กรมชลฯ ปรับปฏิทินส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275255

กรมชลฯ ปรับปฏิทินส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง

กรมชล, ปรับ, ปฏิทิน, ส่ง, น้ำ, ให้, พื้น, ที่ลุ่ม, ต่ำ, เจ้าพระยา, ตอน, ล่าง, กรมชลฯ

กรมชลฯ ปรับปฏิทินส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทำนาปีเร็วขึ้น เลี่ยงฤดูน้ำหลากท่วมผลผลิต

       นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ต่อยอดความสำเร็จจากการปรับปฏิทินการส่งน้ำทำนาปีให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ที่ให้เกษตรกรทำนาปีตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมา นั้น นำมาปรับปฏิทินการส่งน้ำทำนาปีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่รวมประมาณ 1.15 ล้านไร่ โดยเริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2560 ก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ประกอบไปด้วย 12 ทุ่ง คือ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-  ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง และทุ่งบางกุ่ม ซึ่งใช้น้ำจากคลองชัยนาท – ป่าสัก , ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ใช้น้ำที่ส่งผ่านทางแม่น้ำน้อย, ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล ใช้น้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำอื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ในเขตของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ จะใช้น้ำจากบ่อตอก บ่อน้ำตื้นและน้ำนอนคลอง

ทั้งนี้ การทำนาปีของเกษตรกรในปีนี้ เป็นไปตามนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก กรมชลประทานจึงได้กำหนดปฏิทินการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวใหม่ เพื่อให้เกษตรกรได้ทำนาก่อนพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นที่ดอน โดยได้เริ่มส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จภายในสิงหาคม 2560

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดส่งน้ำทำนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วขึ้น นั้น นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้     มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังช่วยให้ภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณจากการจ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมได้อีกด้วย ที่สำคัญ หลังจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว สามารถใช้พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการ ตลอดจนเป็นการตัดยอดน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน นอกจากนี้ ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกร มีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง อีกทั้งปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ยังสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการเป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรัง และการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย

กยท. จับมือสมาคมธุรกิจไม้ยางฯ บริหารจัดการไม้ยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275205

กยท. จับมือสมาคมธุรกิจไม้ยางฯ บริหารจัดการไม้ยางพารา

สมาคมไม้ยางพารา, กยท, จับมือ, สมาคม, ธุรกิจ, ไม้, ยาง, บริหาร, จัดการ, ยางพารา, กยท

กยท. จับมือสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทยร่วมโครงการบริหารจัดการไม้ยางพารา

                  ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. ให้ความสำคัญในการสร้างมาตรฐานการซื้อขายไม้ยางในราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยในแต่ละปีจะมีเกษตรกรชาวสวนยางจะต้องโค่นยาง เพื่อดำเนินการปลูกใหม่อาจปลูกแทนด้วยยางพารา หรือไม้เศรษฐกิจอื่นหลายราย ซึ่ง กยท. ได้กำหนดเป้าหมายการโค่นยางปีละกว่า 400,000 ไร่ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพในการนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อไป รวมทั้ง เป็นการบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทานของยางพาราในระบบด้วย

ฉะนั้น ยางพาราจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมากเพราะไม่ใช่เพียงจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรขณะปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างรายได้ในการโค่นไม้ยางได้อีกด้วย โครงการบริหารจัดการไม้ยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญ จะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายไม้ยางพาราได้ในราคาที่เหมาะสมและยุติธรรม เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องโค่นยาง เพื่อดำเนินการปลูกแทนใหม่จะประสบกับปัญหาการขายไม้ยางเป็นอย่างมาก ทั้งการผูกขาดจากผู้ประกอบการที่รับซื้อไม้ยาง ซึ่งมีไม่กี่ราย การถูกกดราคา การรับซื้อแต่ไม่หมดทุกส่วน เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งไม้ยางพาราเป็นไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายในการนำไปแปรรูป และส่งออก สามารถเพิ่มรายได้ให้กับชาวสวนยาง รวมถึงผู้ประกอบกิจการโรงไม้ต่างๆ ได้

ดังนั้น การลงนามความร่วมมือระหว่างการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย จะเป็นสองหน่วยงานหลักที่ร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการโครงการบริหารจัดการไม้ยางพาราเพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายไม้ยางพาราได้ในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสม ซึ่งเป็นการร่วมพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราแบบครบวงจร จะสามารถสร้างผลประโยชน์สูงสุดต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง การยางแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราด้วย

              “ความร่วมมือในครั้งนี้ จะดำเนินงานบนพื้นฐานความเข้าใจอันดีต่อกัน และประสานผลประโยชน์ในการพัฒนา พร้อมร่วมมือกันแก้ไขปัญหา อุปสรรค และร่วมดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุตามข้อตกลงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรชาวสวนยางและประเทศชาติโดยรวม”

              ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย พร้อมสนับสนุน ส่งเสริม ให้เกษตรกรรับรู้ข้อมูลและประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ และเป็นหน่วยงานที่รับสมัครเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ตลอดจน สนับสนุนข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกร ข้อมูลสวนยางพาราที่ประสงค์จะโค่นเพื่อปลูกแทน ตลอดจนข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์โดยความยินยอมของเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ

             ด้าน นายนิกร ลิขิตหวังพาณิชย์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย กล่าวว่า การร่วมมือกันระหว่าง กยท. และสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรได้รับทราบว่าสินค้าของตนขายได้ในราคาเท่าไร โดยไม่ต้องผ่านตัวแทนหรือคนกลางที่จะเข้ามากดราคาแล้ว  ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมก็สามารถทราบต้นทุนราคาวัตถุดิบ และปริมาณวัตถุดิบที่แน่นอนในการผลิต ลดปัญหาคนกลางที่เข้ามาปั่นราคาขึ้นลงได้ เพราะนอกจากอุตสาหกรรมไม้ยางแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนนำไม้ยางไปแปรรูปเป็นวู้ด พาเลท เป็นพลังงานเชื้อเพลิงซึ่งเป็นที่ต้องการมากในตลาดโลก จะส่งผลให้ไม้ยางพาราเป็นผลผลิตที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่ กยท. ได้คิดสูตรในการคำนวณต้นทุนการผลิตจากนักวิชาการซึ่งถือได้ว่ามีความแม่นยำมากอยู่แล้ว ถือได้ว่างานนี้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ กยท. ที่เป็นประโยชน์อย่างสูงต่อธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราทั้งระบบ

             “ทางสมาคมฯ จะส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราและผู้ที่สนใจรับรู้ข้อมูล รวมไปถึงประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ พร้อมจะเชิญชวนให้ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราที่เป็นสมาชิก และเป็นเครือข่ายของสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย สมัครเข้าร่วมโครงการกับการยางแห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ สมาคมจะสนับสนุนประชาสัมพันธ์ข้อมูลวิชาการ ข้อมูลการกำหนดราคา ข้อมูลด้านการตลาด ตลอดจนข้อมูลอื่น ๆ ในธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพาราที่เป็นประโยชน์เพื่อดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์แห่งข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ต่อไป”  นายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย กล่าวทิ้งท้าย

ถอดบทเรียนกลุ่มเกษตรกร อีกความสำเร็จเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275172

ถอดบทเรียนกลุ่มเกษตรกร อีกความสำเร็จเกษตรอินทรีย์

เกษตรอินทรีย์, ถอด, บทเรียน, กลุ่ม, เกษตรกร, อีก, ความสำเร็จ, เกษตร, อินทรีย์

ถอดบทเรียน 2 กลุ่มเกษตรกรเมืองขอนแก่น อีกหนึ่งความสำเร็จยืนยันการทำเกษตรอินทรีย์

                สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ถอดบทเรียนเกษตรกรทำอินทรีย์ ยกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา จังหวัดขอนแก่น          เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ มั่นใจ การรวมกลุ่ม มุ่งมั่น และพัฒนาร่วมกัน จะก้าวไปสู่ความสำเร็จให้การทำเกษตรอินทรีย์แน่นอน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้ถอดบทเรียนเกษตรกรจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตพืชผักและผลไม้ที่ประสบความสำเร็จ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ตำบลท่ากระเสริม               อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และ กลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์ ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่า               จังหวัดขอนแก่น

               กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์และปลอดภัย ท่ากระเสริม มีนายสมควร พันธัง เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิก  35 ราย เน้นแนวคิด การได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ส่งผลต่อการมีรายได้และความมั่นคงยั่งยืนของอาหาร อากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่การทำเกษตรไม่ใช้สารเคมีเท่านั้น แต่การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้ความอดทน ความมุ่งมั่น ใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอน ซึ่งในระยะแรกแม้มีอุปสรรคก็ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้และนวัตกรรม เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีการจัดตั้งกรรมการดูแลเรื่องตลาด โดยมุ่งเจาะตลาดระดับกลางและตลาดสูงเป็นหลัก รวมทั้งโรงพยาบาลประจำอำเภอด้วย

             สำหรับกลุ่มเครือข่ายผู้ผลิตผักอินทรีย์เมืองเก่าพัฒนา โดยนายประดิษฐ์ ศิริธรรมจักร ปัจจุบันมีสมาชิก 20 ราย มีแนวคิดคือ การทำเกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้ความพยายามและความมุ่งมั่นตั้งใจ การบริหารจัดการเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยน ตามหลักการทฤษฎีใหม่ โดยสามารถลงมือทำพร้อมกันได้หลายอย่าง วางแผนสิ่งไหนควรลงมือทำก่อนหรือทำหลัง ศึกษาค้นคว้าและถามผู้รู้จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยลง การจำหน่ายผลผลิต  จะจำหน่ายภายในชุมชน และพ่อค้าคนกลาง ไม่มีการผูกขาดขายให้เพียงคนใดคนหนึ่ง แต่จะขายผลผลิตให้กับทุกคนที่ต้องการ และหากมีผู้ต้องการซื้อมากแต่ผลผลิตไม่เพียงพอ จะทำการแบ่งให้ได้เท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม นับเป็นอีกตัวอย่างของผู้ที่จะประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ได้ ท่านที่สนใจต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น โทร. 043 261 513 อีเมลzone4@oae.go.th

“ฉัตรชัย” จี้ท่าเทียบเรือเร่งจดทะเบียน ตาม พรก.ประมง ปี 58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275142

“ฉัตรชัย” จี้ท่าเทียบเรือเร่งจดทะเบียน ตาม พรก.ประมง ปี 58

จดทะเบียนเรือประมง, ฉัตรชัย, จี้, ท่าเทียบเรือ, เร่ง, จดทะเบียน, ตาม, พรก, ประมง, พรกประมง

   “ฉัตรชัย” จี้ท่าเทียบเรือเร่งจดทะเบียนท่าเทียบเรือตาม พรก.ประมง ปี 58 ก่อนครบกำหนด ย้ำไม่ได้ดำเนินการจะต้องถูกถอนทะเบียนท่าเทียบเรือ

      

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามมาตรา 84 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ท่าเทียบเรือประมงต้องจดทะเบียนเป็นท่าเทียบเรือประมงต่อกรมประมง  และกรมประมงได้ประกาศกฎกระทรวง เรื่องการขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนท่าเทียบเรือประมง พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดให้ท่าเทียบเรือที่จดทะเบียนต้องยื่นหนังสือรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย โดยอนุโลมให้ยื่นหนังสือรับรองฯ ได้ ภายใน 1 ปี นับจากวันที่ได้จดทะเบียนทั้งนี้จะครบกำหนดการอนุโลมภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

โดยล่าสุดขณะนี้กรมประมงได้ดำเนินการตรวจมาตรฐานสุขอนามัยท่าเทียบเรือที่ต้องตรวจสุขอนามัยทั้งสิ้น 829 ท่า ผลการดำเนินการล่าสุดขณะนี้ดำเนินการตรวจแล้ว 597 ท่า แบ่งเป็น ท่าเทียบเรือประเภท A1 ท่าเทียบเรือประมงซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรการรัฐเจ้าของท่าเรือ เป้าหมาย 25 ท่า ตรวจแล้ว 23 ท่า ผ่านเกณฑ์ 11  ไม่ผ่านเกณฑ์ 5 รอผลการประเมิน 7 ท่าเทียบเรือประเภท A2 ท่าเทียบเรือประมงสำหรับเรือประมงไทย ซึ่งสัตว์น้ำที่ขึ้นท่าบางส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อการส่งออก เป้าหมาย 131 ท่า ตรวจแล้ว 121 ผ่านเกณฑ์ 70 ไม่ผ่านเกณฑ์ 28 รอผลการประเมิน 23 ท่าเรือประเภทB ท่าเทียบเรือประมงสำหรับเรือประมงไทย ที่มีเรือขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอสขึ้นไป เข้าเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่า เป้าหมาย 313 ตรวจแล้ว 234 ท่า ผ่านเกณฑ์ 119 ไม่ผ่านเกณฑ์ 37 รอผลการประเมิน 78 ท่าเรือประเภท C ท่าเทียบเรือประมงสำหรับเรือประมงไทย ที่มีเรือขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอสขึ้นไป เข้าเทียบท่าเพื่อขนถ่ายสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นท่า เป้าหมาย 360 ตรวจแล้ว 219 ท่า ผ่านเกณฑ์ 32 ไม่ผ่านเกณฑ์ 15 รอผลตรวจ 172

สำหรับในส่วนของท่าเทียบเรือที่ไม่ผ่านมาตรฐานสุขอนามัย หากไม่สามารถปรับปรุงมาตรฐานและไม่ยื่นหนังสือรับรองสุขอนามัยฯ ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด จะต้องถูกถอนทะเบียนท่าเทียบเรือ ส่งผลให้เรือประมงไม่สามารถใช้ท่าเทียบเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าประมงได้

ขณะเดียวกัน ยังมีท่าเทียบเรือที่ยังไม่มายื่นขอรับการรับรองสุขอนามัยหรืออยู่ระหว่างรอตรวจสุขอนามัย มีจำนวนทั้งสิ้น 232 ท่า กระทรวงเกษตรฯ จึงอยากขอความร่วมมือให้ท่าเทียบเรือที่ยังไม่ผ่านสุขอนามัยเร่งรัดปรับปรุงสุขอนามัยก่อนที่จะหมดเวลา 1 ปี นับจากที่ได้จดทะเบียนไว้กับกรมประมงรวมถึงท่าเทียบเรือที่ยังไม่มายื่นขอรับการรับรองสุขอนามัยให้เร่งขอการรับรองจากกรมประมงโดยเร็ว ณ กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง และศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี และสงขลา รวมถึงขอให้โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำซื้อสัตว์น้ำจากท่าเทียบเรือที่ผ่านมาตรฐานสุขอนามัยซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าประมงที่ถูกกฎหมายเป็นไปตาม พรก.ประมง 2558

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ก็เพื่อยกระดับสินค้าสัตว์น้ำของไทยให้มีมาตรฐานอาหารปลอดภัย เพราะ ท่าเทียบเรือประมง คือ ปราการด่านแรกที่จะรองรับผลผลิตสัตว์น้ำจากเรือประมง และเข้าสู่กระบวนการการคัดแยก ขนย้าย ซื้อขาย ก่อนขนถ่ายและจำหน่ายไปยังผู้บริโภค ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งการดำเนินการที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในสินค้าสัตว์น้ำของไทยแก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

เกษตรฯจัดงานวันFIELD DAYเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275025

เกษตรฯจัดงานวันFIELD DAYเตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่

ใหม่, ผลิต, ฤดูกาล, เข้าสู่, เตรียมพร้อม, Day, Field, วัน, จัดงาน, เกษตร, เทคโนฯ, ถ่ายทอด, วันถ่ายทอดเทคโนโลยี, สู่, การผลิต, เกษตรฯจัดงานวันField, Field Day, ศจช, ข้าว, IFPP, Agri Map

เกษตรฯจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day)เตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี2560/61

              นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560/61 โดยมอบหมายให้     กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นแกนหลักในการดำเนินการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตร เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ปี 2560/61 โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่และใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและศูนย์เครือข่ายที่มีอยู่ในพื้นที่ จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ ให้บริการด้านการเกษตรเพื่อสนับสนุนเกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยจะเริ่มการเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560/61 ในเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560/61 ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ 1. การเตรียมความพร้อมองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต ได้แก่ การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) การให้ความรู้และบริการทางการผลิต การบริหารการตลาด ความรู้เรื่องแหล่งเงินทุนและการทำบัญชี และการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ 2. การเข้าถึงปัจจัยการผลิตโดยขณะนี้กรมการข้าวได้เตรียมข้าวเมล็ดพันธุ์ดีไว้แล้ว จำนวน 420,200 ตัน ในทุกศูนย์ขยายพันธุ์ข้าว รวมทั้งศูนย์ข้าวชุมชน โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สปก. เป็นผู้ประสานงาน และมีพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชตระกูลถั่ว ต้นพันธุ์อ้อยสะอาด 736,000 ต้น และถั่วเหลือง/ถั่วเขียว/ถั่วลิสง ตามศูนย์ขยายพันธุ์พืช โดยกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ดูแล อีกทั้งมีเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ 100,000 กก. และท่อนพันธุ์พืชอาหารสัตว์ 5,000,000 กก. นอกจากนี้ยังมีการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งมีสารปรับปรุงอยู่ประมาณ 44,000 ตัน การทำปุ๋ยอินทรีย์ 223,419 ตัน การไถกลบตอซัง 535,262 ไร่ การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมจำหน่ายปุ๋ย 181 แห่ง การควบคุมคุณภาพปัจจัยการผลิต การให้บริการน้ำชลประทาน การบริการทางด้านหม่อน/ไหม แมลงเศรษฐกิจ เครื่องจักกลเกษตร และแหล่งทุน/สินเชื่อ อาทิ สินเชื่อด้านปรับปรุงร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิต สินเชื่อด้านรวบรวมผลผิตประมาณ 14,000 ล้านบาท สินเชื่อจัดหาแหล่งน้ำ/เครื่องจักรกล กองทุนปฏิรูปที่ดิน 351.60 ล้านบาท และแปลงใหญ่ 20,000 ล้านบาท

3. การบริหารจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การสำรวจ/เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ฯ/สัตว์ ประมง โดย ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) 1,764 แห่ง การเตรียมการป้องกันกำจัดศัตรูพืช/สัตว์/ประมง เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา เชื้อราบิวเวอร์เรีย เชื้อราเมตาไรเซียม และแตนเบียนทริโคแกรมม่า การเฝ้าระวังภัยธรรมชาติและการแจ้งเตือน และการประกันภัยพืชผล (ข้าว) 4. การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ได้แก่ พัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพเกษตรกร ขณะนี้ได้ขับเคลื่อน Smart Farmer/Young Smart Farmer ไปแล้ว จำนวน 11,130 ราย และให้ความรู้การจัดทำแผนการผลิตรายบุคคล (IFPP) มากกว่า 300 ราย รวมทั้งสนับสนุนการรวมกลุ่มทั้งวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงการตลาดและส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้วย

สำหรับ งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) จะมีการจัดสถานีเรียนรู้ต่างๆ ให้เกษตรกรได้มาเรียนรู้ โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง รวมทั้งการจัดนิทรรศการทางการเกษตรและการให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ 1. การให้ความรู้และบริการทางการผลิต เช่น ดิน ปุ๋ย น้ำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต เกษตรผสมผสาน การผลิตและขยายสารชีวภัณฑ์ การอบรมและรับรองมาตรฐาน GAP/Organic 2. การบริหารการตลาด ความต้องการของตลาด แหล่งรับซื้อ/ราคา คุณภาพและมาตรฐานสินค้า การจัดระบบ logistic การเจรจาเชื่อมโยงตลาด และ 3. การให้คำแนะนำในการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ (Agri Map) นอกจากนี้ ยังมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าของกลุ่มสถาบันเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน ฯลฯ โดยงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) และบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2560 จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนมิถุนายน 2560ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

เดินหน้าแผนพัฒนายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275023

เดินหน้าแผนพัฒนายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศสู่ความยั่งยืน

เดินหน้า, แผน, พัฒนา, ยกระดับ, สหกรณ์, ทั่วประเทศ, สู่, ความยั่งยืน

เกษตรฯ เดินหน้าแผนพัฒนายกระดับสหกรณ์ทั่วประเทศ หวังสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสหกรณ์อย่างยั่งยืน

            นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาท หน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดระดับชั้นสหกรณ์ ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนายกระดับสหกรณ์ เพื่อศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์ และประเมินสถานภาพสหกรณ์เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ รวมทั้งขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามนโยบายดังกล่าว

สำหรับเป้าหมายในการยกระดับสหกรณ์ในสิ้นปี 2560 ได้แก่ สหกรณ์ชั้น 1 จำนวน 4,629 แห่ง (65%) ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง (30%) และชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง (5%) รวม 7,142 แห่ง สำหรับผลการดำเนินการ ณ 30 เม.ย. 2560 มีสหกรณ์ชั้น 1 จำนวน 2,898 แห่ง ชั้น 2 จำนวน 3,663 แห่ง ชั้น 3 จำนวน 581 แห่ง และชั้น 4 สหกรณ์ที่ยังชำระบัญชีไม่แล้วเสร็จ 834 แห่ง รวม 7,976 แห่ง ส่วนผลการจัดระดับชั้นสหกรณ์แยกตามประเภทสหกรณ์ (ณ 30 เม.ย. 2560) มีประเภทของสหกรณ์อยู่ในชั้น 2 จำนวนมาก อาทิ สหกรณ์การเกษตร ชั้น 2 จำนวน 2,156 แห่ง สหกรณ์บริการ ชั้น 2 จำนวน 750 แห่ง ทั้งหมดนี้ต้องพัฒนาสู่ชั้น 1 ซึ่งการแยกประเภทของสหกรณ์นั้น เพื่อให้การยกระดับสามารถเข้าถึงสหกรณ์แต่ละกลุ่มได้และดำเนินการตามกลไกที่ถูกต้องของสหกรณ์แต่ละประเภท ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ตามประเภทสหกรณ์ แบ่งเป็น 1) สหกรณ์ภาคการเกษตร โดยพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ให้ทุกอำเภอมีสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ มีความเข้มแข็งเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน รวมถึงสามารถขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐสู่ชุมชนได้ พร้อมทั้งคัดเลือกสหกรณ์เพื่อพัฒนาเป็นสหกรณ์ภาคเกษตรระดับอำเภอแล้ว 822 แห่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสหกรณ์ทั้งคณะ จำนวน 12,330 ราย รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนจัดการความเสี่ยงผลผลิตทางการเกษตร โดยส่งเสริมสหกรณ์ในภาคการเกษตรจัดตั้งกองทุนจัดการความเสี่ยงฯ โดยจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเข้ากองทุนจัดการความเสี่ยงฯ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากการผลิต การตลาด และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ มีสหกรณ์ถือใช้ระเบียบกองทุนจัดการความเสี่ยงแล้ว 30 แห่ง 2) สหกรณ์นอกภาคการเกษตร ประกอบด้วย โครงการสหกรณ์สีขาวด้วยธรรมาภิบาล (Cooperative Governance) การพัฒนาเกณฑ์กำกับดูแลและพัฒนาระบบสารสนเทศทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ การจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินสหกรณ์ (CFF) และจัดระเบียบสหกรณ์แท็กซี่

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำบทบาทของสหกรณ์เข้มแข็งในการยกกระดาษ A4 ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาขับเคลื่อนกับสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อผลักดันสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ได้แก่ 1) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยให้สหกรณ์เป็นศูนย์เรียนรู้การสหกรณ์ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งศึกษาดูงาน และเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต/การตลาดกับเกษตรกร ศพก. มีสหกรณ์ 286 แห่ง ชั้น 1 : 169 แห่ง ชั้น 2 :  99 แห่ง และชั้น 3 :  18 แห่ง 2) แปลงใหญ่ โดยสหกรณ์มีบทบาทในการรับซื้อผลผลิตจากแปลงใหญ่ มีผลผลิตสหกรณ์คาดว่าจะรับซื้อ จำนวน 563,871 ตัน มูลค่า 4,267.59 ล้านบาท สหกรณ์ 276 แห่ง ชั้น 1 : 128 แห่ง ชั้น 2 : 121 แห่ง และชั้น 3 :  27 แห่ง 3) แผนผลิตข้าวครบวงจร แปลงใหญ่ข้าวในพื้นที่สหกรณ์ 82,671 ไร่ เกษตรกร 5,835 ราย สหกรณ์ 44 แห่ง ชั้น 1 : 22 แห่ง ชั้น 2 : 14 แห่ง และชั้น 3 :  8 แห่ง และ 4) ธนาคารสินค้าเกษตร ธนาคารข้าวในสถาบันเกษตรกร 31 แห่ง เกษตรกรได้รับประโยชน์ 1,372 ราย ลดต้นทุนได้ 5.610 ล้านบาท และธนาคารโคนมทดแทน 8 แห่ง เกษตรกรได้รับประโยชน์ 425 ราย ลดต้นทุนได้ 5.020 ล้านบาท สหกรณ์ 39 แห่ง ชั้น 1 : 22 แห่ง ชั้น 2 : 16 แห่ง และชั้น 3 :  1 แห่ง

ฝนหลวงฯ ร่วมกรมชลฯ บูรณาการแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบลูม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275021

ฝนหลวงฯ ร่วมกรมชลฯ บูรณาการแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบลูม”

ฝนหลวง, ร่วม, กรมชล, บูรณาการ, แก้ไขปัญหา, สาหร่าย, บลู, ฝนหลวงฯ, ร่วมกรมชลฯ, บูรณาการแก้ไขปัญหา, สาหร่ายบลูม

ฝนหลวงฯ ร่วมกรมชลฯ บูรณาการแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบลูม” ในพื้นที่เขื่อนลำโดมใหญ่ได้สำเร็จ

               วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกล่าวว่า “จากปัญหาสาหร่ายบลูมที่สร้างผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรในภาคอีสาน บริเวณจังหวัดอุบลราชธานี กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมมือกับสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน แก้ไขปัญหาสาหร่ายบลูมบรรลุผลสำเร็จด้วยดี”

นายสุรสีห์ กล่าวต่อว่า จากการปฏิบัติการฝนหลวงของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2560 ได้ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง บริเวณลุ่มรับน้ำโดมและเขื่อนลำโดมใหญ่ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงจำนวนรวม 9 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 16 ชั่วโมง10 นาที ใช้สารฝนหลวงจำนวนรวม 10 ตัน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนลำโดมใหญ่และยังสามารถช่วยลดค่าความเป็นกรดในน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสาหร่ายบลูมและลดการก่อตัวของสาหร่ายบลูมได้อย่างต่อเนื่อง  โดยสาหร่ายบลูมเกิดจากสาหร่ายได้รับสารอาหารจากการทิ้งน้ำซักล้างจากชุมชน น้ำจากสารเคมีใช้ทำเกษตรกรรม  และน้ำเสียจากบ่อบำบัด ทำให้น้ำในบริเวณนี้มีธาตุอาหารสูง ประกอบกับมีการปิดเขื่อนลำโดมใหญ่ ทำให้น้ำนิ่ง ไม่ไหลและมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ การปฏิบัติการฝนหลวงจึงเป็นการเติมน้ำในเขื่อน มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนลำโดมใหญ่มากขึ้น เพื่อช่วยผลักดันและการระบายน้ำได้ดีขึ้น โดยมีปริมาณน้ำฝน 28 มิลลิเมตร และปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนประมาณ 2.32 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งการทำงานร่วมบูรณาการกับสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน ในการเปิดประตูระบายน้ำ ซึ่งมีการระบายสะสมรวม 2,073 ลูกบาศก์เมตร เร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำเพื่อกำจัดสาหร่ายบลูม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสาหร่ายบลูมบรรลุผลสำเร็จ ทำให้ผู้ใช้น้ำในคลองลำโดมใหญ่ มีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ ทั่วภูมิภาค โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ได้ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงบริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล  ซึ่งมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ภาคกลาง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ได้ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำบริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์ ซึ่งมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง และภาคใต้ หน่วยปฏิบัติการหัวหิน ปฏิบัติการเพื่อเติมน้ำบริเวณลุ่มน้ำปราณบุรีและเขื่อนแก่งกระจานซึ่งมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง

เปิดรับฟังความเห็นเกณฑ์กำกับสหกรณ์ ก่อนมีผลบังคับใช้1มิ.ย.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274991

เปิดรับฟังความเห็นเกณฑ์กำกับสหกรณ์ ก่อนมีผลบังคับใช้1มิ.ย.60

กรมส่งเสริมสหกรณ์, เปิด, รับฟัง, ความเห็น, เกณฑ์, กำกับ, สหกรณ์, ก่อน, มีผลบังคับใช้, 1มิย60

เตรียมเปิดรับฟังความเห็นเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ก่อนมีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2560 นี้

                  ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ว่าด้วยการกำกับดูแลกิจการทางการเงินสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ภายหลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่7มีนาคม2560ได้เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามที่กระทรวงการคลังนำเสนอ จึงมีการหารือร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่24มีนาคม2560และวันที่27เมษายน2560ที่ผ่านมา

                จากการประชุมทั้งสองครั้ง ได้มีข้อสรุปแนวทางการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี โดยได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้นายทะเบียนสหกรณ์สามารถกำหนดได้ทันทีภายใต้อำนาจปัจจุบัน ซึ่งหลักเกณฑ์หลักๆ และมีความเร่งด่วน ได้แก่ การให้ผลตอบแทนแก่สมาชิก เพื่อให้สหกรณ์มีต้นทุนทางการเงินในระดับที่เหมาะสมและลดแรงกดดันในการหาผลตอบแทนจากการลงทุน โดยแบ่งเป็น กำหนดอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิก และกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภทณะเดียวกันได้กำหนดให้สหกรณ์ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องซึ่งให้สำรองไว้ในรูปแบบของสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที ซึ่งการกำหนดให้ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจะดูแลความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของสหกรณ์ และยังมีการกำหนดการลงทุนของสหกรณ์ในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสัดส่วนที่ไม่มากจนเกินไป เพื่อไม่ให้การลงทุนของสหกรณ์มีความเสี่ยงสูง และมีการกำกับลูกหนี้รายใหญ่ โดยสหกรณ์จะให้กู้กับสหกรณ์หนึ่งได้ไม่เกินอัตราที่กำหนด เพื่อไม่ให้สินเชื่อกระจุกตัวที่ลูกหนี้รายใดรายหนึ่งด้วย

             สำหรับกรณีการเปิดรับสมาชิกสมทบ ได้จำกัดจำนวนสมาชิกสมทบให้อยู่ในวงจำกัดเท่านั้น โดยกำหนดกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกสมทบของสหกรณ์ รับได้เฉพาะบิดา มารดา สามี ภรรยาหรือบุตรของสมาชิกสหกรณ์นั้น หรือบุคคลในหน่วยงานที่ขาดคุณสมบัติจะเป็นสมาชิกเท่านั้น เพื่อป้องกันการระดมทุนจากภายนอก และยังมีการกำหนดให้สหกรณ์เปิดเผยข้อมูลผลประโยชน์และค่าตอบแทนของกรรมการดำเนินการและผู้จัดการต่อที่ประชุมใหญ่ เพื่อให้สมาชิกทราบ และให้สหกรณ์รายงานผลการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์เป็นรายเดือนให้กรมส่งเสริมสหกรณ์รับทราบเป็นระยะๆ เพื่อให้กรมฯสามารถตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นข้อมูลในการบริหารความเสี่ยงของสหกรณ์ ป้องกันการเกิดปัญหาทุจริตภายในสหกรณ์หรือการแก้ไขปัญหาที่อาจจะล่าช้าจนส่งผลทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างได้

             ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ข้างต้น และขอเชิญชวนผู้แทนและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ร่วมแสดงความคิดเห็นในวันที่18พฤษภาคม2560พร้อมกันนี้ กรมฯจะเปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ ในวันที่19พฤษภาคม2560ผ่านเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ และจะนำหลักเกณฑ์มาบังคับใช้ตั้งแต่วันที่1มิถุนายน2560เป็นต้นไป

เกษตรฯตั้งป้อมคุมเข้ม “ทุเรียนอ่อน” หวั่นทำลายตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274953

เกษตรฯตั้งป้อมคุมเข้ม “ทุเรียนอ่อน” หวั่นทำลายตลาด

เกษตร, ตั้ง, ป้อม, คุม, เข้ม, ทุเรียน, อ่อน, หวั่น, ทำลาย, ตลาด, ทุเรียนอ่อน, หวั่นทำลายตลาด

เกษตรฯตั้งป้อมคุมเข้ม “ทุเรียนอ่อน” หวั่นทำลายตลาด

                 นายสุวิทย์    ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการนำเข้าทุเรียนจากไทยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ประกอบกับผู้บริโภคภายในประเทศก็มีความต้องการสูงเช่นกัน ส่งผลให้ทุเรียนมีราคาดี เป็นแรงจูงใจให้พ่อค้าที่เหมาซื้อทุเรียนยกสวนและเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเร่งตัดทุเรียนป้อนเข้าสู่ตลาด เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยว บางรายตัดทุเรียนที่มีอายุไม่ถึงกำหนดสุกโดยเก็บเกี่ยวที่อายุ 70-80 วัน หรือความแก่ประมาณ 60-70% เมื่อทุเรียนสุกจะไม่หวานมันและรสชาติไม่ดี ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ  ที่สำคัญปัญหาดังกล่าว ยังทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงทุเรียนไทย และทำลายตลาดส่งออกด้วย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

เกษตรฯตั้งป้อมคุมเข้ม “ทุเรียนอ่อน” หวั่นทำลายตลาด

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร ได้ร่วมกับคณะทำงานชุดเฉพาะกิจตามมาตรการป้องกันผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด จังหวัดตราด ตั้งด่านสกัดทุเรียนอ่อนโดยจัดชุดปฏิบัติการ 2 ชุด สามารถตรวจอายัดทุเรียนอ่อนได้ จำนวน 9 คันรถบรรทุก น้ำหนักประมาณ 30 ตัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้สั่งการให้ สวพ.6 จัดชุดปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่องตามนโยบายเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ซึ่งมีผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดมาก

“กรมวิชาการเกษตรได้เพิ่มเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อน โดยมี 3 ภารกิจ คือ 1.สุ่มตัวอย่างตรวจสอบผลผลิตทุเรียนในโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ของกรมวิชาการเกษตรก่อนส่งออก 2.ให้บริการตรวจวัดคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรที่ขอนำทุเรียนจากสวนของตนเองมาตรวจวัดคุณภาพหาเปอร์เซ็นต์แป้ง  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนที่จะตัดทุเรียนส่งจำหน่าย และ3.สุ่มตรวจสอบทุเรียนที่ผู้ค้าปลีกซื้อไปจำหน่ายภายในประเทศ หากพบว่า เป็นทุเรียนอ่อนจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ขายผลผลิตให้ผู้ค้าปลีก โดยเจ้าหน้าที่ สวพ.6 จะตรวจวัดน้ำหนักแห้งเพื่อนำผลการตรวจสอบไปประกอบในการดำเนินคดีด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนในปีนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตทางการเกษตร ระดับจังหวัด ยังคงใช้มาตรการป้องกันและการป้องปรามตามแนวทางที่ดำเนินการในปี 2559 ตามประกาศของจังหวัดตราด เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบทุเรียนอ่อนซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 โดยเจตนาถือว่ามีความผิดตามมาตรา 271 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคหรือประชาชนรายใดซื้อทุเรียนแล้วได้รับทุเรียนอ่อน สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ทุกแห่ง หรือร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดทุกจังหวัด

ก.เกษตรฯ เตรียมคุมเข้มสหกรณ์แท็กซี่ 58 แห่ง ให้เวลา 15 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274951

ก.เกษตรฯ เตรียมคุมเข้มสหกรณ์แท็กซี่ 58 แห่ง ให้เวลา 15 วัน

สหกรณ์แท็กซี่, เกษตร, เตรียม, คุม, เข้ม, สหกรณ์, แท็กซี่, แห่ง, ให้, เวลา, วัน, กเกษตรฯ, ให้เวลา

ก.เกษตรฯ เตรียมออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์คุมเข้มสหกรณ์แท็กซี่ 58 แห่ง ให้เวลา 15 วัน ทำผิดให้กรมการขนส่งทางบกเพิกถอนหรือยกเลิกทะเบียนทันที

                 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอข่าวผ่านทางสื่อต่าง ๆ ว่ามีผู้ขับขี่รถแท็กซี่สหกรณ์ไปก่อเหตุบังคับข่มขืนหญิงสาวชาวต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการท่องเที่ยวของประเทศ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานรับจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์แท็กซี่และนายทะเบียนสหกรณ์ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ดังกล่าว ได้จัดประชุมหารือแนวทางการจัดระเบียบสหกรณ์แท็กซี่ โดยมีตัวแทนสหกรณ์แท็กซี่กว่า 58 แห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก เข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอความเห็นร่วมกัน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ถนนพิชัย กรุงเทพฯ

ดร.วิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของปัญหาสหกรณ์แท็กซี่ที่เกิดขึ้นเนื่องจาก สหกรณ์ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ขับรถซึ่งเป็นชื่อของสหกรณ์ และไม่สามารถควบคุมสมาชิกในการนำรถไปให้บุคคลภายนอกเช่าขับได้ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สหกรณ์แท็กซี่และนายทะเบียนสหกรณ์จะต้องร่วมกันกำหนดมาตรการในการถือปฏิบัติเพื่อควบคุมสมาชิก เบื้องต้นพบปัญหาใน  3 ประเด็นหลัก คือ

1. การเป็นสมาชิกของสหกรณ์ ซึ่งข้อบังคับของสหกรณ์กำหนดให้ผู้เป็นเจ้าของรถ/ผู้ที่เช่ารถแท็กซี่สหกรณ์ขับ สามารถสมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์ได้  แต่มิได้บังคับให้ผู้ขับรถแท็กซี่ของสหกรณ์ได้ต้องเป็นสมาชิกของสหกรณ์เท่านั้น จึงเป็นเหตุให้สมาชิกนำรถแท็กซี่ไปให้บุคคลภายนอกเช่าต่อได้

2. กรณีที่สมาชิกนำรถไปให้บุคคลภายนอกเช่าขับโดยไม่แจ้งให้สหกรณ์ทราบ และไม่มีการตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะและจัดทำทะเบียนประวัติผู้ขับรถ  สหกรณ์ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบและกำกับดูแลให้มีการจัดทำทะเบียนประวัติผู้ขับรถให้เป็นปัจจุบันเพื่อจัดส่งให้แก่นายทะเบียน รวมทั้งการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

3. กฎหมายกำหนดให้รถแท็กซี่ที่วิ่งในท้องถนนมีอายุ 9 ปี แต่สหกรณ์แท็กซี่ไม่สามารถติดต่อสมาชิกให้นำรถที่หมดอายุมาถอดป้ายและลบชื่อสหกรณ์ที่ติดอยู่ด้านข้างรถแท็กซี่ออกได้ ซึ่งที่ผ่านมา สมาชิกของสหกรณ์ได้นำรถไปขายต่อหรือให้คนอื่นเช่าขับวิ่งรับส่งผู้โดยสารและอาจจะนำไปก่อเหตุอาชญากรรมหรือทำให้เกิดความเสียหาย เป็นเหตุให้สหกรณ์ต้องรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
ส่วนแนวทางที่จะดำเนินการจัดระเบียบรถแท็กซี่สหกรณ์ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะเร่งด่วน จะมีการออกคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ให้สหกรณ์แท็กซี่ทุกแห่งดำเนินการตามกฎระเบียบและกฎหมายที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการควบคุมและกำกับดูแลสมาชิกและมาตรการควบคุมรถที่หมดอายุการใช้งาน

ซึ่งรายละเอียดในคำสั่งดังกล่าวจะให้สหกรณ์แท็กซี่ทุกแห่งตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก ซึ่งในระเบียบข้อบังคับกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ไว้ว่าต้องเป็นผู้มีใบอนุญาตขับรถยนต์ประเภทสาธารณะ และเป็นผู้เช่าขับรถแท็กซี่ของสหกรณ์ หรือเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ได้ไม่เกิน 3 คัน หรือเป็นผู้เช่าซื้อรถแท็กซี่กับทางสหกรณ์ และหากสมาชิกคนใดขาดคุณสมบัติตามที่กำหนดในทะเบียนข้อบังคับของสหกรณ์ให้พ้นจากการเป็นสมาชิกทันทีและให้มีการจัดทำทะเบียนประวัติสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ทุกราย
ส่วนกรณีปัญหารถแท็กซี่ที่มีอายุเกิน 9 ปี  ให้สหกรณ์แจ้งรายการรถที่หมดอายุการใช้งานว่าเป็นรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียนใดและมีอยู่จำนวนเท่าไหร่ แจ้งมาให้ทางนายทะเบียนสหกรณ์ภายใน 15 วัน เพื่อทางกรมฯจะได้แจ้งให้กรมการขนส่งทางบกทราบ เพื่อให้กรมการขนส่งทางบกเพิกถอนหรือยกเลิกทะเบียนรถแท็กซี่ครบอายุ 9 ปี และตัดออกจากบัญชีรถแท็กซี่ของสหกรณ์ในทันที โดยในวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม 2560 จะมีการจัดประชุมร่วมกับผู้แทนกรมการขนส่งทาบก กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสหกรณ์แท็กซี่ เพื่อยกร่างแนวทางปฏิบัติ แล้วออกเป็นคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์นำไปปฏิบัติและปรับปรุงการดำเนินงาน ทั้งนี้ นายทะเบียนสหกรณ์จะมีบทลงโทษสหกรณ์ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่ง โดยเคร่งครัด
สำหรับมาตรการในระยะยาว กรมฯจะจัดอบรมเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้กับผู้ขับรถของสหกรณ์แท็กซี่ ทั้งความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์ องค์ความรู้เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับและกฎหมายเกี่ยวกับการขับขี่รถยนต์สาธารณะ และมีจิตบริการประชาชนและผู้โดยสาร  พร้อมทั้งจะให้สหกรณ์แท็กซี่ทุกแห่งจัดทำมิเตอร์ที่ต้องใช้ Smart Card ในการสตาร์ทเครื่องยนต์ ผู้ขับรถรายใดมีปัญหาให้ระงับใบขับขี่ไว้จนกว่าจะมารายงานตัว และจัดทำ GPS ติดตามรถแท็กซี่สหกรณ์   หรือยกเลิกป้ายที่รถสูญหายหรือสมาชิกไม่มาติดต่อกับสหกรณ์ จะมีการสร้างเครือข่ายกลางในการรับข้อร้องเรียนและบันทึกข้อมูลผู้ขับรถแท็กซี่ที่มีปัญหาและขอให้แท็กซี่สหกรณ์แสดงใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ติดไว้หน้ารถทุกคัน