ทส.พัฒนา“SMART NATIONAL PARK4.0” ปกป้องพื้นที่อนุรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276450

ทส.พัฒนา“SMART NATIONAL PARK4.0” ปกป้องพื้นที่อนุรักษ์

ทส.พัฒนา“Smart National Park4.0” ปกป้องพื้นที่อนุรักษ์ด้วยเทคโนโลยี

             พล..สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้กำหนดแผนแม่บทหลักในการพัฒนาประเทศ โดยขับเคลื่อนประเทศไปสู่ “Thailand 4.0”เป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รวมทั้งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว บนของนวัตกรรมใน20ปีข้างหน้า(..2560-2579)ตามยุทธศาสตร์ชาติ20ปี ขณะที่หนึ่งในภารกิจสำคัญของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ การปกป้องและดูแลพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศให้รอดพ้นจากภัยคุกคามต่างๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนากลไกและเครื่องมือเฝ้าระวังตรวจสอบสภาพพื้นที่ป่าที่มีประสิทธิภาพ

        ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับนโยบาย และพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจในเรื่องดังกล่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)โดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงได้วางแผนดำเนินโครงการ “Smart National Park 4.0”เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เป็นเครื่องมือช่วยเฝ้าระวัง ติดตาม และตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ป่าและอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นระบบ

           “ปัจจุบัน กรมอุทยานแห่งชาติฯ มีภารกิจที่ต้องดูแลพื้นที่อนุรักษ์ถึง73ล้านไร่ ด้วยจำนวนเจ้าหน้าที่มากกว่า30,000คน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาแนวทางปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังภัยคุกคาม โดยโครงการSMART NATIONAL PARK 4.0คือการจัดทำSmart Platformให้เป็นระบบศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ให้สามารถวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และวางแผนพัฒนาพื้นที่อุทยานให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมและถูกต้องมากที่สุด รวมทั้งเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้ก้าวไปสู่มาตรฐานสากล สามารถเฝ้าระวังภัยคุกคามในพื้นที่อุทยานแห่งชาติด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งตรวจสอบข้อมูลได้แบบReal Timeเพียงสัมผัสปลายนิ้ว”

             พล..สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากเป้าหมายเพื่อการปฏิบัติภารกิจและบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์แล้ว การพัฒนาโครงการSmart National Park 4.0ยังมีเป้าหมายเพื่อให้ประโยชน์ต่อประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยอำนาจความสะดวกในการให้เข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยว การสืบค้นข้อมูล ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว จองที่พัก ร้านอาหาร และศึกษาหาเส้นทางไปยังสถานที่ต่างๆ อีกทั้งยังสร้างการเรียนรู้ การปลูกจิตสำนึก การมีส่วนร่วมของเยาวชนและประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมกับสร้างเครือข่ายหรือตาสับปะรด เฝ้าระวังภัยคุกคาม การแจ้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หรือขอความช่วยเหลือ(SOS)ได้อย่างทันท่วงที

           โดยเบื้องต้นจะมีการเชื่อมโยงแอพพลิเคชั่นครบตามความต้องการใช้งานจำนวน7แอพพลิเคชั่น ได้แก่1.Park Ranger Application 2.Park Ranger Scout Application 3.Command Center Application (ศูนย์เฝ้าระวังภัยคุกคามพื้นที่อุทยานแห่งชาติ) 4.Park Tourist Application 5.Ticket System 6.เพื่ออุทยานแห่งชาติApplicationและ7.การประชาสัมพันธ์Applicationโดยปัจจุบันโครงการกำลังอยู่ระหว่างการร่างเอกสารกำหนดขอบเขตและรายละเอียดของภารกิจ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ภายในเดือนกันยายน2560นี้

           การพัฒนาโครงการSmart National Park 4.0นับเป็นการพัฒนาอุทยานแห่งชาติด้วยนวัตกรรมที่สามารถรักษาทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างอาชีพ รายได้ และหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจของชาติ ไปพร้อมๆ กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและเฝ้าระวังภัยคุกคามต่างๆ ที่จะเกิดกับอุทยานแห่งชาติ มีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์

          อย่างไรก็ดี การจะป้องกันการบุกรุกป่าและรักษาทรัพยากรธรรมชาติเอาไว้อย่างได้ผล มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ทั้งในการร่วมดูแลรักษารวมทั้งเข้าร่วมเป็นเครือข่ายแจ้งเหตุเมื่อพบการบุกรุกผืนป่า ซึ่งในอนาคตแอพพลิเคชั่นใหม่จะได้รับการพัฒนาขึ้น จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในการแจ้งเหตุได้ง่ายมากขึ้น และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

“มหาดไทย” จับมือ “ปิดทองหลังพระ”สร้างชุมชนตามแนวพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276410

“มหาดไทย” จับมือ “ปิดทองหลังพระ”สร้างชุมชนตามแนวพระราชดำริ

“มหาดไทย” จับมือ “ปิดทองหลังพระ” ชูแนวพระราชดำริ สร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยพลังชุมชน-ชาวบ้าน

         กระทรวงมหาดไทยโดยจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และมหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาจัดงาน “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนเข้มแข็งตามพระราชดำริ” นำเสนอประสบการณ์การพัฒนาชุมชนจากตัวแทน 5 ชุมชนที่สามารถพลิกฟื้นสู่การพัฒนาตนเองด้วยความเข้มแข็ง สร้างโมเดลการการทำงานร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางให้ชุมชนอื่น ในจังหวัด และพื้นที่ใกล้ได้เรียนรู้ ปรับใช้สู่การพัฒนาที่ยังยืน

เวที “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนเข้มแข็งตามพระราชดำริ” ระหว่างวันที่ 8-9 พ.ค.60 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมอนุสรณ์ 70 ปี ม.ราชภัฎนคราชสีมา จ.นครราชสีมา เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ บูรณาการร่วมกันในการประยุกต์ใช้พระราชดำริเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ มีผู้เข้าร่วมรับฟังจากชุมชนต่าง ๆในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 2,000 คน

นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ตามแนวพระราชดำริ”ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงพระราชดำรัสเพื่อให้รัฐบาลน้อมนำมาบอกกับประชาชนว่าทรงให้ดำเนินตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงพระราชทานไว้ โดยน้อมนำแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือตัวเองก่อน เป็นที่รับรู้ว่ามีโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆอยู่มากมายที่ได้ทรงทำไว้แล้ว และต้องการให้ชาวบ้านดูแลช่วยเหลือตัวเองก่อน แต่เมื่อทำแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้ให้พี่น้องไปทบทวนว่ามีตรงไหนที่ยังขาดตกบกพร่อง ยังทำไม่สำเร็จ ยังไม่มีการนำมาใช้ ก็ให้ไปหาแนวทางพระราชทานว่าจะทำอย่างไรให้เข้มแข็งได้

การดำเนินตามแนวทางพระราชดำริตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ผ่านมายังมีความเข้าใจผิด เกิดมาจากหน่วยงานราชการเอง การแก้ปัญหาจึงกลายเป็นเรื่องของการตั้งกลุ่มการเกษตรต่าง ๆ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักการทำเกษตรยังไม่ใช่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง การทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็งจึงต้องเริ่มจากครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนไปสำรวจตัวเองว่ามีปัญหาอะไร

โดยแนวพระราชทานของรัชกาลที่ 9 เมื่อในครัวเรือนรู้ว่าปัญหาของครัวเรือนคืออะไรก็ให้มีการพูดคุยว่าปัญหาอย่างนี้จะแก้ไขได้อย่างไร หาจุดอ่อนของตัวเอง ปัญหาที่พบให้จดบันทึกไว้โดยเรียงลำดับความสำคัญของปัญหาก่อนหลังและหาแนวทางแก้ไข การพูดคุยทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี จากที่ก่อนหน้านี้ อาจจะไม่มีเคยมีการพูดคุยกันมาก่อน เมื่อคุยกันแล้วเกิดความเข้าใจปัญหาร่วมกัน ร่วมกันหาทางออก จากระดับครัวเรือน ก็นำมาสู่ระดับชุมชน ระดับหมู่บ้าน เกิดความสามัคคีในชุมชน จึงเป็นไปตามแนวทางที่ทรงพระราชทานไว้

ปศุสัตว์สุ่มตรวจฟาร์มโคขุนสุโขทัยพบสารเร่งเนื้อแดง 7 ฟาร์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276311

ปศุสัตว์สุ่มตรวจฟาร์มโคขุนสุโขทัยพบสารเร่งเนื้อแดง 7 ฟาร์ม

ฟาร์มโคขุน, ปศุสัตว์, สุ่ม, ตรวจ, ฟาร์ม, สุโขทัย, เร่ง, เนื้อ

ปศุสัตว์สุ่มตรวจฟาร์มโคขุนสุโขทัยพบสารเร่งเนื้อแดง 7 ฟาร์ม

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างวันที่ 9-10 พ.ค.60 ชุดเฉพาะกิจส่วนกลางประกอบด้วยกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ร่วมกับกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ เข้าตรวจสอบฟาร์มโคขุนตามที่ได้รับการร้องเรียนในพื้นที่ อ.เมืองสุโขทัย อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย จำนวน 10 ฟาร์ม สุ่มเก็บตัวอย่างปัสสาวะโคขุนตรวจด้วยชุดทดสอบภาคสนาม (strip test) ให้ผลเป็นบวกต่อสารเร่งเนื้อแดงจำนวน 7 ฟาร์ม กักโคขุนรวมทั้งหมด 206 ตัว ส่งตัวอย่างอาหารและปัสสาวะโคขุนตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการต่อไป

เปิดสมาร์ทฟาร์มประชารัฐบ้านนากลาง ชูเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276294

เปิดสมาร์ทฟาร์มประชารัฐบ้านนากลาง ชูเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด

บ้านนากลาง, เปิด, สมาร์ท, ฟาร์ม, ประชา, บ้าน, กลาง, ล่อน, โรงเรือน

เปิดสมาร์ทฟาร์มประชารัฐบ้านนากลาง ชูเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด สร้างรายได้งาม

        วันที่ 10 พ.ค. 60 นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานเปิดโคร​งการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โครงการนากลางสมาร์ทฟาร์ม (จำหน่ายแปรรูปสินค้าเกษตร) ของกองทุนหมู่บ้านบ้านนากลาง หมู่ 9 ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ตามนโยบายรัฐบาลที่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับหมู่บ้านและชุมชนผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาได้เยี่ยมชมสวนเมล่อนในโรงเรือนระบบปิด ที่ปลูกเมล่อนรวม 4 สายพันธุ์ ซึ่งผลผลิตรุ่นแรกได้มีการจองและขายผ่านระบบสื่อออนไลน์ต่างๆจนหมดแล้ว ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 190 บาท  นับเป็นการเกษตรแบบทางรอด ที่เกษตรกรต้องรู้จักปรับเปลี่ยนศึกษา ในยุคที่ราคาพืชผลเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

นายสมบัติ ยกเชื้อ ประธานกองทุนหมู่บ้านนากลาง กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการลงทุนในระดับชุมชนผ่านกองทุนหมู่บ้านๆ ละ 500,000 บาท ซึ่งกองทุนหมู่บ้านนากลางหมู่ที่ 9  ได้ดำเนินโครงการนากลางสมาร์ทฟาร์ม โดยจัดทำโรงเรือนระบบปิดปลูกเมล่อน พืชผักสลัด และมะเขือเทศ และพืชผักอื่นๆ พร้อมกับจำหน่ายสินค้าแปรรูปเกษตร และจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไว้จำหน่ายในร้านค้าประชารัฐ โดยที่ผ่านมามีรายได้หมุนเวียนเข้าร้านค้าแล้วจำนวน 230,000 บาท ซี่งสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับสมาชิกในหมู่บ้านได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน นอกจากนั้นบ้านนากลางยังเป็นศูนย์เรียนรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดพังงาอีกด้วย

ด้านนายสราวุฒิ ธนาเจริญกุล นายอำเภอตะกั่วทุ่ง กล่าวว่า  อ.ตะกั่วทุ่ง มีกองทุนหมู่บ้านจำนวน 68 กองทุน และยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลครบทั้งหมดแล้ว โดยได้รับงบประมาณเพิ่มทุนในระยะที่ 3 จำนวน 42 กองทุน และยื่นขอรับงบประมาณโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ 32 กองทุน จัดสรรโอนเงินแล้ว 31 กองทุน พร้อมดำเนินการโครงการฯเสร็จสิ้นแล้ว คงเหลือรอการโอนอีก 1 กองทุน ถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อหมู่บ้านและชุมชน ในการนำงบมาบริหารจัดการกันเองภายใต้การมีส่วนร่วมของสมาชิก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้วเปิดชิมฟรีทุเรียนพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276272

 ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้วเปิดชิมฟรีทุเรียนพื้นบ้าน

พืชสวนพลิ้ว, ทุเรียนจันทบุรี, ศูนย์, วิจัย, พืชสวน, พลิ้ว, เปิด, ทุเรียน, พื้นบ้าน

 ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้วเปิดชิมฟรีทุเรียนพื้นบ้าน

             ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี นำโดย นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย ผอ. ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว ได้จัดเตรียมทุเรียนพันธ์พื้นเมืองไว้ให้ชิม เพียง10สายพันธุ์ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จำนวนไม่น้อยกว่า600สายพันธุ์ ภายใต้โครงการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมทุเรียน ถือเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ทุเรียนมากที่สุดของประเทศไทย และมากที่สุดในโลก

            ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม และหายาก ซึ่งปัจจุบันนี้สายพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ ลดจำนวนลงมากและใกล้จะสูญพันธุ์ ลงไป สาเหตุจากเกษตรกรได้เปลี่ยนมาปลูกพันธุ์การค้าทดแทนเพิ่มขึ้น ได้แก่ พันธุ์ชะนี หมอนทอง กระดุมทอง และพวงมณี เพื่อเป็นการเผยแพร่ทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมือง กรมวิชาการเกษตร จึงจัดงานมหกรรมชิมทุเรียนพันธ์พื้นเมือง โดยในปีนี้ นางสาวศิริพร วรกุลดำรงชัย ผอ. ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว บอกว่า ทุเรียนปัจจุบันแบ่งอกเป็น3กลุ่มคือทุเรียนพันธุ์การค้าได้แก่ พันธุ์หมอนทอง ชะนี กระดุม ก้านยาว ทุเรียนพันธุ์ใหม่ได้แก่ พันธุ์จันทบุรี 1 ,2 ,และ 3

               ทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ทีได้มีพันธ์ที่สับเปลี่ยนกันมาให้ชิม ได้แก่ พันธ์อีลีบ พันธ์สามกิ่ง พันธ์ขันทอง พันธ์กำปั่นขาว พันธ์วันทนา2 พันธ์วิชาญ พันธ์กบหัวล้าน ด้วยการหวังส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปมีจิตสำนึกและเห็นคุณค่าใน การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เบื้องต้นได้กำหนดช่วงเวลาชิมทุเรียนพันธ์พื้นเมืองและหายากขึ้น ในวันนี้จนถึงวันที่14 พฤษภาคม2560ตั้งแต่เวลา10.00น.ถึง12.00น. ณ ที่อาคารท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

              สำหรับประชาชน เกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ ผู้ส่งออกและนักวิชาการที่สนใจสามารถเข้าร่วมชิมรสชาติทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านและหายากได้ตามวันและเวลาดังกล่าวชิมฟรีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองหลากหลายสายพันธุ์และทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ พันธุ์จันทบุรี1 2 3ณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี โดยที่ผ่านมามีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เด็กๆ ก็มีความชื่นชอบกับการกินทุเรียน ที่จัดไว้ให้เพียงพอกับทุกท่าน ส่วนท่านใดสนใจ กิ่งพันธ์ติดต่อขอซื้อกิ่งพันธ์ได้รายละไม่เกิน25ต้นได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพลิ้ว

            ส่วนการจัดชิมทุเรียนฟรีจะมีไปถึงวันที่14พฤษภาคม2560ตั้งแต่เวลา10.00-14.00น. ณ อาคารท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี22110 ติดต่อสอบถามได้ที่ เบอร์0-3939-7030, 0-3939-7146

ฝนหลวงฯ ปฏิบัติการต่อเนื่องช่วยพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276255

ฝนหลวงฯ ปฏิบัติการต่อเนื่องช่วยพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่

ฝนหลวง, ปฏิบัติ, การต่อเนื่อง, ช่วย, พื้นที่, เกษตร, แปลง, ใหญ่, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ปฏิบัติการต่อเนื่องช่วยพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่

           วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา พบว่าการปฏิบัติการฝนหลวงทำให้มีฝนตกในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ได้ตรงตามเป้าหมาย สามารถช่วยเหลือเกษตรกรจากการขาดแคลนน้ำฝนได้ จึงได้สั่งการให้มีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องต่อไป

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศทำให้พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในบางพื้นที่ประสบกับกับปัญหาการขาดแคลนน้ำฝนอยู่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่ยังขาดแคลนน้ำฝน และจากการปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ซึ่งบริเวณที่ได้ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ที่มีการปลูกข้าวและมันสำปะหลังเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ จากการปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ในบริเวณอำเภอวังน้ำเขียว สีคิ้ว หนองบุญมา โชคชัย เสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ห้วยราช บ้านด่าน ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำมูลบน เขื่อน ลำแซะ โดยปฏิบัติการจำนวน 6 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 8:25ชั่วโมง ปริมาณการใช้สารฝนหลวงจำนวน 5.6 ตัน และการปฏิบัติการของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณอำเภอเมืองนครสวรรค์ ไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ โดยปฏิบัติการจำนวน 6 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 7:45 ชั่วโมงบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 4.2 ตัน

กรมชลฯล่องใต้พัฒนาแหล่งน้ำรองรับเขตศก.พิเศษสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276170

กรมชลฯล่องใต้พัฒนาแหล่งน้ำรองรับเขตศก.พิเศษสงขลา

กรมชลฯล่องใต้พัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มความมั่นคง รองรับ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา”

             กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำรองรับ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา” เร่งเพิ่มปริมาณความจุอ่างฯสะเดา และพัฒนาแหล่งน้ำใหม่เตรียมพร้อมสร้างอ่างฯอีก 2 แห่ง ได้น้ำเพิ่มขึ้นรวมกันอีกกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. มั่นใจจะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำสะเดา ต.สานักแต้ว อ.สะเดํา จ.สงขลา ด้วยการก่อสร้างฝายพับได้ที่อาคารระบายน้ำล้นเดิม ความสูง 1 เมตร ความยาว 15 เมตร ซึ่งจะทำให้สามารถพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำได้อีก 4.57 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากความจุในปัจจุบัน 60.09 ล้านลบ.ม. เป็น 64.66 ล้านลบ.ม. พร้อมทั้งก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำความยาว 15 กิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2561 ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น จากการที่รัฐบาลได้ประกาศให้พื้นที่ของ ต.สะเดา ต.สํานักขาม ต.สํานักแต้ว และต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เป็นพื้นที่ “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา” ซึ่งมีระบบโลจิสติกส์และบริการ ตลอดจนอุตสาหกรรมต่าง ๆเกิดขึ้นมากมาน อาทิ อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อุตสาหกรรมอาหารทะเล อุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ครบวงจร รวมไปถึงคลังสินค้า

ซึ่งจากข้อมูลทางการค้าพบว่า มูลค่าทางการค้าด่านสะเดาและด่านปาดังเบซาร์มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอยู่ในอันดับต้นๆของประเทศ นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้พิจารณาที่จะศึกษาความเป็นไปได้เพื่อหาแหล่งเก็บน้ำแห่งใหม่ที่มีความเหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างความมั่นคงให้กับน้ำภาคการผลิตให้มากขึ้น              จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่อำเภอสะเดา มีพื้นที่เหมาะสมที่สามารถสร้างเป็นแหล่งกักเก็บน้ำได้ 2 แห่ง คือ โครงการอ่างเก็บน้าคลองหล้าปัง ต.สานักขาม อ.สะเดา ความจุ 35.50 ล้าน ลบ.ม. และโครงการอ่างเก็บน้าคลองลำ ต.สานักขาม อ.สะเดา ความจุ 20.52 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะต้องมีการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่มีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปตามความต้องการของพื้นที่

และหากสามารถดำเนินการได้ก็จะทำให้มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นรวม ประมาณ 56 ล้าน ลบ.ม. และเมื่อรวมกับปริมาณน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มความจุของอ่างเก็บน้ำสะเดา จะมีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 60 ล้านลบ.ม. เพียงพอสำหรับการใช้น้ำในทุกๆภาคส่วนทั้งภาคการอุปโภคบริโภค การเกษตร รวมถึงการใช้น้ำของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลา

กยท. จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276161

กยท. จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2560

กยท, จัดกิจกรรม, ต้นไม้, ประจำปี, ชาติ, พศ 2560, วันต้นไม้ประจำปีของชาติ

กยท. จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2560 เพื่อร่วมบำรุงรักษาต้นไม้ภายในสำนักงาน

        วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 การยางแห่งประเทศไทย สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2560 เพื่อร่วมบำรุงรักษาต้นไม้ภายในบริเวณการยางแห่งประเทศไทยสำนักงานใหญ่ โดยมี ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย นายประสิทธิ์ หมีดเส็น กรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร และพนักงาน กยท. ร่วมกิจกรรม

               ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 ให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 10 พฤษภาคม 2560 ถือเป็นวันสำคัญของชาติอีกวันหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ เป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัยสี่ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ปัจจุบันการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ นอกจากจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วเพราะภัยธรรมชาติแล้ว ยังเกิดจากภัยที่มาจากน้ำมือมนุษยชาติ ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าประเทศไทยยังประสบปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ที่ต้องการหาประโยชน์จากการลอบตัดไม้นำไปขาย หรือตัดถางใช้พื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นจำนวนมาก นับเป็นเรื่องที่มีมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับสภาพสังคมที่มีการขยายตัวมากขึ้น ความต้องการด้านบริโภคย่อมขยายตัวตาม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่ามาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย การกระทำเหล่านี้ส่งผลกระทบก่อให้เกิดปัญหาต่อสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น สัตว์ป่า ดิน น้ำ อากาศ ฯลฯ ซึ่งการปลูกป่าแม้จะสามารถปลูกทดแทนได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ใช้งบประมาณ การดูแลทำนุบำรุง รวมถึงต้องปลูกอย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นคืนป่าได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ถ้าไม่มีการควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่ป่าในสังคมนั้นๆ ก็จะเสื่อมโทรมและหมดไปในที่สุด

             ดร.ธีธัช  กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ด้วยความร่วมมือกันทั้ง ภาครัฐ เอกชน และประชาชน รวมถึงประเทศไทยก็ได้กำหนดให้มี “วันต้นไม้ประจำปีของชาติ” ขึ้น เพื่อสร้างจิตสำนึกและกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความรักความหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ดังนั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจ การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องแสดงพลังความสามัคคีร่วมมือกันปลูกต้นไม้และเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้กับประเทศ โดยเริ่มจากสถานที่ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงาน ตลอดจนถ่ายทอดจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้แก่บุคคลรอบข้าง อันจะเป็นหนทางนำไปสู่การอนุรักษ์และรู้จักการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เพื่อเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคต

กาดแม่โจ้ 2477 วันศุกร์-เสาร์ นี้ มีแต่เรื่อง..กล้วย ๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276159

กาดแม่โจ้ 2477 วันศุกร์-เสาร์ นี้ มีแต่เรื่อง..กล้วย ๆ

กาดแม่โจ้ 2477 วันศุกร์-เสาร์ นี้ มีแต่เรื่อง..กล้วย ๆ

              กาดแม่โจ้ 2477  ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ตลาดเพื่อคนรักสุขภาพ ตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างยั่งยืน  สินค้ามีความหลากหลาย  มีคุณภาพและปลอดภัย ราคาที่เป็นธรรม  เปิดจำหน่ายทุกวันศุกร์-เสาร์             ณ บริเวณสนามวังซ้าย ใจกลางมหาวิทยาลัย  มีการแบ่งโซนการจำหน่ายเป็น 3 ส่วน คือ 1.)โซนกาดหมั้ว จำหน่ายอาหารพื้นเมือง ผลผลิตเกษตรชุมชนเครือข่ายวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รวมทั้งกิจกรรมการจำหน่ายอาหารเมนูต่างๆ ของนักศึกษาในโครงการปลูกผักแลก  ค่าเทอม  2.)โซนกาดเครือข่ายชุมชนซึ่งเป็นผลผลิตของเกษตรกรที่ได้รับองค์ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ 3.)โดมออร์แกนิค สำหรับจำหน่ายผลผลิต พืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ จากงานวิจัยของคณะ/สำนักต่างๆ รวมทั้งผลผลิตของนักศึกษาในโครงการปลูกผัก แลก ค่าเทอม โดยในแต่ละสัปดาห์จะจัดให้มีผลิตภัณฑ์เด่น เป็น ไฮไลท์ ประจำกาด  อาทิ ผลไม้ ผักพื้นบ้าน ปลาเขื่อนฯลฯ

สำหรับสัปดาห์วันศุกร์ที่ 12 และวันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2560 นี้ จัดเป็นสัปดาห์ของเรื่อง “กล้วย กล้วย”  วิถีชุมชน ความมั่นคงด้านอาหาร  เพราะ   “กล้วย” เป็นไม้ผลที่คนไทยรู้จักกันมานาน เนื่องจากกล้วยมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคดังกล่าว จากการศึกษาพบว่า กล้วยมีวิวัฒนาการถึง ๕๐ ล้านปีมาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไม้ผลที่มนุษย์รู้จักบริโภคเป็นอาหารกันอย่างแพร่หลาย เชื่อกันว่า กล้วยเป็นไม้ผลชนิดแรก ที่มีการปลูกเลี้ยงไว้ตามบ้าน และได้แพร่พันธุ์จากเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังดินแดนอื่นๆ ในระยะเวลาต่อมา

             รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร  กีรติการกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สัปดาห์นี้ ชุมชนได้รวบรวมเอาสารพัดกล้วยมาจัดจำหน่ายในกาดแม่โจ้ 2477 ทั้งกล้วยสด และผลิตภัณฑ์จากกล้วย กล้วยที่สร้างรายได้ จากกล้วยเศรษฐกิจ  นอกจากนั้นจะได้พบกับการจัดนิทรรศการ กล้วยหายาก อาทิ กล้วยแส้ม้า  กล้วยงาช้าง กล้วยเทพนม ฯลฯ  ชุมชนจะจัดเวที เสวนา เรื่อง กล้วย กล้วย ที่ไม่กล้วย เพราะหากชุมชนไม่ช่วย อนุรักษ์ หรือแม่โจ้ ไม่ช่วยชุมชน สร้างตลาด กล้วยหลายๆ สายพันธุ์ ลูกหลานเราจะไม่รู้จักและหายไปจากชุมชน  ตลาด หรือ “กาดแม่โจ้ 2477”  จึงเป็น กลไกสำคัญ เพราะหาก กล้วยเหล่านี้ ขายได้ สร้างรายได้ เกษตรกร ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการช่วยให้เกิดการดำรงไว้ของพืชพรรณที่เป็นมรดกชาติ ต่อไป”

            ขอเชิญทุกท่าน  มาชม มาช้อป มาชิม  มาพบกับ เรื่อง กล้วย กล้วย  ในวันศุกร์-เสาร์ ที่ 12-13 พฤษภาคม 2560  ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น.  ณ กาดแม่โจ้ 2477  บริเวณสนามวังซ้าย ใจกลางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

ค้านมติคุมนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ แนะตั้งกองทุนแก้ผลผลิตล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/276155

ค้านมติคุมนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ แนะตั้งกองทุนแก้ผลผลิตล้น

ไก่ไข่, ค้าน, นำเข้า, พันธุ์, ตั้ง, กองทุน, ผลผลิต

สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ค้านมติคุมนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ แนะตั้งกองทุนแก้ผลผลิตล้น

               นายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่าทางสมาคมไม่เห็นด้วยกับมติคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg board)เห็นชอบให้อาศัยพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ออกประกาศเพื่อบังคับใช้กับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเข้านำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) และไก่พ่อแม่พันธุ์ (GS) ให้ปฏิบัติตามโควตานำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมไข่ไก่ล้นตลาด

                “มติดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดในปี 2561 ลดลงเสี่ยงเกิดปัญหาผลิตผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดได้”

                 ทั้งนี้ ภาวะที่ไข่ล้นตลาดของไทยนั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงเวลา หากมีการบริหารจัดการที่ดีปัญหาดังกล่าวก็จะแก้ไขได้โดยที่ไม่มีผู้ได้รับผลกระทบถึงขั้นได้รับความเสียหาย กรณีราคาไข่ปรับลดลงสุดท้ายไข่ทุกฟองก็สามารถขายได้หมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความต้องการบริโภคยังมีอยู่ อีกทั้งมติบอร์ดดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมให้คนไทยบริโภคไข่เพิ่มขึ้นเป็น 300 ฟองต่อคนต่อปีด้วย

               “ผมไม่เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาที่ต้นทาง เพราะจะส่งผลกระทบต่อปลายทางได้ กรณีที่ไข่ขาดตลาด ถึงขั้นต้องนำเข้าขึ้นมา ภาพพจน์ของไทยไทยที่ต้องการเป็นครัวโลกนั้นจะเสียหายมาก เพราะไข่เป็นสินค้าพื้นฐานที่คนทุกวัย ทุกชาติ ศาสนาสามารถบริโภคได้ แต่หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะใช้กฎหมายเข้ามาดูแล ผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็ต้องปฏิบัติตาม คงไม่สามารถท้วงอะไรได้ “ นายอรรณพ กล่าว

                 สำหรับแผนนำเข้าปูย่า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ปี 2560 กำหนดให้นำเข้าปู่ย่าไว้ 6,000 ตัว และพ่อแม่ 600,000 ตัว การนำเข้าทั้งสองจะต้องสอดรับกับผลผลิตในประเทศ ส่วนการวางแผนควบคุมการผลิตไข่ไก่ให้เกิดความสมดุลทั้งการบริโภคและส่งออก โดยได้ประมาณการผลผลิตไก่ไข่ ปี 2560 จำนวน 55.64 ล้านตัว ผลผลิตไข่ไก่ จำนวน 16,473 ล้านฟอง และประมาณการตลาดไข่ไก่ส่งออก จำนวน 420 ล้านฟอง และไข่ไก่บริโภคในประเทศ จำนวน 16,053 ล้านฟอง