“กรมประมง”แถลงผลการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวไทย3เดือนปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277626

“กรมประมง”แถลงผลการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวไทย3เดือนปี60

ปลาทู, กรมประมง, Sounder, เครื่องปั่นไฟ, ปลาทูไทยไม่ได้หายไปไหน

“กรมประมง”แถลงผลการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวไทย3เดือนปี60

                นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมงแถลงถึงผลการฟื้นฟูทรัพยากรปลาทูในอ่าวไทยว่าจากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศเรื่องกำหนดห้ามใช้เครื่องทำการประมงบางชนิดทำการประมงในฤดูปลามีไข่วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ชุมพรและสุราษฎร์ธานีภายในระยะเวลาที่กำหนดลงวันที่ 24 มกราคม 2560 เพื่อนบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฝั่งทะเลอ่าวไทยประจำปี2560 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ถึง 15 พฤษภาคม 2560 รวมระยะเวลา3เดือนครอบคลุมพื้นที่ประมาณ26,400ตารางกิโลเมตรรวมทั้งยังได้มีการปรับปรุงแก้ไขประกาศดังกล่าวในบางข้อเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่เครื่องมือการทำประมงมีศักยภาพสูงขึ้นและทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำมากขึ้นจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา71 (1)แห่งพระราชกำหนดการประมงพ.ศ. 2558 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศลงวันที่9กุมภาพันธ์2560จำนวน2ฉบับได้แก่

              1.เรื่องกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ชุมพรและสุราษฎร์ธานีภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยประกาศฉบับนี้สิ้นผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมาและ 2.เรื่องกำหนดเครื่องมือทำการประมงวิธีการทำการประมงและพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำบางแห่งซึ่งห้ามใช้เครื่องมืออวนทุดชนิดที่ใช้ประกอบเรือกลทำการประมงโดยประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทการประมงในเขตระยะ 7 ไมล์มะเลนับจากแนวชายฝั่งทะเลในพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ชุมพรและสุราษฎร์ธานี ยกเว้นการทำประมงด้วยเครื่องมืออวนช้อนอวนครอบและอวนยกหมึกประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ระหว่างการบังคับใช้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560

               ซึ่งประกาศทั้ง2ฉบับได้เพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการควบคุมข้อมูลที่ส่งผลการเจริญเติบโตของทรัพยากรรวมถึงพื้นที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่อ่าวไทยมากขึ้นโดยผู้ที่กระทำผิดจะต้องได้รับโทษทั้งในส่วนของมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางปกครองจึงส่งผลให้ผลการบังคับใช้ประกาศฯดังกล่าวเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นดังจะเห็นได้จากผลการควบคุมเฝ้าระวังการทำการประมงตามมาตรการปิดอ่านไทยของกรมประมงทั้งนี้จากการติดตามสถานการณ์ในเขตปิดอ่าวบริเวณใกล้เคียงตั้งแต่วันที่15กุมภาพันธ์เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่กรมประมงใช้เครื่องมือตรวจสอบฝูงปลา(Sounder)ตรวจพบพ่อแม่พันธุ์ปลาจำนวน3,000กิโลกรัมและฝูงลูกปลาจำนวน10,000กิโลกรัมบริเวณเกาะพะงันและยังพบข้อมูลชาวประมงพื้นบ้านจับปลาทูขนาดใหญ่ได้บริเวณอ่าวชุมพรโดยใช้เครื่องมืออวนติดตาขนาดไม่ต่ำกว่า2นิ้วนอกจากนี้ในต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมายังได้รับรายงานว่าพบฝูงลูกปลาทูขนาดเล็กชุกชุมจำนวนมากบริเวณห่างฝั่ง3-5ไมล์ทะเลตั้งแต่จังหวัดชุมพรถึงสุราษฎร์ธานีซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลบริเวณอ่าวไทยเริ่มฟื้นคืนกลับมา

                 อธิบดีฯแถลงต่อไปว่าเนื่องจากประกาศดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมพื้นที่แนวฝั่งทะเลที่จะทำให้ลูกปลาทูขึ้นมาเจริญเติบโตบริเวณอ่าวตอนในได้ดังนั้นเพื่อให้การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำมีประสิทธิภาพโดยครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกมาประกาศเรื่องกำหนดเครื่องมือทำการประมงวิธีการทำประมงและพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้การทำประมงในพื้นที่จับสัตว์น้ำบางแห่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พ.ศ. 2560เพิ่มเติมจากเดิมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่16พฤษภาคม2560ถึงวันที่30มิถุนายน2560เช่นเดียวกันโดยประกาศฉบับนี้ได้ห้ามใช้เครื่องมืออวนทุกชนิดที่ใช้ประกอบเรือกลทำการประมงโดยใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(เครื่องปั่นไฟ)ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำบางแห่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

             จากข้อมูลการศึกษาทางวิชาการของการควบคุมมาตรการปิดอ่าวไทยสามารถยืนยันได้ว่า“ปลาทูไทยไม่ได้หายไปไหน”แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูงดเว้นการจับพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำในฤดูวางไข่ซึ่งจะสามารถทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำฟื้นฟูตัวเองกลับมาได้ตามธรรมชาติ

กยท.เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277612

กยท.เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการยาง

ดรธีธัช สุขสะอาด, กยท

กยท.เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อรับสิทธิ์ช่วยเหลือ

           ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการยาง พ.ศ. 2560 เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ได้รับสิทธิ์ในการส่งเสริม สนับสนุนและช่วยเหลือตามกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49(3) จาก พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และข้อ 11 (2) ของระเบียบการยางแห่งประเทศไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินกองทุนพัฒนายางพารา เพื่อส่งเสริมสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งเป็นไปตามบทบาทภารกิจของ กยท. ในการพัฒนาทั้ง 3 ภาคส่วนยางพารา คือ เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง โดยการสนับสนุน ส่งเสริม ช่วยเหลือ ให้เกิดการพัฒนาด้านวิชาการ การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด รวมถึงการประกอบธุรกิจด้านยางพารา เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของยางพาราภายในประเทศ

          ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการยาง สามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งในส่วนของผู้ประกอบกิจการยาง ประเภทบุคคลธรรมดา ที่ได้รับใบอนุญาตค้ายาง จากกองการยาง กรมวิชาการเกษตร ในกรณีไม้ยางต้องมีใบอนุญาตครอบครองไม้และใบอนุญาตจำหน่ายไม้จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำหรับประเภทวิสาหกิจชุมชน ต้องมีใบอนุญาตค้ายาง และหากประกอบกิจการไม้ยางต้องมีใบอนุญาตเช่นกัน รวมทั้งต้องมีใบอนุญาตเพื่อตั้งโรงงานทำยางจากกองการยาง กรมวิชาการเกษตร และสำหรับผู้ประกอบกิจการยางประเภทนิติบุคคล ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย มีการดำเนินกิจการด้านแปรรูปและจำหน่ายยางพาราหรือแปรรูปและจำหน่ายไม้ยางพารา ต้องมีใบอนุญาตค้ายางและใบอนุญาตค้ายางเพื่อตั้งโรงงานทำยาง รวมถึงหากมีการดำเนินกิจการด้านแปรรูปและจำหน่ายไม้ยางพารา ต้องได้รับใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด รวมทั้งใบอนุญาตครอบครองไม้และใบอนุญาตจำหน่ายไม้จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดด้วยเช่นเดียวกัน
         ผู้ว่าการ กยท. กล่าวย้ำว่า “ผู้ประกอบกิจการยางที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ สามารถขอรับขึ้นทะเบียนได้ ณ ที่ทำการการยางแห่งประเทศไทย และสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ประกาศการยางแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบกิจการยาง พ.ศ. 2560 ที่ http://www.rubber.co.th  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่พนักงาน กยท. จังหวัด / สาขา ทั่วประเทศ”

อ.อ.ป.วางมาตรการป้องกัน ‘ช้างป่า’บุกทำลายพืชไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277611

อ.อ.ป.วางมาตรการป้องกัน ‘ช้างป่า’บุกทำลายพืชไร่

ออปวางมาตรการป้องกัน ช้างป่าบุกทำลายพืชไร่, ออปวางมาตรการป้องกัน, ช้างป่า, วนเกษตร

อ.อ.ป.วางมาตรการป้องกัน ‘ช้างป่า’บุกยึดสวนป่าเศรษฐกิจเป็นที่อยู่อาศัยและทำลายพืชไร่ของชาวบ้านละแวกใกล้เคียง

               นายพิชัย รุจิโรจน์สุวรรณ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ อ.อ.ป. เปิดเผยถึงกรณี    สวนป่าทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ประสบปัญหาเกี่ยวกับช้างป่าออกมาหากินพืชผลทางการเกษตรของเกษตรกร   ในพื้นที่และใช้สวนป่าทองผาภูมิเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องนี้ อ.อ.ป. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่น มาอย่างต่อเนื่อง โดยในชั้นนี้ อ.อ.ป. ได้สั่งการและมอบหมาย ออป.กลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดที่ดูแลและรับผิดชอบประสานงานให้ งานสวนป่าทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ดำเนินการติดป้ายประกาศเพื่อประชาสัมพันธ์เตือนให้ระวังช้างป่าและจัดทำป้ายห้ามทำร้ายช้างป่าในบริเวณ 2 จุด ได้แก่ จุดแรกในบริเวณพื้นที่สวนป่าทองผาภูมิ และจุดที่ ๒ บริเวณริมถนนหลัก และนอกจากนี้ อ.อ.ป. โดยงานสวนป่าทองผาภูมิ ได้แจ้งให้ชุมชนงดทำการปลูกพืชเกษตรควบคู่กับการปลูกสร้างสวนป่า (วนเกษตร) ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง ชาวบ้านได้รับผลกระทบน้อยลง แต่เนื่องจากจำนวนช้างป่ามีมากถึง 40 เชือก ได้ขยายพื้นที่หากินไปยังพื้นที่เกษตรที่มีแนวเขตติดต่อกับสวนป่า และยังคงปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่ของสวนป่าทองผาภูมิ รวมถึงเป็นแหล่งผสมพันธุ์และตกลูก

ล่าสุด อ.อ.ป. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมบูรณาการกับทางอำเภอทองผาภูมิ ในการป้องกันปัญหานี้ เบื้องต้นได้   มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่สำรวจแนวเขตในการสร้างแนวรั้วกึ่งถาวรความยาวประมาณ 12 กิโลเมตร       เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างป่ารุกล้ำเข้ามาอาศัยพื้นที่สวนป่าทองผาภูมิ และเข้าทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านรอบสวนป่าและละแวกข้างเคียง รวมถึงมีการการสร้างหอคอยเฝ้าระวังช้างป่า ตลอดจนได้จัดสรรแปลงปลูกอาหารช้างที่ตำบลห้วยเขย่ง อีกด้วย

สั่งเลิกสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ ยื่นปปง.สอบเส้นทางเงินฝาก3แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277609

สั่งเลิกสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ ยื่นปปง.สอบเส้นทางเงินฝาก3แห่ง

ปปง, นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ,  ปปง, 17 พค

สั่งเลิกสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ ยื่นปปง.สอบเส้นทางเงินฝาก3แห่ง

                นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ จำกัด เป็นประเภทสหกรณ์บริการ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับสมาชิกสหกรณ์ 404 ราย จากฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มี.ค.2558 มีทุนเรือนหุ้น 73 ล้านบาท ผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม 351 ล้านบาท

               ซึ่งทุนการดำเนินงานเป็นการรับฝากเงิน จาก 3 สหกรณ์ประกอบด้วย ชุมนุมสหกรณ์ธนกิจไทย จำกัด วงเงิน 4,485 ล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด 915 ล้านบาท และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี จำกัด 113 ล้านบาท ในส่วนของนายสวัสดิ์ แสงบางปลา เคยเป็นประธานคณะกรรมการ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

                 “สหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ ได้ลงทุนก่อสร้างบ้านจัดสรรที่จ.มหาสารคาม เพื่อขายให้บุคคลภายนอก การดำเนินการดังกล่าวถือว่าอยู่นอกพื้นตามข้อบังคับของสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ และไม่เป็นธุรกิจที่ทำกับสมาชิก นายทะเบียนสหกรณ์จึงสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่อง ติดตามและเฝ้าระวังการดำเนินงานของสหกรณ์ฯมาตลอด ว่าสหกรณ์นพเก้าฯ จำหน่ายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาคืนสหกรณ์ผู้ฝากเงินได้หรือไม่“ นายพิเชษฐ์ กล่าว

                เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สหกรณ์ที่นำเงินมาฝากได้ขอถอนเงินคืน แต่พบว่าไม่สามารถคืนเงินฝากได้ และจากการตรวจสอบทรัพย์สินเบื้องต้นของสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ พบว่าไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ และพบปัญหาอื่นๆ ดังนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้สั่งยกเลิกสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่อาจดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้ และไม่แก้ไขข้อบกพร่องให้แล้วเสร็จ ไม่สามารถปิดบัญชีได้ และไม่จัดประชุมใหญ่

                 พร้อมทั้งได้แจ้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน( ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของสหกรณ์ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา และร้องทุกข์ต่อตำรวจ วานนี้ (17 พ.ค.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะกรรมการของสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ กรณีซื้อที่ดินราคาสูงเกินจริง

                 ส่วนกรณีของสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากกับสหกรณ์เคหสถานนพเก้าฯ นั้น ให้คณะกรรมการฯของสหกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ฟ้องเรียกเงินคืนภายใน 15 วัน ตรวจสอบหลักประกันว่าเพียงพอกับมูลหนี้หรือไม่ หากพบว่าไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการฯ ชุดที่ดำเนินการชดใช้คืน หากพบการกระทำของคณะกรรมการฯ ส่อไปในทางทุจริตให้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้

                 ทั้งนี้ เพราะการกระทำดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชุมนุมสหกรณ์ธนกิจไทย ที่มีสมาชิกถือหุ้นอยู่ 41 สหกรณ์ วงเงิน 734 ล้านบาท มีการนำเงินมาฝาก 35 สหกรณ์ จำนวน 5,740 ล้านบาท ปัจจุบันมีสภาพคล่อง 100 ล้านบาท ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯมีสินทรัพย์รวม 40,000 ล้านบาท สัดส่วนเงินที่นำมาฝากต่อสินทรัพย์รวมคิดเป็น 0.02% และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนนทบุรี มีสินทรัพย์รวม 8,260 ล้านบาท สัดส่วนเงินที่นำมาฝากต่อสินทรัพย์รวมคิดเป็น 0.013%

ผู้ว่าฯชวนลงขัน ร่วมทำนาข้าวอินทรีย์ ยโสธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277478

ผู้ว่าฯชวนลงขัน ร่วมทำนาข้าวอินทรีย์ ยโสธร

นาอินทรีย์, ผู้ว่าฯ, ลงขัน, ร่วม, ทำนา, ข้าว, อินทรีย์, ยโสธร, ผู้ว่าฯชวนลงขัน, ร่วมทำนาข้าวอินทรีย์, ปลูกข้าวด้วยใจ มอบให้คนที่รัก, ปลูกข้าวได้ โดยไม่ต้องมีที่นา

ชวนลงขัน ร่วมทำนาข้าวอินทรีย์ ยโสธร

ผู้ว่าฯชวนลงขัน ร่วมทำนาข้าวอินทรีย์ ยโสธร จังหวัดยโสธร เชิญชวน “ร่วมลงขัน ชวนกันไปทำนา จากเมืองสู่..ท้องนา จากต้นกล้า..สู่จานข้าว
ลองคิดดูว่า
-จะดีสักแค่ไหน..ถ้าเราได้ทานข้าวที่เราร่วมปลูกกับชาวนา
– จะดีสักแค่ไหน..ถ้าเราได้ทานข้าวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ปลอดสารเคมีด้วยความมั่นใจ
– จะดีสักแค่ไหน..ถ้าเราได้ไปเรียนรู้สัมผัสวิถีชีวิตชาวนา แบบดั้งเดิม
– จะดีสักแค่ไหนถ้าเราได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เรียนรู้กระบวนการทำนาเกษตรอินทรีย์วิถียโสธรจากชาวนาอาชีพ
เพียงแค่เราร่วมลงขันตามกำลัง จับคู่กลุ่มชาวนาอินทรีย์ แล้ว มาร่วมทำนาปลูกข้าวในแปลงนาที่มีชื่อของตัวเอง เราได้
มีส่วนร่วมสนับสนุนเกษตกรผู้ทำนาอินทรีย์ให้มีรายได้ที่มั่นคง แล้วเรา
ได้ข้าวสารอินทรี่ย์จากแปลงนาที่ร่วมปลูก
ชาวนาได้เงินทุนไปทำนา และส่งมอบข้าวให้กับผู้ลงขันในภายหลัง… เราได้ทานข้าว หอมมะลิ อินทรีย์ แล้วเผื่อแผ่คนรอบข้าง..ทั้งสุขกาย สุขใจ
แนวคิด และ รายละเอียด ของโครงการ
๑.๑ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (agro-tourism) ของจังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบของประเทศไทย และมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยให้คนเดินทางมาเรียนรู้ แสวงหาประสบการณ์การทําเกษตรอินทรีย์ผสมผสานการท่องเที่ยวภายในจังหวัดยโสธร
๑.๒ เพื่อส่งเสริมและขยายตลาดเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรให้แพร่กระจาย ออกไปถึงผู้บริโภค ภายในประเทศและทําให้เกษตรกรผู้ทําเกษตรอินทรีย์มีรายได้ที่มั่นคง แน่นอนจากการขายผลผลิตล่วงหน้าใน ราคาที่เหมาะสม
๑.๓.เพื่อเป็นเสริมสร้างกําลังใจให้เกษตรกรเกิดความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นในการทําการเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตอาหารที่ดีปลอดภัยต่อสุขภาพของคนไทย
๑.๔.เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเข้าถึงและได้บริโภคผลผลิตทางเกษตรที่ ดีและปลอดภัย ได้อย่างมั่นใจ และทราบถึงแหล่งผลิต
๑.๕.เพื่อให้ผู้ทํางานในเมืองหลวง เมืองใหญ่คนทํางานสํานักงาน หรือคนที่อยากเรียนรู้การทํานา ฯลฯ แต่ไม่มีที่นาของตัวเอง ได้มีโอกาส “ปลูกข้าวไว้กินเอง” หรือ “ปลูกข้าวด้วยใจ มอบให้คนที่รัก” โดยสามารถ “ปลูกข้าวได้ โดยไม่ต้องมีที่นา”
๒.ผู้ร่วมลงขันเข้าร่วมโครงการ
๒.๑ คุณสมบัติ บุคคลทั่วไปทุกเพศ ทุกวัย ที่มีความสนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ทั้ง เป็น รายบุคคล กลุ่มบุคคล หรือบริษัท ห้างร้าน องค์กรก็ได้
๒.๒ รายละเอียดข้อกําหนดการร่วมโครงการ
(๑) ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้โดยการลงขันทํานากับชาวนาอินทรีย์ได้ตั้งแต่ ๓,๐๐๐ บาท หรือ ๕,๐๐๐ ขึ้นไป โดยไม่มีกําหนดเพดานขั้นสูง
(๒) จังหวัดยโสธรจะจับคู่เลือกชาวนาอินทรีย์และพื้นที่ทํานาให้แล้วแจ้งให้ผู้ เข้าร่วมลงขันทราบ
(๓) ผู้ร่วมลงขันเดินทางมาร่วมทํานากับเกษตรกร สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้การทําเกษตร อินทรีย์วิถียโสธร ได้ปลูกข้าวไว้กินเอง แต่ถ้าไม่สะดวก เดินทางมาจังหวัดยโสธรจะ ให้เกษตรกร ที่จับคู่ ดําเนินการแทนให้
๒.๓ ผู้ร่วมลงขันจะได้รับ
(๑) ผู้ร่วมลงขันจะได้รับข้าวสาร (หอมมะลิ) อินทรีย์จากแปลงนา ที่ทําร่วมกับเกษตรกร ตาม จํานวนเงินที่ลงขัน
๒) ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนเกษตรกรผู้ทําเกษตรอินทรีย์ห้มีรายได้ที่มั่นคงและเพื่อรักษา สิ่งแวดล้อม
๓.เกษตรกรที่ร่วมทํานา
๓.๑ เป็นเกษตรกรชาวยโสธรซึ่งทําหรือเข้าร่วมการทําการเกษตรอินทรีย์
๓.๒ เกษตรกรจะเป็น “เพื่อนเกษตรกร” มีหน้าที่และความรับผิดชอบดังนี้
(๑) ดูแลแปลงข้าวให้ผู้เข้าร่วมลงขัน ตั้งแต่การแนะนําการปลูก การปลูกซ่อม การบํารุงดูแลไป จนถึงการเก็บเกี่ยวและแปรรูปเป็นข้าวสาร เช่นเดียวกับการทํานาตามปกติ
(๒) ส่งมอบข้าวสารจากแปลงนาที่บรรจุแล้วส่งมอบให้ผู้ร่วมลงขันตามจํานวนที่กําหนด (กรณีที่ ได้ผลผลิตไม่ได้ตามจํานวนที่กําหนดให้นําผลผลิตจากแปลงนาข้าวอินทรีย์ของตนมาเพิ่มเติมให้ครบจํานวน)
๔.ช่วงเวลาที่จะมาทํานา
การทํานาจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม ๒๕๖๐
๕.ค่าลงขัน
เงินลงขัน (ไม่รวมค่าเดินทาง ค่าที่พักของผู้ร่วมลงขัน) จะได้ข้าวสาร (หอมมะลิ) อินทรีย์ แยกตาม ประเภท ดังนี้
(๑) ลงขัน ๓,๐๐๐ บาท ได้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ๕๐ กิโลกรัม หรือ ข้าวหอมมะลิระยะปรับเปลี่ยน เป็นข้าวอินทรีย์ ๗๐ กิโลกรัม
(๒) ลงขัน ๕,๐๐๐ บาท ได้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ๑๐๐ กิโลกรัม หรือ ข้าวหอมมะลิระยะ ปรับเปลี่ยน เป็นข้าวอินทรีย์ ๑๒๕ กิโลกรัม
(ผู้ที่ร่วมลงขันมากกว่า ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป ทุก ๕๐ บาทจะได้ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ๑ กิโลกรัม หรือ ข้าวหอมมะลิระยะปรับเปลี่ยนเป็นข้าวอินทรีย์ ๑.๒๕ กิโลกรัม)
๖.ติดต่อร่วมลงขันและดูรายละเอียด
๖.๑ ศูนย์ดํารงธรรมจังหวัดยโสธร ๐๔๕ ๗๑๔๒๘๐, ๐๔๕ ๗๑๒๕๑๘ มือถือ ๐๙๕ ๖๐๗ ๕๕๑๗
๖.๒ สํานักงานพาณิชย์จังหวัดยโสธร ๐๔๕ ๕๘๖๐๖๓
๖.๓ www.visityasothon.com และ facebook : yasothon organic

เกษตรฯ ยันทุเรียนส่งออกญี่ปุ่น ไม่ใช่ทุเรียนอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277467

เกษตรฯ ยันทุเรียนส่งออกญี่ปุ่น ไม่ใช่ทุเรียนอ่อน

ทุเรียนอ่อน, เกษตร, ทุเรียน, ส่งออก, ญี่ปุ่น, ไม่ใช่, อ่อน, เกษตรฯ, ไม่ใช่ทุเรียนอ่อน

เกษตรฯ ยันทุเรียนส่งออกญี่ปุ่น ไม่ใช่ทุเรียนอ่อน เป็นทุเรียนแก่แต่ยังไม่สุก

               กรมวิชาการเกษตร แจ้งบริษัทส่งออกทุเรียนแจงเหตุผู้บริโภคอ้างพบทุเรียนอ่อนในญี่ปุ่น เผยพบเป็นทุเรียนแก่แต่ยังไม่สุก ชี้ต้องสร้างการรับรู้วิธีสังเกตทุเรียนสุก แก่ พร้อมรับประทาน แก่ผู้นำเข้าและผู้บริโภคแดนปลาดิบ

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผย กรณีมีผู้ใช้เฟสบุ๊กโพสต์ภาพทุเรียนส่งออกจากไทยไปประเทศญี่ปุ่นพบทุเรียนอ่อนจำนวนมากจนห้างที่นำไปขายโดนลูกค้าตำหนิและขอคืนเงิน นั้น กองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจสอบรหัสของผู้ส่งออกตามที่ปรากฏเป็นข่าวพบว่าเป็นสินค้าของบริษัทรายหนึ่งจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนเพื่อให้บริษัทที่ส่งออกทุเรียนล็อตดังกล่าวปรับปรุงระบบการผลิตและการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจดทะเบียน เป็นผู้ส่งผลทุเรียนสดออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2556 โดยควบคุมคุณภาพของผลทุเรียนสดตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรฐานทุเรียนของประเทศไทย พ.ศ.2545

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการปฏิเสธสินค้าในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศไทยทั้งหมดในภาพรวม และมีผลต่อการพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกทุเรียนสดไปนอกราชอาณาจักร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ขอให้บริษัทพิจารณาแก้ไขปรับปรุงระบบการผลิตทุเรียนสดให้ได้คุณภาพตามข้อกำหนด พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับมาให้กรมวิชาการเกษตรทราบด้วย

“กรณีที่ได้รับแจ้งจากผู้ซื้อทุเรียนสดจากห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่น พบว่าเป็นทุเรียนแก่ที่ยังดิบอยู่ ต้องรอให้สุกก่อนโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 3 – 5 วันจึงจะรับประทานได้ ซึ่งต้องมีการสร้างการรับรู้วิธีการสังเกตลักษณะความสุกแก่ของทุเรียนให้แก่ผู้ประกอบการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทยและผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น โดยวิธีการสังเกตที่ง่ายสุดคือหากทุเรียนสุกพร้อมที่จะรับประทานจะเริ่มมีกลิ่นออกมาจากผลของทุเรียน อย่างไรก็ตามเพื่อรักษาภาพลักษณ์การส่งออกผลไม้ของไทยซึ่งไม่เฉพาะเพียงแค่ทุเรียน ขอให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวังในการคัดคุณภาพของสินค้าและปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัดด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เกษตรฯ ยันทุเรียนส่งออกญี่ปุ่น ไม่ใช่ทุเรียนอ่อน

นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า การส่งออกทุเรียนผลสดไปนอกราชอาณาจักรผู้ส่งออกต้องยื่นคำขอและจดทะเบียนผู้ส่งออกกับกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร เพื่อขอรับใบรับรองสุขอนามัยพืชแนบไปกับสินค้าก่อนส่งออก โดยเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร จะทำการตรวจสอบศัตรูพืชทุเรียนที่โรงคัดบรรจุของผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับการรับรอง GMP ซึ่งเป็นสถานที่รับผลทุเรียนสดและคัดผลทุเรียน ทั้งนี้ในปี 2559 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนผลสดไปญี่ปุ่นปริมาณ 89,415 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ารวม 8,139,166 บาท ปี 2560 (เมษายน – พฤษภาคม) ปริมาณ 26,765 กิโลกรัม รวมมูลค่า 3,690,301 บาท

ฝนหลวงแจงงานบุญบั้งไฟไม่กระทบการปฎิบัติภาครกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277404

 ฝนหลวงแจงงานบุญบั้งไฟไม่กระทบการปฎิบัติภาครกิจ

ฝนหลวง, งานบุญ, บั้งไฟ, กระทบ, ปฎิบัติ

 ฝนหลวงแจงงานบุญบั้งไฟไม่กระทบการปฎิบัติภาครกิจ

 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากกรณีการแชร์ภาพการจุดบั้งไฟของกัปตันเครื่องบินที่กำลังปฏิบัติการฝนหลวง          ซึ่งได้สร้างความตกใจให้แก่ประชนที่พบเห็นภาพจากสื่อโซเชียลมีเดียนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร      ขอเรียนให้ทราบว่า ในการปฏิบัติการฝนหลวง นักวิทยาศาสตร์และนักบินจะมีการวางแผนและตรวจสอบ     ทั้งสภาพอากาศและเส้นทางบินก่อนการขึ้นปฏิบัติการเสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และ        การไม่ส่งผลกระทบต่อประเพณีบุญบั้งไฟในช่วงเทศกาล

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหลักก่อนการปฏิบัติการฝนหลวง เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูลก่อนการปฏิบัติการ เพื่อนำไปวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงและวางเส้นทางการบิน ซึ่งข้อมูล             ก่อนการปฏิบัติการนั้น จะได้มาจากเรดาห์ตรวจสภาพอากาศ จากสถานีเรดาร์ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ และการประกาศจากหอบังคับการบิน แล้วจึงดำเนินการตรวจสอบแผนที่เดินอากาศเพื่อวางแผนเส้นทางการบิน เมื่อได้แผนการปฏิบัติการแล้ว ก่อนการขึ้นปฏิบัติการจริง นักบินจะตรวจเช็คเส้นทางการบินจากห้องปฏิบัติการบินอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในการบินด้วยเช่นกัน

และแม้ว่าในช่วงนี้จะเป็นช่วงเทศกาลสำหรับประเพณี      บุญบั้งไฟ ที่เป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และจะมีการจัดขึ้น        ในเดือนหกหรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งในส่วนของพื้นที่การจัดประเพณีดังกล่าว กรมฝนหลวงและ    การบินเกษตร ได้มีการตรวจสอบข้อมูลจากรายงานของหอบังคับการบินในพื้นที่ พร้อมทั้งประสานกับนักวิชาการ องค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบ             ในการวางแผนและเส้นทางการบิน ซึ่งการปฏิบัติการฝนหลวง จะขึ้นบินที่ความสูงตั้งแต่ 5,000 – 10,000 ฟุต     ส่วนบั้งไฟที่จุดขึ้นไปจะมีความสูงที่ 2,000 – 10,000 ฟุต โดยเส้นทางที่มีการจุดบั้งไฟกับการปฏิบัติการ        ฝนหลวงมีระยะห่างกันถึง 5 ไมครอนไมล์ หรือ 8 กิโลเมตร ขึ้นไป จึงทำให้มั่นใจได้ว่า การจุดบั้งไฟ             ไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการฝนหลวงอย่างแน่นอน นายสุรสีห์ กล่าวทิ้งท้าย

ผนึกมก.สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ยกระดับภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277403

ผนึกมก.สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ยกระดับภาคการเกษตร

มก, ผนึก, สร้าง, เกษตรกร, รุ่นใหม่, ยกระดับ, การเกษตร, ยกระดับภาคการเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ยกระดับภาคการเกษตร ให้สามารถปรับตัวได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่

ยกระดับภาคการเกษตร ให้สามารถปรับตัวได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

                        กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ยกระดับภาคการเกษตร โดยจะดำเนินการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง กรมส่งเสริมการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องประชุม 9 (ชั้น 2) อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยการสร้างบุคลากรด้านการเกษตร การผลิตเยาวชนเกษตร เกษตรกรรุ่นใหม่ และ Smart Farmer ที่มีความรู้และมีความสามารถในการยกระดับการผลิต แปรรูป การตลาดและการบริหารจัดการที่สามารถปรับตัวได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อนการพัฒนาเยาวชนเกษตร เกษตรกรรุ่นใหม่ และ Smart Farmer เสริมสร้างฐานการผลิต          ภาคเกษตรให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยการสร้างบุคลากร ด้านการเกษตร การผลิตเยาวชนเกษตร เกษตรกรรุ่นใหม่ และ Smart Farmer ที่มีความรู้และมีความสามารถในการยกระดับการผลิต แปรรูป การตลาดและการบริหารจัดการที่สามารถปรับตัว      ได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดโอกาสให้เยาวชนทางการเกษตร ได้ปรับทัศนคติและส่งเสริมให้เกิดแนวคิดในเชิงสร้างสรรค์และเห็นความสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตร สร้างค่านิยมที่ดีและการสร้างความมั่นคงของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร  สร้างองค์ความรู้และเข้าถึงเครือข่ายการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวางระบบบริหาร        การจัดการความรู้เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยเสริมให้เกิดการพัฒนาเยาวชนเกษตร เกษตรกรรุ่นใหม่ และ Smart Farmer ให้มีคุณภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

                    นายจงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความยินดียิ่งที่จะให้ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการพัฒนาองค์ความรู้ทาง          ด้านวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่เกษตรกร สู่ความเป็น Smart Farmer และพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมและการเชื่อมโยงเครือข่าย ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป การตลาด และการบริหารจัดการ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจ ทัศนคติ และแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ให้กับเยาวชนเกษตรให้มีความภาคภูมิใจใน        ภาคการเกษตร และสร้างและความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในอนาคต โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง    ในการดํารงชีวิต มุ่งสู่เกษตรสมัยใหม่ 4.0 ภายใต้ Thailand 4.0

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมและโครงการที่จะดำเนินการร่วมกัน คือ            1. การจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกร ระดับประเทศ 2. กิจกรรมการพัฒนาเกษตรกร โครงการภายใต้แผนปฏิบัติงานคณะทำงานส่งเสริมและฝึกอบรมด้านการเกษตรของอาเซียน (SPA-AWGATE 2016 -2020) ประกอบด้วย โครงการฝึกอบรมการจัดการฟาร์มตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการฝึกอบรมการตลาดและการผลิตผักอินทรีย์ สัมมนาเครือข่ายเยาวชนเกษตรอาเซียน การจัดค่ายเยาวชนฤดูร้อน การจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกร    ในระดับอุดมศึกษา

กยท. ร่วมสถาบันเกษตรกรลุยขยายตลาดยางในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277402

กยท. ร่วมสถาบันเกษตรกรลุยขยายตลาดยางในจีน

กยท, ร่วม, สถาบัน, เกษตรกร, ขยาย, ตลาด, ยางใน

กยท. ร่วมสถาบันเกษตรกรลุยขยายตลาดยางในจีน

                  กยท. ร่วมกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทย ลุยขยายตลาดยางในต่างประเทศ จับมือบริษัทผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ของจีนลงนามในบันทึกข้อตกลง เตรียมซื้อขายยางแท่ง STR 20 จากไทย

                 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง และตัวแทนสถาบันเกษตรกรสวนยาง เข้าร่วมงานนิทรรศการ China International Rubber Tire & Auto Accessory Exhibition ครั้งที่ 8 ณ เมืองกว่างเล่า ระหว่างวันที่ 14-16 พฤษภาคม 2560

ในโอกาสนี้ ได้ลงนามในบันทึกความสนใจสั่งซื้อยางแท่ง STR 20 กับกลุ่มบริษัท เหินฟง ผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ของประเทศจีน ที่มีกำลังผลิตกว่า 30 ล้านเส้นต่อปี โดย กยท. จะดำเนินการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรงเพื่อนำมาผลิตตามปริมาณ และคุณภาพที่ผู้ซื้อกำหนด

“โดยในปีนี้ กยท. จะเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงาน 4, 5 และ 6 ทางภาคอีสาน อีกเท่าตัว เพื่อให้เพิ่มสัดส่วนทางการตลาด และเจาะตลาดใหม่ของจีนที่ยังมีความต้องการใช้ยางในพื้นที่กว่า 1.5 ล้านตันต่อปี” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

จ่อย้ายชุมชน8พันแห่งขวางทางน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277386

จ่อย้ายชุมชน8พันแห่งขวางทางน้ำ

สมเกียรติ ประจำวงษ์, จ่อย, ้ายชุมชน8, แห่ง, ขวาง, ทางน้ำ

เกษตรฯชง กนช.แก้ปัญหาน้ำท่วม เสนอย้ายชุมชนบุกรุกเขตลุ่มเจ้าพระยากว่า 8,000 แห่ง

               วันที่ 16 พ.ค. 60 มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำและการบูรณาการแผนดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ” โดยเห็นร่วมกันว่าจำเป็นต้องแก้ปัญหาการกีดขวางทางน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นิ

             นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตร กล่าวว่าที่ผ่านมากรมชลประทานมีแผนบริหารจัดการน้ำ 12 ปีอยู่แล้ว แต่ในแผนไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบให้จัดทำยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ 20 ปี ดังนั้นจึงต้องทบทวนแผนบริหารฯ12 ปีของกรมชลประทานใหม่ทั้งหมดโดยให้มีแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำรวมอยู่ด้วย

            ทั้งนี้ สิ่งกีดขวางทางน้ำสามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.การบุกรุก และ 2.ระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้จึงต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง

              ในกรณีผู้บุกรุกที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและที่อยู่อาศัยชุมชน จะต้องหารือกับกระทรวงมหาดไทย ว่าจะย้ายออกได้หรือไม่ กรณีที่ไม่สามารถย้ายออกได้ต้องมีวิธีที่จะทะลวงน้ำผ่านไปให้ได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม เช่นเดียวกับระบบสาธารณูปโภคที่ขวางกั้นอยู่จะต้องหารือถึงเทคนิควิธีการเจาะระบายน้ำรอดออกไป

            นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งขวางกั้นทางน้ำขึ้นมาอีกในอนาคต โดยจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนงานก่อสร้างต่างๆที่ต่อจากนี้ไปต้องวางแผนร่วมอย่างชัดเจน สอดคล้องกันและประหยัดงบประมาณ

           “แนวทางแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้ต้องแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้หลังจากนั้นจะเสนอให้กนช. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป”

             นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้จะต้องพิจารณาเป็นภาพรวมของประเทศ แต่จากการประเมินด้วยสายตาหรือเมื่อเกิดน้ำท่วมแล้วพบว่าเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ที่มากสุดคือเขตภาคกลางหรือลุ่มเจ้าพระยา และจำเป็นต้องเร่งในกลุ่มที่เป็นสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตคลอง แยกเป็นชุมชนกว่า 8,442 ชุมชน และที่เป็นสาธารณูปโภค 221 แห่ง

              ในส่วนที่เป็นชุมชนนั้นแยกเป็นผู้รุกล้ำเขตตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 5,290 ชุมชน และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3,152 ชุมชนมีเป้าหมายต้องย้ายออกอย่างน้อย 50% ภายในปี 2564 โดยยึดตามรูปแบบของปทุมธานีโมเดล ด้วยการสร้างที่อยู่ใหม่ให้ผ่อนจ่ายในอัตราที่เหมาะสม ส่วนงบประมาณนั้นต้องหารืออีกครั้ง

              “การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำกรณีที่แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขุดลอกด้วยโดยบริเวณตลิ่ง ต้องสามารถระบายน้ำได้2,500 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที และที่คันกั้นน้ำต้องระบายน้ำได้ 1,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ปัจจุบันสามารถรับน้ำได้เพียง 700-800 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น ซึ่งกรมเจ้าท่าต้องเร่งขุดลอกด้วย เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้เร็วขึ้น “นายสมเกียรติ กล่าว

                นายคณพศ วรรณดี ผู้อำนวยการสำนักเลขานุการคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ (กนช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนสภาพการใช้ที่ดินที่เป็นคอนกรีต เมื่อฝนตกทำให้น้ำไหลไปหมดไม่ซึมลงดิน เกิดปัญหาน้ำท่วมแรง เร็วและมากกว่าเดิม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการใช้สภาพดินเป็นเรื่องใหญ่ การออกแบบสิ่งก่อสร้างต้องคิดถึงอนาคต

               นายสมเกียรติ สิริพิทักษ์เดช ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมโยธา กรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ในเขตภาคกลางมีการเปลี่ยนแปลงที่ดินจากกิจกรรมด้านการเกษตร เป็นที่อยู่อาศัยที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม และยังเป็นสาเหตุให้ท่วมมากขึ้นเข้าไปอีก

                ดังนั้นกรมโยธาฯมีพระราชบัญญัติ 3 ฉบับที่สามารถควบคุมได้ คือ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ.ขุดดินถมดิน แต่ต้องวางแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วยเพื่อผังจังหวัดอย่างลงตัวทั้ง 22 ลุ่มน้ำ

                      ที่ผ่านมามีแผนสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแล้ว 500 กม. ส่วนใหญ่เพื่อป้องกันแม่น้ำตามเขตแดนเพื่อลดการสูญเสียอาณาเขตประเทศ และตั้งแต่ปี 2561 มีแผนจะดำเนินการอีก 1,500 กม. ภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำ 20 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 75 กม. โครงการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ออกแบบแล้ว 14 โครงการ 69 ชุมชน แผนที่อยู่ระหว่างออกแบบ 134 โครงการ แล้วเสร็จ 90 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ 42 โครงการ

                     นายนพดล ยิ้มประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 13 กล่าวว่า เมื่อเกิดน้ำท่วมกรมทางหลวงสามารถดำเนินการได้เพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น คือการสูบน้ำออก และระยะกลางคือต่อท่อปั๊มน้ำออกเท่านั้นไม่สามารถทุบหรือทำลายถนนเพื่อเป็นทางระบายน้ำได้ เนื่องจากความเสียหายที่ตามมาจะมีมากกว่า โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง จึงจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานอื่นช่วยระบายน้ำ