เตือนเกษตรกรระวังขี้ขาวในกุ้ง แนะเลี้ยงปลานิลลดการเกิดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278713

เตือนเกษตรกรระวังขี้ขาวในกุ้ง แนะเลี้ยงปลานิลลดการเกิดโรค

ขี้ขาวในกุ้ง, สศก, Enterocytozoon  hepatopenaei, มีขี้ขาวลอยขึ้นมา, เฉลี่ย ณ มกราคม - เมษายน 2560

เตือนเกษตรกรระวังขี้ขาวในกุ้ง แนะเลี้ยงปลานิลในบ่อ ลดการเกิดโรค

                     นางจันทร์ธิดา  มีเดช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24 – 28 เมษายน 2560 พบว่า การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในพื้นที่ภาคใต้ เกษตรกรมีการบริหารจัดการการเลี้ยงได้ดีขึ้น ทำให้ความเสียหายจากโรคตายด่วนลดลง

จากการติดตาม กุ้งที่เลี้ยงในช่วงนี้ อาจมีอาการขี้ขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อไมโครสปอร์ริเดีย  (Enterocytozoon  hepatopenaei) ที่พบอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น น้ำ ตะกอนดินที่หมักหมมก้นบ่อ ซึ่งแม้ลูกพันธุ์กุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงจะมีคุณภาพดีแต่หากปล่อยในบ่อเลี้ยงที่ไม่สะอาดและมีการจัดการการเลี้ยงที่ไม่ดี กุ้งที่เลี้ยงอาจมีอาการขี้ขาวได้  ส่งผลให้กุ้งทยอยตายเมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 50 วันขึ้นไป  ซึ่งส่วนใหญ่กุ้งที่จับในช่วงอายุนี้ จะมีขนาดประมาณ 100 ตัวต่อกิโลกรัม

หากเกษตรกรพบอาการดังกล่าว (มีขี้ขาวลอยขึ้นมา) สามารถจับกุ้งขายก่อนกำหนดได้ในราคากิโลกรัมละ 141.87 บาท แต่หากกุ้งไม่มีอาการ เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้ครบ 90 วัน ซึ่งจะได้กุ้งที่โตขึ้นขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัม และขายได้ (เฉลี่ย ณ มกราคม – เมษายน 2560) ในราคากิโลกรัมละ 204.13 บาท

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้บางราย ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยง โดยการปล่อยลูกพันธ์ปลานิลลงในบ่อเลี้ยงกุ้ง และปล่อยกุ้งหนาแน่นน้อยลงเฉลี่ย 100,000 ตัวต่อไร่ หลังจากปล่อยลูกกุ้งไปได้ 15 – 20 วัน      จึงปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลในอัตรา 250 – 300 ตัวต่อไร่  ซึ่งปลานิลจะเป็นตัวช่วยในการทำความสะอาดบ่อเลี้ยง มีการกินเศษอาหารที่เหลือค้างก้นบ่อ ช่วยลดการหมักหมมของตะกอนก้นบ่อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้ ส่งผลให้กุ้งมีอัตรารอดถึงร้อยละ 80 เกษตรกรได้ผลผลิตกุ้งไร่ละ 1.3 – 1.5 ตันต่อรุ่น

ดังนั้น การจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะบ่อเลี้ยงให้มีความสะอาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยการเลี้ยงปลานิล      ในบ่อกุ้ง นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดโรคที่ทำได้ง่ายภายใต้การลงทุนที่ไม่สูงมาก เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถนำไปปรับใช้เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคได้

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับฝนตกหนักอีกระลอก 24 – 29 พ.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278613

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับฝนตกหนักอีกระลอก 24 – 29 พ.ค. นี้

กรมชลประทาน, 24, 29, พค, นี้, 23 พค 60

กรมชลฯเตรียมพร้อมรับฝนตกหนักอีกระลอก 24 – 29 พ.ค. นี้

               นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 24 – 29 พ.ค. 60 จะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 – 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยภาคใต้จะมีฝนตลอดช่วงและตกหนักบางแห่ง นั้น กรมชลประทาน ได้สั่งการไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนข้างต้น เพื่อให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยจะใช้ระบบชลประทานและระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งให้เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำในจุดที่มักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างทันท่วงที

สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากที่มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ตอนบน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จ.นครสวรรค์ ส่งผลให้มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น นั้น ในช่วงเช้าวันนี้(23 พ.ค. 60) ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,373 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทาน ได้ควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 649 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ไปจนถึงต.บางหลวงโดด อ.บางบาล และต.บ้านกระทุ่ม ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. 60 เป็นต้นมา

ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้กรมชลประทาน ได้ทำหนังสือแจ้งรายงานสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อแจ้งเตือนประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไปแล้ว

ผู้ว่าฯแพร่ เร่งวางมาตรการ แก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278568

ผู้ว่าฯแพร่ เร่งวางมาตรการ แก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำ

ผู้ว่าฯแพร่ เร่งวางมาตรการ แก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำ, ผู้ว่าฯแพร่, เร่งวางมาตรการ

ผู้ว่าฯแพร่ เร่งวางมาตรการ แก้ปัญหาราคากล้วยตกต่ำ

 นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า ชาวสวนกล้วยน้ำว้า อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ประสบปัญหาความเดือดร้อน เนื่องจากราคากล้วยน้ำว้าตกต่ำ ซึ่งเดิมขายได้ราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท ปัจจุบันขายได้ราคากิโลกรัมละ 2-3 บาท และมีเกษตรกรชาวสวนกล้วยได้รับผลกระทบประมาณ 100 ราย นั้น

ทางจังหวัดเองไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้นายสมศักดิ์ บุญทำนุก นายอำเภอลอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบปะชาวสวนกล้วย ตำบลแม่ปาน อำเภอลอง จังหวัดแพร่

ทั้งนี้ี้เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อน สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนร่วมกับหน่วายงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 35 ผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 12 เกษตรจังหวัดแพร่ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดแพร่ พาณิชย์จังหวัดแพร่ นายอำเภอลอง กำนันตำบลแม่ปาน นายกเทศมนตรีตำบลแม่ปาน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม วางมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ในห้วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ซึ่ง ผลผลิตจะออกมาประมาณ เฉลี่ยสัปดาห์ละ 10 ตันจะมีช่องทางการจำหน่ายกล้วยให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักนอกพื้นที่จังหวัด

นอกจากนี้ ให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแพร่ติดต่อขายกล้วยให้แก่โรงงานแปรรูปกล้วยในจังหวัดที่มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกล้วย ส่วนการระบายกล้วยในจังหวัด ขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้า ส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชน รับซื้อกล้วยจากชาวสวนและได้ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เพื่อรับซื้อกล้วยซึ่งได้รับการตอบรับให้ความร่วมมือและอยู่ในการหารือรายละเอียดการจัดส่ง

ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้มอบหมายให้เทศบาลตำบลแม่ปาน เตรียมดำเนินการฝึกอบรมอาชีพให้แก่เกษตรกรในการแปรรูปกล้วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร มอบหมายเกษตรจังหวัดและหน่วยเกี่ยวข้องพิจารณาลดความเสี่ยงพืชเชิงเดี่ยวโดยให้เกษตรกรได้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับมีตลาดรองรับ ทั้งนี้การที่เกษตรกรได้มีการปลูกกล้วยมากเนื่องจากสนองนโยบายในการลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดที่มีปัญหาราคาตกต่ำและลดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ปัญหาหมอกควันไฟป่าด้วย

จัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา” 22 – 26 พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278532

จัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา”  22 – 26 พ.ค.นี้

ตลาดนัดสะพานปลา, 22, 26, พคนี้, ตลาดจตุจักรสะพานปลา, อสป, ตลาดจตุจักรสะพานปลา 2560

จัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา”แหล่งรวมสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพ ถูกกฎหมาย ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” ระหว่างวันที่  22 – 26 พ.ค. 60

               นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิด  “ตลาดจตุจักรสะพานปลา”  ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่  22 – 26 พฤษภาคม 2560 ณ สะพานปลากรุงเทพ ซอยเจริญกรุง 58 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การสะพานปลา (อสป.) จัดงานดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “แหล่งรวมสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพ ถูกกฎหมาย ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” โดยนำสินค้าสัตว์น้ำคุณภาพจากสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงขององค์การสะพานปลาที่มาจากการทำประมงถูกกฎหมายและสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐานถูกสุขอนามัยจากกลุ่มเกษตรกรที่เป็นพันธมิตรกับองค์การสะพานปลามาจัดจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูก ซึ่งสะพานปลากรุงเทพจัดเป็นตลาดกลางสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพ การจัดตลาดจตุจักรสะพานปลานับเป็นบทบาทใหม่ขององค์การสะพานปลา และเป็นก้าวย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทในฐานะหน่วยงานของรัฐที่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคประมง ซึ่งเป็นแหล่งรายได้และแหล่งอาชีพในการจ้างแรงงานที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของประเทศ

“การจัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา 2560” เป็นกิจกรรมออกร้านจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าประมงและผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์น้ำ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวประมงมีช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยคัดเลือกสินค้าที่ได้มาตรฐานถูกสุขอนามัย ราคาเป็นธรรมจากหน่วยงานในสังกัดองค์การสะพานปลาและกลุ่มเกษตรกรที่เป็นพันธมิตรกับหน่วยงาน มาจัดจำหน่ายให้กับประชาชน จึงเท่ากับเป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรได้พบปะกับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งถือเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งยังเป็นช่องทางให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพในราคายุติธรรม” นางสาวชุติมา กล่าว

สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย การออกร้านจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ประมงที่ถูกกฎหมาย ได้มาตรฐานสุขอนามัยและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ในราคาที่เป็นธรรม มีกลุ่มแพปลาที่คัดเลือกจากสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงขององค์การสะพานปลาทั่วประเทศ ร่วมกับร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรเครือข่ายตลาดคลองผดุงกรุงเกษม รวมถึงการจัดนิทรรศการ กิจกรรม ชิม ช้อป ชม ชิง กิจกรรมรณรงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงที่ถูกกฎหมายตามพระราชกำหนดการประมง  พ.ศ. 2558 และการบริโภคสินค้าสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐานสุขอนามัยรวมกว่า 50 ร้านค้า เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

ส.ป.ก. จัดที่ดินให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278509

ส.ป.ก. จัดที่ดินให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี

ส.ป.ก. จัดที่ดินให้ผู้ไร้ที่ดินทำกิน อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี

           นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเปิดเผยว่าปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศ คือปัญหาความเหลื่อมล้ำและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดินของผู้ยากจน/ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและมีนโยบายที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชน โดยให้หน่วยงานที่กำกับดูแลที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ จัดที่ดินในแบบแปลงรวม ให้กับสถาบันเกษตรกรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกำหนด(คทช.)                สำหรับส.ป.ก.มีพื้นที่ดำเนินการทั้งที่ดินของรัฐและที่ดินเอกชน เนื้อที่ประมาณ40ล้านไร่หรือคิดเป็นร้อยละ26.8หรือ1ใน4ของพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว35,689,010ไร่3,569,552แปลง เกษตรกรได้รับประโยชน์2,799,203รายและยังมีพื้นที่ ส.ป.ก.บางส่วน ซึ่งมีราษฎรยึดถือครอบครองโดยมิชอบ และยังไม่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีทั้งรายย่อยและรายใหญ่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)จึงได้ใช้อำนาจตามมาตรา44ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557ออกประกาศหัวหน้า คสช.ที่36/2559เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อนำที่ดิน ส.ป.ก.กลับคืนมา พัฒนาและจัดที่ดินให้กับผู้ไร้ที่ดินทำกินที่ผ่านการคัดกรอง และได้รวมตัวกันจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพื่อขอรับการจัดที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และคำสั่งหัวหน้า คสช.

อย่างไรก็ตามการจัดที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและตามคำสั่งหัวหน้า คสช.จะดำเนินการ ใน2รูปแบบ คือ1.)จัดให้สถาบันเกษตรกร ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกิน ให้ชุมชน และ2.)ให้สิทธิการเข้าทำประโยชน์ กรณีผู้ครอบครองที่ดินที่เป็นเกษตรกร รวมทั้งผู้สืบสันดานที่เป็นเกษตรกรและร่วมทำประโยชน์ในที่ดิน                กรณีพื้นที่เป้าหมาย ส.ป.ก.ตามประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่36/2559ในท้องที่ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน มีเนื้อที่40,997.47ไร่ แบ่งออกได้เป็น2กลุ่ม ได้แก่1)กลุ่มแปลงถือครองขนาดไม่เกิน50ไร่ มี1,501แปลง เนื้อที่30,950ไร่1งาน2ตารางวา และ2)กลุ่มแปลงถือครองขนาดเกินกว่า50ไร่(ไม่พบผู้ถือครอง)               พื้นที่เป้าหมายที่จะนำไปจัดตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือนำมาจัดที่ดินในรูปแปลงรวมให้แก่ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.)ประกอบด้วย1.)แปลงที่ดิน ซึ่งผู้ครอบครอง ไม่มีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรหรือ ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการจัดที่ดินภายใต้กฎหมายปฏิรูปที่ดิน และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่36/2559และ2.)แปลงที่ดินส่วนที่เกินสิทธิ ที่จะได้รับจัดที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน               เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นสิ่งที่จำเป็น การจัดที่ดิน ตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินและคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่36/2559ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผู้ครอบครองและผู้สืบสันดานที่มีคุณสมบัติควรได้สิทธิ ผู้ที่ไม่มีสิทธิควรคืนพื้นที่ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ผู้ด้อยโอกาสควรได้รับสิทธิและได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน ทั้งนี้เพื่อให้บ้านเมืองอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุกสืบไป

ฝนหลวงฯ ช่วยเกษตรกรสวนมะพร้าวกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278475

ฝนหลวงฯ ช่วยเกษตรกรสวนมะพร้าวกำจัดหนอนหัวดำ

หนอนหัวดำ, ฝนหลวงฯ, 214750 ชั่วโมงบิน

ฝนหลวงฯ ช่วยเกษตรกรสวนมะพร้าวกำจัดหนอนหัวดำ

              จากกรณีแมลงศัตรูพืชมะพร้าวหรือหนอนหัวดำ กำลังระบาดในแปลงปลูกมะพร้าวของพื้นที่การเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีสาเหตุมาจากตัวหนอนหัวดำแทะกินผิวใต้ทางใบของพืช ซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่ต้นมะพร้าวในส่วนของก้าน ใบ และผล ส่งผลให้มีผลผลิตที่สมบูรณ์น้อยลงและไม่สามารถ   เก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มที่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงปฏิบัติการฝนหลวงช่วยลดความรุนแรงการระบาดอย่างเร่งด่วน

วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง       และการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับการประสานจากกรมส่งเสริมการเกษตร      ในเรื่องการช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชมะพร้าวหรือหนอนหัวดำ ที่ระบาดพื้นที่สวนมะพร้าวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต้องการน้ำเพื่อช่วยลดความรุนแรงการระบาดของหนอนหัวดำ ก่อนการฉีดพ่นยากำจัด                      จึงมอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรดังกล่าว โดยจากการปฏิบัติภารกิจเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมาพบว่า มีการขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 9 เที่ยวบิน 11.15 ชั่วโมงบิน เกิดฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่อำเภอปราณบุรี    หัวหิน และสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงและพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนปราณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่สวนมะพร้าวที่เกษตรกรมีการขอรับบริการฝนหลวงเข้ามา และสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ฝนตกไม่ทั่วถึง ยังคงปฏิบัติการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยผลการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม – 21 พฤษภาคม 2560     มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 76 วัน จำนวน 1,523 เที่ยวบิน (2,147:50 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 1,310.13 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 433 นัด มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 55 จังหวัด ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 426.71 ล้าน ลบ.ม.

เกษตรฯย้ำปลูกพืชรอบใหม่ขึ้นทะเบียนไม่เกิน 60 วันหลังปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278469

เกษตรฯย้ำปลูกพืชรอบใหม่ขึ้นทะเบียนไม่เกิน 60 วันหลังปลูก

ขึั้นทะเบียนเกษตรกร, 60, วันหลังปลูก, อกม

เกษตรย้ำ ปลูกพืชรอบใหม่ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่เกิน 60 วันหลังปลูก

           นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในการขึ้น/ปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

1. เกษตรกรสามารถแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล  หลังจากปลูกพืชแล้วไม่น้อยกว่า 15 วันและไม่เกิน 60 วัน

2. เกษตรกรที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูก สามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลได้กับอาสาสมัครเกษตรของหมู่บ้านท่าน (อกม.) หรือไปที่องค์การบริหารส่วนตำบล หรือที่ว่าการอำเภอ ที่เป็นหน่วยงานภาคีกับกรมส่งเสริมการเกษตร  โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงมาเป็นหลักฐานในการแจ้งปรับปรุงข้อมูล

3. เกษตรกรที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนมาก่อน หรือมีซื้อที่ดินเพื่อเพาะปลูกเพิ่มเติม   ให้ไปแจ้งขึ้นทะเบียนใหม่   ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ในวันและเวลาราชการ  โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงและแสดงหลักฐานแสดงสิทธิ์การถือครองที่ดินตัวจริงพร้อมสำเนาที่มีการรับรองสำเนาจากผู้ครองครอง หรือหลักฐานการเช่า   หลังจากที่เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลรับแจ้งแล้วจะบันทึกข้อมูลเข้าระบบทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร และจะมีการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครองเพื่อยืนยันตัวบุคคล ไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนซ้ำซ้อนของคนในทะเบียนบ้านเดียวกัน

4.  หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลการแจ้งปลูกพืชของเกษตรกรโดยจะมีพิมพ์รายชื่อและข้อมูลออกไปติดประกาศในชุมชน และ/หรือ การวาดขอบเขตแปลงเพื่อตรวจสอบพื้นที่จริง หากพบว่าข้อมูลเป็นจริงจะยืนยันผลในระบบ และถือว่าการแจ้งปรับปรุงข้อมูลหรือขึ้นทะเบียนสำเร็จสมบูรณ์

5. เกษตรกรที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วเกษตรกรสามารถนำสมุดทะเบียนเกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลลงบนสมุดจัดเก็บไว้เพื่อแสดงตัวตน

6. หากเมื่อใดที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจำเป็นต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ภายในชุมชนอีกครั้งหนึ่ง

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรแจ้งข้อมูลตามความเป็นจริง เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

สระแก้วจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีกระตุ้นลดต้นทุนปลูกมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278444

สระแก้วจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีกระตุ้นลดต้นทุนปลูกมัน

สระแก้ว, จัดกิจกรรม, วัน, ถ่ายทอด, เทคโนโลยี, กระตุ้น, ลด, ต้นทุน, ปลูก, มัน

สระแก้วจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยี กระตุ้นลดต้นทุนปลูกมันสำปะหลัง

            นายไพบูลย์ บัวราษฎร์ เกษตรจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีใน จ.สระแก้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกันเอง เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตรของตนเองได้ ทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า กิจกรรมสามารถลดต้นทุนการผลิตมันสำปะหลัง จาก 3,561 บาทต่อไร่ เป็น 2,808 บาทต่อไร่ และเพิ่มผลิต จาก 3,216 กก.ต่อไร่ เป็น 5,000 กก.ต่อไร่ จังหวัดสระแก้ว มีเป้าหมายจัดกิจกรรมฯ 9 ครั้ง ในทุกอำเภอ มีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 2,100 คน สำหรับกิจกรรมวันนี้ ประกอบด้วย สถานีเรียนรู้ เพื่อการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังและการจัดนิทรรศการของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน มีเกษตรกลุ่มเป้าหมาย เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กว่า 500 คน ทางด้าน นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ได้เยี่ยมชมนิทรรศการหน่วยงานราชการและเอกชนแสดงเกี่ยวกับการปลูกต้นมันสำปะหลัง เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำให้ชุมชน นอกจากนี้ เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย ได้รับการเรียนรู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี จากสถานีหลัก 6 สถานี อาทิ สถานีการเตรียมดิน การระเบิดดิน สถานีการปลูกมันสำปะหลัง สถานีการเตรียมพันธ์ สถานีการปลูกระบบน้ำหยด สถานีการบริการจัดการป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น และชมเยี่ยมนิทรรศการด้วย

กรมชลฯแถลงแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278424

กรมชลฯแถลงแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2560

กรมชลประทาน, 2560, ฤดูฝน

กรมชลฯแถลงแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2560

             นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนปี2560อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันนี้16.. 60ที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี2560พร้อมกับวางแผนการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูฝนปี พ.. 2560โดยให้สอดคล้องกับนโยบายการผลิตข้าวครบวงจร15.95ล้านไร่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

               การบริหารจัดการน้ำและการวางแผนเพาะปลูกพืชฤดูฝน2560ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานทั่วประเทศ โดยในเขตชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยา พื้นที่7.6ล้านไร่ นั้น กรมชลประทาน ได้ปรับปฏิทินการส่งน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน คือ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ265,000ไร่ ให้ทำนาปีให้เร็วขึ้น ตั้งแต่1เม.. – 31.. 60เพื่อให้เก็บเกี่ยวทันก่อนฤดูน้ำหลาก และจะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำนี้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำ/รับน้ำนองในช่วงเดือนสิงหาคมได้ประมาณ400ล้าน ลบ..ซึ่งตรงกับความต้องการและได้รับผลตอบรับจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

                 ปัจจุบันเพาะปลูกไปแล้วเต็มพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับปฏิทินการส่งน้ำเพื่อทำนาปีให้เร็วขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง1.15ล้านไร่ โดยเริ่มส่งน้ำให้ตั้งแต่1.. 60เป็นต้นมา เพื่อเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนสิงหาคม หลีกเลี่ยง น้ำหลากในเดือนกันยายนของทุกปี และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเสร็จแล้ว จะใช้เป็นพื้นที่ตัดยอดน้ำบริเวณหน้า เขื่อนเจ้าพระยาในช่วงที่เกิดน้ำหลาก โดยสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ประมาณ1,500ล้าน ลบ..ขณะนี้มีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณร้อยละ80ของพื้นที่เป้าหมายที่วางไว้ สำหรับพื้นที่ดอน6.19ล้านไร่ ได้เริ่มส่งน้ำให้ทำการเพาะปลูกแล้วตั้งแต่วันที่14.. 60ปัจจุบันมีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ700,000ไร่

                   ส่วนในพื้นที่โครงการชลประทานอื่นๆ รวมทั้งลุ่มน้ำแม่กลอง และพื้นที่นอกเขตชลประทานทั่วประเทศ หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว กรมชลประทาน ได้เริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน เพื่อให้เกษตรกรเพาะปลูกตามฤดูกาลปกติแล้วเช่นกัน

                ทั้งนี้ ฝนที่ตกชุกและตกหนักบางแห่ง ในช่วงวันที่16 – 20.. 60ส่งผลดีต่อพื้นที่การเกษตร เนื่องจากเกษตรกรจะใช้น้ำฝนในการเพาะปลูกเป็นหลัก ทำให้ลดการใช้น้ำจากเขื่อนต่างๆ ได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน ได้ลดการระบายน้ำจาก4เขื่อนหลัก จากเดิมวันละ43ล้าน ลบ..เหลือวันละ11.62ล้าน ลบ..ทำให้มีน้ำเก็บกักเพิ่มมากขึ้น เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในกรณีที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมนี้

                  ในส่วนของแผนการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ(ฤดูฝน).. 2560นั้น กรมชลประทานและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง10หน่วยงาน บูรณาการทำงานร่วมกันในรูปแบบของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ โดยจะมีการประชุมเพื่อวางแผนและกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันทุกสัปดาห์ พร้อมกับการคาดการณ์และติดตามสภาวะทางอุตุอุทกวิทยา การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำโดยใช้ReservoirReservoir Operation SimulationและReservoir Operation Rule Curveรวมไปถึงการเตรียมพร้อมใช้งานอาคารชลประทาน การเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลัก ดันน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือในการระบายน้ำ ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์หากเกิดอุทกภัย รวมทั้งการกำจัดผักชวาในคลองและแม่น้ำสายต่างๆ เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ฤดูฝนปีนี้จะใกล้เคียงกับปี2542โดยปริมาณฝนรวมทั้งประเทศจะสูง กว่าค่าปกติเล็กน้อย ประมาณร้อยละ5โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม มีโอกาสที่จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง หรือมีฝนตกน้อย อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่การเกษตรได้ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน จึงขอให้ ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

                    ส่วนในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน คาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ อาจก่อให้เกิดสภาวะ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้ในบางพื้นที่ กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทาน ทุกแห่งเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมกับบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้มีที่ว่างเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาตามความเหมาะสม รวมไปถึงการประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานท้องถิ่นที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า ตลอดจนประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อรายงานสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการตรวจสอบสภาพความพร้อมใช้งานของอาคารชลประทาน ที่ใช้ในการส่งน้ำและระบายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นอาคารชลประทานหรือสถานีสูบน้ำ ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา

                     นอกจากนี้ ยังให้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งทางน้ำชลประทานและทางน้ำในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ หากมีปัญหาด้านการระบายน้ำให้ดำเนินการแก้ไขโดยทันทีต่อไปแล้ว

‘ เกษตรอินทรีย์นาโส่’คุณภาพระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278420

‘ เกษตรอินทรีย์นาโส่’คุณภาพระดับสากล

บ้านน่าโส่,  เกษตรอินทรีย์นาโส่, สศก, IFOAM Accreditation Program

‘ เกษตรอินทรีย์นาโส่’คุณภาพระดับสากล

             กลุ่มเกษตรกร นาโส่ จังหวัดยโสธร อีกหนึ่งความสำเร็จในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพได้มาตรฐานตามระบบงานเกษตรอินทรีย์ สู่การส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ย้ำจุดยืน เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรและระดับประเทศให้ก้าวไกลสู่สากล

นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรในการทำนาข้าวอินทรีย์ จากการถอดบทเรียนกลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อการส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากการติดตามการดำเนินงานของกลุ่มโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า กลุ่มเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากการใช้สารเคมีมาเป็นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ระบบงานเกษตรอินทรีย์ IFOAM (IFOAM Accreditation Program) มีการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ในต่างประเทศผ่านสหกรณ์        กรีนเนท จัดตั้งตลาดนัดสีเขียวในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแปลง ทั้งข้าวอินทรีย์ ผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล อาหารแปรรูป เป็นต้น

กลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่  มีจำนวนสมาชิกทั่วไป  53 คน เนื้อที่รวม 10,620 ไร่ สมาชิกปลอดสารพิษ 320 คน เนื้อที่รวม 6,582 ไร่ สมาชิกเกษตรอินทรีย์ 265 คน เนื้อที่รวม 7,269 ไร่ ได้ผลผลิตที่รับรองมาตรฐาน เช่น ข้าวหอมมะลิทั่วไป 2,500 ตัน ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ 1,000 ตัน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 800 ตัน ข้าวมะลิแดง 20 ตัน ข้าวเหนียว กข6  20 ตัน โดยบรรจุภัณฑ์ ติดป้ายระบุมาตรฐานชัดเจน ใช้ตราทุ่งรวงทอง

ทำการส่งออกต่างประเทศ โดยสหกรณ์กรีนเนท จำกัด ในระบบแฟร์เทรดขนส่งทางเรือ ส่วนตลาดภายในประเทศ ขายปลีกหน้าโรงสี ขายส่งเครือข่ายสหกรณ์และพ่อค้า ตลาดสีเขียวเมืองยโสธร  ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม บริษัทเอกชน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการแฟร์เทรด ถึงตรงผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตข้าวไรซ์เบอรรี่อินทรีย์ จากสมาชิก 70 ครอบครัว เนื้อที่รวม 387 ไร่ รับซื้อจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม เก็บสต็อกในฉางเก็บ บรรจุกระสอบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และส่งมอบบริษัทสยามออร์แกนิค โดยรถขนส่งของกลุ่ม

ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดยโสธร และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ ในการร่วมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ เพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป ท่านที่สนใจสามารถขอทราบรายละเอียดการดำเนินงานของกลุ่มเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี โทร. 045 344 653 หรือ อีเมล zone11@oae.go.th