ปลัด กษ.ลงพื้นที่ติดตามการเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276942

ปลัด กษ.ลงพื้นที่ติดตามการเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ปลัด, พื้นที่, ติดตาม, เลิก, ปลูก, ข้าวโพด, เลี้ยงสัตว์, น่าน

ปลัด กษ.ลงพื้นที่ติดตามการเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จ.น่าน

 วันที่ 14 พ.ค.60 ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรหม่อนไหมแปลงใหญ่ หม่อนไหม บ้านสบยาว ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจติดตามผลการดำเนินงานและเยี่ยมชม พื้นที่เปลี่ยนแปลง จากการเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจ แปลงเกษตรหม่อนไหม โครงการส่งเสริมการเลี้ยงหม่อนไหม เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สู่การเป็นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อพัฒนา อาชีพในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มระดับการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในเกษตรแปลงใหญ่ ที่มีคุณภาพมากขึ้น

โดยมีนายนคร มหายศนันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ นายจิตติศักดิ์ ศรีปัญญา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดน่าน พร้อมด้วยข้าราชการในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

สำหรับการเดินทางทาง ตรวจติดตามผลการดำเนินงานครั้งนี้ เพื่อเพื่อพบปะประชาชนในพื้นที่ หลังจากเมื่อก่อนประชาชน ได้ร่วมกันทำเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย โดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้พื้นที่ป่า ต้นน้ำลำธารและระบบนิเวศป่าหายไป ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล สำหรับพื้นที่ตำบลเมืองจัง ได้มีประชาชน ในพื้นที่รวมกลุ่มในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 48 ราย โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติ น่าน ได้ให้บริการด้านวิชาการการปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงไหม และการปลูกหม่อนผลสด ทดแทนการปลูกข้าวโพด โดยปีผลผลิตที่ผ่านมา ประชาชน ขายหม่อน รวมเป็นเป็นเงินกว่า 2,335,708 บาท ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มากกว่าการปลูกข้าวโพด

นอกจากนี้ ในพื้นที่ตำบลเมืองจัง ยังเป็นพื้นที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่ เนื้อที่3,000กว่าไร่ มีการปลูกประเภทผลไม้ อาทิ มะม่วง และการปลูกลิ้นจี่ มากที่สุดของจังหวัดน่าน ในปัจจุบันตำบลเมืองจัง มีพื้นที่ ปลูกสวนผลไม้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการทำสวนมะม่วง ลิ้นจี่ และลำไย รวมแล้วจำนวนกว่า4,900กว่าไร่ และยังเป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งการพัฒนาที่ชุมชนต่างๆ มาศึกษาดูงาน รวมทั้งชาวต่างประเทศด้วย สามารถนำไปเป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

  พร้อมกันนี้ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดฯ หลังจากได้ลงพื้นที่ เยี่ยมชม พื้นที่เปลี่ยนแปลง จากการเลิกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจ แปลงเกษตรหม่อนไหม พบปะกับเกษตรกรแล้ว ได้กล่าวว่า การมาดูพื้นที่การทำการเกษตร การของประชาชน ฟื้นฟูป่าต้นน้ำเพื่อฟื้นฟู ดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาชุมชนที่อาศัยอยู่ในและรอบพื้นที่ป่า เพื่อให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน พร้อมจะส่งเสริมฟื้นฟูสภาพผืนป่า เพื่อเลือกชนิดพืชเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับที่จะไปดำเนินการในเรื่องนี้ อีกทั้งมีการหารือเรื่องการลดการใช้สารเคมี และการนำรูปแบบวนเกษตรมาใช้ ลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย

ฝนตกยังไม่กระจายตัว ฝนหลวงฯ ต้องขึ้นบินปฏิบัติการช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276898

ฝนตกยังไม่กระจายตัว ฝนหลวงฯ ต้องขึ้นบินปฏิบัติการช่วย

ฝนตก, กระจาย, ฝนหลวง, ต้อง, ขึ้น, ปฏิบัติการ, ช่วย, ฝนตกยังไม่กระจายตัว, ฝนหลวงฯ

ฝนตกยังไม่กระจายตัว ฝนหลวงฯ ต้องขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำฝน

             จากสภาพอากาศของประเทศไทยตอนบนที่มีฝนตกหนัก มีพายุฝนฟ้าคะนองในบางพื้นที่ แต่ยังคงมีบางแห่งที่ฝนยังตกกระจายตัวไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ประกอบกับ สถานการณ์น้ำในเขื่อนบางเขื่อนยังคงอยู่ในระดับที่น้อย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเร่งปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำลงเขื่อนและช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค บริโภค ของเกษตรกรและประชาชนที่ไม่เพียงพอ ในพื้นที่ได้

วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำลงเขื่อนทางภาคเหนือและภาคตะวันออก เนื่องจากมีปริมาณน้ำใช้การอยู่ในระดับที่น้อย พร้อมทั้งช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่อาจได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนน้ำ เนื่องจากมีฝนตกกระจายไม่ทั่วถึงในบางพื้นที่ โดยได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือในพื้นที่การเกษตรจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่อำเภอเชียงดาว พร้าว แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเวียงเป้า จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา รวมถึงพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

ส่วนในภาคตะวันออก สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการ ฝนหลวงภาคตะวันออก จังหวัดสระแก้ว ปฏิบัติการในพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี อำเภอวังจันทร์ เขาะเมา จังหวัดระยอง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี รวมถึงพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด สำหรับในภาพรวมของการปฏิบัติการฝนหลวงในภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม – 13 พฤษภาคม 2560 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 69 วัน ขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 1,352 เที่ยวบิน (1912:15 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 1172.63 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 425 นัด มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 55 จังหวัด และทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 245.67 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้น้ำอย่างประหยัด และสามารถแจ้งการขอรับบริการฝนหลวงเข้ามาได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงตามภูมิภาคต่างๆ พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ศปมผ.ประสานสาธารณรัฐอินโดนีเซียนำแรงงานประมงกลับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276867

ศปมผ.ประสานสาธารณรัฐอินโดนีเซียนำแรงงานประมงกลับไทย

ศปมผ, ศปมผ, ประสาน, สาธารณรัฐ, อินโดนีเซีย, แรงงาน, ประมง, กลับ

ศปมผ.ประสานสาธารณรัฐอินโดนีเซียนำแรงงานประมงกลับไทย

   วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) โดยคณะทำงานด้านแรงงาน ศปมผ. รับลูกเรือซิลเวอร์ซี 2 จำนวน 3 คน กลับสู่ประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ภายหลังจากการประสานงานกับทางการอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 จากกรณีเรือซิลเวอร์ซี 2 ซึ่งเป็นเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ และ ลูกเรือจำนวน 13 คน ของบริษัท ซิลเวอร์ซี รีเฟอร์ จำกัด ถูกเรือของกองทัพเรืออินโดนีเซียเข้าจับกุมในระหว่างที่เรือจะเดินทางกลับประเทศไทย ขณะผ่านน่านน้ำของอินโดนีเซีย และได้แจ้งข้อกล่าวหาไม่ขออนุญาตแจ้งการขนถ่ายสัตว์น้ำ และไม่แจ้งการเดินเรือผ่านน่านน้ำอินโดนีเซีย เมื่อเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้จัดตั้ง ศปมผ. ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ลงวันที่ 28 เมษายน 2558 นั้น ศปมผ. โดยคณะทำงานด้านแรงงานดำเนินการรวบรวมคดีต่างๆ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานประสานงานกับสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง

ในเดือนกันยายน 2559 ศปมผ. ส่งเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานเดินทางไปประสานขอให้เจ้าหน้าที่ประมงอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน อนุญาตให้ลูกเรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ของลูกเรือฯ ให้เดินทางกลับประเทศไทย (ตามหลักกฎหมายสากล ลูกเรือ และประจำเรือที่ไม่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของเรือไม่มีความผิด)

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ลูกเรือฯ ชุดแรก จำนวน 9 คน ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทย โดยกัปตัน และลูกเรือฯอีก 3 คน ยังอยู่ในกระบวนการดำเนินคดีของอินโดนีเซีย  วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 ศปมผ. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านแรงงานเดินทางไปประสานงาน ครั้งที่ 2 ขอให้เจ้าหน้าที่ประมงอินโดนีเซียเร่งรัดการดำเนินคดี

วันที่ 20 เมษายน 2560 ได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า ศาลอินโดนีเซียนัดสืบพยาน และอนุญาตให้ลูกเรือที่เป็นพยานเดินทางกลับประเทศไทยได้  วันที่ 27 เม.ย.60 ศาลฯ นัดสอบพยานครั้งที่ 1 โดยมีลูกเรือฯ จำนวน 3 คน อยู่เป็นพยาน – วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 ศาลฯ นัดสอบพยานครั้งที่ 2 ลูกเรือฯ 3 คน อยู่เป็นพยาน

ล่าสุดวันที่ 12 พฤษภาคม 2560 ลูกเรือฯ จำนวน 3 คน ได้รับอนุญาตให้กลับประเทศ ได้แก่ นายชลอ พุ่มเปี่ยม ตำแหน่ง ต้นกลเรือ นายสถาพร พึ่งชื่น ตำแหน่ง ต้นเรือ และนายพรศักดิ์ ผายเงิน ตำแหน่ง ต้นหนเรือ แต่กัปตันเรือยังคงอยู่รอฟังคำพิพากษาของศาลอินโดนีเซีย ต่อไป

ทั้งนี้ บริษัท ซิลเวอร์ซี รีเฟอร์ จำกัด ได้ต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งใช้ระยะเวลาสู้คดีเป็นระยะเวลานาน ปรากฏข้อกล่าวหาเรื่องการขนถ่ายสัตว์น้ำ ทางบริษัทมีหลักฐานชี้แจงครบถ้วนทำให้พ้นมลทิน แต่กรณีการเดินทางผ่านน่านน้ำอินโดนีเซียนั้น เรือหลายสัญชาติได้ใช้เส้นทางดังกล่าวในการเดินเรือผ่านน่านน้ำอินโดนีเซียเช่นกัน

ดังนั้น ศปมผ. จะประสานทางการอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด และคาดหวังว่าทางการอิโดนีเซียจะได้พิจารณาในคดีความต่างๆ ให้มีความยุติธรรม และพิจารณาปล่อยเรือซิลเวอร์ซี 2 รวมทั้งกัปตัน ให้เดินทางกลับประเทศไทย เพื่อพบครอบครัว และญาติที่เฝ้าคอยด้วยความเป็นห่วงใย :สำนักประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย

เตือนเกษตรกร ขึ้นทะเบียนในฤดูการผลิตปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276864

เตือนเกษตรกร ขึ้นทะเบียนในฤดูการผลิตปี 2560

ขึ้นทะเบียนเกษตรกร, เตือน, เกษตรกร, ขึ้นทะเบียน, การผลิต, 2560, เตือนเกษตรกร

ก.เกษตร เตือนเกษตรกร ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในฤดูการผลิตปี 2560 เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดําเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) โดยจัดทําฐานข้อมูลเกษตรกรเป็นรายครัวเรือน เพื่อทราบสถานการณ์การผลิตประกอบการวางแผนพัฒนาด้านการเกษตรของประเทศ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และสนับสนุนการดําเนินงานตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ตลอดจน เป็นฐานข้อมูลสําหรับตรวจสอบการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีเกิดภัยพิบัติ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น ซึ่งการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ดําเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงเวลาเริ่มฤดูการผลิตใหม่ ปี 60 หากเกษตรกรท่านใดเตรียมวางแผนเพาะปลูกพืชใหม่ หรือปรับเปลี่ยนชนิด พื้นที่ ในการเพาะปลูก ขอได้โปรดปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียนด้วย

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการปรับปรุง/ขึ้นทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรรายเดิมเมื่อปลูกพืชแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน ให้มาแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน แต่ถ้าเป็นเกษตรกรรายใหม่ไม่เคยขึ้นทะเบียนมาก่อน ให้ไปแจ้งขึ้นทะเบียน ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก เพื่อกรอกคำร้องขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรพร้อมแนบสำเนาเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ทำการเกษตร สัญญาเช่าที่ดิน (กรณีเช่า) บัตรประจำตัวประชาชน ยื่นต่อเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกข้อมูลเข้าระบบ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลรับแจ้งขึ้นทะเบียนแล้ว จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแล้ว จะแจ้งให้เกษตรกรนำสมุดทะเบียนเกษตรกรมาปรับปรุงข้อมูลลงบนสมุดจัดเก็บไว้เพื่อแสดงตัวตน หากเมื่อใดที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจำเป็นต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบและรับรองสิทธิ์ภายในชุมชนอีกครั้งหนึ่ง

“จึงอยากขอความร่วมมือจากเกษตรกรแจ้งข้อมูลตามความเป็นจริง เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเอง โดยนำเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงไปติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ ในวันและเวลาราชการ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276687

ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์, พระราชา, การพัฒนา, อย่าง, ยั่งยืน, ศาสตร์พระราชา, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน, ครบวงจร

ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560 เวลา 20.15 น. โดยระบุว่า
วันนี้เป็นวันพืชมงคลซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร    ผู้ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เป็น “เสาหลัก” ที่ช่วยค้ำยันเศรษฐกิจของประเทศ เราจึงได้ยกวันนี้ให้เป็น “วันเกษตรกร”

สำหรับพิธีแรกนาขวัญที่ได้จัดขึ้นเมื่อเช้านี้ ถือว่าเป็นประเพณีโบราณของไทยมีทั้งการทำพิธีพุทธ ซึ่งก็คือพระราชพิธีพืชมงคล ในการทำขวัญ เมล็ดพืชพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อให้ปราศจากโรคภัยและเจริญเติบโตได้ดี และพิธีพราหมณ์ ก็คือพิธีที่เราเรียกกันว่าพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่เป็นการเริ่มไถนาเพื่อหว่านเมล็ดข้าว เพื่อให้เป็นอาณัติสัญญาณว่าฤดูเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว และเราก็ถือว่าเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยอันเป็นมงคลในช่วงการเพาะปลูกของปีที่กำลังมาถึง
ในการนี้กรมการข้าวที่เป็นผู้ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาในฤดูนาปี 2559 ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน ทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ จำนวน 11 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธี โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำมาใช้ มีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,865 กิโลกรัม และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” ที่ได้บรรจุในซองแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชน และกับชาวนาทั่วประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นมิ่งขวัญและเป็นสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป
รัฐบาลนี้ มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนและยืนเคียงข้างพี่น้องเกษตรกรตลอดมา ในโอกาสนี้พวกเราขอส่งแรงใจให้พี่น้องเกษตรกร สำหรับฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะเริ่มขึ้น โดยผมและรัฐบาลจะดำเนินการมาตรการเพื่อดูแลและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มความสามารถเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนด้านความเป็นอยู่ และรายได้ของพี่น้องเกษตรกรทุกท่านด้วย นะครับ
ผมขอเรียนว่าการแก้ปัญหาในภาคเกษตรและการช่วยเหลือพี่น้องชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน และเกษตรกรด้านอื่นๆ นั้น ไม่ใช่เพียงพูดว่าเป็นไปตามความรู้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ที่มีมาตั้งแต่  โบราณกาล ก็จะสำเร็จ นั่นเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรม อัตลักษณ์ของเกษตรกรไทย อันนี้ไม่มีใครที่จะมาเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราก็ต้องถือว่าวันนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่เราจะต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาให้ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

โดยปัจจุบันนั้น สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และความต้องการสินค้าเกษตร ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ในสังคมโลก ในวันนี้ แต่ละพื้นที่มีสภาพแตกต่างกันทำให้เราต้องวิเคราะห์ให้ดีว่า พื้นที่ที่ใช้ในการเพาะปลูกควรมีลักษณะอย่างไร ทั้งที่มีอยู่ในเขตหรือนอกเขตชลประทาน มีการกักเก็บน้ำมาอย่างต่อเนื่องเพียงพอหรือไม่ แม้แต่ระบบส่งน้ำ กระจายน้ำที่อาจจะยังไม่เพียงพอและยังเข้าถึงพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึงมากบ้าง น้อยบ้าง มีการใช้เครื่องมือเครื่องจักรเข้าช่วยในการผลิตหรือไม่ ได้มีการใช้เทคโนโลยี และความรู้ด้านต่างๆ มาพัฒนา มาใช้ ปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วหรือยัง  ปัจจัยเหล่านี้นะครับ ล้วนส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และความสามารถในการเข้าสู่ตลาดของผลผลิต รวมถึงรายได้ของเกษตรกรด้วย อันนี้เป็นกังวล เป็นห่วง
ที่ผ่านมานั้นรัฐบาล ใช้เวลาตลอด 3 ปี ได้มีการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาทุกขั้นตอน เรียกว่าครบวงจร พร้อมกับสื่อสารกับพี่น้องประชาชน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนามาอย่างต่อเนื่อง เราไม่ได้เพียงแต่บอกว่าท่านจะต้องทำอย่างไร หรือบังคับท่านอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างที่มีการกล่าวอ้างกัน แต่เราจะบอกว่าราคาผลผลิตจะขึ้นจะลง จะต่ำจะสูง ในช่วงใด ราคาเท่าไร เราต้องเตรียมความพร้อมอย่างไร ช่วงไหนจะกักเก็บน้ำได้มากขึ้น ช่วงไหนจะขาดน้ำ ช่วงไหนจะต้องพบกับปัญหาจากภัยธรรมชาติ และเราจะต้องเตรียมรับมืออย่างไร พื้นที่ใดจะประสบปัญหา พื้นที่ใดเหมาะสมควรจะปลูกพืชชนิดใด

ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการสร้างการรับรู้แบบครบวงจร ซึ่งเป็นหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ช่วยให้พี่น้องเกษตรกรสามารถปรับตัวได้ เพื่อมีการ เตรียมตัวรองรับความเสี่ยง และสามารถรักษารายได้ ให้สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างราบรื่น
แต่ในการแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องแก้ให้ “ครบวงจร” ด้วยนะครับ ทั้งต้นทางกลางทางและปลายทาง ของแต่ละกระบวนการ ทั้งการปลูก การแปรรูป การนำออกขาย และการพัฒนาเป็นนวัตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้ แน่นอนว่าต้องสัมพันธ์กับการบริหารจัดการน้ำอย่างแนบแน่น เพราะเป็นปัจจัยหลักที่มีความเชื่อมโยงกับการเกษตรและความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตของเรามาอย่างยาวนาน มีปัญหามากมาย แต่ก็ยังมีพี่น้องเกษตรกรบางท่าน ที่อาจจะยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยังคงคุ้นชินกับการทำแบบเดิม ๆ สิ่งเดิมๆ ก็อาจได้รับจากการชี้นำเดิมๆ ด้วยนะครับ ที่ยังไม่ได้ปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ อาจจะไม่ได้ดู ไม่ได้ระวัง ตั้งแต่ต้นทางของการทำเกษตรกรรม ก็คงเคยชินทำกันไปแบบเดิม ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการจ้าง เพราะว่าแรงงานทำไร่นาปัจจุบันนั้น ลูกหลานก็ไม่ค่อยทำ เขามาทำงานในเมืองใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ อะไรบ้างก็ไม่เป็นไร ก็คงเหลือแต่พ่อแม่ หรือผู้มีอายุ ทำไร่ทำนาอยู่ในปัจจุบันอยู่อีกเป็นจำนวนมากอาจจะปรับตัวไม่ทันเดิมอาจเป็นเจ้าของที่ดิน นำไปใช้ในการเพาะปลูก แต่อาจจะไม่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ หรือใช้เทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมอะไรบ้างเลย ใช้แรงงานทั้งหมดก็ทำให้ ไม่มีการรักษาผืนดินที่ดีขึ้น ผลผลิตก็ออกมาน้อยหรือเมื่อเกิดภัยธรรมชาติก็เสียหายมาก มีการใช้สารเคมีทำให้ดินเสีย ดินเสื่อม เหล่านี้นะครับนำไปสู่การมีหนี้สิน แล้วก็ทำให้เกิดภาระผูกพัน กลายมาเป็น จากเจ้าของนา เจ้าของไร่ เป็นต้องเช่าที่ดินจากนายทุนแทน เมื่อรายได้ไม่เพียงพอ ไม่พอใช้ ก็ต้องกู้ยืมเพิ่ม พอกพูนบนหนี้สินเดิม ทั้งหนี้ในระบบ นอกระบบ จนไม่สามารถจะปลดตัวเองจากพันธะสัญญากับเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของโรงสีได้ก็จะวนเวียนไปมาแบบนี้ ผมพูดเพราะอยากให้เห็นภาพ อยากให้มองให้ครบ ทำให้เราจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยน ปรับตัว ฟังให้รอบด้าน ทั้งนี้เพื่อจะนำความรู้ใหม่ ๆ มาใช้ประโยชน์ ก็ไม่ยากจนเกินไปถ้าทุกคนได้ติดตาม ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงของตัวเองเปลี่ยนเร็ว มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเร็วขึ้น นะครับ

วันนี้ เราทราบดีนะครับว่าหลายประเทศมีการลงทุนปลูกข้าวกันเอง ทั้งในประเทศและในพื้นที่ต่างประเทศแล้ว หลายประเทศวันนี้ก็จะหาซื้อข้าวคุณภาพที่มีราคาถูกเพื่อการบริโภค ซึ่งก็เริ่มมีออกมาแข่งกันมากขึ้นในตลาด ราคาแตกต่างกันมาก ระบบการซื้อขายข้าวในตลาดล่วงหน้าก็อาจทำให้เกิดการเก็งกำไร เกิดความกังวลในปัญหาร้อยแปดพันเก้าที่จะต้องส่งผลกระทบต่อราคาและผลผลิตข้าวราคาข้าวในตลาดล่วงหน้าจึงผันผวนมากกว่าขณะเดียวกัน ระบบพ่อค้าคนกลาง ที่อาจจะมีการตัดราคาซื้อบวกราคาขาย ที่บางครั้งไม่เป็นธรรมยังคงมีอยู่เหล่านี้เป็นปัญหาทับซ้อนของพี่น้องชาวเกษตรกรมายาวนาน

รัฐบาลนี้พยายามมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ในการที่จะแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ในระยะสั้นที่สุด และสามารถปรับตัวได้ สร้างรายได้ให้ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ลองคิดดูว่าทำไมรัฐบาลนี้จะต้องมาทำน้ำประปา ที่ยังขาดอยู่อีก  7 พันกว่าหมู่บ้าน ทำไมจะต้องมาซ่อมที่เก็บน้ำเกือบ 2 หมื่นแห่ง ทั้งๆ ที่ได้โอนให้ องกรส่วนท้องถิ่นไปดูแลแล้ว ก็ไม่ได้โทษองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลต้องกำกับดูแล ติดตาม ดูแลเรื่องงบประมาณ ดูแลเรื่องวิธีการ ทำได้หรือไม่ได้  ไม่ได้จะทำอย่างไร วันนี้ก็พยายามติดตามในเรื่องนี้อยู่ด้วย ที่ผ่านมานั้นอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง ขณะเดียวกันเราก็คงต้องเร่งการก่อสร้างระบบขนส่งน้ำที่ไม่สมบูรณ์ หรือไปสร้างในที่ไม่ควรจะสร้าง ไม่มีแหล่งน้ำต้นทุน เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง เพียงพอ ไม่มีแหล่งน้ำต้นทุน ก็เพราะน้ำนั้นเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการทำเกษตรกรรมทุกชนิดนั่นเองนะครับ
รัฐบาลนี้ได้นำปัญหาต่าง ๆ มาพิจารณาทั้งหมด และทยอยดำเนินการไปในทุกมิติ ทั้งซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุด สร้างเพิ่มในส่วนที่ไม่เพียงพอ ผมอยากให้ไปดูว่าหลาย ๆ อย่าง มีความก้าวหน้าไปมากพอสมควร รัฐบาลได้พยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร  โดยให้ทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร นายทุนพ่อค้าคนกลาง โรงงาน รวมถึงนักวิชาการ เข้ามามีส่วนร่วม แล้วก็พยายามที่จะเข้าใจปัญหาร่วมกัน ช่วยกันพูดคุยหารือถึงสิ่งที่ต้องแก้ไข แล้วก็แก้ไขไปด้วยกัน เข้ามาช่วยกันทำงาน ติเพื่อก่อ ไม่อยากให้พูดแค่ว่าเป็นห่วงเป็นใยเกษตรกร แล้วก็พูดแต่เพียงว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็อยากให้ทุกคนได้ช่วยกันมาระดมความคิดเห็น แล้วหาวิถีทางตัดสินใจให้ได้ว่า อะไรที่เราจะทำร่วมกันได้บ้าง ช่วยกันสนับสนุน เป็นกำลังใจกัน มากกว่าติเพียงอย่างเดียว ปัญหาไม่ใช่แก้ได้ง่ายๆ แต่เราก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว จะเห็นได้ว่าเราพยายามมามากมาย
การจะทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น เราจะต้องดำเนินการแบบครบวงจร อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ต้องใส่ “ใจ” ลงไปในการเพาะปลูก  เริ่มจากการปรับปรุงพันธุ์ การรักษาและพัฒนาดิน การใช้ปุ๋ยที่ไม่ทำลายคุณภาพของดิน หรือใช้แล้วก็ต้องมีวิธีพลิกฟื้นผืนดิน เพื่อให้เราสามารถใช้ผืนดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดีขึ้นกว่าเดิม ต้องรู้จักให้และรู้จักรับจากผืนดินที่เป็นแหล่งอาหารและรายได้ของเราทุกคน สร้างให้ผลผลิตมีคุณภาพ สร้างชื่อ สร้างความน่าเชื่อถือ นำนวัตกรรมมาปรับใช้ และหาตลาดใหม่ ๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะนำมาซึ่งรายได้ที่ยั่งยืน ที่ผ่านมานั้น หลายพื้นที่ จากการสำรวจมีการใช้ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง มีการเร่งปลูกข้าว เร่งปลูกพืชคุณภาพต่ำ เน้นให้ได้ปริมาณมากเอาไว้ ปลูกหลายๆ ครั้ง เพื่อจะนำออกมาขายให้ได้มากที่สุด คุณภาพก็ไม่ดี ขายก็ลำบาก ราคาก็ต่ำ ทำให้มีปัญหาต้องหาที่เก็บไว้อีก เมื่อจะออกนำมาขายภาครัฐ รัฐก็ระบายออกได้ยาก หรือขายเองก็ราคาต่ำมาก สิ่งเหล่านี้ ทำให้ทุกอย่างเกิดความเสียหาย เราต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมให้กลับมาให้ได้โดยเร็ว ถ้าหากว่าเราทำให้เสียหายเช่นนี้อีกต่อไป เราจะแก้ปัญหาอีกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เมื่อเราเห็นปัญหาแล้ว เราก็ต้องพยายามแก้ไขกันต่อไปอย่างเต็มที่ ทั้งปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับเปลี่ยนเพิ่มคุณภาพของการเพาะปลูก ในระยะยาว อีกด้วย
วันนี้ ผมขอยกตัวอย่างความพยายามของภาครัฐที่จะดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องของความ ก้าวหน้าของนโยบายที่จะส่งเสริมภาคเกษตรอย่างยั่งยืน สำหรับการปลูกข้าว โดยรัฐบาลได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน
สำหรับข้าว จะมีการดำเนินงาน 3 โครงการหลัก ได้แก่
(1) โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ (2) การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และ (3) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยมีระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี งบประมาณรวม 25,871.14 ล้านบาท
ทั้งนี้ ได้มีการเร่งรัดให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่โดยเพิ่มพื้นที่เป็น 750 แปลง เนื้อที่เพิ่มขึ้นอีก 0.75 ล้านไร่ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีใน 21 จังหวัด รวมพื้นที่ 300,000 ไร่ และขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ให้ได้  1 ล้านไร่ภายใน 3  ปี ครอบคลุมเกษตรกรจำนวนกว่า 66,000 ราย ในปีที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้ส่งเสริมระบบเกษตรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ มีเกษตรแปลงใหญ่ที่ปลูกข้าวรวม 425 แปลง เนื้อที่กว่า1 ล้านไร่  ส่วนการปลูกข้าวอินทรีย์ มีแหล่งผลิตข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วใน 47 จังหวัด จำนวน 5,362 แปลง พื้นที่รวมกว่า 60,000  ไร่
นอกจากนั้นรัฐบาลยังดำเนินการแบบบูรณาการในการรณรงค์เพิ่มมูลค่าของผลผลิต โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ามาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงข้าว โดยเฉพาะงานวิจัยด้านเทคโนโลยีจากบัญชีนวัตกรรมไทยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เป็นฐานข้อมูลในลำดับแรก โดยยึดความต้องการของตลาดหรือผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อให้ได้สินค้าที่ตรงกับความต้องการ รวมทั้งจัดหาตลาดรองรับผลผลิตจากพื้นที่แปลงใหญ่ ที่ให้ราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างรากฐานให้ชุมชน และพี่น้องเกษตรกร ในการเพิ่มรายได้ สามารถพึ่งตนเองได้

ซึ่งก็ถือว่าเป็นการน้อมนำเอาหนึ่งใน“ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักดำเนินงานของภาครัฐ จากพระราชดำรัสว่า “การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่น เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะผู้มีอาชีพและฐานะเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ ย่อมสร้างความเจริญในระดับสูงขึ้นได้ต่อไป” ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นหัวใจในการปฏิรูปและพัฒนาประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ทำให้พี่น้องประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน
สำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มช่องทางการตลาดสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และยกระดับรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มช่องทางการตลาดสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ยกระดับรายได้ และสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นให้พาณิชย์จังหวัดผลักดันเกษตรกรผลิตสินค้าอินทรีย์สู่มาตรฐาน สากล

ปัจจุบันเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในจังหวัดต่างๆ กว่า 30 จังหวัด โดยในปี 2559 ไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 4,000 ล้านบาท เป็นการส่งออกประมาณ 2,400 ล้านบาท (หรือร้อยละ 60) และคาดว่าในปี 2560 นี้ ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ สามารถเติบโตได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับก่อนหน้า สินค้าที่สำคัญได้แก่ ข้าว พืชผัก ผลไม้ เหล่านี้เป็นต้น มีเกษตรกรหลายรายได้พัฒนาการผลิตเกษตรอินทรีย์จนได้รับมาตรฐานสากลแล้วนะครับ
อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์อีกจำนวนมาก ที่ยังอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน สากล ทั้งนี้ก็เพื่อขยายโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้น จำเป็น ต้องมีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านการแปรรูป  การสร้างตราสินค้า การขอรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก ในเรื่องนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีโครงการอบรมฝึกปฏิบัติเชิงลึกในสวนเกษตรอินทรีย์

สำหรับพาณิชย์จังหวัด  ที่มีเกษตรกรในพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ ในโครงการ Organic Training Program ทั้งนี้ก็เพื่อให้พาณิชย์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบด้านส่งเสริม  และพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ได้มีความรู้และศักยภาพในการสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพิ่มช่องทางการตลาดการสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์และผู้ประกอบการสามารถถ่ายทอดและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดของตนได้ ทั้งในด้านการวางแผน การตลาด การบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมา ที่เรียกว่า (Story) ของสินค้านะครับ การออกแบบผลิตภัณฑ์  การขอตรารับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากล และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในระดับนานาชาติอีกด้วย

การอบรมฝึกปฏิบัติเรื่องเกษตรอินทรีย์ครบวงจร ซึ่งในเรื่องนี้ ครั้งนี้กำหนดเวลา 3 วัน  ระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2560 จะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเกษตรกร ที่ทำเกษตรอินทรีย์กับพาณิชย์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ โดยมีการฝึกปฏิบัติในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่มีชื่อเสียง และได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากล (IFOAM Accredited) อาทิ กลุ่มเกษตรกรชาวสวนบ้านหัวอ่าว สามพรานโมเดลนะครับ จังหวัดนครปฐม และไร่ปลูกรัก จังหวัดราชบุรี เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในวิถีเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งด้านการวางแผนการตลาด ช่องทางการตลาด ตลาดดิจิตอล การสร้างเครือข่ายเกษตรกร และผู้ค้าเกษตรอินทรีย์ ผมขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรที่สนใจ ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่พาณิชย์จังหวัดนะครับ สร้างเครือข่ายกันออกไป เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
ความพยายามทั้งหมด ทั้งมวลของรัฐบาล ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งที่เป็นเงินงบประมาณและวงเงินสินเชื่อผ่านธนาคารของรัฐ เช่น ธกส. ธนาคารออมสิน ก็เพื่อจะบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรด้วย ในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องอย่างเป็นระบบและยั่งยืน วันนี้ที่ผมอยากทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน อยากพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เนื่องจากผมเห็นว่ามีกลุ่ม หลายๆ กลุ่มนะครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง กลุ่มอดีตนักการเมือง กลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักธุรกิจ หลายๆ คน หลายๆ ฝ่าย ก็มาชี้แจงแถลงกัน ในสภาต่างๆ อาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง ว่า คสช. รัฐบาล ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ผมอยากให้ประชาชนลองฟังดูแล้วพิจารณาให้ถ่องแท้ ทุกคนต่างมีหน้าที่ แล้วก็แม่น้ำ 5 สาย ล้วนทำงาน ร่วมมือกันมาโดยตลอด ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไรกันทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า คงต้องทำความเข้าใจกันให้มากขึ้น วันนี้เราถึงมี ปยป. ขึ้นมาทำงานเพื่อจะบูรณาการ ทั้งแม่น้ำ 5 สาย ไปด้วยกันนะครับ ผมไม่ได้ตำหนิใครเลย ทุกคนทำหน้าที่ได้ดียอดเยี่ยมอยู่แล้ว ที่ผ่านมานั้นต้องรับรู้ว่ารัฐบาล คสช. ทำอะไรไปแล้วบ้าง ผลผลิตเกษตรทั้ง 6 ชนิด พืชหลัก รัฐบาลได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ละกิจกรรม อย่ามาพูดรวมกันอย่างเดียวว่าเกษตรกร ไม่ดีเลย ไม่มีรายได้ที่เพียงพอรัฐบาลไม่ช่วยเหลือ เราทำทุกอย่างทั้ง ข้าว ทั้งยาง ทั้งมัน ข้าวโพด ปาล์ม อ้อย นะครับ แล้วที่เกี่ยวข้องที่สุดก็คือ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน อย่าลืมนะครับ ทุกอย่างต้องอาศัยความเข้าใจ ความร่วมมือ ไม่เช่นนั้นเราก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ จะเกิดความขัดแย้งกันอย่างไม่สิ้นสุด ด้วยความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันนะครับ

นายกรัฐมนตรีกล่่าวปราศรัย เนื่องใน“วันเกษตรกร” ประจำปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276512

นายกรัฐมนตรีกล่่าวปราศรัย เนื่องใน“วันเกษตรกร” ประจำปี 2560

วันเกษตรกร, นายกรัฐมนตรี, ่่าว, ปราศรัย, เนื่องใน, เกษตรกร, ประจำปี, 2560, เนื่องในวันเกษตรกร

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปราศรัย เนื่องใน”วันเกษตรกร” ประจำปี 2560

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่่าวคำปราศรัย เนื่องในโอกาส “วันเกษตรกร” ประจำปี 2560 ซึ่งปีนี้ตรงกันวันที่ 12 พฤษภาคม พี่น้องเกษตรกรไทยที่รัก เนื่องในโอกาส “วันเกษตรกร” ประจำปี 2560 ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่ง ผมขอส่งความระลึกถึงและความปราถนาดีมายังพี่น้องเกษตรกรไทยทุกท่าน

ประเทศไทยของเราเป็นเมืองเกษตรกรรม เกษตรกรจึงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตสินค้าของประเทศ รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรในทุกมิติ ทั้งการสนับสนุนปัจจัยการผลิต การจัดหาช่องทางการตลาด การแก้ปัญหาการเกษตรอย่างยั่งยืน รวมทั้งการส่งเสริมให้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ ๆ มาใช้ในภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย

สำหรับในปี 2560 นี้ รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ คือ การยกระดับมาตรฐานเกษตรแปลงใหญ่ การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจรับรอง การสร้างความตระหนักเรื่องเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์แก่ทุกภาคส่วน โดยให้ทำการเกษตรที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยทั้งตัวผู้ผลิต ผู้บริโภค เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ซึ่งจะเกิดความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์ที่ดิน นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยแล้งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรในฤดูกาลถัดไป เพื่อให้เกษตรกรทำความเกษตรได้อย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศ มีหลายอย่างที่ต้องเริ่มต้นจากตัวเกษตรกรเอง และร่วมมือกับรัฐบาลในทุกมิติด้วย

ผมขอแสดงความขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรทุกท่าน มีความอดทน เข้มแข็งในการประกอบอาชีพ และน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในการดำรงชีวิต และการทำการเกษตรเพื่อขับเคลื่อนให้ภาคเกษตรกรรมของไทยเรามีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนตลอดไป

ในโอกาส “วันเกษตรกร” ประจำปี 2530 ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้โปรดอภิบาลประทานพรให้ พี่น้องเกษตรกรชาวไทย จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังใจ กำลังกาย ที่เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

ปล่อยวัวแดงใกล้สูญพันธุ์คืนสู่ธรรมชาติครั้งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276510

ปล่อยวัวแดงใกล้สูญพันธุ์คืนสู่ธรรมชาติครั้งแรกของโลก

วัวแดง, ปล่อย, ใกล้, สูญพันธุ์, ธรรมชาติ, ครั้งแรก

ม.เกษตรฯ ร่วม กรมอุทยานฯ และองค์การสวนสัตว์     ปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ ครั้งแรกของโลก

 

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แถลงถึง “ความสำเร็จในการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกของโลก”  เพื่อเป็นการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ทำบันทึกข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน ซึ่งมีโครงการที่ร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นกิจกรรมหลัก โดยโครงการแรกได้แก่ โครงการปล่อยละมั่งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงการปล่อยละมั่ง “อั่งเปา” ที่เกิดจากการผสมเทียมตัวแรกของประเทศไทยคืนสู่ป่าสลักพระ จ. กาญจนบุรี  ซึ่งประสบความสำเร็จมากและปัจจุบันอั่งเปามีลูกได้ในป่าธรรมชาติถึง 4 ตัวแล้วและยังคงใช้ชีวิตในป่า  ได้เป็นอย่างดี และกิจกรรมที่สองเป็น โครงการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของโลก       ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ได้ปล่อยวัวแดงไปแล้วจำนวน 7 ตัว และได้ติดตามหลังการปล่อยอย่างต่อเนื่อง พบว่าวัวแดงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพป่าธรรมชาติได้เป็นอย่างดี และสามารถให้กำเนิดลูกในป่าธรรมชาติได้ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จของการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติครั้งแรกของโลก  และเป็นก้าวสำคัญของวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าเมืองไทย และอีก 4 ตัวกำลังฝึกเข้ากล่องขนย้ายซึ่งจะปล่อยปลายปี นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาคเอกชน  และมวลชนจิตอาสาอนุรักษ์วัวแดง  ที่ได้น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า รวมถึงพระกรุณาของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงมอบให้ผู้แทนพระองค์มาปล่อยวัวแดง นำมาซึ่งความปลาบปลื้มแก่คณะทำงานและพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้

รศ.น.สพ.ดร.นิกร ทองทิพย์ ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกสัตว์ใหญ่และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้ประสานงานโครงการฯ และผู้ควบคุมดูแลสุขภาพวัวแดงก่อน-หลังการขนย้าย  ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การปล่อยวัวแดงในปีที่ 1 ได้ปล่อยวัวแดงเมือวันที่ 15 ธันวาคม 2557 จำนวน 4 ตัว เพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย 2 ตัว (อายุระหว่าง 3-5 ปี) ปีที่ 2 ปล่อยวัวแดงเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 จำนวน 3 ตัว เพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย

1 ตัว (อายุระหว่าง 3-6 ปี) โดยได้ติดตามศึกษาหลังปล่อยวัวแดง 4 ตัวในปีแรก โดยใช้วิธีจับสัญญาณวิทยุจากปลอกคอ (Radio Collar) / การแกะรอย / Camera Trap และในปีที่ 2 ใช้วิธีจับสัญญาณจากปลอกคอ (Radio Collar) และระบุพิกัดจากดาวเทียม (GPS Collar) ปลอกคอชุดนี้ใช้งานได้ทั้งระบบวิทยุ และดาวเทียม / การแกะรอย / Camera Trap โดยผลการศึกษาวัวแดงที่ปล่อยปีแรก พบว่าสามารถใช้พื้นที่ครอบคลุมพื้นที่ทุ่งสลักพระได้ทั้งหมด คิดเป็นพี้นที่ 50.82 ตารางกิโลเมตร หรือ 31,726 ไร่ ส่วนวัวแดงที่ปล่อยในปีที่ 2 อยู่ระหว่างการศึกษา

หลังจากการปล่อยวัวแดงปีที่สอง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 จากนั้นประมาณ 3 เดือน พบว่าวัวแดงทั้ง 2 กลุ่มรวมฝูงกัน และเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ช่วงเวลาเย็น (เวลา 16.42 น.) กล้อง Camera Trap สามารถบันทึกภาพนิ่งและวีดิโอของลูกวัวแดงที่เกิดจากวัวแดงที่ปล่อยเมื่อปีแรก จากขนาดของลูกวัวแดงคาดว่ามีอายุประมาณ 1 ปี นอกจากนี้ยังพบว่าลูกวัวแดงที่เกิดในธรรมชาตินี้ นับเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของการฟื้นฟูประชากรวัวแดงในผืนป่าสลักพระ

ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่จะฟื้นฟูสัตว์หายาก หรือใกล้สูญพันธุ์ ทั้งนี้ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน และทางองค์การสวนสัตว์เอง ก็มีบทบาทในการอนุรักษ์ การวิจัยและการศึกษาสัตว์ป่า โดยได้ร่วมภาคีกับหน่วยงานมหาวิทยาลัย กรมอุทยานฯ และยังได้สนับสนุนสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวางยาสลบสัตว์ป่าขนาดใหญ่ การบันทึกกระบวนการต่าง ๆ ที่จะปล่อยวัวแดง เช่น การถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ

ด้าน นายเสรี นาคบุญ  หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ สรุปความสำเร็จของโครงการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ เป็นครั้งแรกของโลก ว่า โครงการจะประสบความสำเร็จได้นั้นมีกระบวนการหลายขั้นตอน และมีภาคีเครือข่ายของทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ วิชาการ NGOs และมวลชน โดยเฉพาะต้องเริ่มจากสร้างความเข้าใจกับมวลชนหรือระเบิดจากข้างในและเรียนรู้ความเคลื่อนไหวของวัวแดงแล้วแจ้งมาที่ศูนย์ หรือวัวแดงเเรียกว่า Super Dream Team ซึ่งต้องมีศรัทธาในสิ่งที่ทำและบูรณาการร่วมกัน ในช่วงก่อนปล่อยต้องฝึกวัวแดงให้เคยชินกับการเข้ากล่อง การเคลื่อนย้าย ปรับสภาพ และปล่อย ซึ่งขณะนี้ฝึกให้อยู่ในกล่องให้นานที่สุด และหากวัวแดงทั้ง 3 ตัวมีความพร้อมก็จะปล่อยได้ประมาณเดือนสิงหาคม

วัวแดง (Banteng) เป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ที่เป็นเครือญาติกับกระทิง ในประเทศไทยจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนมลำดับที่ 180 ปัจจุบันวัวแดงสายพันธุ์ไทยแท้มีเหลืออยู่บนโลกไม่ถึง 500 ตัว จึงเป็นสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ในภาวะวิกฤต  ก็ยังมีความหวังเหลืออยู่บ้าง เนื่องจากที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ และกลุ่มประชาชนหัวใจสีเขียว ในจังหวัดกาญจนบุรีมีแนวคิดที่จะปล่อยวัวแดงที่ศูนย์เพาะเลี้ยงไว้กลับสู่ธรรมชาติเรื่องราวความเป็นมาเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งหมดต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ทั้งปรับสภาพวัวแดงให้สามารถกลับไปหากินในป่าได้ และปรับสภาพใจของคนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตร กว่าจะถึงวันปล่อยได้มีขั้นตอนอีกมากมาย ทั้งการตรวจเลือดเพื่อเช็ค DNA การขนย้ายวัวเข้าไปในป่าเพื่อปรับสภาพการหากินแต่แล้ววันที่รอคอยก็ได้มาถึง เมื่อได้เวลาเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการนักอนุรักษ์ในประเทศไทย กับการปล่อยวัวแดงกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี

‘ปิดทองหลังพระ’ผนึก มท. สร้างชุมชนพึ่งตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276504

‘ปิดทองหลังพระ’ผนึก มท. สร้างชุมชนพึ่งตนเอง

มรวดิศนัดดา ดิศกุล, ปิดทองหลังพระ, ผนึก, สร้าง, ชุมชน, พึ่งตนเอง, ปิดทองหลังพระผนึก, สร้างชุมชนพึ่งตนเอง

‘ปิดทองหลังพระ’ผนึก มท. สร้างชุมชนพึ่งตนเอง

 ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.นครราชสีมา และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาจัดงานงาน “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนเข้มแข็งตามพระราชดำริ”

ในโอกาสนี้นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ตามแนวพระราชดำริ” โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชดำรัสเพื่อให้รัฐบาลน้อมนำมาบอกกับประชาชนว่าทรงให้ดำเนินการต่างๆ ตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ โดยเฉพาะน้อมนำแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อด้วยการช่วยเหลือตัวเองก่อน ซึ่งในโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ทรงดำเนินเป็นแบบอย่างไว้นั้นก็เน้นการให้ประชาชนช่วยเหลือตนเอง เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาได้จึงขอความช่วยเหลือจากภายนอก

อย่างไรก็ตาม การดำเนินตามแนวทางพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ผ่านมายังมีความเข้าใจผิด ซึ่งเกิดมาจากหน่วยงานราชการเอง ทำให้การแก้ไขปัญหาออกมาในรูปแบบการตั้งกลุ่มการเกษตรต่าง ๆซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักการทำเกษตรยังไม่ใช่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง

แนวพระราชดำริ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้คือต้องสามารถรู้และแก้ไขปัญหาได้จากระดับครอบครัว ก่อนจะขึ้นมาสู่ชุมชนนำสิ่งที่ทำสำเร็จแล้วมาต่อยอดไม่ต้องไปหาจากข้างนอก ตามสิ่งที่ทรงมีพระราชดำรัสว่า เป็นการระเบิดจากข้างใน ซึ่งตามแนวทางหน้าที่ของหน่วยงานราชการและรัฐบาล คือการสนับสนุน เติมเต็มสิ่งที่ชุมชนขาด ไม่สามารถทำได้เอง

“นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันถือว่าสอดคล้องกับแนวพระราชดำริฯ ไม่ว่าจะเป็นโครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โครงการหมู่บ้านละ 250,000 บาทที่ปัจจุบันเน้นหลักให้ประชาชนคิดโครงการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน มีคณะกรรมการหมู่บ้านเข้ามาดูแลกจัดสรรการ ตรวจสอบการใช้เงิน เป็นความรับผิดชอบโดยชุมชนเอง”

เตรียมคลอดเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน 18 พ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276464

เตรียมคลอดเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน 18 พ.ค.

เครดิตยูเนี่ยน, เตรียม, คลอด, เกณฑ์, กำกับ, สหกรณ์, ออมทรัพย์, เครดิต, เนี่ยน

กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมคลอดเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน 18 พ.ค. นี้ เปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้แทนสหกรณ์ 200 แห่ง

           ดร.วิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ แนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน            ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้หารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อร่างหลักเกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และ               เครดิตยูเนี่ยนในระยะเร่งด่วน โดยมีสาระสำคัญได้แก่ กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทไม่เกินร้อยละ 3.5 ต่อปี กำหนดอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิก ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 80 ของกำไรสุทธิ                 การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ของเงินรับฝากและเงินกู้ยืม เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสหกรณ์ และกำหนดความสามารถในการก่อหนี้ไม่เกิน 1.5 เท่าของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง เพื่อไม่ให้ก่อหนี้เกินตัว

นอกจากนี้ การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ กำหนดให้สหกรณ์ให้กู้กับสหกรณ์หนึ่งได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้น           รวมกับทุนสำรอง และไม่เกิน 15 ล้านบาท ในกรณีที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อไม่ให้สินเชื่อกระจุกตัวที่ลูกหนี้รายใดรายหนึ่ง       พร้อมทั้ง กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทุนของสหกรณ์ในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง เพื่อไม่ให้การลงทุนของสหกรณ์มีความเสี่ยงสูง

สำหรับคุณสมบัติของสมาชิกสมทบ กำหนดให้รับได้เฉพาะบิดา มารดา สามี ภรรยาหรือบุตรของสมาชิกสหกรณ์นั้น หรือบุคคลในหน่วยงานที่ขาดคุณสมบัติจะเป็นสมาชิกเท่านั้น เพื่อป้องกันการระดมทุนจากภายนอก และสหกรณ์จะต้องรายงานธุรกรรมทางการเงินต่อกรมส่งเสริมสหกรณ์ทุกเดือน เพื่อให้สามารถติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงกำหนดมาตรฐานการสอบบัญชีให้ใช้ผู้สอบบัญชีที่ได้รับ ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อของงบการเงินด้วย

เกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2560 นี้               จะเป็นการกำกับดูแลสหกรณ์ที่เข้มข้นขึ้น เป็นหลักเกณฑ์ที่จะช่วยลดข้อกังวลจากทุกภาคส่วนที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินและความมั่นคงของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนทั่วประเทศ และยังช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบ               ต่อสถานะทางการเงินสหกรณ์ทั้งระบบด้วย ซึ่งในระหว่างการปรับตัวเข้าสู่หลักเกณฑ์กำกับตามที่กระทรวงการคลังเสนอ            จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ประกอบด้วยผู้แทนจาก              กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง ที่จะเข้ามาให้คำแนะนำ               และติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่กำหนด

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดเวทีเปิดรับฟังความเห็นจากตัวแทนสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ ว่าด้วยการกำกับดูแลกิจการทางการเงินสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน                               ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ในแนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนตามที่กระทรวงการคลังเสนอ   โดยการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นเรื่องเกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จะจัดขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม นี้  ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป  จำนวน  136 สหกรณ์ และที่มีสินทรัพย์น้อยกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท จำนวน 64 สหกรณ์ รวม 200 สหกรณ์  เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ธนาคารแห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์

พร้อมทั้ง ขอเชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังหรือเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์                    ในวันดังกล่าว หรือเสนอความเห็นผ่านทางเวปไซด์กรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2560    เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป

ฝนหลวงฯ ป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจังหวัดเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276462

ฝนหลวงฯ ป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจังหวัดเชียงใหม่

ฝนหลวง, ป้องกัน, พื้นที่, เสี่ยง, ภัยแล้ง, จังหวัด, เชียงใหม่, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจังหวัดเชียงใหม่

                วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ประสานงานกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากมีพื้นที่บางอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่กำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นพื้นที่ภัยแล้งได้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเร่งปฏิบัติฝนหลวงช่วยเหลือเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ดังกล่าวประสบกับภัยแล้ง

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากการรายงาน  การปฏิบัติการฝนหลวงของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการประสานงานกับคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือจังหวัดเชียงใหม่ เรื่องการช่วยเหลือพื้นที่ที่กำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ ได้แก่ พื้นที่บริเวณอำเภอฮอด จอมทอง อมก๋อย และดอยเต่า และมีความเสี่ยงต่อการประสบปัญหาภัยแล้ง จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จำนวนรวม 4 เที่ยวบิน 5 ชั่วโมงบิน ใช้สารฝนหลวงจำนวนรวม 4 ตัน พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง  ในพื้นที่ ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มปริมาณน้ำให้มีความเพียงพอต่อผู้ใช้น้ำ ทั้งการอุปโภค บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร

จากการปฏิบัติการฝนหลวง ที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2560 เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 1,266 เที่ยวบิน (1801:40ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 1095.80ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 404 นัดและภารกิจปฏิบัติการยับยั้งความรุนแรงพายุลูกเห็บ จำนวน 1125 นัด จังหวัด มีรายงานฝนตกรวม 55 จังหวัด ทั้งนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องได้ที่ เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร