ทุ่ม 2.2 แสนล.แก้วิกฤตน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274856

ทุ่ม 2.2 แสนล.แก้วิกฤตน้ำลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเบ็ดเสร็จ

ลุ่มเจ้าพระยา, ทุ่ม, แสน, แก้, วิกฤต, น้ำ, ลุ่ม, เจ้าพระยา, ตอน, ล่าง, เบ็ดเสร็จ

ก.เกษตรฯเสนอกนช.วันนี้(3 พ.ค.60) พิจารณา 9 แผนงาน 2.2 แสนล้านแก้วิกฤตน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเบ็ดเสร็จ

          ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อเป็นเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล ลดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอันเกิดจากอุทกภัย และเพิ่มความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ขณะนี้ผลการศึกษาแล้วเสร็จพร้อมนำเสนอข้อมูลแผนงานในการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาในวันพุธที่ 3 พฤษภาคม 2560 นี้

          สำหรับการศึกษาโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างดังกล่าวนั้น ได้นำเหตุการณ์ มหาอุทกภัยในปี 2554 ที่โครงสร้างระบบชลประทานที่มีอยู่ ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากจำนวนมหาศาลได้ มาใช้เป็นโจทย์ในศึกษา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นพบว่า มีปริมาณน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมากเกินปริมาณน้ำที่แม่น้ำเจ้าพระยาจะลองรับได้เหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาทประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที  ดังนั้นหากจะไม่ให้เหตุการณ์มหาอุทกภัยเกิดขึ้นอีก จำเป็นจะต้องหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำจำนวนดังกล่าว เพื่อระบายออกสู่ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่าจากผลการศึกษาพบว่า จะต้องดำเนินงานทั้งหมด 9 แผนงานด้วยกัน แบ่งออกเป็นฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3 แผนงาน ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 2 แผนงาน และในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยา 4 แผนงาน สำหรับแผนงานโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออกทั้ง 3 แผนงานประกอบด้วย 1.แผนการสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งจะสามารถระบายน้ำในช่วงน้ำหลากได้ถึง ประมาณ 930 ลบ.ม.ต่อวินาที 2. แผนการปรับปรุงโครงสร้างระบบชลประทานเดิมที่มีอยู่ ที่ระบายน้ำผ่านทางคลองระพีพัฒน์และคลองสาขาต่างๆ รวม 23 คลอง ยาว 490 กิโลเมตร สามารถเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากสูงสุดในปัจจุบันคือ 210 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 400 ลบ.ม.ต่อวินาที และ3. แผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ จากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยตรง สามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 600 ลบ.ม.ต่อวินาที

            ส่วนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมี 2 แผนงานประกอบด้วย 1.แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีน ซึ่งจะต้องมีการขุดคลองระบายน้ำหลาก(บายพาส) แม่น้ำท่าจีนบริเวญอ.โพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขุดช่องลัดแม่น้ำท่าจีนที่มีลักษณะเป็นกระเพาะหมูจำนวน 4 แห่ง และขุดลอกแม่น้ำท่าจีนตั้งแต่ กิโลเมตรที่ 40 จากปากแม่น้ำขึ้นมา ซึ่งจะสามารถเพิ่มการระบายได้จาก 464 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 535 ลบ.ม.ต่อวินาที และ 2.แผนการปรับปรุงโครงสร้างระบบชลประทานของโครงการชลประทานเดิมที่มีอยู่ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ดมายังคลองพระยาบันลือ ต่อไปยังคลองพระพิมล คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองสนามชัย-มหาชัย และออกสู่ทะเลอ่าวไทย ซึ่งจะสามารถระบายน้ำเพิ่มได้จาก 50 ลบ.ม.ต่อวินาทีในปัจจุบันเป็น 130 ลบ.ม.ต่อวินาที

              รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า ในส่วนของแม่น้ำเจ้าพระยาเอง มีทั้งหมด 4 แผนงานคือ 1.แผนการขุดคลองระบายน้ำหลาก(คลองบายพาส)บางบาล-บางไทร เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะระบายน้ำได้ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที 2.แผนการขุดลอกลำน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะขุดลอกเป็นช่วงๆรวมระยะทาง 20 กิโลเมตร เพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำได้ในอัตรา 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที 3.แผนการสร้างเขื่อนป้องกันชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกันน้ำ ซึ่งมีจำนวน 14 แห่ง สร้างไปแล้ว 6 แห่ง เหลืออีก 8 แห่งจำเป็นจะเร่งด่วนดำเนินการ และ 4.แผนการสร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3 ฝั่งตะวันออก คลองสายนี้จะตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะนี้กรมชลประทาน กรมทางหลวง และไจก้ากำลังทำการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้เบื้องต้น ก่อนจะทำการศึกษา EIAควบคู่กับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3

             นอกจากนี้ กรมชลประทานยังมีแผนที่จะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มดำเนินการในฤดูฝนปี 2560 โดยใช้แผนการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในพื้นที่จังหวัดลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และชัยนาท ให้เป็นพื้นที่แก้มลิงรับน้ำในช่วงฤดูฝน ซึ่ง จะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1,500 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตามโครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างหากสามารถดำเนินงานได้ทั้ง 9 แผนงานดังกล่าว ซึ่งสามารถแยกดำเนินงานแต่แผนงานได้ ทั้งหมดสามารถดำเนินการได้ทั้งโครงการภายใน 1-2 ปีนี้เลย เช่น คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร คลองระบายน้ำควบคู่กับคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก เป็นต้น บางแผนงานอาจจะแยกมาดำเนินในส่วนที่ไม่มีปัญหาก่อน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างระบบชลประทานเดิมที่มีอยู่ ในส่วนของการขุดลอกสามารถดำเนินการได้ทันที เป็นต้น ส่วนแผนงานแผนการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ คลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3 แม้จะสามารถก่อสร้างทั้งโครงการได้แต่ก็ต้องรอผลการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ก่อน

“ฉัตรชัย”เล็งใช้กฎหมายคุมการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274854

“ฉัตรชัย”เล็งใช้กฎหมายคุมการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่

ไก่ไข่, ฉัตรชัย, เล็ง, ใช้, กฎหมาย, คุม, การ, นำเข้า, พันธุ์, ไก่, ไข่

“ฉัตรชัย” เล็งใช้กฎหมายกระทรวงพาณิชย์คุมการนำเข้าปู่ย่า พ่อแม่ พันธุ์ไก่ไข่ แก้ปัญหาไข่ล้นตลาดฉุดราคาตก

               พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ เอ้กบอร์ด (Egg board) เห็นชอบให้ใช้พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อควบคุมการนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) และไก่พ่อแม่พันธุ์ (GS) โดยจะออกประกาศบังคับใช้กับผู้ประกอบการนำเข้าให้ปฏิบัติตามโควตาอย่างเคร่งครัด

                      โดยกระทรวงเกษตรฯ จะต้องกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดรับกับประกาศดังกล่าว เช่น ผู้ประกอบการทุกรายที่ต้องการนำเข้าไก่ปู่ย่าพันธุ์ พ่อแม่พันธุ์จะต้องผ่านความเห็นชอบจากมติเอ้กบอร์ดก่อน เป็นต้น คาดว่า คณะกรรมการฯจะใช้เวลาออกระเบียบให้เเล้วเสร็จภายใน 4-5 เดือน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ต้องร่างประกาศและต้องทำประชาพิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญใหม่ก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้

                 “ที่ผ่านมา การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ทำได้อย่างเสรี เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้เกิดปัญหาปริมาณลูกไก่พันธุ์ไข่เกินความต้องการ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ จะทำให้มีลูกไก่และปริมาณไข่ไก่เพียงพอกับความต้องการช่วยให้ราคาไข่มีเสถียรภาพมากขึ้น ”พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว

                  นอกจากนี้ เอ้กบอร์ด ยังเห็นชอบให้ออกระเบียบเรื่องการปลดแม่ไก่ยืนกรงออกจากระบบตามเวลาที่กำหนด เพื่อลดปัญหาขาดคุณภาพและมีปริมาณเกินความต้องการ โดยจะกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง จากเดิมมีการปลดเมื่อออกไข่ครบ 65-72 สัปดาห์ ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษทั้งจำทั้งปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

                  ส่วนการขยายฟาร์ม สำหรับผู้ประกอบการที่เลี้ยงไก่ไข่ ขนาด 3 แสนตันตัวขึ้นไป ที่ต้องการเพิ่มการผลิตจะต้องรายงานแผนการผลิตและการตลาด ที่ระบุว่าถึงพื้นที่การผลิต ปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด รวมถึงตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ มาเสนอต่อเอ้กบอร์ดพิจารณาก่อน

                  ทั้งนี้ เอ้กบอร์ดยังมีแผนส่งเสริมบริโภคไข่ในประเทศในโครงการอาหารโรงเรียน โดยให้โรงเรียนเพิ่มเมนูซึ่งประกอบด้วยไข่ไก่ในมื้ออาหารกลางวันของเด็กนักเรียนอย่างน้อย 3 ฟองต่อสัปดาห์  โดยให้โรงเรียนประสานกับสมาคมหรือสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่โดยตรง

                   สำหรับแผนนำเข้าปูย่า พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ปี 2560 กำหนดให้นำเข้าปู่ย่าไว้ 6,000 ตัว และพ่อแม่ 600,000 ตัว ส่วนการวางแผนควบคุมการผลิตไข่ไก่ อยู่ที่ 55.64 ล้านตัว ผลผลิตไข่ไก่ จำนวน 16,473 ล้านฟอง และไข่ไก่ส่งออก จำนวน 420 ล้านฟอง และไข่ไก่บริโภคในประเทศ จำนวน 16,053 ล้านฟอง พร้อมมอบหมายให้กรมปศุสัตว์ประสานร่วมกับกรมการค้าภายใน และภาคเอกชน พิจารณาเรื่องการบริหารจัดการการผลิตไข่ไก่ให้สมดุลกับการตลาด

                 ปัจจุบัน ราคาไข่เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยราคาไก่ไข่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ยฟองละ 2.50 บาท ราคาไข่ไก่ขายปลีกเบอร์ 3 ฟองละ 2.55 บาท

                   นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่ทั่วประเทศตกต่ำเหลือฟองละ 1.50 บาท ถึง 1.70 บาท เนื่องจากเป็นช่วงปิดเทอม ทำให้ผลผลิตตกค้างในสต็อกเฉลี่ยวันละ 3-5 ล้านฟอง แต่คาดว่าราคาจะกลับมาเพิ่มขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้หลังเปิดเทอม ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำในระยะยาว จะต้องเร่งหาวิธีการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ และเพิ่มช่องทางตลาด

กรมประมงเข้มเวลาจับสัตว์น้ำ หวังเร่งออกใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274855

กรมประมงเข้มเวลาจับสัตว์น้ำ หวังเร่งออกใบอนุญาต

กรมประมง, เข้ม, เวลา, จับ, สัตว์น้ำ, หวัง, เร่ง, ออก, ใบอนุญาต

กรมประมงเข้มเวลาจับสัตว์น้ำ หวังเร่งออกใบอนุญาต

                 กรมประมง ได้กำหนดระยะเวลาการออกเรือ และการคุมเข้มลูกเรือที่เป็นแรงงานบนเรือประมงอย่างเข้มงวด เพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคประมงและปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดจำนวนวันที่ให้เรือประมงที่มีประสิทธิภาพในการจับสัตว์น้ำของเครื่องมือชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ฝั่งทะเลอ่าวไทยเครื่องมืออวนลาก จำนวน 220 วันต่อปี อวนล้อมจับ 220 วันต่อปี และอวนล้อมจับปลากะตัก 235 วันต่อปี

                ส่วนฝั่งทะเลอันดามันเครื่องมืออวนลาก จำนวน 250 วันต่อปี อวนล้อมจับ 235 วันต่อปี และอวนล้อมจับปลากะตัก 205 วันต่อปี ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชาวประมงและแบ่งปันทรัพยากรประมงชาวประมง ให้สามารถจัดสรรเวลาในการออกเรือไปทำการประมงได้อย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น

               นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การกำหนดระยะเวลาออกเรือดังกล่าว เพื่อให้มีการจับสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและสมดุลกับธรรมชาติ และให้ได้ระดับผลจับสัตว์น้ำสูงสุดที่ยั่งยืน(MSY) มีค่าต่ำกว่า 10% ทั้งอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อให้สามารถออกใบอนุญาตทำการประมง ให้กับผู้ประกอบการได้ตามถูกต้องกฎหมาย

                 ส่วนการจัดระเบียบเรือประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ตามพระราชกำหนดการประมง 2558 กำหนดให้เรือประมงขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส เป็นเรือประมงพื้นบ้าน และเรือประมงขนาดมากกว่า 10 ตันกรอสเป็นเรือประมงพาณิชย์ โดยเรือประมงพาณิชย์ ขนาดมากกว่า 10 ตันกรอสขึ้นไป ทุกลำจะต้องมีใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ และจะต้องทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

                  นอกจากนี้ ยังเตรียมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงจากการจัดทำเอกสารที่เข้มงวด โดยจัดทำหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) สำหรับแรงงานต่างด้าว เพื่อเป็นการคัดกรองแรงงานป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ ไม่ให้มีการใช้แรงงานเด็ก และแรงงานที่ผิดกฎหมาย พร้อมเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของแรงงาน ขณะนี้มีแรงงานเข้าจัดทำหนังสือคนประจำเรือแล้วทั้งสิ้น 46,904 ราย โดยแรงงานสามารถเลือกนายจ้างได้ตามความสมัครใจถึง 3 ราย และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ขณะที่นายจ้างสามารถจะเปลี่ยนแรงงานบนเรือได้เช่นกัน

                 “สาเหตุที่ทำให้เรือประมงพาณิชย์บางส่วนขาดแคลนแรงงานไม่สามารถออกทำการประมงได้ เพราะเป็นอาชีพที่คนไทยไม่นิยมทำ ส่วนแรงงานต่างด้าวก็มีการขาดแคลนในภาคประมงสะสมต่อเนื่อง ดังนั้น นายจ้างหรือผู้ประกอบการต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อดึงดูดแรงงาน เช่น ค่าจ้างหรือสวัสดิการต่างๆ และเป็นการแข่งขันระหว่างธุรกิจด้วยกัน”

กยท.สัมมนาเครือข่ายผู้ผลิตน้ำยางสดฯชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274798

กยท.สัมมนาเครือข่ายผู้ผลิตน้ำยางสดฯชายแดนใต้

น้ำยางสด, กยท, สัมมนา, เครือข่าย, ผู้ผลิต, น้ำยาง, ชายแดน, ใต้

การยางฯ จัดเวทีสัมมนาเครือข่ายผู้ผลิตน้ำยางสดฯ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจชายแดนใต้

        วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 การยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดเวทีสัมมนาเครือข่ายผู้ผลิตน้ำยางสดและพนักงานผู้รับผิดชอบในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีเกษตรกรชาวสวนยาง ตัวแทนกลุ่มสถาบันเกษตรกร และพนักงาน กยท. ที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 140 คน หวังพัฒนาตลาดน้ำยางสด ซึ่งเป็นผลผลิตหลักของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ ให้มีการพัฒนาทั้งระบบสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมแห่งความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาติต่อไป ภายใต้หลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ที่เกิดจากความมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ณ โรงแรม ลี  การ์เด้นส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

              นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ประธานการจัดสัมมนาครั้งนี้ กล่าวว่า การประชุมสัมมนาเครือข่ายผู้ผลิตน้ำยางสดและพนักงานผู้รับผิดชอบในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนใต้ ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล และเป็นไปตามแผนวิสาหกิจของการยางแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2560-2564) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเป็นการปรับปรุงการผลิตยางพารา สนับสนุนการผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และพัฒนาระบบตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาสถาบันเกษตรกรในการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตน้ำยางสด รวมไปถึงบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนนโยบายรัฐในการพัฒนายางพาราของประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยแก้ปัญหาโดยการใช้หลักความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางให้มีประสิทธิภาพและสอดรับกับนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้กลุ่มสถาบันเกษตรกรให้ความร่วมมือกันเพื่อยกระดับการพัฒนาเครือข่ายน้ำยางสดให้มีความมั่นคง สามารถดำเนินงานด้านตลาดยางพาราทั้งระบบได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นกำลังหลักที่จะพัฒนาอาชีพการทำสวนยางให้มีความยั่งยืน จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ เพื่อรองรับและเชื่อมโยงการเติบโตของตลาดยางพาราโลกในอนาคต

                  “ขอให้เกษตรกรชาวสวนยางทุกท่าน ไว้วางใจใน กยท. แม้ว่า เราจะเป็นองค์กรใหม่ ที่เพิ่งหลอมรวมกัน แต่เรามีความพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ล่าสุด กยท.ได้มีการผลักดันค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ.2560 ได้แก่ การให้กู้ยืมเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับประกอบอาชีพการทำสวนยางทั้งเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางในการแปรรูปพัฒนา รวบรวมผลผลิต การจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ประสบภัย ธรรมชาติ และอื่นๆ การส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ในการรวมกลุ่ม และประกอบกิจกรรมต่างๆ นำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมมีผลบังคับใช้ทันที เกษตรกรชาวสวนยางสามารถยื่นคำขอได้แล้วทั่วประเทศ รวมถึงสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางเช่นกัน” นายธีรวัฒน์ กล่าวย้ำ

            ด้านนายจำนัล เหมือนดำ เลขานุการผู้แทนพิเศษของรัฐบาล (ครม.ส่วนหน้า) เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ก่อให้เกิดโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมแห่งความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน ประกอบด้วย อำเภอเบตง อำเภอสุไหงโกลก อำเภอหนองจิก ซึ่งจะเชื่อมโยงภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการพาณิชย์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยทั้งในเรื่อง การคมนาคม เศรษฐกิจ สังคม โดยมุ่งเน้นเข้าสู่การพัฒนายุคใหม่ ไทยแลนด์ 4.0 ภายในปี 2560-2562 โดยมีผู้แทนพิเศษของรัฐบาลจากหน่วยงานต่างๆ มาเป็นคณะกรรมการ 7 กลุ่มภารกิจงาน  ประกอบด้วย 1. งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.งานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 3. งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ/เรื่องสิทธิมนุษยชน 4.งานการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 5. งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน 6. งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และการขับเคลื่อนนโยบาย 7. งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการอยู่ร่วมกัน เข้าใจกันและไม่แตกแยกกัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน จึงจะทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนดีขึ้น

             นายจำนัล กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่สำคัญของภาคเกษตรกรไทยที่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตและราคาที่ตามมา และเป็นที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ค่านิยม ทัศนคติเดิมของเกษตรกร ประกอบกับระบบราชการไทยที่ค่อนข้างล้มเหลวในการส่งเสริมแบบให้ฟรี เน้นปริมาณแจกจ่ายให้เยอะแต่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพ ทำให้ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดอาจมีคุณภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือไม่สามารถผลิตผลผลิตออกมาให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น การรับแจกเมล็ดพันธุ์ผัก พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เป็นต้น ฉะนั้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานออกมาจำหน่ายสู่ท้องตลาด แนวทางการส่งเสริมให้ภาคเกษตรรวมกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชีพการทำสวนยาง นอกจากจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนาอาชีพแล้ว ยังสร้างความเข้มแข็งและเกิดอำนาจต่อรองจากผู้ซื้อได้ ภาครัฐจึงจำเป็นต้องผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มให้มาก

ปศุสัตว์ ย้ำไม่มีโรคเอดส์ในหมู-ไก่ของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274775

ปศุสัตว์ ย้ำไม่มีโรคเอดส์ในหมู-ไก่ของไทย

ปศุสัตว์, ย้ำ, ไม่มี, โรค, เอดส์, หมู, ไก่, ของ, ไทย, ปศุสัตว์ OK

ปศุสัตว์ ย้ำไม่มีโรคเอดส์ในหมู-ไก่ของไทย แนะเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ผลิตมาตรฐานปศุสัตว์ OK

                 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้อมูลเท็จเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียที่ระบุให้งดกินหมูไก่เป็ด อ้างว่าที่นครปฐมมีหมูไก่เป็นโรคเอดส์ ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นข้อความเก่าที่ส่งต่อกันในสังคมออนไลน์ตั้งแต่ปี 2551 และกลับมาส่งอย่างแพร่หลายในแอพพลิเคชั่นไลน์เมื่อปี 2557 แล้วยังวนส่งต่อกันทุกปี จากการรายงานของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมในพื้นที่จังหวัดนครปฐมที่ถูกพาดพิงในข้อความและจังหวัดต่างๆ ภายใต้การควบคุมของกรมปศุสัตว์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีจังหวัดไหนที่พบกรณีโรคเอดส์หมูและไก่ปรากฏขึ้นมาก่อน ที่สำคัญกระบวนการผลิตสัตว์ของไทยทั้งหมูและสัตว์ปีกเป็นไปตามมาตรฐานสากล ผู้บริโภคจึงสามารถบริโภคหมูไก่ได้อย่างปลอดภัย และควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ หรือร้านจำหน่ายที่มีสัญลักษณ์มาตรฐานอาหารปลอดภัย “ปศุสัตว์ OK” หรือผู้ผลิตที่มีเครื่องหมายการค้าสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้

“ขอย้ำว่าเรื่องหมู-ไก่เป็นเอดส์ นี้เป็นเรื่องเก่าและไม่เป็นความจริง จึงไม่ควรแชร์กันอีกต่อไป เพราะจะกระทบเกษตรจำนวนมาก ขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อข่าวลือ และเชื่อมั่นในมาตรการของกรมปศุสัตว์ในการควบคุมกำกับดูแลฟาร์ม เพื่อให้ได้เนื้อสัตว์ ทั้งหมูและสัตว์ปีกที่ปราศจากโรคติดต่อ และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคทุกคน ที่สำคัญขอให้เลิกส่งต่อข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ซึ่งถือว่าผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ที่มีโทษทั้งจำทั้งปรับ” โฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าว

ทั้งนี้ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดนครปฐม และฟาร์มทั่วประเทศที่ดำเนินการภายใต้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์ รวมถึงโรงฆ่าสุกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ ยังคงดำเนินการอยู่บนมาตรฐานการผลิตอาหารปลอดภัยตามที่กรมปศุสัตว์กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยมีพนักงานตรวจสอบโรคสัตว์ทั้งก่อนและหลังการฆ่า นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการติดตามสถานการณ์ระบาดของโรคทั้งในคนและสัตว์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาในประเทศไทยไม่พบสถานการณ์โรคที่ผิดปกติแต่อย่างใด

สองยักษ์ใหญ่จับมือ ชูศักยภาพปุ๋ยอินทรีย์ไทย บุกตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274770

สองยักษ์ใหญ่จับมือ ชูศักยภาพปุ๋ยอินทรีย์ไทย บุกตลาดโลก

เอเซียอโกรเทค, สอง, ยักษ์, ใหญ่, จับมือ, ศักยภาพ, ปุ๋ยอินทรีย์, ไทย, บุก, ตลาดโลก, สองยักษ์ใหญ่จับมือ, บุกตลาดโลก

สองยักษ์ใหญ่จับมือ ชูศักยภาพปุ๋ยอินทรีย์ไทย บุกตลาดโลก

                  ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้รับความเชื่อมั่น โดยมีการส่งออกไปยังประเทศลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีน เกาหลี และอีกหลายประเทศในทวีปเอเซียรวมถึงในแถบแอฟริกา แต่ด้วยแนวโน้มความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตเติบโตตามกระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งในปัจจุบัน เกษตรอินทรีย์โลกยังหันมาให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพปุ๋ยที่ต้องผ่านข้อกำหนดตามมาตรฐานอินทรีย์สากลอีกด้วย ทำให้ศักยภาพของผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในวงจำกัด

                    บริษัทเอเซียอโกรเทคและบริษัทไอออนิคจำกัดผู้มีความพร้อมด้านกำลังการผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูงสุดในประเทศไทยและมีฐานการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์เจ้าใหญ่ของประเทศจับมือร่วมกันชูศักยภาพปุ๋ยอินทรีย์ไทย โดยเพิ่มฐานกำลังการผลิตที่โรงงานนครปฐม อำเภอกำแพงแสนเพื่อรองรับความต้องการที่กำลังขยายตัว และสร้างระบบการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล หรือตามมาตรฐานIFOAMโดยตั้งเป้าหมายส่งออกปีละแสนตัน เน้นตลาดแอฟริกาและตลาดอาเซียน ซึ่งยังมีความต้องการปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีจำนวนมาก

                     หาทำได้สำเร็จตามเป้าหมายจะทำให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มดุลการค้าส่งออกนับพันล้านบาทและยังส่งผลให้ตลาดปุ๋ยอินทรีย์ในประเทศคึกคักเพิ่มการจ้างงาน ช่วยเศรษฐกิจในประเทศไทยให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยแปรรูปกากของเสียอุตสาหกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังสอดคล้องนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ อีกด้วย

                      เอเซียอโกรเทค และไอออนิค จะเป็นกำลังสำคัญ ในการพาไทยให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์และสินค้าเกษตรอินทรีย์ได้ในอนาคต.

เกษตรฯ หารือญี่ปุ่น เดินหน้าศึกษาโครงการคลองผันน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274762

เกษตรฯ หารือญี่ปุ่น เดินหน้าศึกษาโครงการคลองผันน้ำ

ผันน้ำ, เกษตร, หารือ, ญี่ปุ่น, เดินหน้า, ศึกษา, โครงการ, คลอง, ผัน, น้ำ, เกษตรฯ, หารือญี่ปุ่น

เกษตรฯ หารือญี่ปุ่น เดินหน้าศึกษาโครงการคลองผันน้ำป้องกันอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

             พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ     นายยูกิโนริ    เนโมโตะ (Mr.Yukinori NEMOTO) ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมจึงต้องบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

              โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งในระยะเร่งด่วนและแผนในระยะยาว ซึ่งในส่วนหนึ่งของแผนได้มีการดำเนินงานร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นโดย Japan International Cooperation Agency (JICA) ได้ให้การสนับสนุนทางวิชาการกับประเทศไทยในการดำเนินโครงการทบทวนแผนแม่บทการป้องกันบรรเทาอุทุกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และการดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางการบรรเทาและป้องกันอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยมีระยะเวลา 2 ปี (2555-2556) ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในประเทศไทย

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาโครงการดังกล่าว ได้มีการเสนอให้มีการพัฒนาคลองผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวน รอบที่ 3 เพื่อช่วยในการระบายน้ำหลากจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดอยุธยาลงสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำ 2 แห่ง คือ ลำน้ำเจ้าพระยา จากจังหวัดอยุธยา ถึงกรุงเทพฯ และแม่น้ำป่าสักในช่วงปลายน้ำ และจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพังทลายของคันกั้นน้ำตลอดแนวของพื้นที่คุ้มกัน

             ดังนั้น ในปี 2557 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน จึงร่วมกับกระทรวงคมนาคม  กรมทางหลวง ดำเนินการศึกษาโครงการคลองผันน้ำร่วมกับถนนวงแวนรอบที่ 3 ต่อจากผลการศึกษาเดิมจาก JICA ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับ JICA Survey Team โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน ม.ค.60 – ก.พ.61          รวมระยะเวลา 14 เดือน เพื่อหาทางผนวกถนนวงแหวน รอบที่ 3 และคลองผันน้ำเข้าด้วยกันโดยใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ของญี่ปุ่น

 อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญในการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อเกษตรกร อีกทั้งได้มีการจัดลำดับการดำเนินงานของแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตามความสำคัญเร่งด่วน ซึ่งหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ก็จะได้หาข้อสรุปในการผนวกคลองผันน้ำกับวงแหวน รอบที่ 3 ซึ่งจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ต่อไป

ฝนหลวงฯ เติมน้ำเขื่อนภูมิพลช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274753

ฝนหลวงฯ เติมน้ำเขื่อนภูมิพลช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่

ฝนหลวง, เติม, น้ำ, เขื่อน, มิพล, ช่วยเหลือ, พื้นที่, เกษตร, แปลง, ใหญ่, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ เติมน้ำเขื่อนภูมิพลและช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่

                  วันที่ 2 พฤษภาคม 2560  นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากสภาพอากาศในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมากรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ติดตามสภาพอากาศที่เหมาะสมเพื่อปฏิบัติการทำฝนเติมน้ำในเขื่อนภูมิพล อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขื่อนภูมิพลถือได้ว่าเป็นเขื่อนหลักของประเทศในการอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทย มีหลายพื้นที่มีความต้องการน้ำฝน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีการติดตามเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนที่สำคัญของประเทศ ที่ผ่านมาทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพลสะสมรวม 131.61 ล้าน ลบ.ซม. และเฝ้าติดตามสถานการณ์เพื่อเติมน้ำในเขื่อนอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ

ในขณะเดียวกันยังช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งได้ดำเนินการปฏิบัติการทำฝนในวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมามีการขึ้นปฏิบัติการ 6 เที่ยวบิน รวม 7.45 ชั่วโมงบิน ปริมาณใช้สารฝนหลวง 8.8 ตัน ทำให้เกิดฝนตกหนัก ถึงหนักมากในบางแห่ง บริเวณ อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอสูงเนิน อำเภอปักธงชัย อำเภอครบุรี อำเภอเสิงสาง อำเภอหนองบุญมาก อำเภอโชคชัย อำเภอจักราช อำเภอเฉลิมพระเกียติ อำเภอโนนไทย อำเภอพระทองคำ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนพื้นที่พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง

ในส่วนเกษตรแปลงใหญ่ภาคตะวันออก มีการขึ้นปฏิบัติการ 4 เที่ยวบิน รวม 4 ชั่วโมงบิน ปริมาณใช้สารฝนหลวง 2.9 ตัน ทำให้ฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณ อำเภอท่าตะเกียบ อำเภอสนามชัยเขต ตลอดจนพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัด อย่างไรก็ตามกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะดำเนินการเพื่อสำรองน้ำในเขื่อนต่าง ๆ และช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มความสามารถ

หม่อนไหมเตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อเอกชนชวนลงทุนปลูกหม่อนผลสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274710

หม่อนไหมเตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อเอกชนชวนลงทุนปลูกหม่อนผลสด

หม่อนไหม, หม่อน, ไหม, เตือน, เกษตรกร, อย่า, หลงเชื่อ, เอกชน, ชวน, ลงทุน, ปลูก

กรมหม่อนไหมเตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อบริษัทเอกชนชักชวนลงทุนปลูกหม่อนผลสด

          นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์  เหล่าวิชยา   อธิบดีกรมหม่อนไหม  กล่าวว่า  จากกระแสความนิยมบริโภคหม่อนผลสด หรือมัลเบอร์รี่  ทำให้เกษตรกรจำนวนมากสนใจปลูกหม่อนผลสดเพิ่มขึ้น              จนเกิดมีกรณีบริษัทเอกชนเข้าไปชักชวนให้เกษตรกรร่วมลงทุนปลูกหม่อนผลสดโดยอ้างว่าได้ผลตอบแทนสูงและหากสมาชิกแนะนำเกษตรกรรายอื่นเข้าร่วมปลูกด้วยก็จะให้ค่าตอบแทนแก่คนที่แนะนำด้วย

อธิบดีกรมหม่อนไหมชี้แจงว่า   เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องระหว่างบริษัทเอกชนและเกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป    ชึ่งทางกรมหม่อนไหมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด  ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ทั้งสำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และศูนย์หม่อนไหมฯประชาสัมพันธ์เตือนเกษตรและเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์  หากมีเหตุการณ์ลักษณะหลอกลวง และมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่เกษตรกร  แนะนำให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมยังเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ดังนั้น หากเกษตรกรหรือประชาชนท่านใดสนใจปลูกหม่อนผลสดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัว  สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงได้ที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 ศูนย์ ทั่วประเทศ  หรือสอบถามที่กรมหม่อนไหม กรุงเทพฯ เบอร์โทรศัพท์  02-5587924-6 ต่อ 310

เกษตรกรแปลงใหญ่เฮได้ฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274544

เกษตรกรแปลงใหญ่เฮได้ฝนหลวง

เกษตรกร, แปลง, ใหญ่, ได้, ฝนหลวง

เกษตรกรแปลงใหญ่เฮได้ฝนหลวง

           วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติการฝนหลวงลงพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบกับเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีเกษตรกรขอรับบริการฝนหลวงเข้ามา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรเพื่อช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

นายสุรสีห์ กล่าวต่อว่า จากที่ได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร พบว่าพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ยังคงมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่การปลูกมันสําปะหลังและนาข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี จึงได้ให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก และศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปฏิบัติการทำฝนช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 9 เที่ยวบิน 9.30 ชั่วโมงบิน ปริมาณใช้สารฝนหลวง 6.40 ตัน ผลปรากฏว่าพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา มีปริมาณฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณอำเภอท่าตะเกียบ อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอวังสมบูรณ์ อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ตลอดจนพื้นที่ลุ่มรับน้ำคลองสียัด และให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 5 เที่ยวบิน 6.20 ชั่วโมงบิน ปริมาณใช้สารฝนหลวง 6.8 ตัน ทำให้มีปริมาณฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณ อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภอด่านขุนทด อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอสูงเนิน อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ตลอดจนพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำมูลบน

ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะดำเนินการสนับสนุนทำฝนช่วยเหลือเกษตรกรและปฏิบัติภารกิจทุกวันต่อเนื่อง ผลการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม – 30 เมษายน 2560 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 56 วัน 968 เที่ยวบิน (1403:10 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 828 ตัน พลุซิลเวอร์ ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 286 นัด มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 55 จังหวัด มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 160.50 ล้าน ลบ.ม.