ยกระดับสับปะรดภูเก็ตเป็นออแกนิกส์ สร้างความมั่นคงรายได้เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274415

ยกระดับสับปะรดภูเก็ตเป็นออแกนิกส์ สร้างความมั่นคงรายได้เกษตร

ยกระดับ, สับปะรด, ภูเก็ต, เป็น, นิกส์, สร้าง, ความมั่นคง, รายได้, เกษตร

ยกระดับสับปะรดภูเก็ตเป็นออแกนิกส์ สร้างความมั่นคงรายได้เกษตรกร

                       นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดโครงการยกระดับคุณภาพแลสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ กิจกรรมย่อย การส่งเสริมแหล่งผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ครั้งที่ 1 ซึ่งทางสำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ตจัดขึ้น โดยมีว่าที่ร้อยตรีวิกรม จากที่ นายอำเภอถลาง นายปารเมศ ทองปรีชา เกษตรจังหวัดภูเก็ต ว่าที่ร้อยตรีสมภพ ก้อนแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชม ประชารัฐรักสามัคคีภูเก็ต ตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วม

                     ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต่อว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันการครอบครองพื้นที่ทำการเกษตรลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้จะต้องดูทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยตนพร้อมที่จะสนับสนุนและยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น มีมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยโดยเน้นเกษตรอินทรีย์หรือผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์

                     โดยจะต้องรักษาคุณภาพที่สามารถตรวจสอบได้ถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้ เกษตรกรสามารถยกระดับและเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ โดยเฉพาะสับปะรดที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต มีความกรอบ หอมและน่ารับประทาน รวมทั้งการแสวงหาความร่วมมือกับผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร ขอให้ใช้สับปะรดเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารหรือเป็นผลไม้ที่ขึ้นโต๊ะตามโรงแรมต่างๆ หากมีผลไม้รวมก็ขอให้มีสับปะรดอยู่ในจานด้วย นอกจากนี้ในเรื่องของการแปรรูปทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะสนับสนุน ตลอดจนการหาจุดจำหน่ายและทำการตลาด ซึ่งจะร่วมมือกับบริษัทประชารัฐภูเก็ตรักสามัคคีด้วย

                    นายปารเมศ ทองปรีชา เกษตรจังหวัดภูเก็ต กล่าวถึงการจัดกิจกรรมดังกล่าวว่า เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรให้เกิดการสร้างรายได้และมีความมั่นคงในอาชีพ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการสร้างบรรจุภัณฑ์และสร้างมูลค่าแก่สินค้าและผลิตภัณฑ์จนสามารถจำหน่ายในตลาดระดับบนได้

                 สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการเยี่ยมชมสวนสับปะรดภูเก็ต ซึ่งมีฐานการเรียนรู้และนิทรรศการกระบวนการผลิตสับปะรดภูเก็ต ตั้งแต่กระบวนการปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การจัดการคุณภาพผลผลิต และกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การสาธิตการแปรรูปผลผลิตสับปะรดภูเก็ต เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ น้ำสับปะรด แยมสับปะรด เป็นต้น การจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรวิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์จากศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

เกษตรกรอุตรดิตถ์รวมกลุ่มปรับนาปลูกถั่วดินแปลงใหญ่แทนข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274396

เกษตรกรอุตรดิตถ์รวมกลุ่มปรับนาปลูกถั่วดินแปลงใหญ่แทนข้าว

เกษตรกรอุตรดิตถ์รวมกลุ่มปรับนาปลูกถั่วดินแปลงใหญ่แทนข้าว

              เกษตรกรตำบลน้ำริดและตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ล้วนแล้วคือ ชาวนา ต่างเร่งเก็บผลผลิต “ถั่วดิน” เพื่อขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ติดต่อรับซื้อถึงแปลง หลังรวมกลุ่มหันมาปลูก “ถั่วดิน” ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่น หรือถั่วลิสงฝักใหญ่ แทนการปลูกข้าว

                ทั้งนี้หลังประสบปัญหาสถานการณ์น้ำ ที่ไม่เพียงพอต่อการปลูกข้าวช่วงที่ผ่านมา ชาวนาทั้ง 2 ตำบลจึงร่วมวางแผน การปลูกพืช โดยมี จนท.เกษตรประจำตำบลให้คำแนะนำ เน้นพืชที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น ที่สำคัญต้องที่ตลาดรับซื้อถั่วดิน หรือ ถั่วลิสง ที่เกษตรกรนำมาปลูก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตฝักใหญ่ เมล็ดเป็นสีม่วง ซึ่งนิยมนำไปต้มขาย

                  ดังนั้น จึงรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกถั่วดิน เป็นแปลงใหญ่ กว่า2500ไร่ ด้วยการปรับที่นาปลูกแทนข้าว

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ1ไร่ได้ผลผลิต300ถัง พ่อค้ารับซื้อในลักษณะถั่วดินสด จากแปลง ราคาต่ำสุดถังละ90บาท หรือมีรายได้ไร่ละไม่ต่ำกว่า2หมื่นบาท เมื่อเทียบกับการทำนาถือว่าอยู่ได้ ที่สำคัญระยะเวลาปลูกเพียง100วัน ดูแลง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องโรคระบาด เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยอยู่แล้ว ต้นถั่วยังสามารถนำไปเป็นอาหารให้ โค-กระบือ ในช่วงแล้งนี้ หรือ นำกลบหน้าดินกลายเป็นปุ๋ยหมักชั้นดีอีกด้วย

                 ข้อดีของการรวมกลุ่มเกษตรกร ทำให้เป็นแหล่งผลิต ถั่วดินแห่งใหญ่ ที่พ่อค้าแม่ค้าทั้งในและต่างจังหวัดมารับซื้อถึงแปลง เสนอขายในราคาเดียวกัน และหน่วยงานราชการยังให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพของเกษตรกรที่รวมกลุ่มผลิตสินค้า

ฝนหลวงฯ ร่วมกับ ศพก. สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรใช้น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274380

ฝนหลวงฯ ร่วมกับ ศพก. สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรใช้น้ำ

ฝนหลวง, ร่วมกับ, สร้าง, การรับรู้, ให้, เกษตรกร, ใช้, น้ำ, ฝนหลวงฯ, ศพก

ฝนหลวงฯ ร่วมกับ ศพก. สร้างการรับรู้ให้เกษตรกใช้น้ำ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตให้มีประสิทธิภาพ

                           วันที่ 30 เมษายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ  การบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่          เรื่องการขอรับบริการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น สามารถช่วยลดต้นทุน      การผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุรสีห์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรและการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ    เรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการในพื้นที่ภาคใต้ พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ มีความต้องการใช้น้ำ      เพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่การปลูกปาล์ม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี และเป็นพืชที่ชอบสภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุกและสม่ำเสมอตลอดปีด้วย ดังนั้น         น้ำจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีผลผลิตที่ดีได้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร            จึงสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเรื่องการขอรับบริการฝนหลวงและการปฏิบัติภารกิจ โดยเกษตรกรสามารถติดต่อแจ้งความต้องการผ่านอาสาสมัครฝนหลวงหรือศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงได้ ทั้งนี้ ได้สั่งการให้           ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ดำเนินการสนับสนุนฝนช่วยเหลือเกษตรกรที่ขอรับบริการฝนหลวงให้ตรงพื้นที่อย่างเร่งด่วน

สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจากการขอรับบริการฝนหลวงและเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงปฏิบัติภารกิจทุกวันต่อเนื่อง        โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม – 29 เมษายน 2560 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง         จำนวน 55 วัน 936 เที่ยวบิน (1365:10 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 800.4 ตัน พลุซิลเวอร์        ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 286 นัด มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 55 จังหวัด         มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 154.23 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ประชาชนและเกษตรกรสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารฝนหลวงได้ทุกวันที่เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274122

ก.เกษตรฯ เตรียมจัดงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปี2560

แลกนาขวัญ, เกษตร, เตรียม, จัดงาน, พระราชพิธี, จรด, พระ, นัง, คัล, แรกนาขวัญ, 2560, กเกษตรฯ,  พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน

  กระทรวงเกษตรฯ เตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2560 เพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรไทย

        กระทรวงเกษตรฯ เตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2560 เพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรไทย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมการจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2560 ว่า ในปีนี้ปฏิทินหลวงได้กำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 15.00 น. และถือเป็นวันเกษตรกรด้วย สำหรับในวันถัดมาของการประกอบพระราชพิธี คือ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ จะประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560 ฤกษ์ไถหว่านระหว่างเวลา เวลา 08.19 – 08.59 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีซึ่งกระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริมบำรุงขวัญเกษตรกร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก โดยกำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี อันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา

พลเอกฉัตรชัย กล่าวต่อไปว่า ในปีพุทธศักราช 2560 นี้ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่พระยาแรกนา เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวนันทินี ทองคงเหย้า นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร นางสาวฉมาพันธ์ สุพรมอินทร์ นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาว นันทวัน สุวรรณสถิตย์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมชลประทาน นางสาวพรพิมล ศิริการ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร คู่เคียง มีจำนวน 16 ราย และผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคพอ และ พระโคเพียง

อนึ่ง ในปีนี้กรมการข้าวซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการปลูกข้าว ณ แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาในฤดูนาปี 2559 ได้ขอพระราชทานพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งข้าวนาสวนและข้าวไร่ จำนวน 11 พันธุ์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2560 ประกอบด้วย ข้าวนาสวน 8 พันธุ์ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105, พันธุ์ปทุมธานี1, พันธุ์สังข์หยดพัทลุง, พันธุ์กข41, พันธุ์กข57, พันธุ์กข61, พันธุ์กข6, และพันธุ์ทับทิมชุมแพ) และ ข้าวไร่ 3 พันธุ์ (พันธุ์ดอกพะยอม, พันธุ์ซิวแม่จัน และพันธุ์ลืมผัว) ทั้งนี้ เมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกที่นำเข้าในพระราชพิธีมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,865 กิโลกรัม และจัดเป็น “ พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ สถาบันเกษตรกรดีเด่นปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274076

ผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ สถาบันเกษตรกรดีเด่นปี60

ปศุสัตว์, ผู้, เลี้ยง, โคเนื้อ, บ้าน, สี่เหลี่ยม, เจริญ, สถาบัน, เกษตรกร, ดีเด่น

ผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ สถาบันเกษตรกรดีเด่นปี60 ที่ได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่  12  พฤษภาคม 2560

              นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ ตำบลแสลงพัน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์  ว่า ปี 2549 เกิดภาวะเศรษฐกิจชลอตัวส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำรวมทั้งราคาโค  เกษตรกรที่เลี้ยงโคเป็นอาชีพขาดทุนจากการจำหน่ายไม่คุ้มค่ากับการเลี้ยง จึงจำหน่ายโคทั้งที่ถูกกดราคา  เกษตรกรบ้านสี่เหลี่ยมเจริญก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน  หลายคนทยอยขายแม่โคทิ้งจากความจำเป็นเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว  ขณะนั้นนายพีระวัฒน์ จันทะสิทธิ์ (ผู้จัดการกลุ่มในปัจจุบัน) มีความคิดที่แตกต่าง โดยการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส  รวบรวมแม่โคไว้ผลิตลูกโคคุณภาพดีเพื่อขุนจำหน่าย  โดยได้คำแนะนำและการสนับสนุนจากปศุสัตว์ในพื้นที่  ทำให้เกษตรกรในหมู่บ้านเกิดการเชื่อมั่น  จึงรวมตัวกัน 12  คน เดินทางไปศึกษาดูงานเพิ่มเติม เพื่อนำมาพัฒนาแม่พันธุ์จากโคพื้นเมืองเป็นโคลูกผสมพันธุ์ยุโรปซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด  เลี้ยงง่าย โตเร็ว ราคาสูง  แต่อย่างไรเกษตรกรก็ยังประสบปัญหาในด้านการตลาด  ถูกผูกขาดและเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง  จึงได้รวบรวมจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญขึ้นในวันที่  27  มีนาคม  2553  มีสมาชิกแรกเริ่ม 12 ราย แม่พันธุ์โค 50 ตัว เป็นต้นทุนในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อและเพื่อมีอำนาจต่อรองทางด้านการตลาด โดยมีการวางแผนการผลิต การตลาดให้สอดคล้องกัน สำหรับการตลาดมีการทำข้อตกลงกับบริษัทเอกชน ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 33 ราย มีโคเนื้อ 492 ตัว

             อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า  การบริหารจัดการสถาบัน  มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มที่ชัดเจนและทำกิจกรรมในหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย  มีการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารกลุ่มฯ โดยใช้การออกเสียงพิจารณาผลงานของบุคคลที่ได้รับการเสนอตัวเป็นกรรมการบริหารกลุ่ม  ตำแหน่งต่างๆ พร้อมรับทราบบทบาทหน้าที่และทำกิจกรรมตามหน้าที่ของตนที่ได้รับมอบหมาย  กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ  มีผู้บริหารกลุ่มที่มีแนวคิดและทัศนคติที่ดีต่อการรวมกลุ่ม  ทำให้สมาชิกเกิดความมั่นใจได้ว่าหากเกษตรกรรวมกลุ่มจะช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคและเกิดความเข้มแข็งขึ้น  ที่ทำการกลุ่มเป็นหลักแหล่งชัดเจนและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ  โดยใช้ประชุมประจำเดือน พบปะสังสรรค์ อบรมให้ความรู้ของสมาชิกกลุ่ม  ทั้งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลด้านการเลี้ยงสัตว์และการพบปะพ่อค้าที่มาซื้อโคเนื้อ  กำหนดวัตถุประสงค์และแผนการดำเนินการของกลุ่มอย่างชัดเจน ดำเนินงานตามแผนพัฒนาเป็นขั้นบันได 5 ขั้นประกอบด้วยด้านการปรับปรุงพันธุ์  อาหารและการให้อาหาร  การจัดการเลี้ยงดู   การป้องกันรักษาโรค และการตลาด  กฎระเบียบและข้อบังคับที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับจากสมาชิก โดยสมาชิกทุกคนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด  ประชุมสมาชิกกลุ่มเป็นประจำทุกวันที่ 2 ของเดือน และเปิดโอกาสให้สมาชิกแสดงความคิดเห็น ชี้แจงรายละเอียด กิจกรรมต่างๆ   มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการเลี้ยงของสมาชิกและภาพรวมของกลุ่มที่เป็นปัจจุบันกรรมการบริหารกลุ่มทำบันทึกข้อมูลของสมาชิกเป็นรายฟาร์ม บันทึกข้อมูลประจำตัวสัตว์ รวมบันทึกข้อมูลรวมของกลุ่มที่เป็นปัจจุบัน  บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ  ร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาของกลุ่มโดยกลุ่มมีการกำหนดกิจกรรมประเมินตัวเองรายฟาร์ม โดยแต่งตั้งคณะกรรมการประเมิน 10 คน กำหนดตัวชี้วัดในการประเมินและแนวทางในการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อของสมาชิกแต่ละรายรวมทั้งกำหนดกติกาสำหรับผู้ฝ่าฝืน  จัดทำแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด กลุ่มมีการประชุมเพื่อติดตามสภาวะการตลาดเป็นประจำทุกเดือนเพื่อกำหนดแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยให้สมาชิกผลิตโคขุนที่ได้ขนาด ส่งจำหน่ายทุกเดือนๆ ละ 20 ตัว  ให้ความรู้แก่สมาชิกทั้งดำเนินการเองและร่วมกับหน่วยงานอื่น  ที่กลุ่มดำเนินการเองจัดกิจกรรมให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้จัดการกลุ่มมีบทบาทอย่างมากในการประสานแหล่งความรู้ต่างๆ  ส่วนที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น ก็จัดกิจกรรมให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยเฉพาะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ หน่วยงานปศุสัตว์ในพื้นที่  ฯลฯ เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงโคเนื้อของสมาชิก  ผลผลิตด้านปศุสัตว์ของกลุ่มที่แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มผลผลิต การเพิ่มมูลค่าให้แก่สมาชิกของกลุ่ม  การผลิตลูกโคต้นน้ำและโคกลางน้ำ  เพื่อส่งโรงฆ่า  การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทั้งจากเครือข่ายโดยเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อในรูปแบบต่างๆ  มีสมาชิกต้นแบบหรือเป็นตัวอย่างในด้านการผลิต การแปรรูปหรือการตลาดที่สมาชิกนำไปเป็นต้นแบบ  ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน  กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเพิ่มทุนหรือทรัพย์สินของกลุ่ม กลุ่มมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเพิ่มทุนหรือทรัพย์สินของกลุ่ม  อาทิ กองทุนจากสมาชิกรายเดือน  กองทุนอาหารสัตว์ กองทุนปุ๋ยคอก  ระบบการทำบัญชี การตรวจสอบและรายงานบัญชีต่อที่ประชุมกลุ่มประจำทุกเดือน  ทุนดำเนินการและทรัพย์สินของกลุ่มเพิ่มขึ้น ประกอบด้วยโรงเก็บอาหารข้น/หยาบ โรงมันหมักยีสต์ เก้าอี้ และเครื่องสับหญ้า  การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการบริหารทุนดำเนินการของกลุ่มให้สมาชิกอย่างยุติธรรม กลุ่มมีการรวมหุ้นของสมาชิกและมีกิจกรรมส่งเสริมการเพิ่มเงินทุนของกลุ่มโดยสมาชิกมีส่วนร่วม มีการจัดทำบัญชี การตรวจสอบและรายงานบัญชีต่อที่ประชุมของกลุ่ม กลุ่มมีการบริหารเงินทุนเพื่อให้เกิดความมั่นคง อาทิ หุ้นรายเดือน หุ้นอาหารสัตว์ หุ้นอาหารสำหรับซื้ออาหารข้นและอาหารหยาบ การรักษาสัตว์ ขายหรือให้บริการแก่สมาชิกและบุคคลภายนอกเพื่อให้เกิดผลกำไร และหุ้นกลุ่มแม่บ้าน

จากการดำเนินการทำให้กลุ่มมีรายได้จากการเลี้ยงโคเนื้ออย่างต่อเนื่อง กิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์  กิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือหรือเชื่อมโยงกับกลุ่มหรือเครือข่ายอื่น  กลุ่มมีกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกทำให้กิจกรรมบรรลุผลได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมของกลุ่ม หรือกิจกรรมจากหน่วยงานอื่นที่สมาชิกจะต้องเข้าร่วม

มีกิจกรรมสังสรรค์ร่วมกันประจำปี  การนำสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมหรือทำประโยชน์ต่อสาธารณะชน ชุมชน  ร่วมศึกษาวิจัยกับมหาวิทยาลัย  อาทิ  โครงการวิจัยการพัฒนาการประกอบอาชีพเลี้ยงโคขุนผสมผสานการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กรณีศึกษา กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ ตำบลแสลงพัน อำเภอลำปลายมาศ  จังหวัดบุรีรัมย์  จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์  โครงการวิจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรและความเข้มแข็งของกลุ่มโคเนื้อ  จังหวัดบุรีรัมย์  จากมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์  ร่วมโครงการกับองค์การบริหารส่วนตำบลแสลงพัน โครงการอบรมและพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อตำบลแสลงพัน  โครงการฝึกอบรมและส่งเสริมเพื่อการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อ  และโครงการฝึกอบรมและส่งเสริมเพื่อการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อ  สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  กิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  สมาชิกได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาหมู่บ้านในวันสำคัญต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ  สมาชิกเข้าร่วมโครงการผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าว GAP  สมาชิกได้จัดกิจกรรมร่วมกับโรงเรียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความรักในอาชีพเกษตรกรผ่านกิจกรรมวาดภาพระบายสี  สมาชิกกลุ่มร่วมลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในนาข้าว โดยการขึ้นทะเบียนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มโครงการพิเศษ  กรมปศุสัตว์  โทร. 0 – 2653 – 4477 ”

“วาสนา กุญชรรัตน์”เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านปศุสัตว์ ปี2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274069

“วาสนา กุญชรรัตน์”เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านปศุสัตว์ ปี2560

เกษตรกรดีเด่นด้านปศุสัตว์ปี60, วาสนา, กุญชร, รัตน์, เกษตรกร, ดีเด่น, แห่งชาติ, ด้าน, ปศุสัตว์,  ปี2560, วาสนา กุญชรรัตน์

“วาสนา กุญชรรัตน์”เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านปศุสัตว์ ประจำปี 2560 ที่ได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่  12  พฤษภาคม

              นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน ของ นางสาววาสนา กุญชรรัตน์  เป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา เคยรับราชการที่ สปก. ซึ่งเป็นคนชอบธรรมชาติและการเกษตร  ได้ซื้อสวนมะม่วง 29 ไร่ในจังหวัดราชบุรีและทำสวนมะม่วงมาระยะหนึ่งจึงตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อหันมาทำอาชีพเกษตรอย่างเต็มตัว  ด้วยความที่มีพื้นที่มากทำให้ต้องสิ้นเปลืองในการกำจัดวัชพืชปีละหลายหมื่นบาท  จึงเกิดความคิดว่าจะใช้สัตว์ชนิดช่วยกำจัดวัชพืชและได้ประโยชน์จากการเลี้ยงสัตว์เหล่านั้น  ปลายปี 2549 ตัดสินใจทำฟาร์มแพะนมโดยมีแนวคิดว่าการทำฟาร์มแพะนมสามารถจำหน่ายได้ทั้งน้ำนมดิบ แพะปลดระวาง แพะขุน แพะสายพันธุ์  ทั้งยังสามารถแปรรูปน้ำนมแพะได้หลากหลาย แพะนมเป็นสัตว์เศรษฐกิจทางเลือกที่มีศักยภาพสูงที่สามรถเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้  จึงเลือกเลี้ยงแพะนมพันธุ์ซาแนน  โดยซื้อแม่แพะ 25 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว  จากการเริ่มต้นที่ขาดประสบการณ์และความเข้าใจอย่างถ่องแท้  แพะที่นำเข้ามาในฟาร์มเป็นโรคแท้งติดต่อต้องสูญเสียแพะที่ตั้งใจว่าจะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์  นั่นหมายถึงต้นทุนก้อนใหญ่ที่ต้องหายไป  แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากทำฟาร์มแพะนมทำให้ดิ้นรนเพื่อให้ฟาร์มดำเนินต่อ  จึงได้ศึกษาข้อมูลจากตำรา ปรึกษาผู้มีประสบการณ์รวมถึงนักวิชาการจากกรมปศุสัตว์ในพื้นที่ สถาบันต่างๆ และเริ่มต้นเลี้ยงแพะอย่างเข้าใจมากขึ้น

ปัจจุบันมีพ่อพันธุ์ที่เกิดจากการผสมเทียม 4 ตัว  แม่พันธุ์ที่เกิดจากการผสมเทียม 20 ตัว และลูกแพะที่เกิดในฟาร์มประมาณ 90 ตัว  มีการบริหารจัดการให้แพะสามารถผลิตน้ำนมดิบได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือจำหน่ายเป็นสายพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่สนใจ  นมแพะที่ผลิตได้เป็นนมแพะระดับดีเยี่ยมและไร้กลิ่น  ทำให้มีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต  สามารถผลิตนมแพะพาสเจอร์ไรซ์และได้รับการยอมรับให้เข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ของราชบุรี  ทั้งยังนำผลิตภัณฑ์อื่นจากนมแพะ  อาทิ  สบู่ โลชั่น แชมพู ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ  สามารถยกระดับจากเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเป็นผู้ประกอบการ SME เป็นรูปแบบที่สามารถถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันเพิ่มแพะนมสายพันธุ์ท็อกเก้นเบิร์กเลือด 100 % จากการถ่ายฝากตัวอ่อนของกรมปศุสัตว์ 4 ตัว และได้ลูกที่เกิดในฟาร์มเลือด 100 % อีก 3 ตัว รวม 7 ตัว

              อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า ผลงานและความสำเร็จของงานทั้งปริมาณ คุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ คุณวาสนา กุญชรรัตน์  มีการพัฒนาการเลี้ยงแพะและสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง อาทิ เป็นฟาร์มปลอดโรคบรูเซลโรซีสระดับ A ฟาร์มแรกของประเทศไทย  เป็นฟาร์มแพะนมที่ได้รับรองมาตรฐานการปฏิบัติการที่ดีสำหรับแพะนม (มาตรฐาน Q ของปศุสัตว์เขต 7)  ได้รับคัดเลือกเป็นฟาร์มต้นแบบการเลี้ยงและผลิตน้ำนมแพะคุณภาพเยี่ยมจากสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน  นครปฐม  ได้รับคัดเลือกให้เป็นฟาร์มเครือข่ายโครงการผสมเทียมหนองโพ ราชบุรี  เป็นสถานที่ให้นักศึกษาคณะสัตวบาลและสัตวแพทย์เข้าฝึกงานภาคสนาม  เป็นแหล่งจำหน่ายแพะนมสายพันธุ์ดีให้เกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกร  ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมแพะได้รับคัดสรรเป็น OTOP ระดับ 4 ดาว   การจัดการฟาร์ม ด้านการเลี้ยงแพะนมมีการแบ่งแยกโรงเรือนสำหรับแพะแต่ละประเภท เช่น โรงเรือนพ่อแม่พันธุ์ โรงเรือนแพะสาวทดแทน โรงเรือนลูกแพะหย่านม โรงเรือนสำหรับคลอด โรงเรือนแพะเพศผู้  พื้นที่สำหรับแพะออกกำลังกายเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ  การปรับปรุงพันธุ์จะเลือกเก็บแพะที่มีลักษณะดีตรงตามสายพันธุ์ไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ภายในฟาร์มเพื่อหลีกเลี่ยงการติดต่อของโรคต่างๆ ส่วนการผสมพันธุ์จะใช้วิธีการผสมจริงจากพ่อที่มีอยู่และใช้วิธีการผสมเทียมบางครั้งหรือเวลาที่ต้องการสายพันธุ์ใหม่โดยศูนย์ผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพหนองโพ จ.ราชบุรี  การจัดการด้านอาหารและน้ำ จะเตรียมไว้ให้แพะมีกินอย่างพอเพียงและปลูกหญ้าไว้เป็นอาหารหยาบ  การจัดการด้านสุขภาพ มีการเจาะเลือดตรวจโรค ฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิตามโปรแกรม ตัดแต่งกีบ อาบน้ำกำจัดเห็บไร จัดแบ่งเวลาให้แพะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  การดูแลอุปกรณ์การรีดและบริเวณห้องรีดนมล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ทันทีหลังรีดนมเสร็จ  การป้องกันควบคุมสัตว์พาหะ จัดทำรั้วรอบบริเวณฟาร์มเพื่อป้องกันสัตว์พาหะเข้าไปในฟาร์ม ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหากมีความต้องการเข้าฟาร์มต้องเปลี่ยนรองเท้าบูทและผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม  การจัดการสุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นให้สะอาด ปลอดโปร่ง และปลอดภัยเป็นสำคัญโดยบริเวณฟาร์มจะไม่มีขยะ สิ่งสกปรกและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแพะ มีการทำความสะอาดโรงเรือนและบริเวณต่างๆ  การบริหารด้านการตลาด  มีช่องทางการจำหน่ายหลายช่องทาง  สามารถจำหน่ายแพะนมสายพันธุ์ให้กับเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะและเกษตรกรทั่วไปที่สนใจ  จำหน่ายน้ำนมแพะดิบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมแพะให้กับบุคคลที่เข้าชมฟาร์ม งานOTOP เมืองทองธานี  ตลาดวิถีเมืองเกษตรสีเขียวจังหวัดราชบุรี และแหล่งท่องเที่ยว  ทั้งยังผลักดันสินค้าขึ้นห้างสรรพสินค้าใหญ่ของจังหวัด   จากการดำเนินงานดังกล่าวทำให้มีรายได้จากการเลี้ยงแพะอย่างต่อเนื่อง

นางสาววาสนา กุญชรรัตน์ เป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์ มีความเป็นผู้นำ และเสียสละเพื่อส่วนรวมหลายด้าน อาทิ  เป็นตัวแทนเกษตรกรในการร่างมาตรฐานน้ำนมแพะดิบแห่งประเทศไทยปี 2551  โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และร่างมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ ปี 2556  เป็นคณะกรรมการชมรมแพะ-แกะ สำนักงานปศุสัตว์เขต 7 รองประธานกลุ่มแพะราชพฤกษ์ ที่ปรึกษากลุ่มแพะอำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี และที่ปรึกษาด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ในการกำหนดยุทธศาสตร์ปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี  เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ผ่านสถานีการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมวังไกลกังวล (รายการศึกษาทัศน์) และสถานที่ถ่ายทำรายการต่างๆเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะนม  เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน ฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้กับนักศึกษาและผู้ที่สนใจศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการการเลี้ยงแพะนม  เป็นวิทยากรบรรยาย แนะแนวให้กับนักศึกษาเกี่ยวกับการทำธุรกิจฟาร์ม (การผลิต การวางแผน การจัดการและการตลาด)  เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการประกวดแพะที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง ครั้งที่ 1  ให้การสนับสนุนโรงเรียนและชุมชน อาทิ สนับสนุนอาหารกลางวันอาหารว่างงานวันเด็กให้โรงเรียนในชุมชน  ร่วมช่วยเหลือและพัฒนาหมู่บ้านในวันเฉลิมพระชนพรรษา 12สิงหามหาราชินี เฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธนวามหาราช ฯลฯ  รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี  อาทิ ปลูกหญ้าแพงโกล่า เนเปียร์ปากช่อง 1  เพื่อเป็นอาหารสำหรับแพะแล้วยังนำทรัพยากรในพื้นที่ เช่น ใบมะม่วง ต้นกล้วย หญ้าธรรมชาติ มาเป็นอาหารหยาบเป็นการนำทรัยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นการลดต้นทุน  นำน้ำที่ใช้ทำความสะอาดโรงเรือนกลับมาใช้ลดผักสวนครัวและผลไม้  นำมูลแพะมาผลิตแก๊สชีวภาพ นำมาเป็นปุ๋ยคอกใช้ในแปลงหญ้าและสวนผลไม้  มีการหมุนวียนใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกจากมูลแพะ  ทำน้ำหมักจากมูลแพะใช้เป็นปุ๋ย ฮอร์โมนบำรุงแปลงหญ้าและสวนผลไม้  การจัดการสภาพแวดล้อมภายในฟาร์ม เช่นมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเพื่อแพะหลบแดด มีการทำความสะอาดตลอดเวลา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  กลุ่มโครงการพิเศษ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์  โทร. 0 –2653 – 4477

ส.ป.ก. นำร่องพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ใน 3 จังหวัด สู่มาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274018

ส.ป.ก. นำร่องพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ใน 3 จังหวัด สู่มาตรฐานสากล

ส.ป.ก. นำร่องพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ใน 3 พื้นที่ ใน 3 จังหวัด สู่มาตรฐานสากล

            นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เปิดเผยว่า จากแนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และให้ทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการขับเคลื่อนภารกิจ คือ เพิ่มพื้นที่ เพิ่มปริมาณ และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ส...ได้ดำเนินการตามภารกิจนี้อย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของ ส...ไม่ได้ มีความถนัดและมีประสบการณ์ในงานด้านนี้มาก่อน ส...จึงต้องร่วมมือกับหน่วยงานภาคีภายนอกที่มีความพร้อม เพื่อช่วยพัฒนาบุคลากรของ ส...ให้มีความรู้ ความชำนาญมากขึ้น โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (...)ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช “โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน” โดยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจะทำหน้าที่ผู้ช่วยสำคัญในการส่งเสริม พัฒนาบุคลากร เจ้าหน้าที่และผู้นำเกษตรกร ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ รวมถึงสนับสนุน และส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน                   ทั้งนี้ ส...จะเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยสนับสนุนองค์ความรู้ และวิชาการด้านอื่น ๆ อาทิ การเตรียมความพร้อม การประเมินศักยภาพและวิเคราะห์ความพร้อมของเกษตรกรและชุมชน การกำหนดกิจกรรมส่งเสริมและติดตามผลงานการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การสร้างความพร้อมในพื้นที่เพื่อรองรับการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การจัดทำระบบควบคุมภายใน และระบบชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจรับรอง รวมถึงส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในระดับต่างๆ เริ่มตั้งแต่ระดับชุมชน จังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ

            นายสมปองกล่าวต่อว่าสำหรับการขับเคลื่อนภารกิจในครั้งนี้ ส...จะใช้โรงเรียนเกษตรกรเป็นกลไกลในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ โดยใช้ระบบเกษตรอินทรีย์ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยสากล(มกท. : IFOAM)ร่วมกับระบบการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System : PGS)เป็นระบบสร้างความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค โดย ระยะแรก ส...มีเป้าหมายดำเนินการพื้นที่นำร่องพัฒนาเกษตรอินทรีย์ 3พื้นที่ ใน 3จังหวัด คือ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดขอนแก่น ซึ่งพื้นที่แต่ละจังหวัดมีรูปแบบการดำเนินการอย่างไร?ขึ้นอยู่กับหน่วยปฏิบัติการจะร่วมวางแผน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่แต่ละจังหวัดต่อไป นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ ส...ที่ดำเนินการอยู่แล้วอีก 37จังหวัด ซึ่งดำเนินการตามปกติ รวมเกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ในเขตปฏิรูปที่ดินประมาณ 1,892ราย

รมช.เกษตรลงพื้นที่ขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ จ.ปทุมธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/274010

รมช.เกษตรลงพื้นที่ขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่ จ.ปทุมธานี

เกษตรแปลงใหญ่, รมช, เกษตร, พื้นที่, ขับเคลื่อน, แปลง, ใหญ่, ปทุมธานี, จปทุมธานี

รมช.เกษตรลงพื้นที่ขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรทำนาระบบแปลงใหญ่  จ.ปทุมธานี

        เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 27 เม.ย.60 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะหัวหน้าส่วนราชการได้ลงพื้นที่ติดตามตรวจเยี่ยม สมาชิกเกษตรกรทำนาระบบแปลงใหญ่ โดยมีนายพิษณุ ประภาธนานันท์ นายอำเภอลาดหลุมแก้ว นายสมเดช คงกะพันธุ์ เกษตรจังหวัดปทุมธานี ให้การต้อนรับ ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เครือข่าย ม.5 ต. หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี

          จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่ ทำการเกษตร 404,701 ไร่ โดยพื้นที่เกือบ 80 % เพาะปลูกข้าว จำนวน 317,460 ไร่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด ดังนั้น จึงได้ให้ความสำคัญ ในการจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวทั้งนาปีและนาปรังให้ครบวงจร ภายใต้การกำกับดูแลและติดตาม ของคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Single Command) จังหวัดปทุมธานี พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานการส่งเสริมการเกษตรระบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันได้จัดตั้งระบบแปลงใหญ่ไปแล้ว จำนวน 12 แปลง ประกอบด้วย ระบบแปลงใหญ่ข้าว จำนวน 10 แปลง ระบบแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน 1 แปลง และแปลงใหญ่ผัก 1 แปลง พื้นที่รวม 25,686 ไร่ เกษตรกร 1,244 ราย

             โดยเป็นการจัดทำแปลงเกษตรขนาดใหญ่ ให้เกษตรกรรายย่อยมีการรวมกลุ่มและรวมพื้นที่การผลิตเป็นแปลงขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เป็นการส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก ดำเนินงานในลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ทรัพยากรและการตลาด ง่ายต่อการจัดการผลผลิตให้มีประสิทธิภาพและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีผู้จัดการแปลงและคณะกรรมการ เป็นผู้บริหารจัดการ ตั้งแต่การวางแผนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกษตรกรมีความสามารถในการจัดการผลิตสินค้าเกษตรจนถึงการตลาดที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่ โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรรายย่อย มีอำนาจการต่อรองในการจัดหาปัจจัยการผลิตและการจำหน่ายผลผลิต สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้ในต้นทุนที่ต่ำลง และมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

             นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญในการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต โดยทางรัฐบาลจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาให้ความรู้และความช่วยเหลือทั้งในเรื่องปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งในเรื่องของแหล่งน้ำ และหากเกษตรกรมีปัญหาอุปสรรคในการทำนาแปลงใหญ่ เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งมีการติดตามผลการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

             ส่วนนายอุดม ขนุนก้อน ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ ต.หน้าไม้ กล่าวว่า เมื่อก่อนชาวนาพื้นที่ ต.หน้าไม้ อ.ลาดหลุมแก้ว ทำนาเพียงครั้งเดียวหรือนาปี แต่ปัจจุบันระบบชลประทานทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่จึงได้ทำนาปีละ 2-3 ครั้ง แต่ทำแบบต่างคนต่างทำ มักประสบปัญหาเรื่องต้นทุนสูง ข้าวไม่ได้ราคา ค่าปุ๋ยค่ายาแพง เกิดภาระหนี้สิน เกษตรกรจึงได้รวมกลุ่มกัน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องข้าว และนำไปใช้กับนาตนเองซึ่งการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ ที่นี่ก็หวังว่าสมาชิกเกษตรกรทำนาระบบแปลงใหญ่ และเกษตรกรใกล้เคียงจะได้มาเรียนรู้ เสมือนโรงเรียนเกษตรกรเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ปัจจุบันกลุ่มของตนพึ่งจะเริ่มต้นโดยสมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำนาแปลงใหญ่ ต.หน้าไม้ มีจำนวน 30 ราย รวม 795 ไร่

มธ.โชว์ “สมาร์ทฟาร์มคิท”นวัตกรรมที่เกษตรกรไทยทุกคนเข้าถึงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273945

มธ.โชว์ “สมาร์ทฟาร์มคิท”นวัตกรรมที่เกษตรกรไทยทุกคนเข้าถึงได้

โชว์, สมาร์ท, ฟาร์ม, คิท, นวัตกรรม, ที่, เกษตรกร, ไทย, ทุกคน, เข้าถึง, ได้, มธโชว์, สมาร์ทฟาร์มคิท, ช่วงน้ำแล้ง, สมาร์ทฟาร์มคิท Smart Farm Kit

มธ.โชว์ “สมาร์ทฟาร์มคิท”นวัตกรรมที่เกษตรกรไทยทุกคนเข้าถึงได้ ด้วยต้นทุนต่ำสุดเพียง 1,000 บาท

                 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัว “สมาร์ทฟาร์มคิท” ชุดอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ เสริมแกร่งเกษตรกรไทยยุค 4.0 รับภัยแล้ง พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ผ่านส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ 1) ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ การสั่งเปิด-ปิดระบบรดน้ำพืชผลในแปลงเกษตร พร้อมตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้ตามต้องการ 2) ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 3) ระบบสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน การติดตามผล พร้อมสั่งรดน้ำและให้ปุ๋ยแก่พืชตามต้องการ ทั้งนี้ สมาร์ทฟาร์มคิท ช่วยควบคุมปริมาณการใช้น้ำตามเวลาที่กำหนดทำให้ช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า  3 เท่า และยังถือเป็นการกระจายองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อประยุกต์ใช้จริงในการเกษตรด้วยต้นทุนที่ต่ำที่เกษตรกรเข้าถึงได้ โดยเกษตรกรสามารถหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเองได้ในงบประมาณเริ่มต้น 1,000 บาท สามารถใช้กับพื้นที่แปลงเกษตรขนาด 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตร

                รศ.ปกรณ์ เสริมสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า “ช่วงน้ำแล้ง” ถือเป็นมหันตภัยร้ายของเกษตรกรไทยที่จะต้องประสบในทุกๆ ปี เนื่องจากเมื่ออยู่ในภาวะน้ำแล้ง การสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาตินั้นย่อมเป็นไปได้ยาก ดังนั้น เกษตรกรไทยยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ สู่ “เกษตรกรไทย 4.0” ที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนยีเข้ากับวิถีการเกษตรได้อย่างชาญฉลาด อีกทั้งยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นการขจัดปัญหาการสูญเสียทรัพยากรต่างๆ โดยไม่จำเป็น พร้อมทั้งยังได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้น โดยล่าสุด คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่นวัตกรรมใหม่ที่เอื้อประโยชน์แก่สังคม จึงได้วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ “สมาร์ทฟาร์มคิท” ชุดอุปกรณ์ควบคุมระบบรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ เพื่อเสริมแกร่งเกษตรกรไทยผ่านการกระจายองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงนวัตกรรม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในการเกษตร อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิดของมหาวิทยาลัยที่ว่า “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์…มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

               รศ.ดร. สุเพชร จิรขจรกุล สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า จากการเล็งเห็นถึงปัญหาของระบบการจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งของเกษตรกรไทยในหลายพื้นที่ที่จะต้องสูญเสียเวลา และค่าใช้จ่ายจำนวนมากไปกับการจัดการต่างๆ เพื่อบำรุงดินและผลผลิตทางการเกษตร คณาจารย์ในทีมวิจัยฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ “สมาร์ทฟาร์มคิท (Smart Farm Kit)” ระบบควบคุมการรดน้ำอัจฉริยะต้นทุนต่ำ ที่เกษตรกรไทยยุค 4.0 สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่เกษตรของตนได้ เพื่อเป็นการลดความสูญเสียดังกล่าว ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างทีมนักวิจัยใน 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน และเทคโนโลยีการเกษตรเข้าด้วยกัน โดยระบบสมาร์ทฟาร์มคิททำให้ระบบมีการใช้น้ำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงสามารถช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

            รศ.ดร. สุเพชร กล่าวต่อว่า สำหรับชุดอุปกรณ์สมาร์ทฟาร์มคิท เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 3 อุปกรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ โดยภายในจะมีบอร์ดไมโครคอนโทลเลอร์ที่ช่วยควบคุมอุปกรณ์เปิด-ปิดไฟฟ้า (Relay) ที่ทำหน้าที่เปิดปิดวงจรไฟฟ้าในชนิดเดียวกับสวิตซ์ไฟฟ้า โดยจะสามารถสั่งเปิด-ปิดปั๊มน้ำ สำหรับรดน้ำผักในแปลงเกษตรได้ อีกทั้งยังสามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้ตามความต้องการของชนิดพืช ยกตัวอย่างเช่น สั่งเปิดระบบไฟฟ้าของปั๊มน้ำทุกๆ 8.00 น. โดยรดน้ำเป็นเวลา 5 นาที เป็นต้น ทำให้ช่วยลดความกังวลที่เกษตรกรต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ไม่มีเวลาดูแลรดน้ำพืชผล ก็ให้ใช้อุปกรณ์รดน้ำอัตโนมัติช่วยควบคุมการรดน้ำได้
  • ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ จะเป็นการตรวจวัดปัจจัยสภาพแวดล้อมของแปลงเกษตรใน 2 รูปแบบ คือ 1) การตรวจวัดอุณหภูมิ ในกรณีที่สภาพแวดล้อมของแปลงมีอุณหภูมิเกินที่กำหนด เช่น อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศา ระบบจะทำการสั่งเปิดปั๊มน้ำเป็นระบบน้ำหยด หรือ สปริงเกลอร์ จนกว่าอุณหภูมิจะลดระดับ 2) การวัดความชื้นในดิน ในกรณีที่ตรวจพบความชื้นในอากาศต่ำกว่าที่กำหนด เช่น ความชื้นในดินที่ต่ำกว่า 50% ระบบก็จะสั่งรดน้ำโดยอัตโนมัติ
  • ระบบสั่งการและแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟน จะเป็นการส่งข้อความแจ้งเตือน พร้อมแสดงผลสภาพอากาศบริเวณพื้นที่แปลงเกษตร ผ่านระบบ Line Notify บนสมาร์ทโฟนของเกษตรกร เช่น อุณหภูมิที่ร้อน ความชื้นในดินที่แล้ง และปริมาณน้ำที่ลดน้อยลง ฯลฯ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพ และประหยัดเวลาของเกษตรในการควบคุมและสั่งเปิด-ปิดระบบรดน้ำปุ๋ย รวมถึงน้ำสมุนไพรสำหรับป้องกันแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนหาแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคให้ทันท่วงที เพื่อเพิ่มคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตร

ทั้งนี้ สมาร์ทฟาร์มคิท ถือเป็นการกระจายองค์ความรู้นวัตกรรม เพื่อประยุกต์ใช้จริงในการเกษตรด้วยต้นทุนต่ำที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ โดยสามารถหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประกอบเองได้ในงบประมาณ 1,000 บาท หรือหากในกรณีที่เกษตรกรไม่มีทักษะทางด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน สามารถขอคำแนะนำ และเข้ามาศึกษาดูงานที่แปลงสาธิตเกษตรฯ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอุปกรณ์สมาร์ทฟาร์มคิท 1 ชุด สามารถใช้กับพื้นที่แปลงเกษตรขนาด 1 ตารางกิโลเมตร หรือ 625 ไร่ ซึ่งโดยปกติหากเกษตรต้องการติดตั้งระบบรดน้ำอัตโนมัติ พร้อมติดตามผลสภาพอากาศของพื้นที่เกษตร อาจจะมีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์และค่าดำเนินการติดตั้งราคาสูง   ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรที่สนใจชุดอุปกรณ์สมาร์ทฟาร์มคิท สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอดูงานที่แปลงสาธิตเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต และให้คำแนะนำการเลือกซื้อและการใช้งานอุปกรณ์ได้ฟรีเช่นกัน รศ.ดร. สุเพชร กล่าว

ดังนั้น การที่เกษตรกรไทย จะก้าวสู่เกษตรกร ยุค 4.0 จึงไม่ใช่แค่ความฝัน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยมีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เป็นอย่างมาก จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งส่งเสริมให้ในหลายภาคส่วนนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ หากแต่เกษตรกรในบางกลุ่ม ยังมีข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีดังกล่าว เข้ามาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับวิถีการทำการเกษตร ซึ่งหากเกษตรกรมีความกระตือรือร้นเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่เกษตรของตนได้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่ทีมคณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รวมตัวกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรยุค 4.0 ด้วยการใช้เทคโนโลยียืดอายุ พร้อมคงความสดให้กับอาหาร จากแปลงเกษตรไปสู่ตลาดรับซื้อ ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากการแปรรูปอาหารหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ตลาดใหม่หรือตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รศ.ดร. สุเพชร กล่าวทิ้งท้าย

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 02-564-4482 (สาขาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน) และ 02-564-4488 (สาขาเทคโนโลยีการเกษตร) หรือเข้าไปที่ www.sci.tu.ac.th

“ฉัตรชัย”เผยการตรวจสอบเรือประมงทั้งระบบคืบตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273941

“ฉัตรชัย”เผยการตรวจสอบเรือประมงทั้งระบบคืบตามแผน

ฉัตรชัย, เผย, การ, ตรวจสอบ, เรือประมง, ทั้ง, ระบบ, คืบ, ตาม, แผน

“ฉัตรชัย”เผยการตรวจสอบเรือประมงทั้งระบบคืบตามแผน พร้อมออกประกาศกระทรวงเพื่อการบริหารจัดการเรือให้สอดคล้องกับการทำประมงจริง

         พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเรือทั้งระบบ โดยมีการตั้งคณะทำงานตรวจเรือ 3 ฝ่าย ได้แก่ เจ้าท่า กองทัพเรือ กรมประมง มีเป้าหมายการตรวจสอบเรือทั้งหมด 15,679 ลำ ได้แก่  เรือที่ตรวจและทำอัตลักษณ์เรือ 12,020 ลำ ซึ่งเป็นเรือที่มีใบอนุญาตทำประมงนอกน่านน้ำและเรือขนถ่าย เรือที่ต้องตรวจสอบความมีอยู่จริง 3,659 ลำ โดยเป็นเรือไม่มีใบอนุญาต เรือแจ้งขาย หรืออับปาง พร้อมทำอัตลักษณ์เรือประมงเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรือลำนั้นมีความถูกต้องและอยู่ในระบบเรียบร้อยแล้ว  เพื่อให้การบริหารจัดการกองเรือเป็นที่ยอมรับ การตรวจวัดขนาดเรือ การตรวจสอบสภาพเรือ และ ความมีอยู่จริงของเรือจะเป็นข้อมูลสำคัญ เพื่อกำหนดขนาดกองเรือให้สมดุลกับสภาวะการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่าง ยั่งยืนของประเทศ          จากผลการดำเนินการซึ่งได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมาถึงปัจจุบันพบว่า มีเรือเข้ารับการตรวจและทำ   อัตลักษณ์แล้วจำนวน 4,029 ลำ คิดเป็นร้อยละ 33.5 ของเป้าหมายทั้งสิ้น 12,020 ลำ ประกอบด้วย 1. เรือที่ขนาดเปลี่ยนแปลงแล้วเล็กลงไม่เกินร้อยละ 10 ของขนาดที่แจ้งไว้เดิม จำนวน 3,628 ลำ คิดเป็นร้อยละ 90.1 ของที่ตรวจมาแล้ว 2. เรือที่มีขนาดเปลี่ยนแปลงเกินร้อยละ 10 ดำเนินการแล้วจำนวน 401 ลำ คิดเป็นร้อยละ 9.9 ของเป้าหมาย 3. กลุ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเกินร้อยละ 10 ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเรือที่ไม่มีผลกระทบกับการจับสัตว์น้ำมากนักดำเนินการแล้วประมาณร้อยละ 60  ส่วนจำพวกเรือที่กำหนดวันทำการประมงได้แก่ อวนลาก อวนล้อม อวนล้อมปลา กะตัก มีจำนวนรวมกัน 172 ลำ หรือร้อยละ 40

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการเรือที่มีการเปลี่ยนแปลงไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกประกาศเพื่อบริหารจัดการเรือ โดยมีขั้นตอนที่ชาวประมงต้องปฏิบัติหลังจากตรวจเรือเรียบร้อยแล้วในแต่ละกลุ่ม  แบ่งเป็น 1. เรือที่มีขนาดเล็กกว่าเดิมและใหญ่ขึ้นไม่เกินร้อยละ 10 ออกทำการประมงได้ โดยใช้สำเนาใบตรวจเรือแทนเอกสารอื่นๆ ไปพลางก่อน และต้องแจ้งขอแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องที่เจ้าท่าภูมิภาค และนำทะเบียนและใบอนุญาตใช้เรือมาแก้ไขใบอนุญาตทำการประมงที่กรมประมง 2. เรือที่มีขนาดเปลี่ยนแปลงใหญ่ขึ้นเกินร้อยละ 10 แต่เป็นเรือที่ขนาดเรือที่วัดใหม่ไม่เกิน 30 ตันกรอส แยกเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 ถ้าเป็นเรือขนาด 10 ตันกรอส แต่ไม่ถึง 30 ตันกรอส และใช้เครื่องมือประมงที่ไม่ได้ มีการจำกัดวันทำประมง สามารถออกทำการประมงได้ โดยใช้สำเนาใบตรวจเรือแทนเอกสารอื่นๆ ไปพลางก่อน และต้องแจ้งขอแก้ไขเอกสารให้ถูกต้อง โดยเสียค่าปรับตามกฎหมายของกรมเจ้าท่า จากนั้นเจ้าท่าจะส่งเรื่องให้กรมประมงแก้ไขใบอนุญาตทำการประมง กรณีที่ 2 เป็นเรือปั่นไฟ เครื่องมือจำพวกเบ็ด แผงปูจักจั่น คราดหอย รุนเคย สามารถออกทำประมงได้ โดยใช้สำเนาใบตรวจเรือแทนเอกสารอื่นๆ ไปพลางก่อน และต้องแจ้งขอแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องที่เจ้าท่าภูมิภาค  โดยเสียค่าปรับตามกฎหมายของกรมเจ้าท่า และส่งเรื่องให้กรมประมงแก้ไขใบอนุญาตทำการประมง กรณีที่ 3 ถ้าเป็นเรือขนาด 10 ตันกรอส แต่ไม่ถึง 30 ตันกรอส และใช้เครื่องมือประมงที่ต้องนับวันทำประมง ให้เจ้าท่าออกคำสั่งให้เจ้าของเรือนำเรือไปจอด  ให้เจ้าของเรือแจ้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก (PIPO) ห้ามออกทำการประมงให้เจ้าของเรือแจ้งเจ้าท่าภูมิภาคล๊อกเรือ เจ้าของเรือเสียค่าปรับเพื่อแก้ไขทะเบียนและใบอนุญาตใช้เรือ ที่เจ้าท่าภูมิภาค เจ้าท่าเมื่อแก้ไขทะเบียนและใบอนุญาตใช้เรือแล้ว จะส่งข้อมูลให้กรมประมงแก้ไขใบอนุญาต จากนั้นกรมประมงจะแจ้งเจ้าของใบอนุญาต 1 วันหลังจากแก้ใบอนุญาตแล้วให้ไปรับที่สำนักงานประมง อำเภอตามภูมิลำเนา หากขนาดเรือใหม่ใหญ่เกินกว่าเรือเดิมที่เสียค่าธรรมเนียมไว้ตามระเบียบ ผู้รับใบอนุญาตต้องเสีย ค่าธรรมเนียมใหม่และต้องทำเครื่องหมายประจำเรือใหม่ แล้วจึงจะออกทำการประมงได้

สำหรับเรือขนาดเกินร้อยละ 10 และขนาดเรือใหม่เกิน 30 ตันกรอสทุกลำนั้น กรมเจ้าท่าได้ออกคำสั่งให้เจ้าของเรือนำเรือไปจอดพร้อมแจ้ง PIPO ห้ามออกทำการประมง  ซึ่งเจ้าของเรือจะต้องเสียค่าปรับเพื่อแก้ไขทะเบียนและใบอนุญาตใช้เรือ และแจ้งกรมประมงภายใน 5 วัน นับจากวันที่ได้รับชำระค่าปรับแล้ว ให้กรมประมงแก้ไขใบอนุญาตทำการประมงให้ตรงกับข้อมูลในทะเบียนเรือและใบอนุญาตใช้เรือ และให้กำหนดวันทำประมงใหม่ให้สอดคล้องกับขนาดที่เปลี่ยนไป โดยให้เสร็จสิ้นภายใน 3 วันนับแต่ได้รับแจ้งจากกรมเจ้าท่า กรมประมงแจ้งชาวประมงภายใน 1 วันนับจากแก้ไขเสร็จแล้ว  ถ้ามีรายการที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ให้ไปเสียค่าธรรมเนียมได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ ภูมิลำเนา และรับใบอนุญาตใหม่ ต้องทำเครื่องหมายประจำเรือใหม่และติดระบบติดตามเรือ VMS ก่อนออกทำประมง