จีนสั่งปิดโรงงานแปรรูป-สินค้าจากงาช้างทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278067

จีนสั่งปิดโรงงานแปรรูป-สินค้าจากงาช้างทั่วประเทศ

WWF, จีน, สั่ง, ปิด, โรงงาน, แปรรูป, สินค้า, จาก, งาช้าง, ทั่วประเทศ

จีนสั่งปิดโรงงานแปรรูปและร้านขายสินค้าจากงาช้างกว่า 67 แห่งทั่วประเทศ

          Colman O’Criodain ผู้จัดการด้านนโยบายการค้าสัตว์ป่า ประจำองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) กล่าวว่า  “การสั่งห้ามการค้างาช้างในประเทศจีน ถือเป็นชัยชนะและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชะตาชีวิตช้างแอฟริกา เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลประเทศจีน เริ่มใช้มาตรการสั่งห้ามค้างาช้างขั้นแรกอย่างจริงจัง  เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ การปิดตลาดค้างาช้างในประเทศจีนให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยเราคาดหวังจะเห็นแนวโน้มจำนวนการค้างาช้างที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด  นอกจากนี้เราก็อยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลของทุกประเทศที่มีตลาดค้างาช้าง ให้หันมาใช้มาตรการเดียวกันกับรัฐบาลจีน  เพื่อป้องกันไม่ให้งาช้างถูกส่งไปขายยังตลาดประเทศอื่นๆ แทนประเทศจีน”

ทั้งนี้ ประเทศจีนถือเป็นตลาดการค้างาช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก คาดการณ์ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ มีช้างที่ถูกฆ่าเอางาเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดงาช้างผิดกฎหมายมากกว่า 22,000 ตัวต่อปี ขณะที่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลประเมินว่า มีช้างป่าเหลืออยู่ในโลกนี้เพียงแค่ 415,000 ตัวเท่านั้น

“มาตรการทางกฎหมายถือเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้เรามั่นใจว่าการดำเนินการต่างๆ เพื่อปิดตลาดค้างาช้างจะประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ รวมไปถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการช่วยกันตรวจสอบและแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ หากพบเห็นการค้างาช้างผิดกฎหมาย ซึ่งรวมไปถึงบนพื้นที่ออนไลน์ด้วยเช่นกัน โดยที่ผ่านมาทาง  WWF และองค์กร TRAFFIC ได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อหยุดยั้งการลักลอบฆ่าช้าง การเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าจากสัตว์ป่า รวมไปถึงติดตามเส้นทางการค้างาช้างผิดกฎหมายอีกด้วย” ผู้จัดการด้านนโยบายการค้าสัตว์ป่า ประจำ WWF กล่าวเพิ่มเติม

ความเคลื่อนไหวเพื่อปิดตลาดการค้างาช้างภายในของรัฐบาลจีน เป็นไปตามแถลงการณ์ของสำนักงานกิจการป่าไม้แห่งรัฐ เมื่อช่วงสิ้นปี 2559 ว่ารัฐบาลจีนมีแผนบังคับห้ามการจำหน่ายและผลิตสินค้าจากงาช้างเพื่อการพาณิชย์อย่างเด็ดขาดภายในสิ้นปี 2560

ยืนยันสิ้นพ.ค.จัดทำเครื่องหมายอัตลักษณ์เรือประมงเสร็จแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278065

ยืนยันสิ้นพ.ค.จัดทำเครื่องหมายอัตลักษณ์เรือประมงเสร็จแน่นอน

กรมประมง, ข้อมูล ณ 18 พค60, ยืนยัน, สิ้น, พค, จัด, ทำเครื่องหมาย, อัตลักษณ์, เรือประมง, เสร็จ, แน่นอน

ยืนยันสิ้นพ.ค.60จัดทำเครื่องหมายอัตลักษณ์เรือประมงเสร็จ

              พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2560 ได้ให้ผู้ประกอบการนำเรือมาตรวจสอบและจัดทำอัตลักษณ์ เพื่อที่จะให้เรือประมง ทุกลำมีรายละเอียดที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันและสามารถระบุตัวตนได้ชัดเจน อันจะทำให้เกิดความมั่นใจในการที่จะบริหารจัดการกองเรือประมงของไทยในอนาคต ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา และให้เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้แก่ กรมเจ้าท่า  ศปมผ. และ กรมประมง ร่วมดำเนินการตรวจวัดเรือประมงพาณิชย์ขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป จำนวนกว่า 15,555 ลำ โดยให้ผู้ประกอบการประมงนำเรือมาแสดงตน เพื่อตรวจวัดและจัดทำอัตลักษณ์ประจำเรือ ทั้งเรือที่มีทะเบียนเรือทั้งที่มีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาตทำการประมง หรือเรือที่ถูกเพิกถอนทะเบียนไปแล้ว
ด้าน นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินการตรวจวัดและจัดทำอัตลักษณ์เรือในช่วงแรกได้ดำเนินการเสร็จสิ้นลงแล้ว พบว่ามีผู้ประกอบการนำเรือมาดำเนินการทั้งสิ้น จำนวน 11,852 ลำ (ข้อมูล ณ 18 พ.ค.60) และขณะนี้ได้เร่งให้มีการดำเนินการปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเรือประมง ใบอนุญาตใช้เรือประมง ตลอดจนออกใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ให้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว สำหรับเรือที่นำมาตรวจวัดและจัดทำอัตลักษณ์เรือ
สำหรับช่วงเวลาต่อไปผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้นำเรือมาให้ตรวจวัด ให้นำเรือมาตรวจวัดและจัดทำอัตลักษณ์ให้ถูกต้อง หรือหากเรือที่ตนเองมีชื่อครอบครองอยู่มีสภาพชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้อีก ให้นำหลักฐานมาแสดงตน และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อที่จะได้มีการปรับปรุงฐานข้อมูลเรือประมงไทยให้เป็นปัจจุบัน โดยภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ฐานข้อมูลเรือประมงของไทยจะถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

“ฉัตรชัย”แจงยุบบอร์ดกฟก.เหตุขัดแย้งภายใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278020

“ฉัตรชัย”แจงยุบบอร์ดกฟก.เหตุขัดแย้งภายใน

กฟก, ฉัตรชัย, คสช, กฟก, ครม

“ฉัตรชัย”แจงยุบบอร์ดกฟก.เหตุขัดแย้งภายใน

             พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่่าวถึงคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 เพื่อการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) โดยการปลดคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รวมทั้งเลขาธิการกองทุนฯให้พ้นจากตำแหน่งว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งภายในของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยเฉพาะปัญหาของคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเดิมมีคณะกรรมการ 7 คน แต่เนื่องจากมีคณะกรรมการเสียชีวิตไป 1 คน ขาดคุณสมบัติ 1 คน และอีก 1 คน ซึ่งดำรงตำแหน่งในฐานะเลขาธิการกองทุนฯ ไม่ผ่านการประเมินผลงาน อยู่ระหว่างการฟ้องร้องกัน จึงไม่สามารถทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น รวมทั้งในส่วนของคณะกรรมการจัดการหนี้ฯมีการลาออกยกทีม ทำให้การทำงานทั้งหมดประสบปัญหาติดขัด จึงเป็นเหตุผลให้ต้องมีการออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ขึ้น

           พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีการเรียกประชุม เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจให้ครบ รวมทั้งดำเนินการเลือกรองเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูฯคนใดคนหนึ่งมาทำหน้าที่เลขาธิการกองทุนฟื้นฟูตามคำสั่งคสช. เพื่อทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว จะปฏิบัติหน้าที่เท่าที่จำเป็นและเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่กำลังถูกดำเนินการบังคับคดีกว่า 10,000 ราย มูลหนี้รวมกว่า 3,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบระยะเวลา 180 วัน และหากครบกำหนดแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้น ยังขยายเวลาต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้

สศก. ดึงเทคโนโลยี BIG DATA จัดเก็บข้อมูลช่วยวางแผนการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277858

สศก. ดึงเทคโนโลยี BIG DATA จัดเก็บข้อมูลช่วยวางแผนการผลิต

สศก, ดึงเทคโนโลยี Big, Farmer ONE, องค์การมหาชน, EGA, NECTEC, Big Data, Big Data Analytics

สศก. ดึงเทคโนโลยี Big Data จัดเก็บข้อมูลด้านการเกษตรแบบเรียลไทม์ ช่วยวางแผนการผลิต

 นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การวางแผนการผลิตด้านการเกษตร จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่หลากหลายมาใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ได้ดำเนินจัดทำโครงการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในปี 2559  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) ร่วมกับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (EGA) ซึ่งให้ความร่วมมือทางโครงสร้างพื้นฐานทางระบบคอมพิวเตอร์ มีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้คำแนะนำในการตรวจสอบชำระข้อมูลทะเบียนเกษตรกร  จากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลเกษตรกรกลางที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รับผิดชอบในการนำข้อมูลจากฐานข้อมูลเกษตรกรกลางดังกล่าวมาใช้ร่วมกับคลังข้อมูลสถิติการเกษตรและการวิเคราะห์นำเสนอด้วยระบบ Business Intelligence ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วในปี         ที่ผ่านมา และในปี 2560 ได้ขยายฐานข้อมูลด้วยการนำข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น ข้อมูลเกษตรกรจากกรมหม่อนไหม กรมการข้าว และกรมอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมทุกสาขาการเกษตร ซึ่งจะได้ฐานข้อมูลเกษตรกรกลางที่สมบูรณ์ นำมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะ (Big Data Analytics) ซึ่งจะทำให้การวางแผนการผลิตทางการเกษตรได้มีประสิทธิภาพ มีข้อมูลที่หลากหลายเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจและนำมาใช้ในเชิงนโยบายด้านการเกษตร ทำให้การคาดการณ์ล่วงหน้าและการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร การเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร สถิติการเกษตร ฐานข้อมูลภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เผยผลศึกษาแรงงานครัวเรือนเกษตรภาคกลาง ยังไม่ขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277857

เผยผลศึกษาแรงงานครัวเรือนเกษตรภาคกลาง ยังไม่ขาดแคลน

แรงงานครัวเรือน, ยังไม่ขาดแคลน, สศก, สศท7

เผยผลศึกษาแรงงานครัวเรือนเกษตรภาคกลาง ยังไม่ขาดแคลน

 นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานวิจัย “ความต้องการแรงงานของครัวเรือนภาคการเกษตร ตามชนิดสินค้าและขนาดฟาร์ม” ซึ่งเป็นงานบูรณาการร่วมกันของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 – 12  โดยศึกษาถึงสถานการณ์และประสิทธิภาพของแรงงานแต่ละประเภทการผลิตแยกตามขนาดฟาร์ม และเชื่อมโยงถึงความต้องการแรงงานภาคการเกษตรตามประเภทและขนาดฟาร์ม

จากการลงพื้นที่ ได้ทำการศึกษาเกษตรกรสาขาพืช ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน และลำไย ตามขนาดฟาร์ม ในแต่ละกิจกรรมและกระบวนการผลิต ในการนี้      ขอยกตัวอย่างการศึกษาในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) ซึ่งทำการศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ภาคกลางของแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ดำเนินการเก็บข้อมูลในจังหวัดลพบุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ส่วนมันสำปะหลังโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เก็บข้อมูลในจังหวัดลพบุรี ชัยนาท สระบุรี สุพรรณบุรี

ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า แรงงานภาคเกษตรในพื้นที่ภาคกลางไม่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากเกษตรกรนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานคน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษา จนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งมีทั้งส่วนที่ว่าจ้าง และจัดหาเครื่องจักรมาไว้เป็นของตนเอง ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกพื้นที่มากๆ ซึ่งนอกจากจะใช้สำหรับในฟาร์มของตนเองแล้ว ยังนำไปรับจ้างให้บริการเกษตรกรรายอื่นด้วย

สำหรับการจ้าง เกษตรกรจะมีการวางแผนการเพาะปลูก และนัดหมายล่วงหน้ากับผู้ว่าจ้างไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ตรงกับรายอื่นๆ โดยค่าจ้างจะคิดเหมาเป็นไร่  และอัตราค่าจ้างจะมีตั้งแต่ไร่ละ 200 – 600 บาท ในส่วนของแรงงานคน ส่วนใหญ่จะทำการว่าจ้างสำหรับงานด้านการดูแลรักษา ซึ่งค่าจ้างจะคิดใน 2 แบบ คือ เป็นรายวัน วันละ 300 บาท หรือเหมาเป็นไร่ อยู่ที่ไร่ละ 50 – 60 บาท

อย่างไรก็ตาม พบว่า แรงงานภาคเกษตรทั้งของข้าว มันสำปะหลังโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชั่วคราว มีทั้งเกษตรกรที่ว่างจากการทำการเกษตรของตนแล้วมารับจ้าง และที่เป็นแรงงานรับจ้างทางการเกษตรโดยเฉพาะ ทั้งในรูปแบบทำเองคนเดียว และทำเป็นทีมงาน  และหากกรณีผลผลิตเกษตรกรไม่ดี เสียหายจากภัยธรรมชาติ ผู้รับจ้างจะปรับลดค่าจ้างเครื่องจักรลง เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ค่าจ้างแรงงานคนค่อนข้างคงที่ไม่ปรับลด

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบอัตราค่าจ้างช่วงปี 2559 และ ปี 2558 พบว่า อัตราค่าจ้างทั้งส่วนของแรงงานคน และเครื่องจักรของทั้งสองปีไม่แตกต่างกันมากนัก  โดยเกษตรกรและท่านที่สนใจสามารถสอบถามผลการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท โทร. 056 405 005 – 6 หรือ zone7@oae.go.th

เปิดข้อมูลบัญชีสมดุลสินค้าเกษตร ระดับจังหวัด ปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277855

เปิดข้อมูลบัญชีสมดุลสินค้าเกษตร ระดับจังหวัด ปี 60

สศก, ระดับจังหวัด, ปี, 60, สศก, สศท5, Supply, Utilization

สศท.5 เปิดข้อมูลบัญชีสมดุลสินค้าเกษตร ข้าวเหนียว-มัน-อ้อยโรงงาน ระดับจังหวัด ปี 60

นายคมสัน  จำรูญพงษ์  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลบัญชีสมดุลสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560  ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์       โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5)  ดำเนินการสำรวจสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวเหนียว  มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านสถานการณ์การผลิต วิถีการตลาด  อุปสงค์ อุปทาน     เพื่อนำข้อมูลไปพิจารณาการจัดทำบัญชีสมดุลระดับจังหวัด ปี 2560 ที่จะส่งผลให้การผลิตสินค้าเกษตรดังกล่าวเกิดความสมดุลด้าน Demand-Supply เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคายุติธรรม ซึ่งผลสำรวจตัวอย่างแต่ละจังหวัด พบว่า

ข้าวเหนียว จังหวัดชัยภูมิ ผลผลิตภายในจังหวัด มีปริมาณ 251,153 ตันข้าวเปลือก นำเข้าจากต่างจังหวัด 87,903 ตันข้าวเปลือก รวมผลผลิตทั้งหมด 339,056 ตันข้าวเปลือก ซึ่งผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนเมษายนของทุกปี ในขณะที่ความต้องการใช้ข้าวเปลือกเหนียวของจังหวัดมีปริมาณทั้งหมด 295,678 ตันข้าวเปลือก เก็บไว้ทำพันธุ์ 25,689 ตันข้าวเปลือก ส่งเข้าโรงสีเพื่อสีแปรรูปเป็นข้าวสาร 100,461 ตันข้าวเปลือก และส่งออกข้าวเปลือกเหนียวไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอนแก่น นครราชสีมา ปริมาณ 169,528 ตันข้าวเปลือก ทั้งนี้ ผลผลิตส่วนเกินความต้องการใช้ในจังหวัด มีปริมาณ 43,377 ตันข้าวเปลือก หากไม่มีการนำเข้าข้าวเปลือกจากจังหวัดอื่น        จึงส่งผลให้ปริมาณข้าวเปลือกเหนียวที่ผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในจังหวัด

หัวมันสำปะหลังสด จังหวัดบุรีรัมย์ มีผลผลิต ทั้งสิ้น 829,069 ตัน ไม่มีการนำเข้าจากจังหวัดอื่น เนื่องจากภายในจังหวัดไม่มีโรงงานประกอบการแปรรูปมันสำปะหลัง ปริมาณความต้องการใช้ของโรงงานภายในจังหวัด จำนวน 660 ตัน ซึ่งเป็นผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรมีพันธะสัญญาส่งผลผลิตมันเส้นให้กับ สหกรณ์โคนม เพื่อนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์  และที่เหลือจำนวน 828,409 ตันหัวมันสด เป็นการส่งให้กับเป็นโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลังนอกจังหวัด หากพิจารณาถึงความต้องการของตลาดรับซื้อหัวมันสำปะหลังสด สามารถรับซื้อได้อย่างต่อเนื่อง

อ้อยโรงงาน จังหวัดสุรินทร์ มีปริมาณ ทั้งสิ้น 2,224,161 ตัน เป็นอ้อยที่ผลิตได้ภายในจังหวัด 1,024,161 ตัน และเป็นอ้อยโรงงานที่นำเข้าจากจังหวัดนครราชสีมา ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จำนวน 1,200,000 ตัน ในขณะที่ความต้องการใช้ของโรงงาน มีปริมาณ 2,224,161 ตัน โดยส่งเข้าโรงงานน้ำตาลในจังหวัด 2,174,161 ตัน และส่งออกไปยังโรงงานในจังหวัดอื่นที่ใกล้เคียง 50,000 ตัน ซึ่งหากพิจารณาถึงกำลังการผลิตของโรงงานที่มีอยู่ภายในจังหวัด สามารถรองรับผลผลิตอ้อยโรงงานได้ประมาณ 3,840,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ การวิเคราะห์บัญชีสมดุลสินค้าเกษตรนั้น ต้องอาศัยองค์ประกอบหลากหลายด้านจึงจะสามารถนำมากำหนดเป็นนโยบาย และแนวทางในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั้งในด้านอุปทาน (Supply) และด้านการนำไปใช้ประโยชน์ (Utilization) ต่อไปได้ โดยเกษตรกรและผู้ที่สนใจในพื้นที่สามารถขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทร.044-465079 , 044-465120ในวันและเวลาราชการ หรือ อีเมล zone5@oae.go.th

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 แชมป์ MY LITTLE FARM ปี 8

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277814

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 แชมป์ MY LITTLE FARM ปี 8

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จังหวัดลำพูน แชมป์ My Little Farm ปี 8

                     กว่า 2 เดือนกับการแข่งขัน “ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 8” ภายใต้แนวคิด “คิดจริง ทำจริง บนพื้นที่จริง และได้ผลผลิตจริง” เพื่อสร้างความรู้ทางการเกษตรอย่างครบวงจร สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันแก่เยาวชนรุ่นใหม่ๆ ของไทย ล่าสุดก็ได้ผู้ชนะของปีนี้นั่นก็คือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จังหวัดลำพูน ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปครองได้สำเร็จ

โดยปฏิบัติการบนพื้นที่จริง ในพื้นที่ 1 ไร่ ผู้เข้าแข่งขันทุกทีมจะได้รับเมล็ดพันธุ์นำไปเพาะปลูกตามที่แต่ละทีมวางแผนในการปลูกพืชการเกษตร อาทิ ผักบุ้งจีน ผักชี แตงกวา เป็นต้น ภายในระยะเวลา 60 วัน  คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย ดร.สุพจน์ กาเซ็ม รองหัวหน้าภาควิชาโรคพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ,   ดร.ปกรณ์ สุจเร ที่ปรึกษาด้านวิชาการ  บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด และคุณสมเกียรติ วิจิตรประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนายุวเกษตร ได้ให้คำแนะนำและวิธีการแก้ไขให้กับน้อง ๆ ทั้ง 9 ทีมตลอดทั้งการแข่งขัน

สำหรับเกณฑ์การตัดสินแบ่งเป็น  คะแนนตรวจแปลง 40% , คะแนนโหวตจากผู้ชมทางบ้าน 20% , คะแนนบัญชี 25% และคะแนนการตอบปัญหาในรอบสุดท้าย 15% ซึ่งในพิธีปิดการแข่งขัน คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด ประธานในพิธีปิดการแข่งขัน โดยทีมชนะได้แก่

  1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 26 จังหวัดลำพูน  โดยตัวแทนขึ้นรับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งรับใบประกาศนียบัตรจาก  ผศ.ดร.พัชรียา    บุญกอแก้ว รองคณบดีคณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนเนล (ประเทศไทย) จำกัด มอบเงินรางวัลชนะเลิศมูลค่า 100,000  บาท
  2. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับเกียรติจากคุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ ประธานบริหารสายธุรกิจรายการโทรทัศน์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)   มอบโล่ห์รางวัล และใบประกาศนียบัตร
  3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จังหวัดตราด คุณชาญยุทธ์ ภานุทัตผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้มอบโล่ห์รางวัล และใบประกาศนียบัตร

ในการนี้ คุณเกตแก้ว พูนวงศ์ ผู้บริหารทีมกลุ่มงานโฆษณาธุรกิจ สำนักสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์ ตัวแทนจาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันครั้งนี้ เป็นผู้มอบทุนการศึกษาแก่ทีมที่ชนะเลิศ พร้อมรองชนะเลิศอันดับ 1และ 2 อีกด้วย

ประกาศคำสั่งคสช.เรื่องการแก้ไขปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277837

ประกาศคำสั่งคสช.เรื่องการแก้ไขปัญหากองทุนฟื้นฟูฯ

กฟก, ฉบับชั่วคราว

ประกาศคำสั่งคสช.เรื่องการแก้ไขปัญหากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ที่ 26/2560

เรื่อง การแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

        จากการที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อหนี้สินจากเกษตรกรนั้น ในขณะนี้มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะกรณีที่เป็นหนี้สินเร่งด่วนอันเกิดจากเกษตรกรถูกฟ้องล้มละลาย หนี้ที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้และบังคับคดีและหนี้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี แต่ด้วยเหตุที่การดำเนินการที่ผ่านมาของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ไม่อาจบริหารจัดการได้ อันเนื่องมาจากปัญหาความโปร่งใสในการบริหารจัดการกองทุน ความเป็นเอกภาพในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ รวมไปถึงปัญหาการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ไม่อาจดำเนินการได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ปัญหาเหล่านี้ได้สะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรหยุดชะงักและไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างทันท่วงที เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอันจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

           อาศัยอำนาจตามความในมาตร 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับ มาตรา44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อที่ 1  ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้สินของเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนในวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้สินของเกษตรกร แล้วแต่กรณี

ข้อที่ 2  ให้มีคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เฉพาะกิจขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย 1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ 2.ผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ 3.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ปลัดกระทรวงกลาโหม  ปลัดกระทรวงการคลัง  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินและผู้จัดการธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นกรรมการ 4. เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นกรรมการและเลขานุการ

            ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งรองเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจำนวนหนึ่งคนและผู้ช่วยกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์จำนวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ข้อที่ 3 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกเท่าที่มีความจำเป็นและเร่งด่วนให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในส่วนที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้สินของเกษตรกร

            ให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจศึกษาปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร การแก้ไขปัญหาหนี้สินและความเดือดร้อนของเกษตรกรและปัญหาการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว

ข้อที่ 4  การใดที่ต้องดำเนินการตามสัญญาที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้สินของเกษตรกรที่มีอยู่ในวันก่อนที่มีคำสั่งนี้ใช้บังคับให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจพิจารณาดำเนินการต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อให้แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรเสร็จสิ้น

ข้อที่ 5  ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจมีอำนาจสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งสำเนาหรือแสดงเอกสาร สั่งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่คณะกรรมการมอบหมาย

ข้อที่ 6 ให้เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่ง

               ให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจแต่งตั้งรองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

ข้อที่ 7 ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งรองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตามข้อ 6 วรรคสอง ให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจในตำแหน่งที่เหลืออยู่ตามข้อ 2 (1) (2) และ(3)และปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจตามคำสั่งนี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งรองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรตามคำสั่งนี้

ข้อมที่ 8  ให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ปฎิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้เป็นระยะเวลา 180 วัน หากครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวและการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรยังไม่แล้วเสร็จ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามควมจำเป็นและเหมาะสม เมื่อครบระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง

              ให้สำนักงานองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้สินของเกษตรกร ตามกฎหมายของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรต่อไป ในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้สินของเกษตรกรให้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ปฎิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวแล้วเสร็จ

ข้อที่ 9  ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี อาจเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

ข้อที่ 10  คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                                                             สั่ง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พุทธศักราช 2560       

                                                                       พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

                                                                หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

รัฐบาลตั้งเป้า 6 เดือน เร่งกำจัดผักตบชวาพ้นแม่น้ำสายหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277805

 รัฐบาลตั้งเป้า 6 เดือน เร่งกำจัดผักตบชวาพ้นแม่น้ำสายหลัก

รัฐบาลตั้งเป้า, ผักตบวา,  รัฐบาลตั้งเป้า, เดือน, ท่าจีน

 รัฐบาลตั้งเป้า 6 เดือน เร่งกำจัดผักตบชวาพ้นแม่น้ำสายหลัก

 

รัฐบาลตั้งเป้า 6 เดือน เร่งกำจัดผักตบชวาพ้นแม่น้ำสายหลัก สภาพผักตบชวาจำนวนมาก ที่ลอยในแม่น้ำนครชัยศรี(ท่าจีน) อ.สามพราน จ.นครปฐม ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องรีบกำจัดออก เพราะผักตบชวา จะสร้างปัญหากีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำไหลช้า ระหว่างการระบายน้ำออกสู่ทะเลในช่วงน้ำหลาก และแย่งความเจริญเติบโตจากพืชต่างๆ ที่ยึดแนวตลิ่งริมแม่น้ำ

นอกจากนั้น ยังเป็นอุปสรรคกีดขวางการคมนาคมทางน้ำ ส่งผลให้ประชาชนที่ต้องเดินทางสัญจรในแม่น้ำได้รับความเดือดร้อน โดยทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะกำจัดผักตบชวา ได้มีการบูรณาการทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า และกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาให้สำเร็จภายใน 6 เดือน ซึ่งในขณะนี้เริ่มกำจัดไปแล้วเบื้องต้น 6 ล้านตัน โดยจะให้ประชาชนร่วมมือในการแก้ไข เพื่อจะให้การแก้ไขเป็นไปอย่างรวดเร็ว และบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้

                      นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมประทานได้เตรียมความพร้อมทั้งบุคลกรและเครื่องจักรในการกำจัดผักตบชวา ที่จะมีมากในช่วงฤดูฝนเพื่อไม่ให้ขีดขวางการระบายน้ำ โดยตั้งเป้าภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 นี้ จะต้องกำจัดผักตบชวาในพื้นชลประทานทั่วประเทศให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการกำจัด เพราะมีปริมาณค่อนข้างมากและน้ำลึก ซึ่งจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติงานทุกๆ วัน มิฉะนั้นอาจจะไม่ทันต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของผักตบชวาได้ เนื่องจากเป็นวัชพืชที่เติบโตได้เร็วมาก

ทั้งนี้ล่าสุดจากการสำรวจผักตบชวาในแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ขึ้นไปจนถึงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร พบว่ายังมีผักตบชวาประมาณ 40,000 ตัน ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้บูรณาการร่วมกับทางกรมเจ้าท่า จังหวัดชัยนาท หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานทหารในพื้นที่วางแผนในการกำจัดผักตบชวาจำนวนดังกล่าวให้ไม่กีดขวางการระบายน้ำ คาดว่าภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นี้ ก่อนที่เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ผักตกชวาจะไม่กีดขวางการระบายน้ำอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเพื่อกำจัดผักตบชวาให้หมดสิ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ “เขตปลอดผักตบชวา” และได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ซึ่งมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกำกับดูแลนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกรมเจ้าท่า หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด และหน่วยงานทหาร จะต้องบูรณาการประสานความร่วมมือในการทำงานและทำให้เป็นงานประจำ   ซึ่งในส่วนของกรมชลประทานได้กำหนดให้เป็นงานประจำ และมีการเฝ้าระวังตลอดเวลาแล้ว

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า กรมชลประทานได้ตั้งเป้าในการกำจัดวัชพืชและผักตบชวา ในแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย แม่น้ำเจ้าพระยา และในคลองชลประทานต่างๆ ให้ได้จำนวน 332,000 ตัน ขณะนี้ได้กำจัดอย่างต่อเนื่องไปแล้ว264,000 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 79.52 และในฤดูฝนปีนี้คาดว่า จะมีผักตบชวาในแม่น้ำสายหลักที่ไหลมาติดหน้าอาคารชลประทานอีกประมาณ 50,000 ตัน ซึ่งกรมชลประทานได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนกำจัดแล้ว

“ผักตบชวาสามารถแพร่พันธุ์ได้ง่ายและเติบโตรวดเร็วมาก จึงต้องอาศัยวิธีการกำจัดอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการกำจัดขยะ ดังนั้นหากราษฎรที่มีทางน้ำผ่านหน้าบ้านแล้วช่วยเก็บหรือกำจัดวัชพืชน้ำเหล่านี้ หรือช่วยกันสอดส่องดูแล   ถ้าหากมีจำนวนมากสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานของกรมชลประทานในพื้นที่ให้มาดำเนินการกำจัดได้ตลอดเวลา  ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ ระบายน้ำ ฟื้นฟูทัศนียภาพของแม่น้ำ ลำคลองได้โดยตรง และช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ  ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาและจำกัดผักตบชวาหมดไปอย่างถาวรแน่นอน” นายทองเปลวกล่าว

สำหรับการกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากนั้น แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน รวมทั้งประชาชนร่วมมือกัน ก็จะสามารถทำเป็นเขตปลอดผักตบชวาได้ ซึ่งการกำจัดผักตบชวามีแนวทางหลักๆ 2 แนวทางคือ 1. การใช้เครื่องจักรและใช้แรงงานคน โดยถ้าหากเป็นแม่น้ำหรือคลองขนาดกลาง-ขนาดใหญ่จะใช้เครื่องจักรเป็นหลัก  ส่วนคลองขนาดเล็กจะใช้แรงงานคนเป็นหลัก และ 2. การใช้สารเคมีและสารชีวภาพ ซึ่งการใช้สารเคมีจะสามารถกำจัดและทำลายให้สิ้นซากได้ แต่จะไม่เป็นผลดีต่อสภาพแวดล้อม ส่วนการใช้สารชีวภาพจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่สามารถกำจัดผักตบชวาให้สิ้นซากได้ในเวลาที่จำกัดอย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลได้ให้คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการวิจัยการกำจัดผักตบชวาด้วยสารจุลินทรีย์ หากประสบผลสำเร็จก็จะสามารถกำจัดได้โดยไม่มีสิ่งตกค้างหรือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277659

วิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรสู่ชุมชน

สถานีวิทยุมก, วิทยุ, ผนึก, เครือข่าย, ถ่ายทอด, องค์, ความรู้, ด้าน, เกษตร, สู่, ชุมชน

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกเครือข่ายถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรสู่ชุมชน

          วันที่ 18 พ.ค.60 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุมสถานีวิทยุมก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่5/2560 โดยมี ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการสถานีเป็นประธาน ซึ่งมีวาระการประชุมประกอบด้วย รายงานความคืบหน้าแนวทางดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการกระจายเสียง ผังรายการหลักของสถานีประจำเดือนพฤษภาคม 2560 และการเตรียมดำเนินงานโครงการของสำนักงานราชบัณฑิตสภาในปีงบประมาณ 2561

นอกจากนี้ยังมีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศ หลักสูตรการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพที่ทางสถานีวิทยุม.ก.ร่วมกับทางธ.ก.ส. และความร่วมมือระหว่างสถานีวิทยุม.ก. ส.มก.และวิทยุชุมชนภาคอีสาน

สำหรับโครงการโรงเรียนเกษตรทางอากาศหลักสูตรการเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพตามที่สถานีวิทยุม.ก.ดำเนินงานภายใต้โครงการความร่วมมือมก.-ธ.ก.ส. ซึ่งได้มีพิธีเปิดและปฐมนิเทศไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องประชุมธ.ก.ส. จังหวัดขอนแก่นโดยมีรศ.วิโรจ  อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประธานคณะกรรมการบริหารสถานีวิทยุม.ก.เป็นประธานในพิธี

ส่วนการอบรมครั้งนี้ได้คัดเลือกเกษตรกรนำร่องรุ่นแรกจำนวน 40 คนและมีเกษตรกรผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 19 คนและผู้สนใจสามารถติดตามรับฟังเนื้อหาหลักสูตรได้ทางสถานีวิทยุม.ก.ขอนแก่น AM 1314 กิโลเฮิร์ต ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์เวลา 16.30-16.55 น.  ส่วนเนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย สถานการณ์โคเนื้อและตลาดในเออีซี การเลี้ยงโคเนื้อและการเลี้ยงโคแม่พันธุ์ผลิตโคลูกผสม กระบวนการผลิตโคขุนและการศึกษาดูงาน ฯลฯ

ผศ.อนุพรกล่าวภายหลังการประชุมว่าการประชุมครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้ปฎิบัติงานจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้เพื่อผู้ฟังจะได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“การดำเนินงานของสถานีวิทยุม.ก.ยังคงยึดหลักการในรูปแบบเดิมให้มีความต่อเนื่องและพร้อมที่เปลี่ยนแลปงให้ทันต่อการเปลี่ยนแลปงในปัจจุบันและอนาคต ส่วนการออกอากาศภาคพื้นดินแม้จะมีเครือข่าย 4 ภูมิภาค แต่ต้องยอมรับว่ายังมีจุดบอดบางพื้นที่ที่ไม่สามารถรับฟังรายการของสถานีวิทยุม.ก.ได้”

ผอ.สถานีวิทยุม.ก.กล่าวอีกว่านอกจากนี้ทางสถานียังมีกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายกับวิทยุชุมชนเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรให้เข้าถึงเกษตรกรโดยตรง อันนำไปสู่การพัฒนาชุมชนเกษตรตามความเหมาะสมในทุกภูมิภาคให้เข้มแข็งและยืนอยู่บนความพอเพียงตามแนวพระราชดำริเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยั่งยืนต่อไป