เกษตรฯ ทบทวนแผนยุทธศาสตร์น้ำจาก12 ปีเป็น20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277335

เกษตรฯ ทบทวนแผนยุทธศาสตร์น้ำจาก12 ปีเป็น20ปี

ยุทธศาสตร์น้ำ, เกษตร, ทบทวน, ยุทธศาสตร์, ปีเป็น20, เกษตรฯ, ปีเป็น20ปี

เกษตรฯ ทบทวนแผนยุทธศาสตร์น้ำจาก12 ปีเป็น20ปี

       นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำและการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จัดสัมมนาดังกล่าว เพื่อทบทวนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จาก 12 ปี เป็น 20 ปี ระหว่างปี 2560 – 2579 และเปิดเวทีอภิปราย เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง กรมทรัพยากรน้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งการทบทวนยุทธศาสตร์น้ำดังกล่าว จะร่วมกันแก้ไขเรื่องน้ำในภาพรวม โดยจะปรับให้สอดคล้องกับปัญหาน้ำที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 2 น้ำสนับสนุนภาคการผลิต (น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย โดยในยุทธศาสตร์นี้จะต้องทบทวนในประเด็นเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำเพิ่มเติม เช่น ถนน สะพาน รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่มีการขยายตัว ซึ่งถือเป็นสาเหตุทำให้เกิดน้ำท่วม อย่างไรก็ตาม การจัดทำแผนอย่างเป็นระบบและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาตามบทบาทของแต่ละหน่วยงาน จะเป็นแผนงานในการช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้
นายเลิศวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่สัมมนา ได้แก่ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง โดยในระยะเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ คือ การแก้ไขปัญหาการระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  มีโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ รวม 93 แห่ง ประกอบด้วย ระบบระบายน้ำ 38 แห่ง สถานีสูบน้ำ 15 แห่ง ประตูระบายน้ำ 40 แห่ง การทบทวนโครงการที่จะสามารถดำเนินการในระยะเร่งด่วนระหว่างปี 2560 – 2561 เช่น การปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานทั้งตะวันออกและตะวันตก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีน เป็นต้น สำหรับการตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ภาคกลางในเบื้องนั้นต้น พบว่า มีสิ่งกีดขวางทางน้ำประเภทต่าง ๆ เช่น ถนน สะพาน แนวป้องกันตลิ่ง ท่อระบายน้ำ เป็นต้น จำนวน 221 แห่ง ซึ่งจะร่วมกันกำหนดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จะมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ การเสริมสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตและการป้องกันอุทกภัยทั้งระบบ รวมถึงการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ ในเขตพื้นที่ 6 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง ระหว่างวันที่ 9 – 30 พฤษภาคม 2560 เพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติงานของภาครัฐ พร้อมทบทวนเป้าหมายและมาตรการที่สอดคล้องกัน และส่งต่อให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ไปจัดทำการรับฟังความคิดเห็นกับภาคประชาชนทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ต่อไป รวมถึงระดมสมองแก้ไขและปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งวิเคราะห์ถึงปัญหาและสาเหตุการเกิดอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ด้วย

เกษตรฯ จับมือกลุ่มมิตรผล พัฒนางานวิจัยเกษตรเชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277177

เกษตรฯ จับมือกลุ่มมิตรผล พัฒนางานวิจัยเกษตรเชิงพาณิชย์

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, เกษตร, จับมือ, กลุ่ม, มิตร, พัฒนา, งานวิจัย, เชิงพาณิชย์, เกษตรฯ, จับมือกลุ่มมิตรผล

เกษตรฯ จับมือกลุ่มมิตรผล พัฒนางานวิจัยและต่อยอดเทคโนโลยีการเกษตรเชิงพาณิชย์ระยะ 5 ปี นำร่อง 3 โครงการ

 

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยีการเกษตรตามแนวทางเกษตรยั่งยืน ระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กับ บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด และบริษัทในเครือ ว่า การลงนามความร่วมมือระหว่างกันครั้งนี้จะเป็นการร่วมมือแบบประชารัฐเน้นการปรับเปลี่ยนเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ สภาพอากาศ สภาพสังคม โดยในช่วงที่ผ่านมางบประมาณด้านการวิจัยพัฒนาน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว จำเป็นต้องร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีความพร้อม โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องใช้เครื่องจักรกล และเทคโนโลยี เป็นการทำงานในลักษณะประชารัฐ ที่กระทรวงเกษตรฯ คาดหวังว่าจะเป็นแบบอย่างให้กับงานอื่นๆ ในอนาคตด้วย

สำหรับโครงการวิจัยภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ในช่วงแรก ระยะ 5 ปี จะมีความร่วมมือในงานวิจัย 3 โครงการ คือ 1. โครงการวิจัยการปลูกพืชหลังนาเพื่อเป็นพืชหมุนเวียน และ บำรุงรักษาดิน งบประมาณ 5.4 ล้านบาท โดยพืชที่เลือกใช้ คือ ถั่วเหลือง เพราะตลาดมีความต้องการสูง แต่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าต่อปีในปริมาณที่มาก โดยปัจจุบันไทยมีความต้องการถั่วเหลืองโดยเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านตัน แต่เราสามารถผลิตได้ในประเทศเฉลี่ยเพียงปีละ 50,000 ตันเท่านั้น  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการทดลองปลูกถั่วเหลืองพันธุ์เชียงใหม่ 60 และ สจ.5  โดยนำร่องในพื้นที่ 150 ไร่ ของ อ.ชุมแพ และ อ.ภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นการปลูกถั่วเหลืองโดยวิธีเกษตรสมัยใหม่ คือ ใช้เครื่องจักรกล เทคโนโลยี ทั้งช่วงต้นฤดูฝน และ ฤดูแล้ง ในพื้นที่แปลงนาข้าวซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับทำให้มีแนวทางการปลูกพืชก่อน และหลังนา โดยใช้เครื่องจักรกลที่มีอยู่เดิม รวมถึงทำให้การปลูกถั่วเหลืองก่อนและหลังนา มีต้นทุนลดลง ผลผลิตมากขึ้น และ มีคุณภาพดีขึ้นตรงความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรสามารถนำการวิจัยไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ได้

2. โครงการวิจัยการป้องกันศัตรูพืชด้วยสารควบคุมศัตรูพืชที่ได้จากธรรมชาติ เป็นการส่งเสริมการทำการเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะต้องไม่ใช้สารเคมีทำการเกษตร  จึงต้องการวิจัยพัฒนาการป้องกันควบคุมแมลงศัตรูพืชที่ไม่ใช้สารเคมี โดยใช้วิธีธรรมชาติ และ นวัตกรรมอื่นๆ ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับจะส่งผลให้มีสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย และลดการนำเข้าสารเคมี 3. โครงการปรับปรุงคุณสมบัติของดิน เป็นการศึกษาวิธีการปรับปรุงคุณสมบัติของดิน ให้เหมาะสมกับการทำการเกษตรในพื้นที่มีผลผลิตต่ำ โดยเน้นเป็นพื้นที่เฉพาะบริเวณ รวมทั้งการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่อีกด้วย ผลที่คาดว่าจะได้รับ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย และ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

จันทบุรี แถลงข่าวการจัดงานมหานครผลไม้ 2017ของดีเมืองจันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277173

จันทบุรี แถลงข่าวการจัดงานมหานครผลไม้ 2017ของดีเมืองจันท์

์จันทบุรี, นายวิทูรัช ศรีนาม, จันทบุรี, แถลงข่าว, จัดงาน, มหานคร, ผลไม้, 2017, ของดี, เมือง, จันท์, 2017ของดีเมืองจันท์, ปลูกดี กินดี ใต้ร่มพระบารมี

จันทบุรี แถลงข่าวการจัดงานมหานครผลไม้ 2017 FRUITPITAL FAIRประชาสัมพันธ์ของดีเมืองจันท์

          วันที่ 16 พ.ค.60 เวลา 13.00 น. จังหวัดจันทบุรีจัดงานแถลงข่าว การจัดงานเทศกาลผลไม้ของจังหวัดจันทบุรี โดย นายวิทูรัช ศรีนาม ผวจ.จันทบุรี นายธนภณ กิจกาญจน์ นายก อบจ.จันทบุรี นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี ซึ่ง ปีนี้ ได้กำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 3 ถึง 11 มิถุนายน 2560 ณ ศูนย์ราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี ภายใต้ชื่องาน “มหานครผลไม้ FRUITPITAL FAIR” เพื่อสร้างการรับรู้ความเป็นมหานครผลไม้ของภาคตะวันออก (จันทบุรี ระยอง และตราด) หรือศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนของประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรมทั้งด้านการผลิตและการตลาด และเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดผลไม้ตลอด Value Chain

ภายในงาน แบ่งพื้นที่การจัดงานออกเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย โซน A : Fruit Shopping ร้านค้าผลไม้แปรรูปในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก และ เครือข่าย OTOP ระหว่างภูมิภาค / โซน B : Fruit Farming ร้านค้าผลไม้สด ( ปลอดภัยและอินทรีย์ ) และ กิจกรรมของสภาเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร 10 อำเภอ / โซน C : Fruit Learning ส่วนจัดแสดงเทคโนโลยี และ นวัตกรรมทางการเกษตร การค้าผลผลิตทางการเกษตร การอบรมสัมมนา การจับคู่ทางธุรกิจ /โซน D : Fruit Loving นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ปลูกดี กินดี ใต้ร่มพระบารมี” และ โซน E : Fruit Playing การจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร เครื่องมือทางการเกษตร ร้านค้า สินค้า อุปโภค บริโภค

นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดจันทบุรี สวนผลไม้ที่เปิดให้เที่ยวชมสวนในช่วงเทศกาล การจำหน่ายอัญมณีและเครื่องประดับที่ศูนย์อัญมณีเครื่องประดับจังหวัดจันทบุรี โดยคาดหวังว่าการจัดกิจกรรมต่างๆ ในงานฯ จะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการกระตุ้นและสร้างองค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างกลไกทางการตลาดไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบ. จัดแถลงข่าวในวันอังคารที่16พ.ค.2560..นี้ เวลา13.00น.ณ อบจ.จันทบุรี

กนช.อนุมัติกว่า8หมื่นล้าน ขุด2คลองใหม่ป้องน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277165

กนช.อนุมัติกว่า8หมื่นล้าน ขุด2คลองใหม่ป้องน้ำท่วม

กนช, กนชอนุมัติกว่า8, หมื่น, ล้าน, ขุด2, คลอง, ใหม่, ป้อง, น้ำท่วม

กรมชลฯเตรียมขุด 2 คลองใหม่ หลังกนช.อนุมัติงบแล้วกว่า 8 หมื่นล้าน เร่งระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม

           นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมดำเนินโครงการขุดคลองใหม่ 2 แห่ง วงเงิน 87,600 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้อนุมัติโครงการและวงเงินไปแล้ว สามารถก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ 2561 ประกอบด้วยคลองบางบาน-บางไทร ระยะทาง 22 กิโลเมตร(กม.) วงเงิน 17,600 ล้านบาท สามารถระบาย 1,200 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที และป่าสัก-อ่าวไทยระยะทาง 135 กม. วงเงินก่อสร้าง 70,000 ล้านบาท สามารถระบายน้ำได้ 600 ลบ.ม.ต่อวินาที

          ทั้งนี้ การขุดคลองใหม่ดังกล่าว เพื่อป้องกันอุทกภัย ระยะเวลา 5 ปี มีทั้งหมด 3 คลองในฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ร่วมกับคลองวงแหวนรอบ 3 ระยะทาง 112 กม. เป็นคลองยาวจาก ระยะทางจากบางไทร-อ่าวไทย เพื่อระบายน้ำในฝั่งตะวันออก 500 ลบ.ม.ต่อวินาที คลองนี้จะศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ประมาณเดือนก.พ.2561 เป็นโครงการที่ศึกษาร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น(ไจก้า) และจะดำเนินการควบคู่ไปกับกระทรวงคมนาคม ที่ขณะนี้คมนาคมทำอีไอเอ ไปแล้ว สามารถก่อสร้างได้เลย

            สำหรับการเพิ่มช่องทางระบายน้ำตามแผนรับมือน้ำท่วม ในระยะสั้นกรมชลประทานได้แก้ปัญหาการระบายน้ำทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออกตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน โดยจัดทำระบบระบายน้ำ 38 แห่ง แล้วเสร็จ 25 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ 13 แห่ง สร้างและปรับปรุงสถานีสูบน้ำ 15 แห่ง แล้วเสร็จ 6 แห่ง กำลังดำเนินการ 9 แห่ง งานประตูระบายน้ำ 40 แห่งแล้วเสร็จ 22 แห่ง กำลังดำเนินการ 18 แห่ง  ยังมีแผนเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้เลยในปี2560 อีก 41 รายการ วงเงิน 1,528  ล้านบาท

            ส่วนแผนหลักการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ วงเงินทั้งสิ้น 932 ล้านบาท พื้นที่ 4 บึงใหญ่ ได้แก่ บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงสีไฟ จ.พิจิตร กว้านพะเยา จ.พะเยา และหนองหาร จ.สกลนคร แต่ละกิจกรรมเพิ่มพื้นที่รับน้ำได้ เช่น แผนงานขุดลอกบึงบอระเพ็ด โครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด วงเงิน 248 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มระดับกักเก็บน้ำ สูงสุดในฤดูฝนจาก 180.26 ล้าน ลบ.ม. เป็น 318.66 ล้าน ลบ.ม.

วิกฤตินาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277089

วิกฤตินาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู

ดอยงู, วิกฤติ, นาปรัง, โครง, การชลประทาน, อ่างเก็บน้ำ

วิกฤตินาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู

                วิกฤติของพื้นที่นาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู อ.เวียงป่า จ.เชียงราย คือน้ำ ไม่พอกับความต้องการ

วิกฤตินาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู

               อ่างเก็บน้ำดอยงูมีความจุ 7 ล้านลูกบาศก์เมตรก็จริง แต่มีน้ำใช้การเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งที่ผ่านมาเพียง 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และเหลือเพียง 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วง 1 เดือนเศษก่อนเข้าฤดูฝน

              ปริมาณน้ำต้องสัมพันธ์กับพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งกรมชลประทานกำหนดไว้ที่ 4,000 ไร่ แต่เกษตรกรปลูกถึง 11,000 ไร่ มากกว่าเกือบ 2 เท่าตัว น้ำที่ไหนจะพอ?

             อาจเป็นโชคดีที่มีพายุฤดูร้อนมาพร้อมฝน สภาพขาดแคลนน้ำจึงเบาบางลงอย่างมาก ราวกับไม่มีปัญหา ทั้งที่ปัญหายังดำรงอยู่อย่างเงียบๆ และรอวันประทุในวันข้างหน้า หากไม่มีการเตรียมการแก้ไข ไว้ล่วงหน้า

             โครงการชลประทานเชียงรายเรียนรู้มาโดยตลอดว่าปัญหานี้แก้โดยลำพังกรมชลประทานไม่มีทางสำเร็จได้ นอกเสียจากต้องดึงพลังจากเกษตรกรให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนด้วยเท่านั้น

             ท้ายอ่างเก็บน้ำดอยงูมีพื้นที่รับน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวา พื้นที่รับน้ำฝั่งขวามีฝาย 4 ตัว ประกอบด้วย ฝายชุ่มเมืองเย็น ฝายหนองหอย ฝายพ่อขุน และฝายโป่งนก ทำหน้าที่ทดน้ำที่ส่งจากอ่างเก็บน้ำดอยงูเข้าไปในพื้นที่การเกษตรอันเป็นพื้นที่ที่มีการแย่งชิงน้ำมากที่สุด

วิกฤตินาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู

            ฝายชุ่มเมืองเย็นไม่ค่อยมีปัญหาเพราะอยู่ต้นน้ำ แต่กลางน้ำอย่างฝายหนองหอยและฝายพ่อขุน และปลายน้ำอย่างฝายโป่งนกนั้นมีปัญหาได้น้ำบ้างไม่ได้บ้าง หลายส่วนถึงกับไม่ได้เลย

            กรมชลประทานใช้เครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำได้เรียนรู้ถึงศักยภาพของตัวเอง และนำเอาพลังศักยภาพนั้นมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำด้วย ซึ่งหมายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเกษตรกร ตลอดจนชุนชนในพื้นที่ชลประทาน

วิกฤตินาปรังในเขตโครงการชลประทานอ่างเก็บน้ำดอยงู

          นายไพโรจน์ แอบยิ้ม เจ้าหน้าที่การเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานเชียงราย กล่าวว่า ปัญหาระยะสั้นคือการบริหารจัดการน้ำช่วงก่อนเก็บเกี่ยว ซึ่งทุเลาปัญหาไปแล้วเมื่อฝนตกลงมาช่วย

           ปัญหาระยะต่อไปเกษตรกรจะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำอย่างไร ซึ่งจากการร่วมกันลงภาค สนามสำรวจสภาพปัญหา จัดทำแผนที่ทำมือเกี่ยวกับคลองส่งน้ำ แปลงเกษตร เจ้าของแปลง จำนวนที่ดิน แต่ละแปลง ปัญหาการส่งน้ำจะทำให้ทราบความต้องการน้ำและสามารถบริหารปริมาณน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณน้ำที่มี

           แกนนำเกษตรกรต่างยอมรับว่า ข้อมูลหรือมาตรการต่างๆ ที่กรมชลประทานดำเนินการนั้นเกษตรกรเองเป็นฝ่ายไม่ยอมรับ อาทิ อ่างเก็บน้ำดอยงูมีความจุเพียง 7 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ศึกษาร่วมกันต่างก็ยอมรับว่าจริงเพราะปลูกเกินกว่าที่กำหนด เกษตรกรเองต้องปรับบทบาทมาเป็นผู้ร่วมรับรู้ปัญหา ร่วมตัดสินใจและร่วมดำเนินการด้วย ไม่ปล่อยให้เป็นกรมชลประทานเพียงฝ่ายเดียว

        การกำหนดพื้นที่เหมาะสมแก่การปลูกพืช ชนิดของพืชที่จะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่ กรมชลประทานจัดสรรให้จะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง

          “เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะถ้ากรมชลประทานทำโดยลำพังเหมือนเดิม มันก็จะเกิดปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ขึ้นมาอีก แต่ถ้าเกษตรกรร่วมด้วย การแก้ไขปัญหาจะง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาจะมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน

            นอกจากนั้น เกษตรกรยังขอให้มีการจัดตั้งตัวแทนฝ่ายเกษตรกรในรูปคณะกรรมการ แทนการมีแต่แก่เหมืองหรือแก่ฝายเพียงลำพัง โดยมีจำนวนกรรมการเพิ่มอีก 6 คน รวมทั้งแก่เหมืองหรือแก่ฝายเดิมด้วย ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหารอบด้านมากขึ้น

           ในชั้นต่อไปจะมีการจัดแบ่งน้ำเป็นรอบเวรส่งน้ำทั้ง 3 ฝาย คือ ฝายหนองหอย ฝายพ่อขุน และฝายโป่งนก เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและเป็นการตกลงปลงใจของทั้ง 3 ฝาย

              “เดิมที ตัวแทนของฝายหนองหอยกับฝายพ่อขุน มองว่าการที่ฝายโป่งนกได้น้ำไปทำให้ 2 ฝายขาดแคลนน้ำ แต่เมื่อศึกษาจากข้อมูลร่วมกันก็เห็นพ้องว่า ไม่ได้เกิดจากการส่งน้ำของฝายโป่งนกแต่อย่างใด รวมทั้งยอมรับว่า ฝายโป่งนกแม้อยู่ปลายน้ำ ก็มีสิทธิได้รับน้ำเท่าเทียมเช่นเดียวกัน” นายไพโรจน์กล่าว

             นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กล่าวว่า ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ กรมชลประทาน ทำให้เกษตรกรหันหน้าเขาหากัน พูดจากัน แทนการแย่งชิงน้ำหรือใช้กำลังแก้ไขปัญหากลับกันการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาและเข้าใจถึงความเดือดร้อนของคนอื่นด้วย มีจิตใจแบ่งปันมากขึ้น และช่วยให้การแก้ปัญหาดีขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นความยั่งยืนและมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำดอยงู

เกษตรฯ เตรียมจัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา 60”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/277010

เกษตรฯ เตรียมจัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา 60”

เกษตร, เตรียม, จัดงาน, ตลาด, จตุจักร, สะพานปลา, เกษตรฯ, เตรียมจัดงาน, ตลาดจตุจักรสะพานปลา, ตลาดจตุจักรสะพานปลา 60, ตลาดจตุจักรสะพานปลา 2560

เกษตรฯ เตรียมจัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา 60” เพื่อเป็นศูนย์กลางตลาดซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปถูกกฎหมายอย่าง ยั่งยืน

 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวการจัดงาน  “ตลาดจตุจักรสะพานปลา 2560” ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การสะพานปลา (อสป.) กำหนดจัดงาน “ตลาดจตุจักรสะพานปลา 60” ขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 26 พฤษภาคม 2560 ณ สะพานปลากรุงเทพฯ ซอยเจริญกรุง 58 เวลา 11.00 – 21.00 น. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์กลางตลาดซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำสดและผลิตภัณฑ์แปรรูปของกลุ่มเกษตรกรประมงและผู้ผลิตที่ทำประมงถูกกฎหมายและยั่งยืน (Fresh and Non IUU Fishing MarketCenter) และให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย ในราคายุติธรรม รวมทั้งเป็นการส่งเสริม สนับสนุน อุดหนุนอาชีพของชาวประมงผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กลุ่มเกษตรกร ชุมนุมสหกรณ์เกษตรแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบกิจการแพปลา กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องกับการประมง สินค้าเกษตร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นอกจากนั้น ยังเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรยั่งยืน และการให้ความรู้ในการทำประมงถูกกฎหมายและคัดค้านการค้ามนุษย์ ซึ่งการจัดงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมจัดจำหน่ายสินค้าและแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก

“ตลาดจตุจักรสะพานปลา 2560 จะเป็นโครงการที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์แปรรูป นำไปสู่การยกระดับและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมประมง ที่จะสร้างความมั่นคงด้านอาหาร อีกทั้งยังส่งผลสะท้อนกลับไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยด้วย” น.ส.ชุติมา กล่าว

ด้าน ผศ.มานพ กาญจนบุรางกูร ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา กล่าวเพิ่มเติมว่า องค์การสะพานปลา ได้จัดงานตลาดจตุจักรสะพานปลา 60 ขึ้น เพื่อนำสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์แปรรูป ตลอดจนสินค้าเกษตรที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน โดยมีกว่า 50 ร้านค้า อาทิ หอยแมลงภู่และหอยแครงไซส์นอก จากสุรกิจฟาร์ม ที่ได้มาตรฐาน GAP จากกรมประมง ปลาอินทรีย์และกุ้งแชร์บ๊วยสด จากท่าเทียบเรือประมงชุมพร พืชผักออร์แกนิคจากฟาร์มลุงเครา รวมถึงสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน อาทิ น้ำตาลมะพร้าว/เกสรดอกเกลือ นอกจากนี้ ยังมีสินค้า OTOP อีกมากมาย อาทิ ปลาเค็มอบโอโซน ทองม้วนปลา ผ้าบาติก จากกลุ่มบ้านบาติก โรตีชาชัก ข้าวยำ/ข้าวคลุกกะปิ สินค้าจากกลุ่มเกษตรกร Innovative ข้าวกล้องไรซ์เบอรรี่ ไข่ไก่อินทรีย์ สินค้ากลุ่มเกษตรกรราชภูมิฟาร์มแก่นตะวันพุดดิ้งมะพร้าวอ่อน และสินค้าทะเลแปรรูปอีกมากมาย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการทำประมงถูกกฎหมาย การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ การจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) การตรวจสอบย้อนกลับโดยระบบ QR Code  เวทีแสดงการสาธิตการทำอาหาร การแจกพันธุ์ไม้ยืนต้นและผักสวนครัว และช่วงนาทีทองจำหน่ายสินค้าราคาถูกต่ำกว่าทุนอีกด้วย

ส.ป.ก.เตรียมแจกที่ดินแสนไร่ นำร่อง 6 จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276947

ส.ป.ก.เตรียมแจกที่ดินแสนไร่ นำร่อง 6 จังหวัด

สปก, เตรียม, ที่ดิน, นำร่อง, จังหวัด

ส.ป.ก.เตรียมแจกที่ดินแสนไร่ นำร่อง 6 จังหวัด

               นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก.เตรียมรายงานความก้าวหน้าการจัดที่ดินพื้นที่ยึดคืนด้วยมาตรา 44 ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่อพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้ส.ป.ก.ดำเนินการได้คืบหน้ากว่า 80% และเดือนมิถุนายน 2560 พร้อมจัดสรรให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน จังหวัดแรกคือจ.สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี เชียงใหม่ โคราช ชลบุรี และสระบุรี ทั้งนี้  ส.ป.ก.เริ่มเบิกงบประมาณเพื่อปรับพื้นที่ ทำถนน ทำแหล่งน้ำ โดยมีเป้าหมายแจกที่ดินส.ป.ก. 100,000 ไร่ ภายในเดือนกันยายน 2560  สำหรับการจัดสรรตามเป้าหมายแรก 100,000 ไร่ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม1.เป้าหมาย 30,000 ไร่ 33 แปลง ใน 9 จังหวัด กลุ่ม 2 มีเป้าหมาย 70,000 ไร่ 71 แปลง ใน 14 จังหวัด

สหกรณ์กันทรลักษณ์ขายทุเรียนพรีเมียมผ่านออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276945

สหกรณ์กันทรลักษณ์ขายทุเรียนพรีเมียมผ่านออนไลน์

ทุเรียนออนไลน์, สหกรณ์, ทรลักษณ์, ทุเรียน, พรีเมียม, ผ่าน, ออนไลน์

สหกรณ์กันทรลักษณ์ขายทุเรียนพรีเมียมผ่านออนไลน์

​ วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 นางกิตติวรรณ เผ่าพันธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด อำเภอกันทรลักษ์จังหวัดศรีสะเกษนำเจ้าหน้าที่เดินทางไปที่สวนแป๊ะวันดีบ้านซำตารมย์หมู่7ตำบลตระกาจอำเภอกันทรลักษ์ซึ่งเป็นสวนที่จะคัดทุเรียนพรีเมี่ยมจำหน่ายให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อมาทางออนไลน์

ซึ่งปีนี้ได้มีการเปิดให้สั่งซื้อทุเรียนศรีสะเกษผ่านทางแอพพริเกชั่นไลน์ทางเฟสบุ๊คและApp : co-opclickหรือwww.co-co-opclick.comซึ่งเป็นระบบการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย เพื่อดูความเรียบร้อยของทุเรียนที่จะจำหน่ายให้กับลูกค้า

นางกิตติวรรณ เผ่าพันธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด กล่าวว่าสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์รับเป็นศูนย์กระจายทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมพันธุ์หมอนทองจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคผู้บริโภคสามารถจะสั่งซื้อได้สามช่องทางคือทางแอพพริเกชั่นไลน์เฟสบุ๊คและ App : co-opclickหรือwww.co-co-opclick.com ซึ่งทางสหกรณ์จะสามารถสินค้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ผู้บริโภคจะได้รับประทานทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่มีรสชาติหอม หวาน กรอบนอก นุ่มในเนื้อละเอียดการสั่งซื้อทุเรียนทางออนไลน์สหกรณ์ได้มีการรับประกันทุกลูกเมื่อได้รับทุเรียนแล้วไม่ตรงกับที่สั่งหรือทุเรียนแก่ไม่เต็มที่ทุเรียนไม่สุกทางสหกรณ์จะเปลี่ยนใหม่ให้ทุเรียนที่ส่งไปให้ผู้บริโภคจะติดคิวอาร์โค๊ตไว้ให้ตรวจสอบได้ว่าเป็นทุเรียนสวนไหนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการรับรองมาตรฐานGMPทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะไม่ผิดหวังแน่นอน

ชาวโคราชร่วมจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์ควายไทย 14 พ.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276944

ชาวโคราชร่วมจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์ควายไทย 14 พ.ค.60

ร่วม, จัดกิจกรรม, อนุรักษ์, ควาย, พค60, วันอนุรักษ์ควายไทย

ชาวโคราชร่วมจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์ควายไทย 14 พ.ค.60

 เมื่อวันที่ 14พ.ค.60 ที่บ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา นายนิรันดร์ ดุจจานุทัศน์ปลัดจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นายพศวีร์ สมใจ ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอครบุรีพร้อมหัวหน้าส่วนงานราชการและผู้นำชุมชนในพื้นที่อำเภอครบุรี นำประชาชนชาวอำเภอครบุรีจัดกิจกรรม“วันอนุรักษ์ควายไทย”เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันช่วยกันอนุรักษ์กระบือไทย ซึ่งถือเป็นสัตว์ที่ช่วยเหลือชาวนาและมีคุณประโยชน์ต่อประเทศไทยมาช้านาน

กิจกรรมได้จัดให้มีพิธีสู่ขวัญควายทอดผ้าป่าสมทบทุนสร้างแหล่งผลิตปุ๋ยคอกจากมูลควาย การสาธิตการไถนาแบบโบราณด้วยการใช้แรงงานควาย การปลูกหญ้าเนเปียสร้างแหล่งอาหารให้กับควายในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการจัดบุพเฟ่อาหารสำหรับควายกลางทุ่งนาเพื่อสร้างสีสันให้กับงานในครั้งนี้

วันอนุรักษ์ควายไทย14ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่14พฤษภาคมของทุกปีเป็น“วันอนุรักษ์ควายไทย”ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้และให้ความสำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์การเลี้ยงควายไทยเนื่องจากปัจจุบันจำนวนควายไทยและผู้เลี้ยงควายไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องการและการจัดกิจกรรมเนื่องในวันอนุรักษ์ควายไทยของจังหวัดนครราชสีมาในครั้งนี้ เลือกจัดขึ้นที่บ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี เนื่องจากเป็นหมู่บ้านธนาคารโค–กระบือ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้และอนุรักษ์โคกระบือไทย อีกทั้งยังมีกระบือที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

ล่าสุดในพื้นที่ตำบลจระเข้หิน อ.ครบุรี มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือรวม124ราย มีจำนวนกระบือรวมกว่า600ตัว ในจำนวนนี้เป็นกระบือที่ได้รับมอบกระบือจากโครงการธนาคารโค–กระบือเพื่อเกษตรกรตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน124ตัว ซึ่งเกษตรกรได้รับมอบกระบือตามโครงการนี้จากกรมปศุสัตว์ ที่ให้ยืมไปทำการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เพื่อเพิ่มจำนวนประชากรกระบือพันธุ์ดีของประเทศให้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว

จัดงานมหกรรมควายยักษ์ เมืองสองแคว ครั้งที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276943

จัดงานมหกรรมควายยักษ์ เมืองสองแคว ครั้งที่ 2

ควายยักษ์, จัดงาน, มหกรรม, ควาย, ยักษ์, เมือง, ครั้ง, เมืองสองแคว, ครั้งที่

จัดงานมหกรรมควายยักษ์ เมืองสองแคว ครั้งที่ 2

 วันที่ 14 พ.ค.ที่บริเวณสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก นายทศพร ศรีศักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงานประกวดควายไทย ภายใต้ชื่องาน“มหกรรมควายยักษ์ เมืองสองแคว”ครั้งที่ 2 โดยมี นายศรีโรจน์ นิมมานพัชรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ดร. สุชาติ เมืองแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมพิธี ท่ามกลางเกษตรกรที่นำควายเข้าร่วมประกวดและประชาชนทั่วไปกว่า 1,000 คน

ผศ. ดร.ชนินทร์ อัมพรสถิร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า งาน “มหกรรมควายยักษ์ เมืองสองแคว” ครั้งที่ 2 นี้ จัดขึ้นภายใต้โครงการบริการวิชาการ“ฟื้นฟูควายไทย ให้ยิ่งใหญ่ในอาเซียน: ระบบการผลิตและโอกาสทางการตลาด”ประจำปีงบประมาณ 2560 ของมหาวิทยาลัยนเรศวร มีสำนักงานปศุสัตว์เขต 6 เป็นเจ้าภาพร่วม และได้รับความร่วมมือจาก สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย จัดส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นกรรมการตัดสินการประกวดครั้งนี้ ซึ่งมีควายเข้าร่วมประกวดทั้งหมด 100 ตัว ที่มาจาก 16 จังหวัด โดยการจัดงานประกวดควายไทยในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการคัดลักษณะควายที่ดีเพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ นอกจากนี้ยังเป็นเวทีให้เกษตรกรผู้เลี้ยงควายได้พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงผลงานการพัฒนาพันธุ์กระบือของประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาการผลิตกระบืออย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนประชากรกระบือของประเทศในอนาคต

ด้านนายทศพร ศรีศักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันอนุรักษ์ควายไทย เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำรัสถึงหลักการดำเนินโครงการธนาคารโค กระบือ เป็นครั้งแรก และปีนี้ถือเป็นปีแรกที่เรามีวันอนุรักษ์ควายไทย ปัจจุบันจํานวนควายไทยมีการลดลงอย่างรวดเร็ว จากสถิติของกรมปศุสัตว์พบว่าในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จำนวนควายของไทยลดลงอย่างรวดเร็วจากปี 2548 ที่มีมากถึง 1.6 ล้านตัว แต่ในปัจจุบันลดลงเหลือไม่ถึง 700,000 ตัว เนื่องจากการประกอบอาชีพทำนาปัจจุบัน มีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนแรงงานควาย อีกทั้งยังมีการนำควายเพศเมีย ควายที่ตั้งท้อง และควายอายุน้อยมาบริโภคมากขึ้น โดยมีการบริโภคปีละกว่า 200,000 ตัว ขณะที่มีลูกเกิดปีละประมาณ 150,000 ตัวเท่านั้น

นอกจากนี้ไทยยังมีการส่งออกกระบือมีชีวิตทั้งเพศผู้และเพศเมียไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่องอาทิ จีน และกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีความต้องการกระบือเพิ่มมากขึ้น กรมปศุสัตว์ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงมีแผนเร่งดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตกระบือ โดยเร่งกระตุ้นให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงกระบือเพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรี 500 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อกระบือให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงกระบือจำนวน 5,000 ราย เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งพัฒนาและอนุรักษ์พ่อแม่พันธุ์ดีโดยส่งเสริมการผสมเทียมกระบือด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีก็จะทำให้ได้ลูกกระบือที่มีลักษณะดี เลี้ยงง่ายและโตเร็ว ซึ่งคาดว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้าปริมาณกระบือของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 1ล้านตัว