ทส.เปิด“ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” รุกคืบทวงคืนผืนป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275583

ทส.เปิด“ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” รุกคืบทวงคืนผืนป่า

กรทะรวงทรัพย์ฯ, เปิด, ศูนย์, ปฏิบัติการ, พิทักษ์, ป่า, รุกคืบ, ทวง, คืน, ผืนป่า, รุกคืบทวงคืนผืนป่า, ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า, ป่าไม้

ทส.เปิด“ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า” รุกคืบทวงคืนผืนป่า-ปราบปรามกลุ่มอิทธิพลผู้บุกรุก

            ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินเต็มไปด้วยทรัพยากร “ป่าไม้”ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่ในช่วงระยะเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ป่าไม้ของเรากลับถูกบุกรุกคุกคามจนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี พ..2516ที่เราเคยมีพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศถึง138ล้านไร่ หรือคิดเป็น43.2%ของพื้นที่ประเทศ แต่จากข้อมูลของกรมป่าไม้เมื่อปี2558กลับพบว่าเนื้อที่ป่าไม้ในบ้านเราลดเหลือเพียง102ล้านไร่ หรือคิดเป็น31.6%ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น

หรือหากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ก็คือ ในช่วงเวลา40กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วถึงกว่า36ล้านไร่!

           ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราต้องสูญเสียป่าไม้ไปอย่างมากมายขนาดนี้ ย่อมหนีไม่พ้นปัญหาหลักเพียงไม่กี่อย่างที่เป็นสาเหตุหลัก นั่นคือ การลักลอบตัดไม้ การบุกรุกเพื่อแสวงหาที่ทำกินของประชาชน และการลักลอบเข้ามาถือครองพื้นที่เพื่อก่อสร้างรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ หรือผลประโยชน์อื่นๆ ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลทางสังคม

นี่จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถกอบกู้วิกฤติและพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับคืนมาอย่างเร่งด่วน!

                 ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเกือบ3ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้บุกรุก และแสวงประโยชน์ในการใช้พื้นที่ป่าไม้โดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

                โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.),กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงกลาโหม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กรมสอบสวนคดีพิเศษ,สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตในภาครัฐ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาสามารถดำเนินการทวงคืนผืนป่าได้แล้วจำนวน349,000.76ไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ จำนวน212,498.37ไร่

                    ขณะที่มาตรการหนึ่งที่พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ เพื่อให้การบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีศูนย์กลางในการประสานการปฏิบัติที่มีคุณภาพ มีความยั่งยืน และมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาช่วยเหลือในการวิเคราะห์และติดตามผลการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การจัดตั้ง“ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า”(ศปก.พป.)ประกอบด้วย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับ ศูนย์ปฏิบัติการของ กอ.รมน.,เหล่าทัพ,สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง โดยมีดำเนินงานภารกิจสำคัญประกอบด้วย

1.มุ่งเน้นในพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่มีนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง

2.คดีที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่า รวมถึงการออกเอกสารสิทธิที่ดินที่มิชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ป่า

3.การทำไม้มีค่าที่กระทำเป็นขบวนการเพื่อลักลอบไปจำหน่ายต่างประเทศ

4.การลักลอบมีหรือค้าสัตว์ป่า

5.ลดกลุ่มอิทธิพลที่เกี่ยวกับเครือข่ายการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

                        ทั้งนี้ การดำเนินการของ ศปก.พป.จะอยู่ภายใต้การกำกับของ“คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพิทักษ์ป่า”ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การปฏิบัติของ ศปก.พป.มีเป้าหมาย และทิศทางที่ชัดเจน มีความสุภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ อันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล นั่นคือ “การทวงคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน” เพื่อสร้างมั่นคงให้กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนตลอดไป 

ฝนหลวงลงพื้นที่ปฎิบัติการเกษตรแปลงใหญ่ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275582

ฝนหลวงลงพื้นที่ปฎิบัติการเกษตรแปลงใหญ่ภาคอีสาน

ฝนหลวง, พื้นที่, ปฎิบัติ, การเกษตร, แปลง, ใหญ่, ภาคอีสาน

ฝนหลวงลงพื้นที่ปฎิบัติการเกษตรแปลงใหญ่ภาคอีสาน

 

              วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติการฝนหลวงลงพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบกับเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีเกษตรกรขอรับบริการฝนหลวงเข้ามา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

นายสุรสีห์ กล่าวต่อว่า พื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีความ ต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่การปลูกมันสําปะหลังและนาข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และเพื่อเป็นการเตรียมแปลงเพาะปลูกในฤดูกาลใหม่ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา จึงได้ให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนเติมน้ำต้นทุนสนับสนุนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 5 เที่ยวบิน 5.40 ชั่วโมงบิน ปริมาณใช้สารฝนหลวง 5.2 ตัน ทำให้มีปริมาณฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่ อำเภอครบุรี อำเภอเสิงสาง อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำตะคอง

ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะดำเนินการสนับสนุนทำฝนช่วยเหลือเกษตรกรและปฏิบัติภารกิจทุกวันอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของภาพรวมการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม – 5 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จํานวน 61 วัน ขึ้นปฏิบัติงานจํานวน 1,110 เที่ยวบิน (1592.55 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 954.40 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จํานวน 326 นัด มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 55 จังหวัด ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 196.97 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะยังคงมีปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วย พี่น้องเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและเติมน้ำในเขื่อนที่สำคัญของประเทศไทย โดยไม่ให้มีผลกระทบกับพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร

ผู้เลี้ยงกุ้งนำหลัก “3 สะอาด”มาใช้ช่วยสร้างความสำเร็จยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275466

ผู้เลี้ยงกุ้งนำหลัก “3 สะอาด”มาใช้ช่วยสร้างความสำเร็จยั่งยืน

ซีพีเอฟ, ผู้, เลี้ยง, กุ้ง, หลัก, สะอาด, ใช้, ช่วย, สร้าง, ความสำเร็จ, ยั่งยืน, ผู้เลี้ยงกุ้งนำหลัก, 3 สะอาด

ผู้เลี้ยงกุ้งจ.ตรังนำหลัก “3 สะอาด”มาใช้ช่วยสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน

               นายสุพล ตั๋นสุวรรณ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง ภาครัฐ และภาคเอกชน อย่าง ซีพีเอฟ เพื่อช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายย่อยจ.ตรัง ที่รวมตัวกันดำเนินการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ทั้งในแง่ผลผลิต การตลาด ชุมชนและสิ่งแวดล้อม  พร้อมดึงศักยภาพของซีพีเอฟที่มีจุดแข็งด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ทันสมัย มาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงกุ้ง ลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลง เพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง ปลอดสารปนเปื้อน เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะเดียวกันมีระบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันได้ในระยะยาวได้ดี 
             นายอนันต์ จรณโยธิน ประธานกรรมการสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง จำกัด กล่าวว่า  สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรัง ได้เดินทางไปชมความสำเร็จของเกษตรกรสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จ.จันบุรี ที่ปรับปรุงวิธีการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง “3 สะอาด” ของซีพีเอฟภายใต้โครงการประชารัฐ เห็นวิธีการเลี้ยงกุ้งที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องโรคในกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพ ปลอดสาร สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  สมาชิกสหกรณ์ฯ จ.ตรัง จึงเกิดความมั่นใจที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งในจังหวัดตรังได้พัฒนาวิธีการเลี้ยงกุ้งตามแนวทาง “3 สะอาด” ของซีพีเอฟเช่นเดียวกับสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน  โดยในระยะแรก จะมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งในจังหวัด 2-3 รายเข้ามาเรียนรู้การเลี้ยงกุ้งด้วยหลักการนี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาของเกษตรกรรายอื่นๆ ในอนาคตต่อไป
            “การที่ซีพีเอฟเข้ามาสนับสนุนด้านความรู้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจ.ตรัง จะช่วยพัฒนาวิธีการผลิตกุ้งของเกษตรกรดีขึ้น มีความเข้าใจและรู้จักใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาให้ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ผลผลิตต่อไร่มีความแน่นอน ต้นทุนลดต่ำลง และที่สำคัญฟาร์มกุ้งไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” นายอนันต์กล่าว
               นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการเลี้ยงกุ้งด้วยหลักการ “3 สะอาด” ขึ้น เป็นแนวทางการเลี้ยงกุ้งเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน  มุ่งเน้นความสะอาดใน 3 ด้านเพื่อสภาพแวดล้อมของบ่อเลี้ยงกุ้งดีขึ้น ช่วยให้กุ้งอยู่สบาย คือ น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งสะอาด  ลูกกุ้งสะอาดปลอดโรค และพื้นบ่อสะอาด โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การวัดค่า DOC ของน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง การนำหลักการผลิตน้ำประปามาใช้ในการเตรียมน้ำเลี้ยงกุ้ง เป็นต้น เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องปรับปรุงโครงสร้างฟาร์มให้เหมาะสม โดยปรับสัดส่วนพื้นที่เก็บน้ำต่อพื้นที่เลี้ยงที่เหมาะสมคือ 70:30 หรือปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการเลี้ยงของแต่ละฟาร์ม  ด้วยหลัก “3 สะอาด” ช่วยให้กุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น  ประกอบกับการดูแลเอาใจใส่ในของเกษตรกร จะช่วยให้ผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน และจะช่วยป้องกันและลดความเสียหายจากโรคของกุ้งต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน
              อย่างไรก็ตาม ซีพีเอฟได้ถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงกุ้งด้วยหลัก “3 สะอาด” ให้กับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่จนประสบความเร็จอย่างยั่งยืน โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำหลัก “3 สะอาด” ถ่ายทอดให้กับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายย่อย ของสหกรณ์ประมงคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี ซึ่งช่วยให้ผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับความเสียหายจากโรคกุ้ง สามารถประสบความสำเร็จในการจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องโรคในกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นเป็น 3-4 ตันต่อไร่ จากเดิมที่ทำได้เพียง 1 ตันต่อไร่ ผลผลิตมีความแน่นอนมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดต่ำลง ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี

‘ปศุสัตว์’ยันไม่มีหมู-ไก่เป็นเอดส์ เตือนหยุดส่งต่อทำคนตื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275465

‘ปศุสัตว์’ยันไม่มีหมู-ไก่เป็นเอดส์ เตือนหยุดส่งต่อทำคนตื่น

ปศุสัตว์, ยัน, ไม่มี, หมู, ไก่, เป็น, เอดส์, เตือน, หยุด, ส่งต่อ, ตื่น, วันนี้ในอดีต

‘ปศุสัตว์’สั่งการสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มทั่วประเทศตรวจสอบทุกฟาร์มยันไม่มีหมู-ไก่เป็นเอดส์ เตือนหยุดส่งต่อทำคนตื่นตระหนก

 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มทั่วประเทศตรวจสอบฟาร์มเลี้ยงสัตว์ภายใต้การดูแลของตนเอง หลังจากมีผู้ไม่หวังดีสร้างข้อความเท็จอ้างว่ามีหมูไก่ในจังหวัดนครปฐมป่วยเป็นโรคเอดส์ ขอให้คนหยุดกินหมู-ไก่ประมาณ 6 เดือน สร้างความตื่นตระหนกแก่สังคมในวงกว้าง จากการรายงานข้อมูลทั้งประเทศ ยืนยันว่าไม่มีกรณีที่สัตว์เป็นโรคร้ายแรง และไม่มีลักษณะของสัตว์ป่วยมีแผลพุพองและล้มตายวันละนับพันตัว รวมทั้งฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของซีพี ที่ถูกอ้างถึงในข้อความก็ไม่เคยพบโรคที่กล่าวอ้างอย่างแน่นอน

“ข้อมูลเท็จเรื่องหมูไก่ที่ส่งต่อกันอยู่ในขณะนี้ เป็นเรื่องเก่าเกือบ 10 ปี ที่วนส่งต่อกันทุกปี ทำให้คนที่ไม่เคยได้รับข้อความเกิดตื่นตกใจและรีบส่งต่ออีก สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทยเป็นอย่างมาก ทำให้คนที่หลงเชื่อระมัดระวังในการกินหมูกินไก่ ทั้งๆที่เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ที่สำคัญหากมีโรคร้ายแรงจนทำให้สัตว์ป่วยมากผิดปกติ หรือมีคนตายอย่างที่กล่าวอ้าง ก็ไม่มีทางที่จะปิดบังได้อยู่แล้ว จึงขอให้ผู้ที่ได้รับข้อความหยุดส่งต่อข้อความเท็จนี้ เพราะผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มีโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า จากการสือบหาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวพบกว่าเป็นข้อมูลเท็จที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2551 และกลับมาส่งอย่างแพร่หลายผ่านไลน์และโซเชียลมีเดียอื่นๆ เมื่อปี 2557 หลังจากนั้นเรื่องดังกล่าวได้วนส่งต่อซ้ำๆ เนื่องจากในเฟสบุ๊คมีฟังค์ชั่น “วันนี้เมื่อปีที่แล้วคุณโพสต์หรือแชร์อะไร?” หรือ “วันนี้ในอดีต” ทำให้เรื่องเก่าถูกโพสต์ใหม่ซ้ำอีกในทุกๆปี 

“ขอย้ำว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยไม่เคยพบว่ามีสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ หากประชาชนมีข้อส่งสัยเกี่ยวกับสินค้าปศุสัตว์ทุกประเภท สามารถสอบถามกับกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ และปศุสัตว์จังหวัด หรือโทรสอบถามที่เบอร์  โทร. 0-2653-4444 ได้ในเวลาทำการ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

กรมชลฯ ส่งน้ำเกษตรแปลงใหญ่มุ่งช่วยเกษตรกรลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275430

กรมชลฯ ส่งน้ำเกษตรแปลงใหญ่มุ่งช่วยเกษตรกรลดต้นทุน

ทั่วถึง, กรมชล, ส่ง, น้ำ, เกษตร, แปลง, ใหญ่, มุ่ง, ช่วย, เกษตรกร, ต้นทุน, กรมชลฯ

   กรมชลฯ สนองนโยบาย กษ. ส่งน้ำเกษตรแปลงใหญ่มุ่งช่วยเกษตรกรลดต้นทุน พร้อมหนุนแหล่งน้ำช่วงฤดูแล้ง

            นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือนโยบาย “เพื่อยกกระดาษ A4”ซึ่งเปรียบเทียบพื้นที่เกษตรกรรมในประเทศไทยที่มีจำกัด 149 ล้านไร่ เหมือนกระดาษ A4 1 แผ่น โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือ โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ เป็นระบบการส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งจะเลือกพื้นที่ที่มีขนาดเหมาะสม ไม่ผิดกฎหมาย มีความเหมาะสมทางด้านดิน น้ำ และภูมิอากาศ และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินงาน

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้มอบนโยบายให้สำนักงานชลประทานทั่วประเทศเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนแหล่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ โดยให้มีการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ปรับปรุงระบบส่งน้ำ และกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำและความเสียหายกับผลผลิตทางการเกษตร โดยการดำเนินงานมีความก้าวหน้าในหลายพื้นที่ ดังเช่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ประเภทข้าว ประกอบด้วย ตำบลหัวเวียง ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา มีพื้นที่ 3,511 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 115 ราย โดยกรมชลประทานได้ตั้งแผนงานก่อสร้างสถานีสูบน้ำฝั่งขวาแม่น้ำน้อย ปรับปรุงคูน้ำเพื่อกระจายน้ำเข้าสู่แปลงใหญ่ และตรวจสอบสภาพอาคารบังคับน้ำในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำนาปี นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำตามคำขอของเกษตรกรในพื้นที่ ผลการดำเนินงานในปัจจุบัน ได้ซ่อมแซมอาคารบังคับน้ำเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำสำหรับการทำนาปีได้อย่างเพียงพอ

ส่วนพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ตำบลบ้านแพน อำเภอเสนา ซึ่งทำการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ กข 31 กข 57 พิษณุโลก 2 และปทุมธานี 1 มีพื้นที่ประมาณ 1,265 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 42 ราย โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่แปลงใหญ่ และเข้าไปดูระบบการกระจายน้ำ เพื่อเสนอแผนขอรับการสนับสนุนน้ำในพื้นที่ที่รับน้ำไม่ถึงเป็นลำดับต่อไป โดยพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในส่วนนี้เป็นโครงการเพิ่มเติม ปี 2560 ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ตำบลบ้านแพนด้วยความสมัครใจ และมั่นใจในศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน

และพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ ตำบลโคกม่วง อำเภอภาชี ซึ่งทำการเพาะปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ปทุมธานี 1 มีพื้นที่ประมาณ 1,276 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 45 ราย เนื่องจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ดังกล่าวเพิ่งจัดตั้ง รวมทั้งมีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กรมชลประทานจึงเข้าไปตรวจสอบสถานภาพความพร้อมของแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำ และระบบกระจายน้ำ พบว่ามีสภาพชำรุดทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน ปัจจุบันกรมชลประทานได้ทำเรื่องของบประมาณซ่อมแซม ปรับปรุงระบบส่งน้ำ และระบบกระจายน้ำอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

ประกาศรายชื่อสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275429

ประกาศรายชื่อสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 60

สหกรณืดีเด่นปี60, ประกาศ, รายชื่อ, สหกรณ์, และ, กลุ่ม, เกษตรกร, ดีเด่น, แห่งชาติ

ประกาศรายชื่อสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 60

            กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี ๖๐ เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ ณ ท้องสนามหลวง ในวันศุกร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ นี้ ซึ่งรางวัลนี้เป็นการยกย่องเกียรติคุณและเผยแพร่ผลงานดีเด่นของสหกรณ์ประเภทต่างๆและกลุ่มเกษตรกร เพื่อเป็นแบบอย่างและแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรทั่วไป

          ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกสหกรณ์และ กลุ่มเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และมีความเหมาะสมสำหรับการยกย่องให้เป็นสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปี2560โดยในปีนี้ สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ มีจำนวน7สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ3แห่ง ซึ่งจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.. 2560ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันศุกร์ที่12พฤษภาคม2560นี้

          สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติทั้ง ๗ แห่ง ประกอบด้วย ๑.สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรังประสบความสำเร็จจากโครงการคัดคุณภาพยางพาราของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้พัฒนามาตรฐานการคัดคุณภาพยาง เพื่อยกระดับยางให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และส่งเสริมอาชีพสมาชิกให้มีความมั่นคงโดยสหกรณ์เป็นองค์กรที่ช่วยทั้ง ในด้านเงินทุน การพัฒนาคุณภาพผลผลิตและการจัดหาตลาดรองรับ ๒.สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมาได้รับรางวัลจากโครงการพัฒนาธุรกิจโคนมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการพัฒนาธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในการประกอบอาชีพเลี้ยงโคนม ส่งผลให้สมาชิกมีแม่โครีดนมทดแทนที่มีคุณภาพมีพันธุ์ที่สมบูรณ์ ช่วยประหยัดต้นทุนและสามารถเก็บออมเงินได้เพิ่มขึ้น มีโครงการฝึกอบรมผสมเทียมสำหรับสมาชิกและยุวเกษตรกร ช่วยลดความสูญเสียทางด้านเวลา ช่วยเพิ่มอัตราการผสมติดในโคนมสมาชิกและลดค่าใช้จ่ายจากการผสมเทียม และส่งเสริมสมาชิกยกระดับการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน.สหกรณ์นิคมเนินมะปราง จำกัด อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลกได้รับรางวัลจากโครงการตลาดนัดสินค้าสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สมาชิกมีรายได้จากการขายผลผลิตมากยิ่งขึ้น และยังจัดทำโครงการ กลุ่มออมทรัพย์สมาชิกบ้านวังขวัญ เนื่องจากสมาชิกมีการใช้จ่ายเกินความจำเป็นจึงต้องนำหลักสหกรณ์มาใช้ในการรวมกลุ่มกันออมเงินอย่างมีวินัยและเป็นระบบ โดยรวบรวมเงินฝากจากสมาชิกแต่ละเดือนเข้าฝากกับสหกรณ์และโครงการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิก ซึ่งในแต่ละปีจะประสบปัญหาเรื่องราคาผลผลิตและปริมาณการผลิตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มีรายได้ไม่พอ จึงได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิก พร้อมกับการลดปัญหาเรื่องการเอาเปรียบ เรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ นำมาซึ่งหนี้ค้างของสหกรณ์ลดลงอีกด้วย

             นอกจากนี้ยังมี สหกรณ์ผู้ผลิตยางพาราที่ได้รับรางวัลดีเด่น คือสหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัดอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชรโครงการรวบรวมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางพาราของสมาชิกสหกรณ์ ในการปลูกสร้างสวนยางให้มีความยั่งยืน ผลผลิตดี ต้นตอมีความแข็งแรงและทนทานต่อโรคแม้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และโครงการอบรมเพิ่มศักยภาพบุคลากรสหกรณ์และเสริมสร้างองค์ความรู้แก่สมาชิก โดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ และ ๕ สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขนครราชสีมา จำกัด อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ได้รับรางวัลจากโครงการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณอายุราชการ โครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มศักยภาพของสมาชิก.ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุงได้รับรางวัลจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ มีการให้บริการที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกและโครงการบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และ๗ สหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนบ้านป่าชิง จำกัด อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน ๒,๔๘๐ คน ได้รับรางวัลจากโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสหกรณ์และโครงการส่งเสริมอาชีพของกลุ่มสมาชิก

ก.เกษตรฯเตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275426

ก.เกษตรฯเตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560”

วันข้าวและชาวนาไทย, เกษตร, เตรียม, จัดงาน, วัน, ข้าว, และ, ชาวนา, แห่งชาติ, ประจำปี, 2560, กเกษตรฯเตรียมจัดงาน, วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560, ศาสตร์พระราชา      นำชาวนาสู่ยุค 40, วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ, งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ, ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 40, การทำนาแปลงใหญ่แบบประชารัฐ

ก.เกษตรฯเตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560” ชูแนวคิด “ศาสตร์พระราชา      นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ระหว่างวันที่ 3 – 5 มิถุนายน 2560  ณ กรมการข้าว

             นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560 ว่า ด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รำลึกถึงความสำคัญของข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทยมาอย่างยาวนาน และเชิดชูเกียรติชาวนาในฐานะกระดูกสันหลังของชาติ ที่เป็นผู้ผลิตข้าวเลี้ยงประชาชนมาโดยตลอด รวมทั้งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เยาวชนผู้สืบทอดอาชีพการทำนาต่อจากบรรพบุรุษ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

สำหรับในปี 2560 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดจัด “งานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0”ในระหว่างวันที่ 3 – 5 มิถุนายน 2560 ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2560 ในวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. ณ กรมการข้าว กรุงเทพมหานคร สำหรับในส่วนภูมิภาคได้กำหนดจัดงาน 4 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ จัดที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ภาคกลาง จัดที่ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท และภาคใต้ จัดที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของประเทศไทย และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และราชวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณด้านข้าวและชาวนา ตลอดทั้งเพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญของข้าว และเชิดชูเกียรติชาวนาไทย รวมทั้งแสดงผลงานทางวิชาการด้านข้าว ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และองค์การชาวนา

สำหรับกิจกรรมการจัดงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.นิทรรศการ โดยเป็นการนำศาสตร์พระราชาในแง่มุมต่าง ๆ มาถ่ายทอดสู่ประชาชนให้รับรู้เข้าใจได้ลึกซึ้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถน้อมนำไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการผลิตข้าวและการดำเนินวิถีชีวิตของชาวนา ประกอบด้วย นิทรรศการเทิดพระเกียรติ โดยนำพระราชกรณียกิจที่ทรงงานด้านข้าวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และราชวงศ์นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา โดยนำเสนอผลงานชาวนาและสถาบันชาวนาที่ได้รับรางวัลดีเด่น ปี 2560 นิทรรศการวิวัฒนาการของชาวนาจากยุค 1.0 – ยุค 4.0 โดยเสนอให้เห็นภาพรวมตั้งแต่การผลิต การแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม จนถึงสู่ผู้บริโภค โดยเป็นการนำเสนอร่วมกันทั้งในส่วนภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน 2.การจัดแสดงวัฒนธรรมประเพณีด้านข้าว

            อาทิ การจัดพิธีบูชาแม่โพสพและจัดขบวนแห่การแสดงประเพณี 4 ภาค และการจัดลานวัฒนธรรมแสดงวัฒนธรรมประเพณีข้าว 3. การเสวนา  ณ เวทีกลาง ซึ่งเป็นไฮไลท์ของการจัดงานในครั้งนี้ โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การเสวนา หัวข้อ“ชาวนายุค 4.0 และ “การทำนาแปลงใหญ่แบบประชารัฐ” นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตที่น่าสนใจในด้านต่างๆ อาทิ การทำนาโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่  แปลงเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว ทั้งรูปแบบ Food และ Non-Food การทำกระดาษฟางข้าว และ 4. การประกวดแข่งขัน ประกอบด้วย การประกวดเมนูอาหารจากข้าว การทำข้าวเหนียวมูน การประกวดร้องเพลงเทิดพระเกียรติและเพลงที่เกี่ยวกับข้าวและชาวนา ตลอดทั้งการประกวดภาพถ่าย เป็นต้น

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่จ.สุรินทร์ ติดตามผลดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275424

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่จ.สุรินทร์ ติดตามผลดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่

ฉัตรลัย, ลัย, ฉัตร, เกษตรแปลงใหญ่, ฉัตรชัย, พื้นที่, สุรินทร์, ติดตาม, ดำเนินงาน, เกษตร, แปลง, ใหญ่

“ฉัตรชัย”ลงพื้นที่จ.สุรินทร์ ติดตามผลดำเนินงานเกษตรแปลงใหญ่

      

วันที่ 5 พ.ค.60 พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร พร้อมมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ให้แก่เกษตรกร และการดำเนินงานส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ และพบปะเกษตรกรในพื้นที่ อ.จอมพระ และ อ.ชุมพลบุรี ณ จ.สุรินทร์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืนโดยกำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร

ซึ่งดำเนินการใน 3 แนวทาง ตามที่ ครม. มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 60 ซึ่งดำเนินการต่อเนื่อง 5 ปี (2560 – 2564) งบประมาณ 25,871.14 ล้านบาท ได้แก่    1) โครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี มีเป้าหมาย ใน 21 จังหวัด 2,000 กลุ่ม กลุ่มละ 30 ราย รวม 60,000ราย พื้นที่ 300,000 ไร่ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน มี.ค. – ต.ค. 60 ซึ่งมีวิธีการคัดเลือกจากเกษตรกรที่อยู่ห่างไกล ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี โดยให้เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวดีไว้ใช้เองต่อเนื่อง 3 ปีขึ้นไป และจะจำหน่ายเมล็ดข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ในราคา 10 บาท/กก. (ปกติ ราคา 22 บาท/กก.) ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รายละ 5 ไร่ ไร่ละ 15 กก. นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองด้วย

2) โครงการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ (หลักเกณฑ์ใหม่) ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยในปี 2559 มีเกษตรแปลงใหญ่ปลูกข้าว รวม 425 แปลง เนื้อที่ 1.05 ล้านไร่ อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2560 – 2564 จะส่งเสริมให้มีเกษตรแปลงใหญ่ปลูกข้าว รวมเป็น 18,800 แปลง เนื้อที่รวม 19.375 ล้านไร่ โดยในปี 2560 เพิ่มเป็น 750 แปลง เนื้อที่เพิ่มขึ้น 0.75 ล้านไร่ (เฉลี่ยแปลงละ 1,000 ไร่)      มีเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตร้อยละ 20 ซึ่งเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกัน 30 คนขึ้นไป และมีพื้นที่รวมกัน 300 ไร่ขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องติดกัน แต่ให้อยู่ในชุมชนใกล้เคียงกัน และ 3) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์

จากข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ปี 2559 มีแหล่งผลิตข้าวอินทรีย์ที่ได้รับการรับรอง ใน 47 จังหวัด จำนวน 5,362 แปลง พื้นที่รวม 60,056 ไร่ อยู่ใน จ.สุรินทร์ จำนวน 605 แปลง พื้นที่7,233 ไร่ ซึ่งจะสมัครหรือคัดเลือกเกษตรกรที่รวมกลุ่ม 5 คนขึ้นไป พื้นที่รวมไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 15 กก./ไร่ อุดหนุนเงินรายละไม่เกิน 15 ไร่ ไร่ละ 9,000 บาท แบ่งจ่าย 3 ปี มีเป้าหมาย 3 รุ่น รวมพื้นที่ 1,000,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังที่จะส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพดี โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ความรู้และสนับสนุนให้ใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี อีกทั้งมีนโยบายให้ใช้ตลาดนำการผลิต โดยบูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มีการเชื่อมโยงการตลาด มีการจัดประชุมพบปะระหว่างกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ได้แก่ เกษตรตำบล/อำเภอ/จังหวัด สหกรณ์การเกษตร พาณิชย์จังหวัด ธกส โรงสี โรงงานแปรรูป และผู้ส่งออกข้าว ให้มีการผลิตตรงตามความต้องการของตลาด (Demand-driven) และรับซื้อผลผลิตข้าวคุณภาพดีจากนาแปลงใหญ่ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดด้วย

ส.ป.ก.แจงแนวทางการจัดที่ดิน ทำกินชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275357

ส.ป.ก.แจงแนวทางการจัดที่ดิน ทำกินชุมชน

สปก, สปก, แจง, แนว, ทางการ, จัด, ที่ดิน, กิน, ชุมชน, ทำกินชุมชน

ส.ป.ก.แจงแนวทางการจัดที่ดิน ภายใต้การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล

   วันที่ 5 พฤษภาคม 2560 เวลา 10.00 น. นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการส.ป.ก. ได้ชี้แจงประชาสัมพันธ์แนวทางการจัดที่ดิน โดยการจัดระบบการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมด้วย นายฉลอง มณีโชติ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นางวรรณนภา บุญสุข รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายวิโรจน์ สุดนักรบ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดลพบุรี นางอดุลลักษณ์ อาศนเลขา ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง นางสมพร ทองทั่ว ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูที่ดิน นายประเทือง พงษ์ไทย ผู้อำนวยการสำนักจัดการพื้นที่และสารบบที่ดิน นางดารณี ชนะชนม์ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและแผนงาน และนายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอโคกเจริญ ร่วมในพิธี ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ณ ที่ว่าการอำเภอโคกเจริญ หมู่ 9 ตำบลโคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี

ทั้งนี้สืบเนื่องจากพื้นที่ป่าสองข้างทางชัยวิบูลย์ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อปีพ.ศ.2537อำเภอโคกเจริญเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกเจริญยังไม่มีความเข้าใจการจัดที่ดินภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ดังนั้นเลขาธิการ ส.ป.ก.และคณะผู้บริหาร ส.ป.ก. จึงได้ชี้แจงประชาสัมพันธ์แนวทางการจัดที่ดินโดยการจัดระบบการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีความเข้าใจการจัดที่ดิน ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ได้มีความเข้าใจในการจัดที่ดิน โดยการจัดระบบการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถตัดสินใจเลือกรับการจัดที่ดินได้ถูกต้องซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นอีกทั้งยังเป็นขวัญและกำลังใจให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี

สำหรับการลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินการในพื้นที่ที่ยึดคืนตามคำสั่งที่ 36/2559 ในวันนี้ มีเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ต.หนองมะค่า อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี จำนวน 1 แปลง(แปลงที่ดิน No 1016) เนื้อที่ 31,249 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา แบ่งเป็น 1. (ส.ป.ก.ลพบุรี)สำรวจรังวัด จำนวน 1,268 แปลง เนื้อที่ 26,083 ไร่ 2 งาน 3 ตารางวา 2. อ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ไพศาลี เนื้อที่ 1,029 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา 3. (ส.ป.ก.เพชรบูรณ์) สำรวจรังวัดแล้ว เนื้อที่ 3,216 ไร่ 30 ตารางวา 4. เนื้อที่ส่วนที่เหลือเป็นภูเขา ทางลำเลียงธรรมชาติ ลำห้วยธารน้ำต่างๆ ฯลฯ 5. สอบสวนสิทธิแล้ว 798 แปลง โดยข้อมูลพื้นฐานเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อาทิเช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และมีบางส่วนทำนาปลูกข้าวด้วย เกษตรกรมีรายได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาลปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่เป้าหมายดำเนินการตามคำสั่ง คสช.36/2559 (เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559) จำนวน 12 แปลง เนื้อที่ประมาณ 40,997 ไร่ ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อำเภอโคกเจริญ อำเภอสระโบสถ์ และอำเภอลำสนธิ จ.ลพบุรี

เกษตรฯผนึกหน่วยงานกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275356

เกษตรฯผนึกหน่วยงานกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวระบาด

ผนึด, หนอนหัวดำ, เกษตร, ผนึก, หน่วยงาน, กำจัด, หนอน, หัว, มะพร้าว, ระบาด

กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือกรมวิชาการเกษตกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวระบาด

             นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย้ำเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า หนอนหัวดำต้องไม่มีที่ยืนในประเทศ เป็นคำประกาศที่แสดงถึงความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนมะพร้าวเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำลายของหนอนหัวดำ ทำให้ผลผลิตของมะพร้าวลดลง ซึ่งหมายถึงรายได้ของเกษตรกรย่อมลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยเฉพาะมะพร้าวกะทิ มะพร้าวน้ำหอม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ จัดงานสัปดาห์วันรณรงค์ป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว หนอนหัวดำ ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่  โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ 29 จังหวัดที่มีพื้นที่การระบาด  โดยจัดงานพร้อมกัน ในระหว่างวันที่ 5 – 11 พฤษภาคม 2560 และกำหนดให้อำเภอบ้านแพ้ว  จังหวัดสมุทรสาคร เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ณ ศูนย์บริการท่องเที่ยวอำเภอบ้านแพ้ว  จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่การระบาดและมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  กล่าวเพิ่มเติมว่า  กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว โดยเฉพาะหนอนหัวดำอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย มาตรการแรกที่เกษตรกรเจ้าของสวนทำได้ทันทีเมื่อพบการระบาด คือ การตัดทางใบและเผาทำลาย     มาตรการที่สอง การมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น คือ การผลิตแตนเบียนบราคอน เพื่อควบคุมการเพิ่มประชากรของหนอนหัวดำ มาตรการที่สาม หากพื้นที่มีระดับการทำลายรุนแรง และจำเป็นต้องใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้น หรือพ่นทางใบ ก็ขอให้ใช้อย่างระมัดระวังและมีเหตุผล มาตรการที่สี่ กรณีแปลงเกษตรกรที่ทิ้งร้างไม่มีผู้ดูแล หรือที่สาธารณะอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการปกครองและทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดหวังความสำเร็จของโครงการ คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการรณรงค์ป้องกันหลาย ๆ วิธี และครอบคลุมพื้นที่

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า  การประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507  เนื่องจากการสำรวจพบมีบางพื้นที่ที่มีการระบาดของหนอนหัวดำแต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการป้องกันและกำจัดได้เพราะเจ้าของสวน  ไม่ยินยอมและบางพื้นที่เป็นสวนทิ้งร้างที่ไม่สามารถติดต่อเจ้าของสวนได้   ซึ่งหากไม่ป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในพื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของหนอนหัวดำ  ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรจึงมีความจำเป็นต้องประกาศเขตควบคุมศัตรูพืช    เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานฉีดสารเคมีเข้าลำต้นมะพร้าวเพื่อกำจัดและตัดวงจรการระบาดของหนอนหัวดำในพื้นที่ดังกล่าวได้  ซึ่งการใช้สารเคมีจะฉีดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น   รวมทั้งการใช้กฎหมายดังกล่าวยังเป็นการควบคุมพื้นที่ในวงแคบและใช้ระยะเวลาในการดำเนินการสั้น   เกษตรกรที่ไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการไม่ได้มีความผิด  และการกำจัดหนอนหัวดำภายใต้โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ)ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน  เกษตรกรไม่มีค่าใช้จ่ายในการกำจัดหนอนหัวดำแต่อย่างใด   ภายหลังจากดำเนินการกำจัดหนอนหัวดำเรียบร้อยแล้ว  กรมวิชาการเกษตรจะเพิกถอนประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชทันที  นอกจากนี้กรณีที่มีข้อกังวลว่าการใช้สารเคมีจะมีสารตกค้างในเนื้อและน้ำมะพร้าวนั้น  กรมวิชาการเกษตรขอยืนยันด้วยผลงานทางวิชาการและจากการประเมินผลโครงการฉีดสารเคมีเข้าลำต้นมะพร้าวของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยว่าการใช้สารเคมีฉีดเข้าลำต้นมะพร้าวเพื่อป้องกันและกำจัดหนอนหัวดำไม่พบสารตกค้างในน้ำและเนื้อมะพร้าวแต่อย่างใด

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร  องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วน  รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง  ร่วมกันรณรงค์ป้องกันและกำจัดศัตรูมะพร้าว หนอนหัวดำ ด้วยวิธีผสมผสาน โดยร่วมด้วยช่วยกันในทุกพื้นที่  ทุกภาคส่วน ช่วยกันสำรวจ  ช่วยกันทำลาย อย่าให้หนอนหัวดำมาทำร้ายเศรษฐกิจของพี่น้องเกษตรกรเราอีกต่อไป