หรือGlobal Sustainable Tourism Council (GSTC)เป็นองค์กรระดับโลกที่ได้กำหนดเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก(Global Sustainable Tourism Criteria: GSTC)ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ โดยองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ(UNWTO)ได้นำเอาเกณฑ์ของGSTCไปปรับใช้กับประเทศสมาชิก เนื่องจากเป็นเกณฑ์ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศสมาชิกให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ โดยแหล่งท่องเที่ยวจะต้องบริหารจัดการอย่างบูรณาการและมองภาพรวมที่ครอบคลุมทั้ง4มิติ คือ1)การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน2)การเพิ่มผลประโยชน์และลดผลกระทบเชิงลบ ทางสังคมเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่น3)การเพิ่มผลประโยชน์และลดผลกระทบเชิงลบ ทางวัฒนธรรมแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยว และ4)การเพิ่มผลประโยชน์และลดผลกระทบด้านลบทางสิ่งแวดล้อม

                  สำหรับ อพท.ได้นำแนวทางของเกณฑ์GSTCมาปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานในพื้นที่พิเศษทั้ง6แห่ง ตั้งแต่ปีงบประมาณ2556โดยปี2559อพท.ได้จัดสัมมนาและนิทรรศการ “Grow Green Together, Travel Forever”เมื่อวันที่26เมษายน2559เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน อพท.ที่สอดคล้องกับเกณฑ์GSTCทั้ง4ด้าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ อพท.ภายใต้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก(GSTC)ให้เป็นที่ยอมรับ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ทั้งบุคคลทั่วไปและในวงการวิชาการ ซึ่งจะสามารถยกระดับภาพลักษณ์การดำเนินงานของ อพท.ให้เป็นที่รู้จักในฐานะคลังความรู้ชั้นนำด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่สำคัญของประเทศและยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการท่องเที่ยวไทยให้อยู่ในระดับสากลได้อีกทางหนึ่ง

                    อย่างไรก็ตามGSTCได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ อพท.เมื่อปี2558และได้พัฒนาผู้ฝึกสอนที่ได้รับอนุญาต(Authorized Trainers)ให้กับบุคลากรของ อพท.รวมทั้งมอบสิทธิให้ อพท.นำเนื้อหาหลักสูตรระดับโลกนี้มาแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งในปี2559อพท.ได้มีการจัดการฝึกอบรมในพื้นที่พิเศษของ อพท.ก่อน จากนั้น อพท.กับGSTCได้ทำการประเมินและปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้เข้ากับบริบทของประเทศไทยมากที่สุด และเปิดการฝึกอบรมให้กับบุคคลทั่วไปในระยะต่อไป

                  ดังนั้นในการร่วมมือกับนิด้าเพื่อจัดทำชุดองค์ความรู้ที่อยู่ในรูปแบบกรณีศึกษา(Case Study)ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ อพท.จึงเป็นการขยายผล และต่อยอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนภายใต้เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก(GSTC)ของ อพท.ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องในวงกว้าง สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ บุคลากรในวงการด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว หน่วยงานผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานปฏิบัติ กลุ่มคนรุ่นใหม่ และผู้สนใจทั่วไป สามารถใช้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการและการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เทียบเคียงกับมาตรฐานสากลได้

สรุปประชุมงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ที่เวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279214

สรุปประชุมงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ที่เวียดนาม

สรุปประชุมงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ที่เวียดนาม

         องค์การสัมพันธภาพระหว่างประเทศ (International Cooperative Alliance : ICA – AP) เป็นองค์กรอิสระ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ในทุกประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจระหว่างองค์กรสหกรณ์ทุกประเภททั่วโลก ในการนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงแก่ขบวนการสหกรณ์ ซึ่งตั้งอยู่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
โดยองค์การ ICA ได้จัดประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นการจัดประชุมระดับสูงของภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนระดับสูง และกำหนดกรอบแนวทางและกลยุทธ์ความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและสหกรณ์ในการพัฒนาสหกรณ์ ให้เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับบทบาทได้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้น
สำหรับปีนี้  เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ซึ่งทางกระทรวงแผงงานและการลงทุน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมกับองค์กรสัมพันธภาพสหกรณ์เวียดนาม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 เมษายน 2560 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีหัวข้อประชุมว่า “วิสัยทัศน์ในทศวรรษที่ 30 การเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนอย่างแข็งแกร่ง ระหว่างภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs)” นำโดย H.E. Madam Dang Thi Ngoc Thinh รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวเปิดการประชุมมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 500 คน จาก 22 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ จำนวน 10 ประเทศ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ระดับชาติของประเทศสมาชิกองค์การ ICA สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิกฟิก จำนวน 12 ประเทศ
ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว พร้อมทั้งได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและขบวนการสหกรณ์ไทย สรุปใจความสำคัญได้ว่า ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นอย่างดี รัฐบาลไทยผลักดันให้นำหลักการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสหกรณ์มาใช้ ควบคู่กับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ยังช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านการเกษตรที่ยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ซึ่งการพัฒนาประเทศโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช้เป้าหมายหลัก หากแต่เป็นการสร้างสมดุลและความมั่นคงด้านการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะการเติบโตที่ปราศจากรากฐานที่มั่นคง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ
นอกจากนี้ นโยบายด้านเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญของการเพิ่มบทบาทต่อสหกรณ์การเกษตร ในการสร้างช่องทางการตลาดของสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในยุคปัจจุบันระบบการตลาดแบบเสรี (Market Liberalization) ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ สหกรณ์จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อให้พร้อมทำธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนและให้บริการแก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับขบวนการสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อการพัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืนในอนาคต

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาคสหกรณ์เช่นเดียวกับภาคเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วยการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับและนโยบายทางเศรษฐกิจ กรอบการดำเนินงานและการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาสหกรณ์ อีกทั้งสนับสนุนการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง จึงมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงมติจากการประชุมร่วมกันของประเทศสมาชิก ICA ว่า ที่ประชุมมีมติให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ ในนโยบายระดับชาติโดยยึดตาม HANOI APCMC RESOLUTION 7 ข้อ ดังนี้ 1.ให้สหกรณ์จัดตั้งและดำเนินการโดยอิสระและด้วยความสมัครใจ ภายใต้ร่างระเบียบกฎหมาย 2.ให้สหกรณ์เอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลที่ด้วยโอกาสในสังคม ได้แก่ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยและผู้พิการ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับสหกรณ์ หรือการจ้างงาน 3.ควรวางกลยุทธ์ในการพัฒนาสหกรณ์โดยความร่วมมือในรูปแบบเครือข่าย ในระดับชาติและสหกรณ์ท้องถิ่น โดยให้ตอบสนองความต้องการและใช้โอกาส (Opportunity) ที่สหกรณ์มีอยู่ เพื่อพัฒนาปัญหาและอุปสรรคของสหกรณ์ร่วมกัน รวมทั้งศึกษา อบรมให้แก่ขบวนการสหกรณ์เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs 4.ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) กับรัฐบาลและสหกรณ์ในฐานะหุ้นส่วนที่มีการสร้างวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนพื้นฐานการปกครองและการบริหารด้วยตนเองของสหกรณ์โดยสมาชิกสหกรณ์  5.สร้างชุมชนที่เข้มแข็งบนพื้นฐานการสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในทางเพศ เพื่อหล่อหลอมให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน 6.ประเทศสมาชิกควรร่วมมือกันใช้ Information Technology เพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสและทันสมัย และ7.สนับสนุนความร่วมมือระหว่างสหกรณ์และวิสาหกิจอื่นๆ บนหลักการและคุณค่าสหกรณ์ เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์มีความเข้มแข็งและสามารถยืดหยุ่นได้
ผลจากการประชุมครั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มองเห็นถึงทิศทางที่จะพัฒนาระบบสหกรณ์ในประเทศไทย โดยการให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) และช่วยสหกรณ์ในเรื่องการตลาด (Marketing Channel) รวมถึงการส่งเสริมการค้าขายแบบ (E-Commerce) เพื่อขยายธุรกิจได้อย่างหลากหลายมากขึ้นและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กรมจึงได้จัดทำแผนการปฏิบัติการเพื่อติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายในเดือนสิงหาคม 2560 ด้วยรูปแบบ coopfor2030.cooop
นอกจากนี้ กรมฯจะร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย รณรงค์ในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สหกรณ์ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เกิดการเข้าใจร่วมกัน อีกทั้งจะมีการให้คำมั่นสัญญาเพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าผ่านเว็บไซต์ http://www.CoopsFor2030.coop และจะมีการสร้างความร่วมมือกับ We Effect ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือสหกรณ์ทั่วโลกในเรื่องเงินทุนและการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการสหกรณ์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวีเดน เพื่อขอรับการสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศไทยต่อไป
ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน 2560 ขบวนการสหกรณ์ระดับชาติของมาเลเซีย (ANGKASA) จะมีการจัดงาน The Malaysian Carnival of Cooperatives Product and Services เพื่อให้สหกรณ์ทั่วโลกเข้าถึงตลาดสหกรณ์ท้องถิ่นได้โดยตรง และได้เชิญประเทศสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเป็นผู้ประสานงานหลักในนำตัวแทนสหกรณ์จากประเทศไทยเดินทางไปร่วมงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ไทยและมาเลเซียด้วย
การประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ของประเทศสมาชิก ICA เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหุ้นส่วนและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยยกระดับให้สหกรณ์มีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาประเทศสมาชิกอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) และได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า

“ภายใน ปี 2030 จะเพิ่มจำนวนสมาชิกสหกรณ์เป็น 2,000 ล้านคนและ 4 ล้านสหกรณ์               ซึ่งครอบคลุม 20% ของเศรษฐกิจโลก เพื่อช่วยลดปัญหาความยากจน เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชน”