เกษตรฯ ประกาศ เพิ่มประสิทธิภาพตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275938

เกษตรฯ ประกาศ เพิ่มประสิทธิภาพตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์, เกษตร, ประกาศ, เพิ่มประสิทธิภาพ, ตรวจ, รับรอง, สินค้า, อินทรีย์, เกษตรฯ

เกษตรฯ ประกาศ เพิ่มประสิทธิภาพตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์

           นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ประกาศปรับลดขั้นตอนการตรวจรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจรับรองให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองมาตฐานเกษตรอินทรีย์สากลแล้ว แต่ประสงค์จะได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย ตราออร์แกนิคไทยแลนด์ (Organic Thailand) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพียง 5 รายการ แทนที่จะต้องตรวจใหม่ทั้งหมด 15 รายการ

ทั้งนี้ การเร่งรัดการปรับปรุงกระบวนการตรวจรับรองให้มีประสิทธิภาพ โดยจะลดขั้นตอนการทำงาน และถ่ายโอนภารกิจตรวจรับรองให้เอกชนดำเนินการมากขึ้น เช่นเดียวกับการเร่งรัดยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ให้เกิดผลเชิงรูปธรรม โดยตั้งเป้าภายในระยะเวลา 5 ปี จะต้องมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว รวมถึงผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ขอรับการรับรองให้มากขึ้น

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า การลดขั้นตอนดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพิ่มเติม เรื่อง 1) เอกสารสิทธิ์ ทุกแปลงที่ขอการรับรองจากทางราชการ ต้องมีเอกสารหรือหลักฐานยืนยันว่าทำการเพาะปลูกบนพื้นที่ที่ถูกกฎหมาย ไม่บุกรุกป่าหรือพื้นที่สาธารณะ 2) การทำแนวกันชนกรณีพื้นที่ข้างเคียงใช้สารเคมี เช่น การปลูกพืชที่มีความสูงกั้นสารเคมี หรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจปลิวมาจากแปลงข้างเคียง หรือทำคันดิน กั้นสิ่งปนเปื้อนที่อาจมากับน้ำหรือวิธีการอื่นๆ ที่สามารถป้องกันสารเคมี หรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจมาทางน้ำ ทางอากาศได้ 3) ตรวจน้ำใช้ หากพบว่ามีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน จะตรวจวิธีการในการลดการปนเปื้อนสารเคมี/โลหะหนักที่อาจปนเปื้อนมา 4) ตรวจสอบให้มั่นใจว่าปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารอินทรีย์อื่นที่นำเข้ามาใช้ในฟาร์มเป็นอินทรีย์จริง และ 5) ตรวจสอบว่าไม่มีการนำของเสียจากมนุษย์มาใช้ในการผลิต โดยมาตรการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560

สำหรับการเพิ่มความสามารถในการตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ให้รวดเร็วและทันกับความต้องการ ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ โดยทยอยถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยตรวจรับรองเอกชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งกำลังศึกษารูปแบบการบริหารจัดการ การสนับสนุนงบประมาณการตรวจรับรองที่เหมาะสมที่จะขับเคลื่อนภารกิจการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการให้คำปรึกษาแนะนำ และให้บริการการฝึกอบรม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายปีนี้

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000) ของกระทรวงเกษตรฯ จะสามารถแสดง เครื่องหมายรับรอง ออร์แกนิคไทยแลนด์ ซึ่งแสดงถึงคุณภาพของสินค้าว่าได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สร้างความมั่นใจและเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ได้เลือกซื้อสินค้าตามคุณภาพที่ตนเองต้องการ ซึ่งเกษตรกรที่ต้องการขอรับการรับรองสามารถขอรับการตรวจรับรองได้จากกรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยตรวจรับรองเอกชน (CB) ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

ฝนหลวงฯ เพิ่มน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275934

ฝนหลวงฯ เพิ่มน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมตะวันออก

ฝนหลวง, เพิ่ม, น้ำ, ให้, ภาคอุตสาหกรรม, ตะวันออก, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ช่วยคลายกังวลภาคอุตสาหกรรมตะวันออกเพิ่มน้ำให้เพียงพอต่อการผลิต

                จากสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกบางแห่งยังมีปริมาณน้อย และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมอาจไม่เพียงพอต่อกระบวนการผลิต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าว    จะส่งผลกระทบในหลายภาคส่วน จึงเข้าหารือกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำ ทั้งพื้นที่การเกษตรและอุตสาหกรรม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากการที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เข้าหารือกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในความกังวลเรื่องปริมาณน้ำที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำทั้งพื้นที่การเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะน้ำในภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิต ประกอบกับการประสานข้อมูลสถานการณ์น้ำจากสำนักชลประทานที่ 9 จังหวัดระยอง รายงานว่า ยังมีปริมาณน้ำกักเก็บน้อยกว่าร้อยละ 40 ของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอาจทำให้ไม่เพียงพอต่อการใช้การด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเช่นกัน จึงได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จังหวัดสระแก้ว ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำบริเวณลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์

โดยจากการปฏิบัติภารกิจเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2560 มีพื้นที่เป้าหมาย        การปฏิบัติการบริเวณพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี รวมถึงบริเวณลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ขึ้นปฏิบัติการจำนวนรวม 6 เที่ยวบิน 8 ชั่วโมงบิน          ใช้สารฝนหลวงจำนวนรวม 4.3 ตัน พบว่า มีฝนตกปานกลางถึงหนักบริเวณพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี และพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งสามารถวัดปริมาณน้ำฝนได้ 43.8 มิลลิเมตร และทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำประแสร์จำนวน 330,000 ลูกบาศก์เมตร

ด้านการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรต่างๆ ทั่วภูมิภาค ตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อ   เติมน้ำในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ภาคเหนือ มีการปฏิบัติการฝนหลวงบริเวณพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อำเภอ   พร้าว ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และพื้นที่รับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนภาคกลาง ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำบริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และพื้นที่การเกษตรแปลงใหญ่อำเภอสระโบสถ์ โคกเจริญ โคกสำโรง และ     หนองม่วง จังหวัดลพบุรี อำเภอเมืองสระบุรี แก่งคอย วิหารแดง หนองแค หนองแซงและเสาไห้ จังหวัดสระบุรี และอำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง

ชมฝูงผีเสื้อบินว่อนอวดโฉมสวยงามเต็มอุทยานหลวงราชพฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275932

ชมฝูงผีเสื้อบินว่อนอวดโฉมสวยงามเต็มอุทยานหลวงราชพฤกษ์

ฝูง, ผีเสื้อ, บิน, ว่อน, อวด, โฉม, สวยงาม, เต็ม, อุทยาน, หลวง, ราชพฤกษ์

ชมฝูงผีเสื้อบินว่อนอวดโฉมสวยงามเต็มอุทยานหลวงราชพฤกษ์

                  ดร.อาณดา นิรันตรายกุล รักษาการผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เปิดเผยว่าในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนของทุกปี ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จะมีฝูงผีเสื้อออกมาโบยบินกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นจำนวนมาก และจะบินว่อนอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ชมอยู่รอบตัวเต็มไปหมด สำหรับฝูงผีเสื้อในปีนี้ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปี เนื่องจากในอุทยานหลวงราชพฤกษ์ได้ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ที่เป็นพืชอาหาร รวมทั้งพืชน้ำหวานของผีเสื้ออยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เป็นแหล่งอาหารและผีเสื้อมีการขยายพันธุ์มากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณสวนต้อนรับ สวนสวัสดี สวนอังกฤษ จะมีแหล่งพืชอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงนี้ “ผีเสื้อหนอนคูน” จะมีจำนวนเยอะที่สุด และจะมีผีเสื้อชนิดอื่นๆ ทยอยบินอวดโฉมให้ชมกันยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้” 

ดร.อาณดา นิรันตรายกุล กล่าวต่อว่านักท่องเที่ยวสามารถชมบรรดาฝูงผีเสื้อเหล่านี้ได้ตลอดทั้งวัน เพราะผีเสื้อแต่ละชนิดมีช่วงเวลาการออกหากินที่แตกต่างกัน แต่เวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ ช่วงเช้าถึงสาย ซึ่งตอนกลางคืนความชื้นจะเกาะตามปีกของผีเสื้อ ทำให้ผีเสื้อออกมาผึ่งปีกให้แห้งในตอนเช้าจึงมีผีเสื้อเยอะกว่าช่วงเวลาอื่น นอกจากนี้ ที่อาคารโลกแมลง (Bug World) ยังมีหนอนผีเสื้อและดักแด้ของผีเสื้อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงจรชีวิต รวมไปถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของแมลงต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ผีเสื้อยักษ์” ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนที่มีขนาดใหญ่กว่าผีเสื้อปกติ ถึง 10 เท่า แต่มีอายุเพียง 7-10 วัน เนื่องจากมันจะไม่กินอาหารเลย และจะใช้พลังงานที่สะสมไว้เมื่อครั้งยังเป็นตัวหนอน”

ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการชมปรากฏการณ์ธรรมชาติของบรรดาเหล่าฝูงผีเสื้อนานาชนิด และอย่าลืมชวนเด็กๆ มาร่วมค้นหาพฤติกรรมของผีเสื้อและแมลงต่างๆ ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดบริการชมสวนทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 053-114110-5

กรมชลจัดส่งน้ำผ่านคลองชลประทาน 16 สาย หนุนปาล์มแปลงใหญ่ตรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275928

กรมชลจัดส่งน้ำผ่านคลองชลประทาน 16 สาย หนุนปาล์มแปลงใหญ่ตรัง

ปาล์มแปลงใหญ่, กรมชล, จัดส่ง, น้ำ, ผ่าน, คลอง, ชลประทาน, สาย, หนุน, ปาล์ม, แปลง, ใหญ่, ตรัง, ประชารัฐ

กรมชลจัดส่งน้ำจากประตูระบายน้ำคลองกะลาเสผ่านคลองชลประทาน 16 สาย สนับสนุนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบ ปาล์มน้ำมันกว่า 2,700 ไร่

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ว่า พื้นที่ดังกล่าวดำเนินการตามโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานความร่วมมือสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร

กรมชลจัดส่งน้ำผ่านคลองชลประทาน 16 สาย หนุนปาล์มแปลงใหญ่ตรัง

สำหรับพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ต้นแบบปาล์มน้ำมัน ตำบลกะลาเส และตำบลเข้าไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง มีการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบลกะลาเส สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดตรัง ภาคเอกชน เช่น บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กลุ่มทำสวนควนเมา               และที่สำคัญที่สุดคือเกษตรกร ทั้งหมดนี้ถือเป็นการทำงานแบบ“ประชารัฐ” ตามนโยบายของรัฐบาล ในเขตพื้นที่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งหมด 44,198 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 18.76 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดของจังหวัด โดยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในเขตตำบลกะลาเสและตำบลเขาไม้แก้ว

กรมชลจัดส่งน้ำผ่านคลองชลประทาน 16 สาย หนุนปาล์มแปลงใหญ่ตรัง

สำหรับในส่วนของกรมชลประทานได้จัดสรรน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง โดยใช้น้ำต้นทุนจากประตูระบายน้ำคลองกะลาเสซึ่งเป็นโครงการชลประทานขนาดกลางประเภทเหมืองฝาย ลักษณะเป็นประตูระบายน้ำปิดกั้นคลองกะลาเส ขนาด 6.50 x 6 เมตร จำนวนสามช่อง ปริมาณระบายน้ำสูงสุด 200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และทดน้ำเข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้กับพื้นที่ชลประทานรวม 12,700 ไร่ โดยพื้นที่แปลงต้นแบบปาล์มน้ำมันตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีเกษตรปลูกปาล์มน้ำมัน 178 แปลง รวม 2,756.04 ไร่ เป็นพื้นที่ S1 2,446 ไร่ และมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตชลประทาน 901 ไร่ โดยมีคลองชลประทานจัดส่งน้ำให้พื้นที่ปลูกปาล์มรวม 16 สาย

นอกจากนี้ยังมีการสร้างฝายชะลอน้ำ จัดทำแปลงเรียนรู้การใช้น้ำให้กับเกษตรกรในโครงการเกษตรแปลงใหญ่โดยมีการจัดส่งน้ำแบบรอบเวร มีการอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งขุดลอกคลองส่งน้ำและกำจัดวัชพืชบริเวณหน้าประตูระบายน้ำ

กรมชลจัดส่งน้ำผ่านคลองชลประทาน 16 สาย หนุนปาล์มแปลงใหญ่ตรัง

ด้าน นายวิวัฒน์ ฮ่างเต็ก ประธานศูนย์เรียนรู้ต้นแบบปาล์มน้ำมันบ้านหนองใหญ่ ตำบลกะลาเส อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง กล่าวว่า รู้จักปาล์มน้ำมันมานานกว่า 30 ปี และได้ปลูกปาล์มมาเป็นระยะเวลา 20 ปี โดยจากการศึกษาดูงานและเรียนรู้จากแหล่งต่างๆ พบว่า การที่จะปลูกปาล์มน้ำมันให้มีรายได้เพียงพอ เกษตรกรจะต้องลดรายจ่ายและเพิ่มผลผลิต

ดังนั้น จึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรกันเพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐ ซึ่งจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้การส่งเสริมและสนับสนุน ทำให้เกษตรกรมีอำนาจในการต่อรอง เช่น สามารถซื้อปุ๋ยรวมกันกับผู้จัดจำหน่ายได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ได้ราคาปุ๋ยถูกลง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตคือ น้ำ โดยในพื้นที่แปลงใหญ่ที่นี่ก็มีน้ำจากชลประทานจัดสรรมาให้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึ่งทางชลประทานในพื้นที่จะมีการจัดส่งน้ำให้แบบรอบเวร ทำให้ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำเลย

จากการดำเนินงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน ทำให้พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ประสบความสำเร็จ 6 ด้าน คือ ด้านลดต้นทุนการผลิต มีต้นทุนผันแปร ในปี 2559 จำนวน 1.96 บาท/กิโลกรัม ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.80 บาท/กิโลกรัม ด้านการเพิ่มผลผลิต สามารถผลิตปาล์มน้ำมัน 3,350 กิโลกรัม/ไร่/ปี คิดเป็นร้อยละ 83.75 ของเป้าหมาย 4,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี ด้านการเพิ่มคุณภาพผลผลิต เกษตรกรจำนวน 60 ราย ได้รับมาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันสู่มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (RSPO) ด้านการตลาด มีจัดทำบันทึกข้อตกลงซื้อขาย (Contract Farmer) กับภาคเอกชน ซื้อผลผลิตราคาสูงกว่าตลาด 0.10 – 0.20 บาท/กิโลกรัม ด้านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ สามารถปรับใช้นวัตกรรม และนำงานวิจัยไปต่อยอดในการพัฒนาการผลิต และด้านความยั่งยืน กลุ่มเกษตรกรรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และมีผลกำไรจากการประกอบธุรกิจ

คันไถ…หนึ่งในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275783

คันไถ…หนึ่งในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

คันไถ, หนึ่ง, พระราชพิธี, จรด, พระ, นัง, คัล, แรกนาขวัญ

คันไถ…หนึ่งในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

         พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซี่งเป็นพิธีพราหมณ์ หนึ่งในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร เป็นการบำรุงขวัญกำลังใจ น้อมนำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของเกษตรกร

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้วันพระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นวันเกษตรกรประจำปีอีกด้วย ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดให้เป็นวันที่ 12 พฤษภาคม 60 ในพระราชพิธีนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำสิ่งสำคัญที่ใช้ประกอบในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงกัน นั่นคือ “คันไถ”

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า คันไถที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญซึ่งใช้ในงานพระราชพิธีฯ ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา รวมระยะเวลากว่า 20 ปี ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นคันไถที่ทำจากไม้สมอ ซึ่งชุดคันไถประกอบด้วย 1) คันไถ ขนาดความสูงวัดจากพื้นถึงเศียรนาค 2.26 เมตร และยาวจากเศียรนาคถึงปลายไถ 6.59 เมตร สีแดงชาดตลอดคันไถ ที่หัวคันไถทำเป็นเศียรพญานาคลงรักปิดทอง ลวดลายประดับคันไถเป็นลายกระจังตาอ้อยลงลักปิดทองตลอดคัน ปลายไถหุ้มผ้าขาวขลิบทองสำหรับมือจับ 2) แอกเทียมพระโค ยาว 1.45 เมตร ตรงกลางแอกประดับด้วยรูปครุฑยุดนาคหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองอยู่บนฐานบัว

คันไถ...หนึ่งในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ปลายแอกทั้งสองด้านแกะสลักเป็นรูปเศียรพญานาคลงลักปิดทอง ลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงลักปิดทองตลอดคันที่ปลายแอกแต่ละด้านมีลูกแอกทั้งสองด้านสำหรับเทียมพระโคพร้อมเชือกกระทาม 3) ฐานรอง เป็นที่สำหรับตั้งรองรับคันไถพร้อมแอก ทำด้วยไม้เนื้อแข็งทาสีแดงชาด มีลวดลายประดับเป็นลายกระจังตาอ้อยลงลักปิดทองทั้งด้านหัวไถและปลายไถ

4) ธงสามชาย เป็นธงประดับคันไถติดตั้งอยู่บนเศียรนาคทำด้วยกระดาษและผ้าสักหลาด เขียนลวดลายลงลักปิดทองประดับด้วยกระจกแววมีพู่สีขาวประดับด้านบนเป็นเครื่องสูง ชนิดหนึ่งเพื่อประดับพระเกียรติธงสามชายมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ฐานยาว 41 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเสาธงยาว 72 เซนติเมตร

คันไถ ที่ใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญซึ่งใช้ในงานพระราชพิธีฯ ถือเป็นของสูง ที่ต้องมีความพิถีพิถันในการเตรียมการ ในทุกปีก่อนงานพระราชพิธีฯ กรมส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบจะดูแลความเรียบร้อย ทำความสะอาด และตกแต่งให้งดงามและถูกต้องตามแบบแผน เพื่อให้มีความพร้อมและคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชพิธีฯ

อธิบดีประมงตั้ง คกก.สอบจนท.ปลอมแปลงเอกสารส่งออกสัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275745

 อธิบดีประมงตั้ง คกก.สอบจนท.ปลอมแปลงเอกสารส่งออกสัตว์น้ำ

อธิบดี, ประมง, ตั้ง, สอบ, จนท, ปลอมแปลง, เอกสาร, ส่งออก, สัตว์น้ำ,  อธิบดีประมงตั้ง

   อธิบดีประมงตั้ง คกก.สอบจนท. มั่นใจไม่เกี่ยวข้องขบวนการปลอมแปลงเอกสารการส่งออกสัตว์น้ำไปต่างประเทศ

            จากข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชนและสื่อโซเชียล ว่าประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นำกรรมการผู้จัดการบริษัท ซี อินเตอร์เนชั่นแนลโฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด ผู้ค้าและผู้ส่งออกสัตว์น้ำ เข้าแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่กรมประมง ด้วยข้อกล่าวหาว่าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2558 สินค้าของบริษัทถูกตีกลับจากแคนาดา เหตุไม่ได้คุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งสินค้าดังกล่าวไม่ใช่ของบริษัทตน แต่ถูกบริษัทอื่นปลอมลายเซ็นแอบอ้างสวมสิทธิ์ โดยอาจมีผู้บริหาร – เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมประมง เกี่ยวข้องด้วย เพราะปรากฏลายมือชื่อในเอกสารสำคัญเป็นจำนวนมาก มีบริษัทที่ร่วมปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์กว่า 5 บริษัท ทำให้เกิดความเสียหายมากกว่า 150 ล้านบาท กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของต่างประเทศ

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ชี้แจงข่าวประเด็นดังกล่าว ดังนี้ กรณีดังกล่าว เกิดเหตุตั้งแต่กลางปี 2558 ซึ่งหลังจากกรมประมงได้ทราบเรื่องนี้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ดำเนินการแจ้งความเอาผิดทางอาญากับบริษัทที่ปลอมแปลงเอกสารทางราชการ และประสานข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้เข้ามาทำการสืบสวนในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นโดยละเอียด

ซึ่งผลสรุปออกมาว่าการปลอมแปลงเอกสารที่เกิดขึ้นเป็นการปลอมโดยบุคคลภายนอก ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมประมงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด พร้อมนี้ได้สั่งการให้มีการปรับปรุงระบบการออกใบรับรองในทุกกรณี และเพิ่มเติมความเข้มงวดและครอบคลุมตั้งแต่โรงงานผู้ผลิตจนถึงผู้ส่งออก อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว ถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงของพนักงานสอบสวน จึงไม่อาจชี้แจงรายละเอียดได้มากนัก เพราะจะส่งผลเสียต่อรูปคดีได้ แต่พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องชัดเจน และเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

กนช.สั่งทบทวนความเร่งด่วน งบฯ‘จัดการน้ำ’2.2 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275474

กนช.สั่งทบทวนความเร่งด่วน งบฯ‘จัดการน้ำ’2.2 แสนล้าน

กนช, งบฯจัดการน้ำ2, สั่ง, ทบทวน, ความเร่งด่วน, จัดการ, น้ำ, แสน, ล้าน, งบฯจัดการน้ำ22, แสนล้าน, จัดการน้ำ

กนช.ตีกลับงบแผนแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง หลังกรมชลฯเสนองบทะลุ 2 แสนล้าน หวั่นกระทบโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า

          พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่ากรมชลประทานเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค และอุตสาหกรรมภายใต้วงเงินงบประมาณ 2.2 แสนล้านบาท

         ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี เห็นชอบโครงการดังกล่าว แต่ไม่อนุมัติให้ดำเนินการเนื่องจากวงเงินว่าสูงเกินไป อาจกระทบโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ และโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรทอง จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

           “นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารจัดการน้ำ ไปจัดลำดับความสำคัญตามความเร่งด่วนให้ดำเนินการไปก่อน ในขณะที่โครงการดำเนินในระยะยาว 5-6 ปี ให้ท้องถิ่นไปเร่งหารือเสนอให้คณะกรรมการกลุ่มย่อย ที่ประกอบด้วย ท้องถิ่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณพิจารณาหลังจากนั้นให้เสนอกนช.อีกครั้ง

          นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 9 พ.ค.นี้กระทรวงเกษตรฯจะเสนอกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2561ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบก่อนเสนอ ให้สภานิติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาอีกครั้ง โดยมีกรอบงบประมาณรายจ่ายทั้งปีประมาณ 106,438.7411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.83% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2560 แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 47,252.8032 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 4.47% คิดเป็น 44.39%ของกรอบงบประมาณทั้งหมด และงบประมาณรายจ่าย 59,185.9379 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.68% เมื่อเทียบกับงบประมาณปี2560 หรือ คิดเป็น 55.61% ของวงเงินงบประมาณที่ขอจัดสรร

          ส่วนงบประมาณรายจ่ายจำแนกตามแผนบูรณาการได้ รวม 62,848.5043 ล้านบาท เช่น งบประมาณบริหารจัดการน้ำ ที่บูรณาการกัน 4 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมฝนหลวง วงเงิน 42,771.8441 ล้านบาท หรือ 69%ของงบบูรณาการ งบประมาณสำหรับพัฒนาศักยภาพการผลิต 9,050.6727 ล้านบาท หรือ 14%ของงบบูรณาการงบประมาณในการเสริมสร้างความเข็มแข็งและยั่งยืนให้เศรษฐกิจ 7,267.7359 ล้านบาท หรือ ประมาณ 11%ของงบบูรณาการ ที่เหลือกระจายกันไปในกรมต่างๆ ที่รับผิดชอบโครงการบูรณาการมากน้อยต่างกัน

         ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะผู้รับผิดชอบและนำเสนอแผนงานดังกล่าวระบุว่าโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มูลค่า 2.2.แสนล้านบาทนั้นเป็นเพียงกรอบวงเงินงบประมาณที่กรมชลประทานได้ทำการศึกษาไว้ทั้งหมด โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5-6 ปี ซึ่งจะมีทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ซึ่งการดำเนินการโครงการทุกครั้งจะต้องขออนุมัติจากครม. โดยในปีงบประมาณ 2560 จะเร่งดำเนินการแผนระยะสั้นก่อน ซึ่งมีอยู่หลายโครงการในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง อย่างเช่นโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำสนามชัย-มหาชัย เป็นต้น

      “โครงการที่เสนอไปเป็นแผนระยะยาวที่ทางกรมชลได้ศึกษาไว้แล้ว ในกรอบวงเงิน 2.2 ล้าน ส่วนโครงการอะไรจะทำก่อนหลัง ร่วมกับหน่วยงานใดบ้างก็ต้องมาพิจารณากันอีกที แต่ก็มีโครงการเร่งด่วนหลายโครงการที่จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2560 นี้” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย

เปิดตลาดนัดเกษตรช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275626

เปิดตลาดนัดเกษตรช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย

เปิดตลาดนัดเกษตรลานหลวงพ่อทวดทุกวันศุกร์ ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยพบผู้ซื้อโดยตรง

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในภาวะที่พืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ เป็นระยะเวลาติดต่อกันยาวนาน ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จังหวัดพังงาจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเสริมรายได้ และได้เปิดตลาดนัดเกษตรบริเวณลานด้านหน้าองค์หลวงพ่อทวด  ข้างศาลากลางจังหวัดพังงา ในทุกเช้าวันศุกร์ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีผลผลิตไม่มากและไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ด้วยตนเอง และต้องขายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาต่ำ

นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า การมีตลาดให้กับเกษตรกรรายย่อยจะเป็นการช่วยเกษตรกรไม่ให้ประสบกับภาวะขาดทุนได้ และเป็นการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรด้วย ซึ่งไม่ต้องรวบรวมผลผลิต ที่มีจำนวนน้อยไปหาตลาดที่มีระยะทางไกลจากแหล่งผลิต ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูงขึ้น เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ตัดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต ให้สินค้ามีคุณลักษณะและปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ส่งผลให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้แบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นวิถีการดำเนินงานที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรในการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีและสามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด

สำหรับเกษตรกรหรือผู้ที่สนใจที่จะนำผลผลิตการเกษตรไปจำหน่าย ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดพังงา โทรศัพท์ 0 7648 1466

เกษตรฯเร่งดันชัยภูมิโมเดล เชื่อมเอกชนรับซื้อผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275722

เกษตรฯเร่งดันชัยภูมิโมเดล เชื่อมเอกชนรับซื้อผลผลิต

ชัยภูมิโมเดล, เกษตร, เร่ง, ดัน, ชัยภูมิ, โมเดล, เชื่อม, เอกชน, รับ, ซื้อ, ผลผลิต

เกษตรฯ เร่งดันชัยภูมิโมเดล หลังเกษตรกรแปลงใหญ่ประสบความสำเร็จในพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพ เชื่อมเอกชนรับซื้อผลผลิต

            วันที่ 7 พ.ค.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อติดตามการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรและแผนปฏิบัติงานเกษตรอินทรีย์ โดยได้พบปะเกษตรกรในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ณ อบต.ศรีสำราญ ต.ศรีสำราญ อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ประมาณ 270 ราย พื้นที่รวมประมาณ 3,200 ไร่ ที่ต้องถือว่าการดำเนินการนาแปลงใหญ่ศรีสำราญในรอบปีที่ผ่านมาเกษตรกรมีพัฒนาตัวเองตามที่กระทรวงเกษตรฯ ให้คำแนะนำได้อย่างเข้มแข็งมาก ทั้งในด้านคุณภาพการผลิตที่ในปีนี้จะยื่นขอการรับรองมาตรฐานข้าว GAP ของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะส่งผลให้ขายข้าวได้ราคาสูงมากขึ้น ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังมีการเชื่อมโยงกับการตลาดในพื้นที่ ทั้งการส่งผลผลิตข้าวเปลือกที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งให้กับบมจ. เมดิฟู้ดส์ ประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ .ชัยภูมิ ซึ่งได้นำผลงานวิจัยที่กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนงบประมาณวิจัยให้กับสถาบันการศึกษานำมาขยายผล และแปรรูปผลผลิตข้าวส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงเกษตรกรแปลงใหญ่ศรีสำราญยังแบ่งผลผลิตอีกส่วนหนึ่งขายเป็นข้าวสารคุณภาพส่งขายและทำการตลาดเองด้วย

            ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาชัยภูมิโมเดลไปยังนาแปลงใหญ่ไปยังพื้นที่อื่นๆให้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงเกษตรกรจะมีการผลิตข้าวคุณภาพเพิ่มขึ้น และเกิดเสถียรภาพทางการตลาดมากกว่าที่ผ่านมาตามวัตถุประสงค์ของแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร

            นอกจากนี้ ยังได้พบปะหารือกับเกษตรกรในพื้นที่ ต.ศรีสำราญ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่รายใหม่ปี 60 จำนวน 121 ราย พื้นที่ประมาณ 1,980 ไร่ ที่มีความสนใจที่จะรวมกลุ่มวางแผนผลิตข้าวแปลงใหญ่แบบอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้คำแนะนำและส่งเสริมหากเกษตรกรมีความพร้อมก็สามารถเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่อินทรีย์โดยภาครัฐให้การสนับสนุนได้เช่นกัน

            “กระทรวงเกษตรฯ คาดหวังให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ให้มากขึ้น เพื่อให้ภาครัฐให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งเรื่องระบบน้ำ ดิน เมล็ดพันธุ์ จนถึงการตลาด ซึ่งแปลงใหญ่ข้าว ต.ศรีสำราญ เป็นหนึ่งตัวอย่างแปลงใหญ่ข้าวที่เห็นผลชัดเจน เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรรายได้มีปัญหาเรื่องข้าว ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4 ที่จะรับฟังปัญหาและให้บริการแนวทางแก้ไขให้แก่เกษตรกรได้อย่างทันต่อสถานการณ์ด้วย” น.ส.ชุติมา กล่าว

“ชุติมา”ลุยอีสาน จี้ขับเคลื่อนตลาดข้าวครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275586

“ชุติมา”ลุยอีสาน จี้ขับเคลื่อนตลาดข้าวครบวงจร

นาแปลงใหญ่, ชุติมา, ลุย, อีสาน, จี้, ขับเคลื่อน, ตลาด, ข้าว, ครบวงจร, ชุติมาลุยอีสาน

“ชุติมา”ลุยอีสาน จี้ขับเคลื่อนตลาดข้าวครบวงจร

 

           วันที่ 6 พ.ค.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรและแผนปฏิบัติงานเกษตรอินทรีย์ พร้อมพบปะเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ ณ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน อำเภอพระยืนจำกัด ต.หนองแวง อ.พระยืน จ.ขอนแก่น และประชุมคณะกรรมการซิงเกิลคอมมานด์ติดตามงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร และการเกษตรอินทรีย์ จ.ขอนแก่น และ ชัยภูมิ ณ สำนักชลประทานที่ 6 อ.เมือง จ.ขอนแก่น ว่า การลงพื้นที่ภาคอีสานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวมาก และปริมาณผลผลิตข้าวมากเช่นกัน โดย จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าว 2.4 ล้านไร่  คิดเป็น 58.7% ของพื้นที่เกษตร จ.ขอนแก่น ดังนั้น  จึงถือโอกาสชี้แจงเกษตรกรแปลงใหญ่ข้าวที่สมัครเข้าร่วมโครงการในปีนี้จำนวน 44  แปลงใหญ่ พื้นที่ประมาณ 3.4 หมื่นไร่ ที่เกษตรกรรวมกลุ่มกันเอง จากความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร ภาครัฐโดยทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯจึงต้องเร่งมาวางแผนงานจัดการร่วมกันก่อนเริ่มการเพาะปลูก โดยเฉพาะวิธีการขับเคลื่อนให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง ทั้งส่งเสริมด้านการพัฒนาการผลิตข้าว เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวและเครื่องจักรกลการเกษตร มีการถ่ายทอดความรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการตรวจรับรองตรวจคุณภาพ GAP แบบกลุ่ม พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการ โดยการจัดจ้างผู้จัดการแปลงมืออาชีพเพื่อบริหารจัดการกลุ่ม พัฒนาด้านการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายผลผลิตข้าว โดยให้มีการจัดทำแผนการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการการซื้อข้าว โดยมีกลยุทธ์เชิงรุก คือ มีการจัดเวทีเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเพื่อสร้างข้อตกลงด้านการตลาดข้าว ตลอดทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐหลายๆ ส่วน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธกส.และกระทรวงพาณิชย์

              นอกจากนี้ หากแปลงใหญ่ข้าว GAP ที่เกษตรกรมีความพร้อมก็จะส่งเสริมสู่แปลงข้าวอินทรีย์ รัฐบาลก็มีโครงการสนับสนุนสำหรับเกษตรกรที่ต้องการพัฒนาสู่ข้าวอินทรีย์ มีระยะเวลาดำเนินการ 5ปี (2560-2564) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้วางเป้าหมายเกษตรกร 66,700 ราย พื้นที่ 1ล้านไร่ภายในปี 2564  โดยวิธีดำเนินการ  จะรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรที่รวมกลุ่ม 5 คนขึ้นไปมีพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 100ไร่  โดยรัฐจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว  15กิโลกรัมต่อไร่  อุดหนุนเงินให้แก่เกษตรกรเพื่อชดเชยรายได้รายละไม่เกิน 15ไร่ๆละ9,000 บาท แบ่งจ่ายเป็น 3ปี  ได้แก่ ปีที่ 1 จำนวน 2,000 บาทปีที่ 2 จำนวน 3,000 บาทและปีที่ 3 จำนวน 4,000 บาท  เมื่อได้รับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ (Organic Thailand) รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต  การแปรรูป  และการตลาดข้าวอินทรีย์และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว  ตลอดจนสนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์แบบกลุ่มและการเชื่อมโยงการตลาดข้าว ผู้แปรรูปและผู้จำหน่ายข้าวอินทรีย์