กรมชลฯ ย้ำเขื่อนเจ้าพระยาพร้อมรับฝนหนัก 24-29 พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279194

  กรมชลฯ ย้ำเขื่อนเจ้าพระยาพร้อมรับฝนหนัก 24-29 พ.ค.นี้

เขื่อนเจ้าพระยา,   กรมชลฯ, 24-29, พคนี้

  กรมชลฯ ย้ำเขื่อนเจ้าพระยาพร้อมรับฝนหนัก 24-29 พ.ค.นี้

 

​นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 24 – 29 พ.ค. 60 จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 -70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย กรมชลประทาน ได้ใช้เขื่อนเจ้าพระยาในการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพที่รับได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนที่จะตกหนักลงมาในระยะนี้ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ไปจนถึงบริเวณต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา จะมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำที่อยู่นอกคันกั้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาแต่อย่างใด ​อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี อีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอความร่วมมือให้ประชาชนสัมพันธ์แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท ห้างร้าน ที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพร้านอาหาร เป็นต้น รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งให้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กรมชลประทาน จะแจ้งให้ทราบต่อไป

ไทย-อิสราเอล เล็งสร้างระบบชลประทานประหยัดน้ำต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279188

ไทย-อิสราเอล เล็งสร้างระบบชลประทานประหยัดน้ำต้นแบบ

ไทย-อิสราเอล, ไทย, อิสราเอล, เล็ง, สร้าง, ระบบ, ชลประทาน, ประหยัด, น้ำ, ต้นแบบ

ไทย-อิสราเอล เล็งสร้างระบบชลประทานประหยัดน้ำต้นแบบ

        พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ        นายชีมอน โรเด็ด เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย ว่า ประเด็นสำคัญที่มีการหารือร่วมกันในครั้งนี้ คือ การผลักดันให้เกิดการลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของอิสราเอล ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นขอบร่วมกันเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะมีการลงนามในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะถือเป็นกรอบความร่วมมือด้านการเกษตรกรอบแรกที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือครอบคลุมในทุกสาขาด้านการเกษตร อาทิ การพัฒนาด้านการเกษตรทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง การพัฒนาด้านสหกรณ์และองค์กรภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศในภาคการเกษตรและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย รวมถึงการพัฒนาด้านชลประทานที่ดินและการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งอิสราเอลมีความเชี่ยวชาญและมีการใช้โทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถออกแบบระบบชลประทานประหยัดน้ำ โดยมีการสูญเสียน้ำน้อยที่สุด  เช่น ระบบน้ำหยด และระบบฉีดฝอย ที่จะเป็นประโยชน์กับการทำเกษตรในประเทศไทยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน หรือพื้นที่แห้งแล้ง เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับอิสราเอล คือ ร้อน แห้งแล้ง และไม่มีน้ำบนผิวดิน

“อิสราเอลถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในภาคเกษตร ดังนั้น การลงนามความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะส่งผลให้ไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีของอิสราเอล เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่อิสราเอลจะมีลู่ทางในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีของอิสราเอลในประเทศไทยด้วย” พลเอก ฉัตรชัย กล่าว

สำหรับโครงการแปลงสาธิตการเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากอิสราเอลภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ฝ่ายไทยเตรียมเสนอ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จ.มหาสารคาม” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาดินเค็ม ดินทรายจัด แลดินปนกรวด เกิดภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงทุกปี ทำให้แหล่งน้ำผิวดินไม่เพียงพอในการทำเกษตร จึงจะเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศอิสราเอลที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์การศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าเกษตรภายใต้สภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำและความแห้งแล้ง

ขณะเดียวกัน นอกจากในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการเกษตรแล้ว ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจะส่งให้สองประเทศมีการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอิสราเอลเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 29 ของไทย ที่ในแต่ละปีไทยส่งสินค้าเกษตรส่งออกไปอิสราเอลมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละ 4,364 ล้านบาท และมีอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.82 ต่อปี โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ปลาทูน่า ข้าว พืชผัก ผลไม้ สับปะรด เป็นต้น

สศก.เตรียมคาดการณ์ผลผลิต และปัจจัยกระทบครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279187

สศก.เตรียมคาดการณ์ผลผลิต และปัจจัยกระทบครึ่งปีหลัง

สศก, สศก

สศก.เตรียมคาดการณ์ผลผลิต และปัจจัยกระทบครึ่งปีหลัง

                   นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปีนี้ฝนจะมาเร็วกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เกษตรกรบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     ลดเนื้อที่เพาะปลูกข้าวลง ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ ก่อนฤดูทำนา เกษตรกรบางส่วนยังปลูกแตงโมและพืชผักในนาข้าวเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยปัจจุบันเกษตรกรเริ่มมีการปรับเปลี่ยนและขยายพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ผล และเลี้ยงปลาในพื้นที่นาเพิ่มขึ้น

สศก. ในฐานะหน่วยงานจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าพืชและปศุสัตว์ที่สำคัญมาโดยตลอดเป็นประจำทุกไตรมาส ไตรมาสละ 25 – 30 จังหวัด จังหวัดละ           6 หมู่บ้าน ด้วยการสอบถามข้อมูลทั้งจากผู้นำชุมชน เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้รับซื้อ หน่วยงานราชการ ในแหล่งผลิตที่สำคัญของแต่ละชนิดสินค้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบทิศทางของเนื้อที่เพาะปลูก และผลผลิตเมื่อเทียบกับปี               ที่ผ่านมา แรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรยังคงปลูกอยู่ หรือขยายพื้นที่ รวมทั้งปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น                            สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ นโยบายส่งเสริมการผลิตต่างๆ ที่มีผลต่อการผลิต

สำหรับช่วงไตรมาสที่ 2 ทีมสำรวจ สศก. ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ได้เริ่มปฏิบัติการลงพื้นที่มาตั้งแต่เดือนเมษายน และพฤษภาคม เป็นการติดตามสถานการณ์การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญกลุ่มไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กาแฟ  และกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งพืชเศรษฐกิจและผลผลิตต่อไร่ต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องว่าจะมีผลกระทบอื่นจากภัยธรรมชาติในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ เกษตรกรและผู้สนใจขอข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร สามารถติดต่อได้ที่ 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ หรืออีเมล prcai@oae.go.th

“5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279186

“5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

ในหลวง, ประสาน, สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่, ถวายในหลวง, Cell ต้นกำเนิด, Cell แตกตัว ครั้งที่ 1, Cell แตกตัว ครั้งที่ 2, Single Command, 21000 ราย

“5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) มีนโยบายให้จัดทำโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยได้คัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการในปี 2560 จำนวน 70,000 ราย

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงานจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายเกษตรกร แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก (Cell ต้นกำเนิด) จำนวน  21,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ก.พ. – เม.ย 60 เกษตรกรกลุ่มพร้อมปานกลาง (Cell แตกตัว ครั้งที่ 1)  จำนวน 42,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน พ.ค.- ก.ย.60 และเกษตรกรกลุ่มพร้อม (Cell แตกตัว ครั้งที่ 2) จำนวน 7,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. 60

สำหรับความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการฯ ประจำเดือนเมษายน 2560 ในเกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก จำนวน  21,000 ราย กระทรวงเกษตรฯ ได้รับข้อมูลรายงานความก้าวหน้าการปฏิบัติงานจากหน่วยงานในสังกัด      ในระดับพื้นที่ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.เกษตรกรลงมือทำตามแผนการผลิตในแปลงตนเอง โดยเกษตรกรได้ลงมือทำตามแผนการผลิตในแปลงของตนเองแล้ว หรือเริ่มเพิ่มกิจกรรมในแปลงให้หลากหลายขึ้น 19,591 ราย คิดเป็นร้อยละ 92.40 ปราชญ์เกษตรได้มีการให้คำแนะนำในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน 5,072 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.92  และหน่วยงานที่รับผิดชอบให้คำแนะนำในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน 19,179 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.90 2. การส่งเสริมการจัดทำบัญชี  โดยเกษตรกรมีการจัดทำบัญชีครัวเรือน/ บัญชีฟาร์มแล้ว 16,496 ราย คิดเป็นร้อยละ 77.80  และหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกับครูบัญชีอาสา ได้ส่งเสริมการบันทึกบัญชีครัวเรือน/บัญชีฟาร์มให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 18,154 ราย คิดเป็นร้อยละ 85.62

                   3.ติดตาม/เยี่ยมเยียนเกษตรกร โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ได้ติดตามเยี่ยมเยียน ให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมในแปลงเกษตรกร 18,262 ราย คิดเป็นร้อยละ 86.13 และปราชญ์เกษตร มีการติดตาม เยี่ยมเยียน ให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมในแปลงเกษตรกร 13,668 ราย คิดเป็นร้อยละ 64.56 ขณะที่ภาคเอกชนมีการติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกร จำนวน 107 หน่วยงาน 6,176 ราย ส่วนสถาบันการศึกษา มีการติดตาม เยี่ยมเยียนเกษตรกร จำนวน 111 หน่วยงาน จำนวน 8,288 ราย และ   4. สำรวจเพื่อกำหนดเป้าหมายเกษตรกรกลุ่ม Cell แตกตัว จำนวน 42,000 ราย โดยขณะนี้ Single Command และหน่วยงานระดับพื้นที่ ได้เริ่มสำรวจหาเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 39,570 ราย จากเป้าหมาย 42,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 94.21 พร้อมทั้งนำเกษตรกรกลุ่มดังกล่าว มาเรียนรู้กับปราชญ์เกษตร หรือเกษตรกรต้นแบบ ร่วมกับเกษตรกร Cell ต้นกำเนิด หรือเกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก (21,000 ราย) ในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน 8,302 ราย คิดเป็นร้อยละ 19.77

ด้านแผนปฏิบัติงานโครงการฯ ประจำเดือนพฤษภาคม 2560 ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ดังนี้ 1. เกษตรกร Cell ต้นกำเนิด ทำตามแผนการผลิตในแปลงตนเองต่อเนื่อง หรือเริ่มเพิ่มกิจกรรมในแปลงให้หลากหลายขึ้น โดยปราชญ์เกษตร และหน่วยงานรับผิดชอบดูแล ให้คำแนะนำเกษตรกรในลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อน ระหว่างวันที่ 1 – 31 พ.ค. 60 2.จัดหาตลาดรองรับผลผลิต โดย Single Command และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ประสานหาตลาด หรือสถานที่จำหน่าย เพื่อรองรับผลผลิตของเกษตรกร เช่น ปั๊ม ปตท.ปั๊มบางจาก หรือตลาดชุมชนอื่นๆ ที่เหมาะสมในท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 1 – 13 พ.ค.60 3. สนับสนุนเกษตรกรกลุ่ม Cell แตกตัวครั้งที่ 1 จัดทำแผนการผลิต และเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมตามแผนการผลิต โดยจัดพบปะ 3 ประสาน (เกษตรกร ปราชญ์เกษตร และหน่วยงานรัฐ) เพื่อสร้างความคุ้นเคยและทำความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนโครงการร่วมกัน พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำแผนการผลิตที่เริ่มจากง่ายๆ ก่อน ตามศักยภาพและฐานะของเกษตรกร ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีปราชญ์เกษตร และเกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก ร่วมให้คำชี้แนะแก่เกษตรกร ระหว่างวันที่ 1 – 13 พ.ค. 60 4. ติดตาม/เยี่ยมเยียนเกษตรกร ระหว่างวันที่ 1 – 13 พ.ค. 60 โดยเกษตรกร Cell ต้นกำเนิด หรือกลุ่มพร้อมมาก ติดตาม เยี่ยมเยียน ให้คำแนะนำ      ในการดำเนินกิจกรรมในแปลงเกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาจประสบปัญหาภัยแล้ง พร้อมทั้งติดตามพัฒนาการบันทึกบัญชีครัวเรือน/บัญชีฟาร์ม ให้มีคุณภาพและต่อเนื่อง 5.รายงานผลความก้าวหน้าประจำเดือน พ.ค. 60 ภายในวันที่ 31 พ.ค.60

นายผล การินทร์ เกษตรกร หมู่ที่ 4 ต.กองควาย อ.เมืองน่าน จ.น่าน กล่าวว่า จากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ทำให้ได้รู้จักการบริหารใช้ประโยชน์จากที่ดินในพื้นที่ 13 ไร่ แบ่งเป็น ทำนา 6 ไร่ ปลูกลำไย มะขามเปรี้ยว สัก อย่างละ 1 ไร่ ที่เหลือใช้พื้นที่เลี้ยงเป็ด ไก่ และปลา มีการปลูกบัวในสระน้ำ ปลูกข้าวเหนียวเพื่อบริโภค หากเหลือจะนำไปขาย มีการปลูกพริกหลังนา 2 ไร่ เป็นรายได้หมุนเวียนตลอดช่วงอายุเก็บเกี่ยว 250 กิโลกรัม /วัน นอกจากนี้    ยังมีรายได้จากการเลี้ยงไก่ เป็ด ปลา และบัว โดยเป็นการดำเนินการตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นทำกินก่อน เหลือจึงขาย

นายประจักษ์ จันทร์เจริญ เกษตรกร หมู่ที่ 6 ต.บางโรง อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ตนมีพื้นที่เข้าร่วมโครงการฯ 20 ไร่ มีน้ำใช้ตลอดปี โดยได้ปรับที่นาเป็นสวน 3 ไร่ เริ่มปลูกกล้วยหอมทอง 135 ต้น และวางแผนจะปลูกส้มเขียวหวานเพิ่มเติมรอบๆ บริเวณบ้าน มีการปลูกพืชที่มีรายได้รายวัน อาทิ มะนาว มะเขือยาว พริก ถั่วฝักยาว และชะอม นอกจากนี้ มีการเลี้ยงปลานิล ปลาตะเพียน และเลี้ยงเป็ดไข่ อีกทั้งยังมีแผนจะนำไข่เป็ดไปดองเป็นไข่เค็มเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทั้งนี้ มีความภาคภูมิใจในการเข้าร่วมโครงการ “ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่  ถวายในหลวง” ซึ่งทำให้ตนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ชลประทานทั่วประเทศ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/279063

ชลประทานทั่วประเทศ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำท่วม

ohemj;, ชลประทานทั่วประเทศ, ชลประทาน, ทั่วประเทศ, พร้อม, ติดตั้ง, เครื่องสูบน้ำ, เร่ง, ระบาย, น้ำท่วม

ชลประทานทั่วประเทศ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำท่วม

        นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกชุกและตกหนักในหลายพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภากลาง และภาคตะวันออก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง ในพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตชุมชนเมือง เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน นั้น กรมชลประทาน ได้สั่งการให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง พร้อมกับให้สำรวจพื้นที่ใดที่มีโอกาสจะเกิดน้ำท่วมขัง ให้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเตรียมพร้อมที่จะสูบระบายน้ำได้ตลอดเวลา พร้อมกับให้ประสานและรายงานสถานการณ์น้ำให้กับจังหวัดทราบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับเครื่องจักรเครื่องมือ เครื่องสูบน้ำที่กรมชลประทานได้เตรียมพร้อมไว้ทั้งประเทศ มีดังนี้ เครื่องสูบน้ำ 2,193 เครื่อง เครื่อง ผลักดัน น้ำ 262 เครื่อง รถขุด 366 คัน รถแทรกเตอร์ 100 คัน ซึ่งกระจาย อยู่ตามโครงการชลประทานทั่วประเทศ และพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจการระบายน้ำท่วมขังได้อย่างทันท่วงที

กรมชลแจ้งเตือนริมฝั่งน้ำยม-คลองบางแก้วพร้อมรับมือน้ำล้นตลิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278989

กรมชลแจ้งเตือนริมฝั่งน้ำยม-คลองบางแก้วพร้อมรับมือน้ำล้นตลิ่ง

ชลประทานน่าน, กรมชล, แจ้ง, เตือน, ริม, ฝั่งน้ำ, ยม, คลอง, บางแก้ว, พร้อม, รับมือ, น้ำ, ล้น, ตลิ่ง

กรมชลแจ้งเตือนริมฝั่งน้ำยม-คลองบางแก้วพร้อมรับมือน้ำล้นตลิ่ง

             วันที่ 24 พ.ค.นายชำนาญ ชูเที่ยง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายม-น่าน ได้ประกาศแจ้งเตือนผ่านทางไลน์กลุ่มบริการน้ำคลองบางแก้ว แจ้งไปยังนายอำเภอ,ผู้นำท้องถิ่น และ กลุ่มผู้ใช้น้ำ และเกษตรกร ระบุว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศจะมีปริมาณฝนตกชุก โดยทั่วไป ระหว่างวันที่ 24-29 พ.ค.2560 โดยในภาคเหนือตอนล่าง ร้อยละ 70% ของพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย อ.พรหมพิราม อ.เมือง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จะเกิดฝนตกหนักปริมาณมากในวันที่ 26-28 พ.ค 60

             ดังนั้นขอให้เตรียมการป้องกันพื้นที่ที่มีภาวะเสียง ต่อการเกิดน้ำท่วมขัง เช่น พื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ ที่ไม่มีทางระบายน้ำ และไม่สามารถระบายน้ำลงคลองต่างๆ ได้ และพื้นที่อาจจะเกิดภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่งในจุดที่มีตลิ่งต่ำ ในคลองเมม-คลองบางแก้ว และ ในแม่น้ำยมสายหลัก ขอให้มีการเสริมคันดินสร้างแนวป้องกัน และขอให้ประชาชน ทีมีบ้านเรือนอยู่ติดกับคลอง ขอให้เตรียมการขนของขึ้นที่สูง และขอให้คอยติดตามสถานการณ์น้ำ และการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ในพื้นที่

             นายชำนาญ กล่าวว่า ฝนที่ตกหนักสัปดาห์ที่ผ่านมา 16-18 พ.ค.2560 แทบทุกอำเภอในเขตจ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก ค่าปริมาณน้ำฝนตกในพื้นที่ประมาณ 170-200 มม. สูงเท่ากับค่าเฉลี่ยของฝนตกในเดือนพ.ค.ทั้งเดือน ส่งผลให้น้ำท่วมขังในเขตพื้นที่นาข้าวในเขตชลประทานยมน่าน 14,000 ไร่ สัปดาห์ที่ผ่านมา ชลประทานได้ระดมเครื่องสูบน้ำ 21 เครื่อง เครื่องจักรกลหนัก ระดมสูงน้ำจากนาข้าวอายุ 1 เดือนของเกษตรกร ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำยมสายหลัก แม่น้ำยมสายเก่า คลองบางแก้ว คลองเมม อยู่ในระดับสูงมาก ประกอบกับมีน้ำจากกำแพงเพชร และสุโขทัย ไหลลงมาสู่อำเภอบางระกำ ดังนั้น ในช่วงวันที่ 26-28 พ.ค.2560 ที่คาดการณ์ว่าฝนตกหนักมากในเขตภาคเหนือตอนล่าง อาจจะส่งผลกระทบกับน้ำลมตลิ่ง จึงแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เตรียมรับมมือน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

              ขณะนี้ ได้เร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำยมสายหลัก ที่ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ อ.บางระกำ ได้ยกบานประตูลอยออกทั้งหมด เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำยม ขณะที่คลองDR2.8 อ.บางระกำ ได้เร่งผันน้ำจากแม่น้ำยมออกสู่แม่น้ำน่าน ในอัตรา 90 ลบ.ม.ต่อวินาที

              สำหรับพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยมของจ.สุโขทัยและจ.พิษณุโลกนั้น ในปี 2560 นี้ ได้ดำเนินการปรับแผนปลูกข้าวให้เร็วขึ้น ตามแผนบางระกำโมเดล 60 เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นมา เพื่อจะเก็บเกี่ยวข้าวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลากในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ขณะนี้เกษตรในพื้นที่ปลูกข้าวไปแล้ว 215,000 ไร่ หรือ คิดเป็น 95 % ของพื้นที่

               นายวิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ นายกเทศบาลตำบลบางระกำเมืองใหม่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า หากมีน้ำหลากจากจังหวัดสุโขทัย เข้าพื้นที่ อ.บางระกำ ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากยังมีแก้มลิงตามโครงการบางระกำโมเดล ไม่ว่าจะเป็นบึงระมาณ บึงตะเคร็ง และบึงขี้แร้ง ที่ยังสามารถกักเก็บน้ำได้อีกกว่า20ล้าน ลบ.ม. ถึงแม้ว่าจะอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำยมสายเก่า แต่ถ้าหลากมาก ก็ยังมีแนวทางในการผันน้ำเข้าสู่ทั้ง3บึงได้ หรือ ถ้าหากน้ำมาจาก อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร และ อ.คีรีมาส จ.สุโขทัย น้ำก็จะไหลตามคูคลอง เข้าสู่บึงทั้ง 3 แห่งได้เช่นกัน

กยท. และ เหินฟง ลงนามซื้อขายประเดิมล๊อตแรก 5,000 ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278887

กยท. และ เหินฟง ลงนามซื้อขายประเดิมล๊อตแรก 5,000 ตัน

กยท, กยท, และ, เหินฟง, 5000, ตัน

กยท. และ เหินฟงลงนามบันทึกสัญญาซื้อขายประเดิมล๊อตแรก 5,000 ตัน

                วันที่ 24 พ.ค.60 ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากลงนามบันทึกช่วยจำ เมื่อครั้งที่ กยท.ไปดูงานที่ประเทศจีนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้มีโอกาสได้ไปดูศักยภาพการผลิตของบริษัท เหินฟง รับเบอร์ อินดัสเทรียล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ 1 ใน 3 ของประเทศจีน ที่มีกำลังการผลิตจำนวนมาก เพราะมีความต้องการใช้ยางวันละประมาณ 30,000 ตัน เราจึงนำความต้องการนี้มาพิจารณาว่ากำลังการผลิตที่สามารถหาได้จะตอบโจทย์ความต้องการของบริษัท เหินฟง ได้มากน้อยเท่าไรได้บ้าง ณ วันนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อขายยาง ซึ่งทางบริษัทฯ ได้ส่งผู้มีอำนาจลงนาม มาลงนามซื้อขายฉบับแรก

โดยในสัญญาซื้อขายฉบับแรกนั้นได้แสดงความจำนงต้องการซื้อยางจากการยางแห่งประเทศไทยเดือนละ 5,040 ตัน ซึ่งจะเป็นยางประเภท STR 20 หรือยางคอมปาวน์  ตามมาตรฐานสากล โดย กยท. จะเป็นผู้รวบรวมยางจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางด้วยการซื้อผ่านทางสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และคัดเลือกยางที่มีคุณภาพเหมาะสมตรงตามความต้องการ ทั้งนี้ จะเป็นการดูดซับเอายางจากฤดูกาลเปิดกรีดนี้ออกจากตลาดได้ประจำทุกเดือน ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยาง หรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีศักยภาพจะมีส่วนร่วมในการจำหน่ายวัตถุดิบในโครงการนี้ด้วย

                  ดร.ธีธัช  กล่าวเพิ่มเติมว่า ความต้องการใช้ยางของบริษัท เหินฟง นั้นมีมากกว่านี้มาก แต่ในจุดเริ่มต้นจะเริ่มที่ประมาณ 5,000 ตันต่อเดือน และหากผ่านไปแล้ว 6 เดือนถึง 8 เดือน ถ้าเราเห็นศักยภาพของคู่ค้าและศักยภาพของผู้ผลิตแล้ว กยท.ก็อาจจะปรับเพิ่มตามความต้องการใช้ เพราะในเครือบริษัทของกลุ่ม เหินฟง มีมากถึง  45 บริษัท ที่อยู่ในมลฑลชานตุง ซึ่งมีความต้องการใช้ยางปีละ 1.5 ล้านตัน

            “สำหรับโครงการนี้ กยท. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรายเดียว แต่จะต้องรับซื้อยางไม่ว่าจะเป็นยางก้อนถ้วย หรือยางประเภทอื่นๆ จากเกษตรกร เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยาง STR 20 ผ่านโรงงานทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ กยท. แต่ถ้าปริมาณความต้องการใช้ยางเพิ่มมากขึ้น จะเปิดรับจากสถาบันเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว ซึ่งมีโรงงานที่จะมาเข้าร่วมโครงการและผลิตคุณภาพเดียวกัน ภายใต้การรับรองของ กยท.”

                 Mr.SHUO LU ประธานกรรมการ บริษัท เหินฟง รับเบอร์ อินดัสเทรียล จำกัด กล่าวว่า มีความยินดีมากที่มีการดำเนินการทำสัญญาซื้อขายยางอย่างเป็นทางการร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมาเป็นเวลายาวนาน ประเทศจีนถือว่ามีการใช้ยางในมากที่สุดในโลก ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางมากที่สุดในโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมาประเทศจีนนำเข้ายางจากประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนประมาณ 4.8 ล้านตัน โดยนำเข้ายางจากประเทศไทยในปริมาณมากที่สุด ทั้งนี้ ทางบริษัทได้นำเข้าวัตถุดิบจากประเทศไทยและมาเลเซียป้อนเข้าโรงงานเพื่อผลิตยางล้อ คิดเป็น 30,000 ตัน/วัน และในปีนี้โรงงานจะผลิตยางล้อ 800,000 เส้น และ ยางรถเล็ก 300,000 เส้น

                   “การร่วมธุรกิจซื้อขายยางครั้งนี้จะส่งผลดีในด้านราคาที่ยุติธรรม เนื่องจากเป็นการซื้อขายที่ไม่ผ่านคนกลางใดๆ ทั้งสิ้น และรู้สึกเชื่อมั่นในคุณภาพยางของประเทศไทย เชื่อมั่นใน กยท. และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางผู้ผลิตยางที่ กยท. ดูแล ซึ่ง กยท. จะสามารถนำยางที่มีคุณภาพส่งให้บริษัทตามที่ต้องการได้ ซึ่งนำไปสู่การร่วมดำเนินธุรกิจซื้อขายยางที่ดีต่อไปในอนาคต”Mr.SHUO LU กล่าวทิ้งท้าย

                    นายสังข์เวิน  ทวดห้อย ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง กรรมการคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงซื้อขายยางระหว่าง กยท. และ บริษัท เหินฟง รับเบอร์ อินดัสเทรียล จำกัด จากประเทศจีน ในฐานะเกษตรกรชาวสวนยางมีความพึงพอใจมาก เพราะเรามีความมุ่งหวังในการเป็นผู้นำด้านการผลิตยาง ซึ่งในระดับต่างประเทศ เกษตรกรชาวสวนยางก็สามารถทำได้ และขณะนี้ กยท.ได้ทำหน้าที่ในการมองหาตลาด เป็นสื่อกลางให้กับพ่อค้า เพื่อรวบรวมวัตถุดิบที่มีคุณภาพขายให้ผู้บริโภคโดยตรง

ฉะนั้นเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเป็นฝ่ายผลิต ฝ่ายวัตถุดิบจะต้องให้ความสำคัญในกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำคือ การดูแลและควบคุมเรื่องคุณภาพ อย่างเช่นยางก้อนถ้วย ควรให้ความระมัดระวังไม่ให้มีสิ่งปลอมปน ในส่วนของกลางน้ำ จะต้องมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพเช่นกัน เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานของยางพาราไทย ซึ่งผู้บริโภค หรือผู้ซื้อจะได้เชื่อมั่นและพึงพอใจต่อสินค้า ก่อให้เกิดการซื้อขายและทำธุรกิจร่วมกันอย่างยาวนานที่สุด

บัญชีสหกรณ์แจงอำนาจหน้าที่แค่ให้คำปรึกษาความรู้การเงิน-บัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278777

บัญชีสหกรณ์แจงอำนาจหน้าที่แค่ให้คำปรึกษาความรู้การเงิน-บัญชี

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์, กลต

ตรวจบัญชีสหกรณ์ แจงอำนาจหน้าที่แค่ให้คำปรึกษาและให้ความรู้ด้านการเงินการบัญชี

                    นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีกระแสข่าวการทุจริต         ในสหกรณ์หลายแห่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ในการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ กำหนดระบบบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี ให้คำปรึกษาและให้ความรู้ด้านการเงินการบัญชี โดยในการตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ นายทะเบียนสหกรณ์ได้มอบอำนาจให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเงินการบัญชี การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นต่องบการเงินของสหกรณ์ ตามที่ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์กำหนด โดยกรมฯ ได้กำหนดวิธีปฏิบัติ เมื่อผู้สอบบัญชีตรวจพบเหตุการณ์ผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือพบข้อบกพร่องทางการเงินการบัญชี ผู้สอบบัญชีจะต้องแจ้งให้สหกรณ์ทราบและแก้ไข พร้อมทั้งรายงานให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป (กรมฯ ไม่มีอำนาจในการสั่งการสหกรณ์) และกรมฯ จะไม่เปิดเผยข้อมูลตามข้อสังเกตให้บุคคลอื่นทราบยกเว้นสหกรณ์และนายทะเบียนสหกรณ์ หากสิ้นปีบัญชีของสหกรณ์ ข้อสังเกตยังเป็นประเด็นที่มีสาระสำคัญที่มีผลกระทบต่องบการเงิน ผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นและเพิ่มเติมข้อมูลไว้ในรายงานการสอบบัญชี เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินและสมาชิกทราบ

                        อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับการตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้ ๑.กำหนดมาตรการควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีสหกรณ์ของผู้สอบบัญชีภาคเอกชนตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ๒.จัดตั้งหน่วยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงข้อมูลของสหกรณ์ที่มีความเสี่ยงและแจ้งเตือนผู้สอบบัญชีเพิ่มความเข้มในการตรวจสอบข้อมูลที่มีความเสี่ยง และ ๓.ปรับปรุงรายงานของผู้สอบบัญชีให้เปิดเผยเรื่องสำคัญที่อาจส่งผลต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้

“ตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๖๐ เป็นต้นมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ตรวจพบข้อสังเกตแล้วเกือบ ๓๐๐ แห่ง และได้ดำเนินการแจ้งให้สหกรณ์ทราบ และรายงานต่อนายทะเบียนสหกรณ์ทราบแล้ว ทั้งนี้ กรมฯ จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกและสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในระบบสหกรณ์ต่อไป” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว.

ฟาร์มโคนม เชียงใหม่เฟรชมิลค์ ต้นแบบ GREEN FARM

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278776

ฟาร์มโคนม เชียงใหม่เฟรชมิลค์ ต้นแบบ GREEN FARM

นายคมสัน จำรูญพงษ์, ฟาร์มโคนม, เชียงใหม่เฟรชมิลค์, ต้นแบบ Green, Farm, สศก, Total mixed ration, CBG, Top 4

ฟาร์มโคนม เชียงใหม่เฟรชมิลค์ ต้นแบบ Green Farm

                   สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลงพื้นที่ฟาร์มโคนม บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด ศึกษาแนวทางบริหารจัดการฟาร์มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Farm  ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ สามารถรีดนมพร้อมกันถึง 64 ตัว ใช้เวลาทั้งกระบวนการไม่เกิน 15 นาที ส่วนมูลโค นำมาใช้ผลิตก๊าซชีวภาพ สู่การผลิตกระแสไฟฟ้าที่เทียบเท่าก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์

                        นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ฟาร์มโคนม บริษัทเชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด ณ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นตัวอย่างฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ที่พัฒนาเพื่อให้ได้คุณภาพและมาตรฐานระดับสากล        มีระบบบริหารจัดการที่ดีและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผสมผสานกับการเลี้ยงและดูแลวัวนมตามพฤติกรรมและความเป็นธรรมชาติ โดยมีนักวิชาการด้านสัตวบาล นักวิจัย และสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ใหญ่คอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบโรงเรือน ได้ออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดีเพื่อช่วยลดความร้อนที่เกิดจากตัวของวัวนม            โดยออกแบบตามหลักวิศวกรรม มีชายคาสูง 4 เมตร มีพัดลมระบายอากาศโล่งโปร่งให้ลมเข้าออกได้สะดวก มีการออกแบบซองนอนพร้อมเบาะรองนอน เพื่อให้วัวนอนพักผ่อนและหลับอย่างสบาย และมีระบบ Happy Cow ซึ่งเป็นเครื่องนวดที่ช่วยทำความสะอาดวัวนมอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในโรงเรือนยังใช้เครื่องกวาดมูลแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ภายในโรงเรือนสะอาดตลอดเวลา และทำให้วัวนมมีสุขอนามัยที่ดีขึ้น การให้อาหารของวัวนม เน้นตั้งแต่การปลูกหญ้าเอง ที่แปลงหญ้าอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีกระบวนการผสมอาหาร TMR (Total mixed ration) ซึ่งเป็นการนำอาหารหยาบและอาหารข้นมาผสมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม จนถึงการให้อาหารตามคอกที่เป็นเวลาเพื่อให้วัวนมมีสุขลักษณะที่ดี มีระบบรีดนมอัตโนมัติที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย เป็นระบบปิดอัตโนมัติแบบพาราเรล ซึ่งสามารถรีดนมวัวได้พร้อมกันครั้งละ 64 ตัว       ใช้เวลารีดตลอดทั้งกระบวนการเพียง 10-15 นาที

ด้านสิ่งแวดล้อม มีระบบเปลี่ยนน้ำเสียและมูลสัตว์เป็นพลังงานทดแทน ถือเป็น Green Farm ที่มีการจัดการฟาร์มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศด้วยการนำมูลโคทั้งหมดภายในโรงเรือน ผลิตก๊าซชีวภาพ หรือ        ไบโอก๊าซ สู่ระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าและสามารถนำก๊าซไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบก๊าซไบโอเทนอัด หรือ compressed bio-methane gas (CBG)  ที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าก๊าซธรรมชาติสำหรับเติมรถยนต์ เครื่องจักรการเกษตร และปั่นไฟฟ้าใช้ภายในฟาร์ม ส่วนกากตะกอนที่ได้สมารถนำไปผลิตปุ๋ยอัดเม็ดอีกด้วย

ทั้งนี้ สินค้าโคนม นับเป็นหนึ่งในสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญ (Top 4) ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากการลงพื้นที่    ในครั้งนี้ทำให้เห็นต้นแบบความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการเกษตรตลอดกระบวนการผลิต เพื่อให้น้ำนมมีคุณภาพ มาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร โดยตลอดกระบวนการผลิตได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี

กยท.จัดประชุมANRPCครั้งที่4 ดันมาตรการเสถียรภาพราคายาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278717

กยท.จัดประชุมANRPCครั้งที่4 ดันมาตรการเสถียรภาพราคายาง

กยท. เจ้าภาพจัดประชุมANRPC ครั้งที่ 4 ดัน มาตรการด้านเสถียรภาพราคายาง

                วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ประเทศไทย โดยการยางแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเสถียรภาพราคายาง ANRPC ครั้งที่ 4 มี 9 ประเทศสมาชิกได้แก่ ไทย กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ปาปัวนิกีนี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนามในฐานะผู้ผลิตยางธรรมชาติของโลกเข้าร่วมประชุม หวังหาแนวทางและมาตรการด้านเสถียรภาพราคายางของประเทศสมาชิก ณ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

                   ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพการประจัดประชุม ANRPC กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยมีความยินดีในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเสถียรภาพราคายาง ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (The Association of Natural Rubber Producing Countries: ANRPC) ซึ่งครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดย กยท. เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทำหน้าที่บริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเพื่อสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา สถาบันเกษตรกร ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งบริหารจัดการราคายางของประเทศให้เสถียรภาพ

โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การร่วมกันหารือและแลกเปลี่ยนแนวคิด ข้อเสนอแนะ พร้อมหาแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในช่วงราคายางลดลง และเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านข้อมูลอุตสาหกรรมและระบบการรายงานของ ANRPC

ทั้งนี้ ประเทศไทย ทาง กยท. ได้มีการผลักดันหลายๆ โครงการที่ช่วยในการรักษาเสถียรภาพราคายางซึ่งได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้แก่ การขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง รวมถึงโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง โดยรัฐบาลจะสนับสนุนด้วยการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือคิดเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่กู้เงินธนาคารใดๆ ก็ตาม เพื่อเป็นการผลักดันราคายางให้สูงขึ้น

ดร.ธีธัชกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังให้การสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรรายย่อย ไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ จำนวนประมาณ 720,000 ครัวเรือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่แก่ชาวสวนยางในช่วงฤดูกาลที่ราคายางลดลง
              นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ถนนยางพารา หมอนยาง เตียงยาง ยางรถยนต์ และอื่น ๆโดยภาครัฐได้มีการผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศซึ่งตั้งเป้าไว้จะมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 600,000 เมตริกซ์ตัน เป็น 1.2 ล้านเมตริกซ์ตันภายใน 5 ปี