เตรียมจัดงาน “วันดื่มนมโลก”ร่วมสืบสานโคนมอาชีพพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278395

เตรียมจัดงาน “วันดื่มนมโลก”ร่วมสืบสานโคนมอาชีพพระราชทาน

โคนม, เตรียมจัดงาน, วันดื่มนมโลก ประจำปี 2560, วันดื่มนมโลก, นม, อสค, สอนท

เกษตรฯเตรียมจัดงาน “วันดื่มนมโลก”ร่วมสืบสานโคนมอาชีพพระราชทาน สานต่อที่พ่อสร้าง

            นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวการจัดงาน “วันดื่มนมโลก ประจำปี 2560” ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เป็นวันที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ได้ประกาศให้เป็น     วันดื่มนมโลก ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะจัดงาน “วันดื่มนมโลก” หรือ World Milk Day Thailand เพื่อรณรงค์เชิญชวนให้เด็กไทยและคนไทย หันมาให้ความสำคัญกับการดื่มนม เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดี พร้อมทั้งสานต่ออาชีพโคนมพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้การช่วยเหลือเกษตรผู้เลี้ยงโคนม และกลุ่มอุตสาหกรรมนมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีนโยบายเกี่ยวกับโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่เน้นย้ำในเรื่องคุณภาพน้ำนมที่ดี และความโปร่งใส เพื่อให้นักเรียน      ทั่วประเทศได้ดื่มนมคุณภาพดีอย่างทั่วถึง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาให้กับสหกรณ์โคนมอย่างยั่งยืน โดยจะมีการรณรงค์การบริโภคนม ตลอดทั้งปี 2560 แบ่งเป็น 5 ช่วง ได้แก่ ปีใหม่ สงกรานต์ วันดื่มนมโลก วันเข้าพรรษาและวันออกพรรษา
สำหรับในปี 2560 ได้กำหนดรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิด “โคนมอาชีพพระราชทาน สานต่อที่พ่อสร้าง เสริมสร้างสุขภาพดี” ในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ณ ห้างแม็คโคร สาขาลาดพร้าว โดย FAO ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจกรรมโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย (ส.อ.น.ท.) และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ร่วมกันจัดงานขึ้น โดยจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการในเวลา 10.00 น. มีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐและเอกชน เกษตร/สหกรณ์ และผู้บริโภค
สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นิทรรศการวันดื่มนมโลก การนำผลิตภัณฑ์นมแจกให้แก่ผู้ร่วมงานฟรี การปล่อยขบวนคาราวานรณรงค์บริโภคนมไปใน 9 เส้นทาง ภายในพื้นที่กรุงเทพฯ และกิจกรรมพิเศษเพื่อร่วมรณรงค์การบริโภคนมที่สวนสัตว์ดุสิต ในระหว่างวันที่ 1 – 4 มิถุนายน 2560 และการจำหน่ายนมในราคาพิเศษ ในระหว่างวันที่ 1 – 15 มิถุนายน 2560 ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ได้แก่ Tesco Lotus, สยามแม็คโคร,ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต, บิ้กซี ซุปเปอร์มาร์เก็ต, แม็กซ์แวลู ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ TOP ซุปเปอร์มาร์เก็ต

“ การจัดงานในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ที่จะส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรตามแนวทางเกษตรประชารัฐของรัฐบาล และส่งเสริมคนไทยให้บริโภคนมเพิ่มมากขึ้น โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มีนโยบายกำหนดเป้าหมายให้คนไทยดื่มนมเพิ่มขึ้นจาก 14 ลิตรต่อคนต่อปี เป็น 20 ลิตรต่อคนต่อปี ภายใน 10 ปี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของคนไทยให้แข็งแรงและเป็นกำลังสำคัญที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายธีรภัทร กล่าว

แม่น้ำมูลพ้นวิกฤติน้ำฝนมาช่วย เกษตรกรเฮเร่งจับปลากระชังขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278340

แม่น้ำมูลพ้นวิกฤติน้ำฝนมาช่วย เกษตรกรเฮเร่งจับปลากระชังขาย

แม่น้ำมูล, แม่น้ำ, มูล, พ้น, วิกฤติ, น้ำฝน, มา, ช่วย, เกษตรกร, เฮ, เร่ง, จับ, ปลา, กระชัง, ขาย

แม่น้ำมูลพ้นวิกฤติน้ำฝนมาช่วย เกษตรกรเฮเร่งจับปลากระชังขาย

             วันที่ 21 พ.ค.60 จากที่มีฝนตกต่อเนื่องตลอด 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ระดับน้ำมูลเพิ่มขึ้นพ้นวิกฤตแล้ง ส่งผลดีกับเกษตรกรหมู่บ้านชาวประมง อ.สตึก ที่มีอาชีพเลี้ยงปลากระชังขาย เร่งจับปลาออกขาย และเตรียมลงลูกปลาใหม่ หลังต้องชะลอเลี้ยงช่วงหน้าแล้งทำให้ขาดรายได้ หากสามารถเลี้ยงได้ตลอดปีจะมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1-2 แสนบาท เกษตรกรหมู่บ้านชาวประมง ตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ กว่า 10 ครัวเรือน ที่มีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังในลำน้ำมูล กว่า 10 ครัวเรือน เร่งจับปลานิลที่เลี้ยงไว้ในกระชังเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ส่งขายตลาด เพื่อเตรียมลงลูกปลาใหม่หลังจากปีนี้ฝนมาเร็วกว่าทุกปีและตกลงมาอย่างต่อเนื่องช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่ใช้ผลิตประปา ทำการเกษตร และเลี้ยงปลาในกระชังมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำเริ่มไหลเวียนเพียงพอที่จะลงเลี้ยงปลาในกระชังได้ จากทุกปีช่วงเดือนพฤษภาคม จะยังไม่สามารถลงเลี้ยงปลาในกระชังได้ เพราะประสบปัญหาภัยแล้งระดับน้ำต่ำไม่ไหลเวียน และเป็นกรดแก๊ส โดยเกษตรกรแต่ละรายจะลงทุนเลี้ยงปลาในกระชังคนละ 6 – 10 กระชัง รวมทั้งหมดมากกว่า 100 กระชัง ลงทุนทั้งซื้อพันธ์ปลา อาหาร กระชังละประมาณ 20,000 บาท สามารถขายได้เฉลี่ยกระชังละ 4 – 5 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับราคารับซื้อปลาในช่วงนั้นๆ โดยราคารับซื้อปลาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 – 65 บาท

              นายสุกรี ล้อสันเทียะ อายุ 38 ปี เกษตรกรหมู่บ้านชาวประมง กล่าวว่า ก่อนหน้าเกษตรกรจะเลี้ยงปลาในกระชังได้ปีละ 3 ครั้ง แต่หลังจากประสบปัญหาภัยแล้งน้ำมูลลดต่ำทำให้ลดเหลือเพียง 2 ครั้ง แต่บางปีฝนทิ้งนานก็เลี้ยงได้เพียงครั้งเดียว ทำให้ขาดรายได้ และบางรายต้องชะลอเลี้ยงหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน แต่ปีนี้ฝนมาเร็วและตกต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำมูลมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้น้ำไหลเวียนเพียงพอที่จะเลี้ยงปลากระชังได้ จึงได้เร่งจับปลาออกขายเพื่อเตรียมลงลูกปลาใหม่ คาดว่าปีนี้จะสามารถเลี้ยงปลาในกระชังได้ถึง 3 ครั้ง หากสามารถเลี้ยงได้เต็มที่ถึง 3 ครั้ง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงปลากระชังไม่ต่ำกว่า 1 – 2 แสนบาทแล้วแต่ใครลงปลามากน้อย

กรมการข้าวเดินหน้า โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278342

กรมการข้าวเดินหน้า โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์

ข้าวอินทรีย์, กรมการข้าวเดินหน้า, กรมการ, ข้าว, เดินหน้า, โครงการ, ส่งเสริม, การผลิต, อินทรีย์

กรมการข้าวเดินหน้า โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์

             นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าวเผยความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะรับสมัครจำนวน 300,000 ไร่ ในปีที่ 1-2 และ มีพื้นที่เป้าหมาย 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมการข้าวจะดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรด้านการผลิต การแปรรูปและการตลาดข้าวอินทรีย์ รวมทั้งการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี พร้อมทั้งอุดหนุนเงินให้แก่เกษตรกรไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย ใน 3 ปีแรกจนกระทั่งได้รับการรับรองมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือ Organic Thailand สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย รวมทั้งตรวจรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์แบบกลุ่มตามมาตรฐานข้าวอินทรีย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่อง 2 ปี

ฝนหลวงฯ เตรียมขยับเป็นหนึ่งในอาเซียนด้านการดัดแปรสภาพอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278318

ฝนหลวงฯ เตรียมขยับเป็นหนึ่งในอาเซียนด้านการดัดแปรสภาพอากาศ

ฝนหลวง, ฝนหลวงฯ, SCMG

ฝนหลวงฯ เตรียมขยับเป็นหนึ่งในอาเซียนด้านการดัดแปรสภาพอากาศ

                 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงฯ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ (SCMG) ครั้งที่ ๓๙ ระหว่างวันที่ ๓ – ๕ พฤษภาคม ๒๕60 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ จากประเทศสมาชิก ASEAN จำนวน 8 ประเทศ เข้าร่วมประชุม ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย รวมถึงตัวแทนจากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงาน อันจะนำมาซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถในการเตือนภัยพิบัติธรรมชาติเพื่อลดและบรรเทาความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลของประเทศสมาชิก และความร่วมมือการวิจัยในหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับด้านอุตุนิยมวิทยา ธรณีฟิสิกส์ การผันแปรของสภาพอากาศ มรสุม ผลกระทบจากเขตพรมแดนทางทะเล มลพิษทางอากาศ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และการประเมินความเสี่ยง

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝนหลวง กรมได้เสนอให้มีการจัด ASEAN Weather Modification Workshop เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเทคโนโลยีของประเทศสมาชิก ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติงานภายใต้กรอบ SCMG (Work Plan of Meteorological and Geophysics) โดยกำหนด   จัดในเดือนมิถุนายน 2561 ณ ประเทศไทย ซึ่งมีประเทศในภูมิภาคให้ความสนใจเข้าร่วม เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รายงานถึงความร่วมมือ          ในอาเซียนด้านการดัดแปรสภาพอากาศว่าในอดีตได้มีการดำเนินความร่วมมือ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ในการร่างข้อเสนอโครงการ ASEAN Cooperative Weather Modification Project โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝน และประเมินศักยภาพการทำฝนเทียมในภูมิภาคอาเซียน แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณในการดำเนินโครงการ และมีการปรับปรุงโครงสร้างของกรมฝนหลวงและ   การบินเกษตรในช่วงเวลานั้น จึงทำให้โครงการมีความก้าวหน้าไม่มากนัก ประเทศไทยจึงขอเสนอโครงการ ASEAN Weather Modification Workshop เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความร่วมมือด้านการดัดแปรสภาพอากาศในอาเซียนอีกครั้ง  และได้นำเสนอเทคโนโลยีฝนหลวงซึ่งเป็นเทคนิคที่ริเริ่มคิดค้นโดยพระบาทสมเด็จ   พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผลการปฏิบัติการ เทคนิคและขั้นตอนการทำฝนตามตำราฝนหลวงพระราชทาน อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติงาน รวมทั้งงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวงที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน

สำหรับการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้  นับได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อกรมฝนหลวงและการบินเกษตร   ในการได้เรียนรู้การพัฒนาการพยากรณ์และระบบการเตือนภัยเพื่อลดความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติด้านอุตุนิยมวิทยาและธรณีฟิสิกส์ที่ได้ดำเนินการในภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนปฏิบัติการฝนหลวง และเป็นโอกาสในการนำเสนอศักยภาพการปฏิบัติงานด้านการดัดแปรสภาพอากาศของหน่วยงาน ซึ่งนับว่าเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ของกรมฝนหลวงฯ ในการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการดัดแปรสภาพอากาศในอาเซียนภายในระยะเวลา 10 ปี  และได้มีโอกาสเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศในภูมิภาค และเทคนิคในการทำฝนของประเทศสมาชิก เพื่อนำมาพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงของไทยให้เกิดผลสำเร็จยิ่งขึ้นต่อไป  นายสุรสีห์ กิตติมณฑล กล่าวทิ้งท้าย

เปิดแล้ว…สำหรับ FARMER’S MARKET จังหวัดเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278317

เปิดแล้ว…สำหรับ FARMER’S MARKET จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดผักผลไม้, เปิดแล้วสำหรับ, Farmers, Market, จังหวัดเชียงใหม่

เปิดแล้ว…สำหรับ Farmer’s Market จังหวัดเชียงใหม่

              เปิดแล้ว…สำหรับFarmer’s Marketตลาดผัก ผลไม้เพื่อสุขภาพและสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรบนที่สูงและเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ ทุกวันเสาร์ของเดือน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ลานข้างร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 20 พฤษภาคม 2560 นายวิรัตน์  ปราบทุกข์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เป็นประธานเปิดโครงการ “Farmer’s Market ตลาดผัก ผลไม้ และสินค้าเพื่อสุขภาพ” ภายในงานมีการจำหน่ายผลผลิตและสินค้าทางด้านการเกษตร อาทิ ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล สมุนไพร และสินค้าแปรรูปจากเกษตรกรบนพื้นที่สูงและเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรบนพื้นที่สูงและเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจได้เลือกซื้อสินค้าที่ สด สะอาด ปลอดภัย และราคาถูก เริ่มตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2560 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

ดอกดารารัตน์ ทำจากใจ ถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278316

ดอกดารารัตน์ ทำจากใจ ถวายพ่อหลวง

ดอกไม้ดารารัตน์, ดอกดารารัตน์, ทำจากใจ, ถวายพ่อหลวง

ดอกดารารัตน์ ทำจากใจ ถวายพ่อหลวง

 

วันที่ 21 พ.ค.60 ณ อาคารนิทรรศการ2 อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่บรรยากาศวันแรกของการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ “ดอกดารารัตน์ ทำจากใจ ถวายพ่อหลวง”มีประชาชนชาวเชียงใหม่ กว่า 300 คน เข้ามาร่วมเป็นจิตอาสาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ซึ่งในวันแรกประดิษฐ์ได้ กว่า 1,000 ดอก  โดยมีเป้าหมาย จำนวน 99,999 ดอก เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในจังหวัดเชียงใหม่และกระจายไปสู่อำเภอที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง

โดยกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ จะจัดขึ้นทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ อาคารนิทรรศการ2 อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับประชาชนที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และทางอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์พร้อมวิธีการสอนทำดอกไม้จันทน์ให้เรียบร้อยแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

ฝนหลวงฯสานต่องานตามศาสตร์พระราชาในจอร์แดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278237

ฝนหลวงฯสานต่องานตามศาสตร์พระราชาในจอร์แดน

ฝนหลวง, สานต่อ, งาน, ตาม, ศาสตร์, พระราชา, ใน, จอร์แดน

ฝนหลวงฯสานต่องานตามศาสตร์พระราชาในจอร์แดน

                  วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 เวลา 11.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการประสานขอความร่วมมือจากราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน  ดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการภายใต้โครงการดัดแปรสภาพอากาศโดยเทคโนโลยี ฝนหลวง ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 โดยมีพลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามฝ่ายรัฐบาลไทยและ ดร. อากิฟ อัล ซูบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เป็นผู้มีอำนาจลงนามฝ่ายรัฐบาลจอร์แดน

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เดินทางประสานความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือดังกล่าว เมื่อวันที่ 13 – 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ประเทศจอร์แดน โดยทางจอร์แดนได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฝนหลวงในประเทศจอร์แดน ตามแผนงานระยะ 3 ปี ประกอบด้วยการจัดหาเรดาร์ตรวจอากาศ พร้อมกับติดตั้งเครื่องวัดน้ำฝนอัตโนมัติและเครื่องตรวจอากาศชั้นบนตามแผนงานเรียบร้อยแล้ว และได้ทดลองปฏิบัติการทำฝนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนKing Talal โดยมีการวิเคราะห์สภาพอากาศและใช้เงื่อนไขการปฏิบัติการตามที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากไทย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บินปฏิบัติการในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 ถึงเดือนมีนาคม 2560 โดยบันทึกข้อมูลที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ประเมินผล เพื่อสังเกตผลการเปลี่ยนแปลงของเมฆและสภาพอากาศขณะปฏิบัติงาน       ซึ่งฝ่ายจอร์แดนต้องการให้มีการปรับเงื่อนไขการตัดสินใจในการปฏิบัติการให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของจอร์แดนมากยิ่งขึ้น

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนความร่วมมือระยะยาวฝ่ายไทยจะเป็นที่ปรึกษาสนับสนุนให้ฝ่ายจอร์แดนได้ฝึกปฏิบัติงานวิจัย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยตนเองให้มากขึ้น  อาจเป็นการเดินทางไปให้คำแนะนำเป็นระยะๆ ที่ประเทศจอร์แดนในช่วงฤดูทำฝน เพื่อให้ทราบปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงในการปฏิบัติงาน และทางฝั่งประเทศจอร์แดนจะทำการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน เพื่อจะได้ทราบปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง  ซึ่งจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการขอรับความช่วยเหลือการถ่ายทอดเทคโนโลยีฝนหลวง นอกจากนี้ ยังมีความตั้งใจในการทำความเข้าใจกับประชาชน และสื่อมวลชนของจอร์แดนถึงผลสำเร็จในการนำเทคโนโลยีฝนหลวงของไทยไปประยุกต์ใช้  ตามโครงการความร่วมมือการดัดแปรสภาพอากาศโดยเทคโนโลยี  ฝนหลวงระหว่างไทยกับจอร์แดนในระยะยาว  สำหรับการดำเนินงานตามโครงการนี้นับได้ว่าเป็นการเผยแผ่  พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้านเทคโนโลยีฝนหลวง ซึ่งเป็นการสานต่องานตามศาสตร์ของพระราชาในต่างแดนอย่างต่อเนื่อง

ม.เกษตรจับมือมานิตย์ฟาร์มถ่ายทอดองค์ความรู้สัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278230

ม.เกษตรจับมือมานิตย์ฟาร์มถ่ายทอดองค์ความรู้สัตว์น้ำ

มานิตย์ฟาร์ม, เกษตร, จับมือ, มานิตย์, ฟาร์ม, ถ่ายทอด, องค์, ความรู้, สัตว์น้ำ

ม.เกษตร จับมือมานิตย์ฟาร์มถ่ายทอดองค์ความรู้ผลิตและปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อความมั่นคงทางอาหาร

                         ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการในการผลิตสัตว์น้ำ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งไม่เพียงแต่คณะประมงเท่านั้น ยังมีคณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมในการพัฒนาความรู้ เทคโนโลยี และบุคลากร ผ่านกระบวนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาตามหลักวิชาการผลิตสัตว์น้ำและการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ ทั้งในเรื่อง พันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุ์ อาหารและการให้อาหาร การเพาะเลี้ยงและจัดการฟาร์ม การดูแลและรักษาสุขภาพ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การตลาด เป็นต้น ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่ออาชีพและอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์น้ำของประเทศไทย

ดังนั้นความร่วมมือทาวิชาการกับทางบริษัทมานิตย์ฟาร์ม จำกัด เป็นเวลา 5 ปี ก็จะให้การดำเนินงานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำเกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการแข่งขันเชิงการค้า ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์น้ำ และความมั่นคงด้านอาหารของประเทศไทย ตลอดจนได้พัฒนาพัฒนาบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน การฝึกงานของนิสิตได้เรียนรู้จากฟาร์มโดยตรง นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือด้านการบริหารจัดการหลักสูตรการสอน การฝึกอบรม การส่งเสริมให้บริการวิชาการ ทั้งจะประสานการดำเนินงาน เพื่อนำผลที่ได้ไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงและเกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะให้การสนับสนุนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนทางบริษัท มานิตย์ฟาร์ม อาหารสัตว์ จำกัด จะให้การสนับสนุนสถานที่ สัตว์ทดลอง และอุปกรณ์ที่จำเป็น สำหรับการศึกษาวิจัยและพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีร่วมกัน ซึ่งครอบคลุมถึงการฝึกอบรมบุคลากร นิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรกรที่เป็นสมาชิกหรือเครือข่ายด้วย

อมร เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทมานิตย์ฟาร์ม อาหารสัตว์ จำกัด ได้กล่าวถึงความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนาว่า ทางบริษัทมีความเชื่อมั่นในองค์ความรู้ของนักวิจัยด้านการประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ต้องใช้ความรู้หลายสาขา เนื่องจากปัจจุบันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ สภาพภูมิอากาศ โรคระบาดต่าง ๆ วัตถุดิบอาหารที่มีจำกัด แรงงาน ผลิตสัตว์น้ำที่มั่นคงและตอบสนองต่อลูกค้าในอนาคต ต้องมีการบูรณาการทั้งเครื่องมือ เครื่องจักร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทางบริษัทมีความเชื่อใจว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้สร้างคน สร้างนักวิจัยมากว่า 70 ปีเศษ  ดังนั้นเชื่อมั่นได้ว่าจากประสบการณ์ต่าง ๆ จะทำให้ธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

สมาคมอารักขาพืชชี้ควรศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนลงดาบสารเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278088

 สมาคมอารักขาพืชชี้ควรศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนลงดาบสารเคมี

ก่อนลงดาบสารเคมี 3 ตัว, พาราควอต-ไกลโฟเสท-คลอไพริฟอส, Safe use

 สมาคมอารักขาพืชชี้ควรศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนลงดาบสารเคมี 3 ตัว

         สมาคมอารักขาพืชไทยยืนยันให้กรมวิชาการเกษตรพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบคอบ ก่อนลงดาบ สารเคมี 3 ตัว’พาราควอต-ไกลโฟเสท-คลอไพริฟอส’  รวมทั้งศึกษาผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ เผยเคยห้ามสารคาร์โบฟูราน-เมโทมิล ปี2556 โดยไม่มีการพิจารณาข้อมูลผลกระทบจากพิษภัยการใช้ของเกษตรกรโดยตรง แต่กลับเอาข้อมูลคนตั้งใจกินฆ่าตัวตายมาเป็นข้อห้ามแทน ทำให้สารเคมีต้องห้ามทะลักเข้ามาแอบขายหลังร้านค้าจนถึงวันนี้

           วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทยกล่าวถึงกรณีที่มีความพยายามในการห้ามใช้สารเคมีเกษตร 3 ตัว ได้แก่ สารกำจัดวัชพืชคือพาราควอตและไกลโฟเสท และสารกำจัดแมลงศัตรูพืชคือคลอไพริฟอสว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขับเคลื่อนของกระทรวงสาธารณสุขต่อกรมวิชาการเกษตร ซึ่งรับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรโดยตรง แต่ข้อเสนอแนะดังกล่าว ยังไม่ได้พิจารณาถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านบวกและลบ อาทิ ด้านพิษวิทยา ข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลสารตกค้างและความปลอดภัยของผู้บริโภค และยังไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างครบวงจร เช่น ผลกระทบต่อผลผลิต ต้นทุนการผลิต การบริหารความเสี่ยงกรณีศัตรูพืชดื้อยา และ ฯลฯ

           “กรมวิชาการเกษตรต้องศึกษาผลกระทบให้ชัดเจนประกอบการพิจารณา เพราะเกษตรกรจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเพียงผู้เดียว ประเมินทั้งประโยชน์และโทษของสารทั้ง 3 ตัว แล้วดูว่าจะบริหาร ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างไร มันต้องเป็นกระบวนการขั้นตอน เช่น เริ่มจากใช้เฉพาะพืชประเภทไหน ห้ามใช้กับพืชชนิดไหน จนถึงขั้นห้ามใช้โดยสิ้นเชิง เหล่านี้มีขั้นตอนที่ชัดเจน เป็นแนวทางสากลที่หลายประเทศใช้กันอยู่”

           นายกสมาคมอารักขาพืชไทยกล่าวต่อว่า เมื่อแรกได้ยินข่าวมีข้อเสนอห้ามใช้สารเคมี 3 ตัวก็รู้สึกแปลกใจว่า มีน้ำหนักพอมากพอที่จะห้ามใช้จริงหรือ สมาคมฯ จึงต้องขอให้พิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด รวมทั้งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยเฉพาะสารทั้ง 3 ตัวใช้กันมานานกว่า 40 ปีแล้วในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ไม่ว่าข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล

          “เปรียบเทียบระหว่างประเทศที่ใช้สาร 3 ตัว กับประเทศที่ห้ามใช้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นหนึ่งว่า ประเทศที่ยังคงใช้อยู่มีจำนวนมากกว่าประเทศที่ห้ามใช้ หรือแม้แต่ประเทศที่เคยห้ามใช้สารพาราควอต อย่างมาเลเซีย สุดท้ายก็หวนกลับมาใช้อีก เพราะไม่มีสารตัวใดกำจัดลูกปาล์มใต้โคนต้นแม่ซึ่งเป็นวัชพืชได้ โดยต้นแม่ไม่ตาย หรือกรณีไกลโฟเสทสามารถกำจัดวัชพืชที่มีหัวหรือเหง้าใต้ดินได้ โดยไม่มีในสารตัวอื่น เช่นเดียวกับคลอไพริฟอสที่มีไอระเหยกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน โดยที่สารตัวอื่นไม่มีคุณสมบัติจำเพาะเช่นนี้”

           วัชรีภรณ์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสารเคมีเกษตร อีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ห่วงใยความปลอดภัยในการบริโภคของตัวเองเช่นกัน ถ้ามีข้อมูลยืนยันว่า สารชนิดใดมีโทษมากกว่าประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์เลย ก็ไม่สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่เกษตรกรในฐานะ

เป็นผู้ใช้สารเคมียังขาดความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย (Safe use) ซึ่งทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันเพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

         “สารเคมีได้ชื่อว่าเป็นวัตถุอันตรายอยู่แล้ว แต่ถ้ามีความรู้ความเข้าใจ เกษตรกรสามารถใช้ได้ถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยในการใช้ และประหยัดต้นทุนการผลิต เพราะเพิ่มผลผลิตและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งปลอดภัยในการบริโภค ถ้าสารเคมีไม่ดีเลย ทำไมยังต้องใช้สารเคมีตัวอื่นทดแทนด้วย สิ่งที่สมาคมฯ กังวลในขณะนี้ประการหนึ่งคือสารเคมีต้องห้ามจะทะลักเข้ามาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ตราบใดที่เกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้ จึงเป็นช่องว่างที่สารเคมีจะเข้ามาในรูปแบบผิดกฎหมาย ดังตัวอย่างจากการห้ามใช้สารหลายชนิดก่อนหน้านี้ ปัจจุบันยังคงพบสารเหล่านั้นจำหน่ายในตลาดในรูป

ยาหลังร้าน ซึ่งไม่สามารถควบคุมคุณภาพสารได้ ผลร้ายตกอยู่กับเกษตรกรอีก ในขณะที่รัฐเองก็ขาดรายได้จากภาษีเช่นเดียวกัน การห้ามสารที่มีคุณสมบัติจำเพาะ 3 ตัว แล้วไปใช้สารตัวอื่นที่มีคุณสมบัติทดแทนได้บางระดับ เมื่อใช้นาน ๆ เข้า ย่อมมีโอกาสดื้อยาได้ ถึงตอนนั้นจะหาสารตัวใดมากำจัดศัตรูพืชเหล่านั้นได้ในเมื่อรัฐห้ามใช้ไปแล้ว จึงเป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรต้องใคร่ครวญถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย”นายกสมาคมอารักขาพืชไทยย้ำชัด

     อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวระบุว่า ความพยายามห้ามใช้สารทั้ง 3 ตัวยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ ทั้งจากกลุ่มเอ็นจีโอที่อยู่ในคณะกรรมการขับเคลื่อนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประสานกับระดับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแต่ต้น โดยใช้กรมวิชาการเกษตรรับไม้ขับเคลื่อนต่อ ในฐานะรับผิดชอบโดยตรง ก่อนที่จะส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหญ่ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย

  “การทำงานของกรมวิชาการในระยะหลังๆ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตอบสนองการเมืองหรือกระแสสังคม มากกว่าจะใช้ความเป็นวิชาการเป็นคำตอบ โดยเฉพาะการห้ามใช้สารเคมี 2 ตัว เมื่อปี 2556 คือคาร์โบฟูรานกับเมโทมิล กรมวิชาการเกษตรรายงานเฉพาะเรื่องคนกินแล้วตาย ในขณะคณะกรรมการ

ชุดใหญ่ท้วงติงให้นำเสนอข้อมูลผลกระทบจากการใช้ของเกษตรกรโดยตรง ไม่ใช่การกินฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นการใช้ผิดประเภท แต่จนแล้วจนรอด กรมฯ ก็ไม่ได้ทดสอบพิษจากการใช้จนบัดนี้ และไม่รับขึ้นทะเบียน จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการธุรกิจสารกำจัดศัตรูพืชจะหวั่นเกรงว่าจะลงเอยอีหรอบเดิม” แหล่งข่าวกล่าว

    แหล่งข่าวคนเดิมย้ำด้วยว่า การจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการตัดสินใจของกรมวิชาการเกษตรนั้น ต้องมาจากกระบวนการและขั้นตอนในการพิจารณาที่ครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้

    “ถ้ายึดหลักการให้สมกับหน่วยงานวิชาการ ทำทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่อยู่ใต้อาณัติใคร ทุกฝ่ายก็ยอมรับผลการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้มีปัญหาไม่น้อย มีผู้ประกอบการร้องเรียนและฟ้องร้องกรมฯ ไปบ้างแล้ว และมีแนวโน้มจะตามมาอีกหลายคดี”

เตือนเกษตรกรระมัดระวังอากาศแปรปรวนกระทบการเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278073

เตือนเกษตรกรระมัดระวังอากาศแปรปรวนกระทบการเลี้ยงสัตว์

ซีพีเอฟ, เตือน, เกษตรกร, ระมัดระวัง, อากาศ, แปรปรวน, กระทบ, การ, เลี้ยงสัตว์

ซีพีเอฟ เตือนเกษตรกรระมัดระวังอากาศแปรปรวนกระทบการเลี้ยงสัตว์

                น.สพ.ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านสัตวแพทย์บริการวิชาการ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลทำให้อากาศแปรปรวน ทั้งอากาศร้อนจัดสลับกับมีฝนฟ้าคะนองทั่วประเทศไทย บางพื้นที่ต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อน และอากาศเย็นในวันเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ทำให้อัตราการกินอาหารและประสิทธิภาพการผลิตลดลง จึงมีคำแนะนำในการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรเพื่อเตรียมการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 
              การเลี้ยงสัตว์ในโรงเรือนระบบปิดปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรือระบบอีแวป เกษตรกรต้องควบคุมการทำงานของพัดลมและเยื่อกระดาษหน้าโรงเรือนให้เหมาะสม อย่าให้ร้อน เย็น หรือชื้นเกินไป ซึ่งจะกระทบต่อสัตว์ทำให้เกิดความเครียด ควรปรับสภาพภายในโรงเรือนให้สัตว์อยู่สบาย รวมทั้งควรเตรียมเครื่องสำรองไฟและน้ำมันเชื้อเพลิงให้พร้อมสำหรับกรณีไฟดับ เพื่อให้พัดลมทำงานได้ตามปกติ และต้องซ่อมแซมหลังคาให้ดีเพื่อป้องกันน้ำฝนที่จะเข้าไปในโรงเรือนได้ ควรปรับปรุงและเสริมความแข็งแรงบริเวณชายคาเพื่อไม่ให้ลมพัดเสียหาย และต้องจัดเก็บอาหารสัตว์ให้มิดชิด ส่วนการดูแลสัตว์ในโรงเรือนแบบเปิด ต้องระมัดระวังน้ำฝนที่จะสาดเข้าไปในคอกเลี้ยงที่จะเป็นการเพิ่มความชื้นในโรงเรือน ด้วยการทำกันสาดหรือปิดผ้าใบเพื่อป้องกันฝนรอบโรงเรือน อาจต้องเพิ่มพัดลมให้สัตว์โดยเฉพาะกรณีที่อากาศร้อนจัดก่อนเกิดฝนตกเพื่อช่วยระบายอากาศและความร้อนแก่สัตว์ ช่วยลดอุณหภูมิในโรงเรือน ต้องเตรียมน้ำสำหรับสัตว์ให้เพียงพอ และจัดเตรียมกล่องและไฟกกสำหรับลูกสุกรเพื่อป้องกันความหนาวเย็นในขณะฝนตก
             “การดูแลสัตว์ในฟาร์มเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากอากาศที่แปรปรวนทำให้สัตว์ปรับตัวได้ยาก จึงต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพสัตว์เป็นประจำ คอยสังเกตการกินได้ของสัตว์ซึ่งช่วยบ่งชี้สุขภาพสัตว์ได้ หากการกินลดลงต้องปรับให้อาหารเท่าที่สัตว์กินได้ อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นหลายมื้อและหลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงที่อากาศร้อนจัด หากอากาศเปลี่ยนแปลงมากควรผสมวิตามินละลายน้ำให้สัตว์กิน 3-5 วันติดต่อกัน เพื่อลดความเครียดและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับตัวสัตว์” น.สพ.ดำเนิน กล่าว
              ด้าน น.สพ.พยุงศักดิ์ สมยานนทนากุล รองกรรมการผู้จัดการด้านมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีก กล่าวเสริมว่า การเลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ในช่วงอากาศแปรปรวนเช่นนี้ นอกจากต้องดูแลทั้งเรื่องความร้อน ฝน และความชื้นที่จะสูงขึ้นซึ่งกระทบต่อตัวสัตว์โดยตรงแล้ว เกษตรกรต้องให้ความสำคัญกับปริมาณก๊าซแอมโมเนียที่เกิดขึ้นในโรงเรือนจะกระทบต่อทางเดินหายใจของไก่ ในโรงเรือนไก่เนื้อหากมีแกลบที่เปียกน้ำต้องนำออกทันทีเพื่อไม่ให้หมักหมมและเปลี่ยนแกลบใหม่ทันที และต้องหมั่นกลับแกลบถี่ขึ้นประมาณ 3 วันต่อครั้ง ส่วนไก่ไข่ต้องนำมูลไก่ออกจากโรงเรือนบ่อยครั้งขึ้น และต้องมีการระบายอากาศที่ดีด้วยการควบคุมความเร็วลมให้เหมาะสม ในโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่แบบเปิดต้องเพิ่มพัดลมด้วย และต้องจัดเตรียมน้ำและอาหารให้เพียงพอกับไก่ อาจเพิ่มวิตามินละลายน้ำเช่นเดียวกับสุกร
               นอกจากนี้ เกษตรกรควรสำรวจพื้นที่รอบฟาร์มและทำการตัดแต่งกิ่งไม้และต้นไม้ให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้หักโค่นมาโดนหลังคาโรงเรือนหรือสายไฟ หากโรงเรือนเลี้ยงสัตว์เป็นโรงเรือนเก่าและไม่แข็งแรง ต้องหาไม้ค้ำยันเพื่อป้องกันการพังเสียหายจากลมที่พัดแรง หากโรงเรือนพังจากพายุฝนต้องรีบย้ายสัตว์เข้าเลี้ยงในโรงเรือนหลังอื่นที่ไม่เสียหายโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้