สศก.แนะเกษตรกรคำนวณต้นทุนการผลิตผ่านแอพกระดานเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273938

สศก.แนะเกษตรกรคำนวณต้นทุนการผลิตผ่านแอพกระดานเศรษฐี

สศก, สศก, แนะ, เกษตรกร, คำนวณ, ต้นทุน, การผลิต, ผ่าน, แอพ, กระดาน, เศรษฐี

สศก.แนะเกษตรกรคำนวณต้นทุนการผลิตผ่านแอพกระดานเศรษฐี ตรียมความพร้อมเกษตรกรไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศกอ. มหาสารคาม ดึงเทคโนโลยีกระดานเศรษฐี สู่เกษตรกรในพื้นที่เพิ่มรายได้และช่องทางการผลิต

          สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ร่วมขับเคลื่อน ศพก. พื้นที่ อำเภอกุดรัง และอำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม นำร่องตัวแทนเศรษฐกิจการเกษตรอาสาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้การคำนวณต้นทุนการผลิตผ่านแอปพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี ด้านเกษตรกรให้ความสนใจและตอบรับเป็นอย่างดี พร้อมนำไปใช้ประโยชน์ในการเลือกผลิตสินค้าเกษตรที่ได้ผลกำไรดี ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

          นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานของเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ซึ่งได้นำร่องในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ในการวิทยากรถ่ายทอดความรู้ “การคำนวณต้นทุนการผลิตผ่านกระดานเศรษฐี” ระหว่างวันที่ 20-21 เมษายน ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ณ ศาลาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยนายเสาร์ มาชดา  ซึ่งเป็นตัวแทน ศกอ. อำเภอ    กุดรัง และ นายทองสัย โสไกสี ตัวแทน ศกอ. อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม  ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกร   เป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรได้ด้วยตนเอง สามารถทราบได้ว่า พื้นที่ของตัวเองเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชชนิดนั้นหรือไม่ และถ้าไม่เหมาะสมจะสามารถปลูกพืชชนิดใดแทน รวมถึงทราบแหล่งรับซื้อ ราคาที่รับซื้อผลผลิตด้วย นำไปใช้ประโยชน์ในการเลือกผลิตสินค้าเกษตรที่ได้ผลกำไรดี ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

จังหวัดมหาสารคาม อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ซึ่งดูแลรับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด) ปัจจุบันมีเศรษฐกิจการเกษตรอาสาปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งสิ้น 77 ราย ทำหน้าที่รายงานราคาสินค้าเกษตรประจำสัปดาห์และรายงานภาวะการผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนให้กับ สศก. พร้อมทั้งเป็นวิทยากรประจำศูนย์ ศพก.        ทุกอำเภอ และปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายตามภารกิจและงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. ได้พัฒนาศักยภาพของศกอ. เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นตัวแทนถ่ายทอดความรู้ในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปี 2560 สศก. ได้จัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ ศกอ. ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ดำเนินการอบรม ศกอ. เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมเจริญธานี จังหวัดอุดรธานี โดยเน้นเพิ่มเติมความรู้ในการคำนวณต้นทุนการผลิตผ่านกระดานเศรษฐี  ด้านการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูล เพื่อกระตุ้นให้ ศกอ. ได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้เครือข่ายเกษตรกรผ่าน ศพก. และสามารถกระจายข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้แก่เกษตรกรเครือข่ายได้อย่างรวดเร็วโดยผ่านแอปพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส หรือ OAE RCMO บน Smart Phone เพื่อเตรียมความพร้อมเกษตรกรไทยสู่    ไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

ม.เกษตรศาสตร์ จับมือกลุ่ม KTIS พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273933

ม.เกษตรศาสตร์ จับมือกลุ่ม KTIS พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาล

จับมือกับกลุ่ม, กับ, มก, เกษตรศาสตร์, จับมือ, กลุ่ม, KTIS, พัฒนา, อุตสาหกรรม, อ้อย, น้ำตาล, มเกษตรศาสตร์, จับมือกลุ่ม

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จับมือกลุ่ม KTIS สร้างความมั่นคงด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างครบวงจร

 

         ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น กอปรกับปัญหาความผันแปรของสภาพภูมิอากาศ และการแย่งใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น การสร้างความมั่นคงด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างครบวงจร จำเป็นต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาวิชาการ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ให้ไปสู่ประโยชน์เชิงปฏิบัติจากนักวิจัย    นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในส่วนที่เกี่ยวข้อง

เมื่อวันพุธที่ 26 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 9 ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ กลุ่ม KTIS โดยบริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด  บริษัทผู้นำการผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อท ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการวิจัยและพัฒนาวิชาการ สร้างความมั่นคงด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างครบวงจร โดยมี           ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KTIS เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และคณะผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน

สาระสำคัญของบันทึกข้อตกลงดังกล่าวนั้น ทางคณะวิทยาศาสตร์ มก. และกลุ่ม KTIS จะร่วมกันพัฒนาวิชาการด้านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น รวมถึงร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากร สนับสนุนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อมูล และองค์ความรู้เชิงวิชาการ ตลอดจนกลุ่ม KTIS โดยบริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด จะสนับสนุนทุนวิจัย งบประมาณ และวัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งก่อสร้างในการดำเนินงานร่วมวิจัยและพัฒนา รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านบุคลากรในการดำเนินการวิจัย ทั้งนี้บันทึกข้อตกลงดังกล่าว มีระยะเวลา 3 ปี

โดยก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำโครงการและงานวิจัยกับกลุ่ม KTIS ผ่านคณะอุตสาหกรรม คณะเกษตร คณะเกษตร กำแพงแสน อาทิ การปรับปรุงคุณภาพของอินทรียวัตถุและแร่ธาตุในน้ำกากส่า (Vinasse) ให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ การปรับปรุงพันธ์อ้อยและการใช้ประโยชน์น้ำเสีย การฝึกอบรมให้ความรู้พนักงานและชาวไร่อ้อย เกี่ยวกับแมลงศัตรูอ้อยและการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูอ้อยโดยชีววิธี การจัดการปุ๋ยและในไร่อ้อย การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอุตุนิยมวิทยาในการประเมินผลผลิตอ้อย

กรมปศุสัตว์เลือกโคพระเพิ่มกับพระพูล เป็นพระโคแลกนาขวัญปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273931

กรมปศุสัตว์เลือกโคพระเพิ่มกับพระพูล เป็นพระโคแลกนาขวัญปีนี้

พระโคเพิ่ม, กรมปศุสัตว์, เลือก, พระ, เพิ่ม, กับ, พูล, เป็น, แลก, นาขวัญ, นี้

กรมปศุสัตว์เลือกโคพระเพิ่มกับพระพูล เป็นพระโคแลกนาขวัญปีนี้ พร้อมสำรองพระโคพอกับพระโคเพียงไว้ 1 คู่

           นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์  อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์  เป็นหน่วยงานคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สังกัดสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการคัดเลือกโคเพื่อเป็นพระโคตามหลักเกณฑ์ กล่าวคือ จะต้องเป็นโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า 150  ซ.ม.  ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า 120  ซ.ม.ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า 180  ซ.ม.  ทั้งคู่จะต้องมีสีเดียวกัน ผิวสวย  ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่ายไม่ดุร้าย เขาลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใส หูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงามดี มีขวัญหน้า ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้อง มีขาและกีบข้อเท้าแข็งแรง  มองดูด้านข้างลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม

             อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า กรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2  คู่  พระโคแรกนาขวัญ 1 คู่  คือ พระโคเพิ่ม มีความสูง 158 ซ.ม. ความยาวลำตัว 226 ซ.ม. ความสมบูรณ์รอบอก 193  ซ.ม. อายุ  7 ปี  พระโคพูล มีความสูง  156  ซ.ม. ความยาวลำตัว  237  ซ.ม. ความสมบูรณ์รอบอก 204  ซ.ม.อายุ 7  ปี  พระโคสำรอง 1 คู่ คือ พระโคพอ  มีความสูง 163  ซ.ม. ความยาวลำตัว 212 ซ.ม. ความสมบูรณ์รอบอก 204 ซ.ม.อายุ  5  ปี  พระโคเพียง มีความสูง 166 ซ.ม. ความยาวลำตัว  230  ซ.ม. ความสมบูรณ์รอบอก 200  ซ.ม. อายุ  5  ปี  ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน มีสีผิวขาวอมชมพู ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำหรือสีอื่นบนลำตัว  เขามีสีขาวเป็นลำเทียน  เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวงสีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง  เวลายืนและเดินสง่า  โดยนายทฤษดี ชาวสวนเจริญ อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคเพิ่ม แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปีพุทธศักราช  2560 นายวิจารณ์ ภุกพิบูลย์  มอบพระโคพูลให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ  ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและใช้เป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปีพุทธศักราช  2560  นายสมชาย ดำทะมิส บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคพอ แล้วมอบให้กรม   ปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช  2560  นายอาคม  วัฒนากูล  บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคเพียง แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช  2560

“สมคิด”หารือผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง ขอนำเข้าข้าวหอมจากไทยเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273928

“สมคิด”หารือผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง ขอนำเข้าข้าวหอมจากไทยเพิ่ม

สมคิด, หารือ, ผู้นำเข้า, ข้าว, ฮ่องกง, นำเข้า, หอม, จาก, ไทย, เพิ่ม

“สมคิด”หารือผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง ขอนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเพิ่ม หวังดึงส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยได้ 70%

            นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าในโอกาสที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้นำคณะหารือกับสมาคมผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง 4 สมาคม เพื่อหารือถึงสถานการณ์การค้าข้าวไทย – ฮ่องกง และแนวทางการขยายตลาดข้าวในฮ่องกง โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวไทยในตลาดฮ่องกงเป็น 70% จากที่ปัจจุบันสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้ประมาณ 68% ของตลาดข้าวทั้งหมดในฮ่องกง นางอภิรดีกล่าวว่าปัจจุบันฮ่องกงนำเข้าข้าวจากไทยประมาณ 3 แสนตันต่อปี

โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าข้าวหอมมะลิ ซึ่งข้าวไทยเป็นที่นิยมมากในฮ่องกง โดยในอดีตข้าวไทยเคยครองสัดส่วนตลาดข้าวฮ่องกงสูงถึง 90% และสูญเสียสัดส่วนตลาดไปจนเหลือแค่ 40% ในช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว อย่างไรก็ตามภายหลังจากยกเลิกโครงการจำนำข้าวทำให้ราคาข้าวของไทยสามารถแข่งขันได้และมีความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวของไทยมากขึ้น สัดส่วนการนำเข้าข้าวไทยในฮ่องกงจึงปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาและปัจจุบันสามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกลับมาจากคู่แข่งอย่างเวียดนามได้ทำให้ไทยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดข้าวในฮ่องกงได้ 68% นอกจากนั้นได้ขอให้ฮ่องกงพิจารณานำเข้าข้าวคุณภาพสูง (Premium) และข้าวชนิดพิเศษสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวหอมนิล และข้าวสังข์หยด รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าว เช่น น้ำมันรำข้าว แป้งข้าวโปรตีนต่ำ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในฮ่องกง โดยวางแผนการส่งเสริมการขายข้าวผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากขึ้นเพื่อให้กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่รู้จักข้าวไทยมากขึ้น

ก.เกษตรฯบูรณาการทุกภาคส่วน ยกระดับนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273699

ก.เกษตรฯบูรณาการทุกภาคส่วน ยกระดับนาแปลงใหญ่

นาแปลงใหญ่, เกษตร, บูรณาการ, ทุก, ภาค, ส่วน, ยกระดับ, แปลง, ใหญ่, ยกระดับนาแปลงใหญ่

ก.เกษตรฯบูรณาการทุกภาคส่วน ยกระดับนาแปลงใหญ่ มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการตลาดข้าว ผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

            นางสาวชุติมา บุญประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อเชื่อมโยงและพัฒนาการตลาดสินค้าข้าวนาแปลงใหญ่ ณ ห้องประชุมพะยูน อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง ว่า การจัดประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดการบูรณาการทุกภาคส่วนร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการดำเนินงานนาแปลงใหญ่ และมุ่งเน้นการพัฒนาด้านการตลาดข้าวโดยมีการจัดทำแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อีกทั้งเพื่อบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และภาคส่วนที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมข้าว ตั้งแต่ระดับต้นทาง-ปลายทาง

นางสาวชุติมา กล่าวต่อไปว่า ได้หารือถึงแผนการผลิตข้าวครบวงจรที่ได้ผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2560 มีการคาดการณ์ปริมาณความต้องการข้าว เป้าหมาย 29.5 ล้านตัน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวจำนวน 66.69 ล้านไร่ เพื่อผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีการกำหนดพื้นที่การปลูกข้าวในระดับจังหวัด และมีโครงการนาแปลงใหญ่ ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เปลี่ยนวิธีการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าผลผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด โดยในปี 2559 มีนาแปลงใหญ่รวมทั้งประเทศจำนวน 425 แปลง คิดเป็นพื้นที่ 1.047ล้านไร่ และในปี 2560 มีนาแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นจำนวน 750 แปลง พื้นที่ 744,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม จะดำเนินงานในรูปแบบโครงการประชารัฐ ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับต้นทางถึงปลายทาง เกษตรกรต้องมีการรวมตัวกันในการผลิตข้าวคุณภาพทั้ง GAP และข้าวอินทรีย์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการผลิต เช่น ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าว ต้องมีการบริหารจัดการรถเกี่ยวร่วมกันอย่างเป็นระบบ ผู้ประกอบการปุ๋ยและการอารักขาพืช ให้คำแนะนำการใช้ที่ถูกต้องกับชาวนาและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม รวมถึง ผู้ประกอบการโรงสีข้าว วางแผนให้มีโรงสีที่ได้มาตรฐาน GMP มาให้บริการสีข้าว GAP และข้าวอินทรีย์ อีกทั้ง ยังมีบทบาทในการให้ข้อมูลด้านการตลาดแก่เกษตรกร นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ Modern Trade เพิ่มช่องทางการจำหน่ายข้าวคุณภาพ เช่น ลดค่าแรกเข้าผู้ส่งออกข้าวคุณภาพ ช่วยทำตลาดข้าวคุณภาพของไทยในต่างประเทศในราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวเป็นอาหารเสริมหรือเครื่องสำอาง ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่สูงให้แก่ผลิตภัณฑ์จากข้าว เป็นต้น

ฝนหลวงฯ ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273695

ฝนหลวงฯ ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน

ฝนหลวง, ปฏิบัติการ, เติม, น้ำ, เขื่อน, แก่ง, กระ, จาน, ฝนหลวงฯ

ฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมน้ำในเขื่อนแก่งกระจาน

        วันที่ 26 เมษายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง       และการบินเกษตร เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ R3 ที่ประสานความร่วมมือระหว่างกรมฝนหลวง           และการบินเกษตร กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการสร้างความร่วมมือเพื่อการบริหารจัดการน้ำและป่าต้นน้ำอย่างบูรณาการ พื้นที่โครงการเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ         เขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ในโครงการ โดยการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหินบริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง วันที่           3 มีนาคม ถึงวันที่ 25 เมษายน 2560 มีการขึ้นบินปฏิบัติการทั้งสิ้น 18 วัน จำนวน 141 เที่ยวบิน ทำให้       มีฝนตกในบริเวณดังกล่าวทั้ง 18 วัน มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนแก่งกระจานสะสมรวม 16.49 ล้านลูกบาศก์เมตร   ผืนป่าบริเวณเขื่อนแก่งกระจานมีความชุ่มชื้น ทางกรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการปลูกป่าภาคเอกชน พร้อมทั้งได้มีการสำรวจพื้นที่จัดทำฝายชะลอน้ำ จำนวนประมาณ 70 จุดไปแล้ว ปัจจุบัน จากที่ได้ประสานงานกับทางสำนักชลประทานจังหวัดเพชรบุรี ทราบว่าทางเขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำเพียงพอในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝน โดยพื้นที่การเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตพื้นที่ชลประทาน ทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน    จึงปรับแผนการปฏิบัติการเป็นเน้นบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนปราณบุรี อ่างเก็บน้ำยางชุม และพื้นที่การเกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดราชบุรี พื้นที่การเกษตรจังหวัดเพชรบุรี นอกพื้นที่เขตชลประทานเป็นหลัก โดยในส่วนของพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานจะเป็นพื้นที่เป้าหมายรอง  ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมสนับสนุนพื้นที่การเกษตรและสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าตามโครงการดังกล่าว

นายสุรสีห์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ที่ได้มีการขอรับบริการฝนหลวง กรมฝนหลวง        และการบินเกษตรได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร และผลการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง   เมื่อวันที่ 3 มีนาคม – 25 เมษายน 2560 มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 51 วัน มีวันฝนตก             จากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 97.3 ขึ้นปฏิบัติการจำนวน 807 เที่ยวบิน (1190:25 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 685.50ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 271 นัดและภารกิจปฏิบัติการยับยั้งความรุนแรงพายุลูกเห็บ จำนวน 789 นัด จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 54 จังหวัด และทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 151.87 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องได้ที่เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือ เว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

“เคส ไอเอช” บุกตลาดรถตัดอ้อยและอุปกรณ์ในไทยเต็มตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273533

 “เคส ไอเอช”  บุกตลาดรถตัดอ้อยและอุปกรณ์ในไทยเต็มตัว

ไอเอช, เคส ไอเอช, เคส, ไอเอช  , บุก, ตลาด, ตัด, อ้อย, และ, อุปกรณ์, ไทย, เต็มตัว,  เคส

ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล ส่ง “เคส ไอเอช”  บุกตลาดรถตัดอ้อยและอุปกรณ์ในไทยเต็มตัว

 

                    มร.มาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการส่วนงานเครื่องจักรกลการเกษตรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากีสถานและญี่ปุ่น บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด   เปืดเผยว่า เคส ไอเอช (Case IH) หนึ่งในแบรนด์ของซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล จะเข้ามาดูแลการดำเนินธุรกิจ และจัดจำหน่ายรถตัดอ้อยและอุปกรณ์รถตัดอ้อยโดยตรง เพื่อความเป็นผู้นำรถตัดอ้อยของตลาดในประเทศไทยผ่านสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อที่จะได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าในตลาดให้มากขึ้น รวมทั้งตอกย้ำว่าเป็นแบรนด์ผู้นำระดับโลกที่นำนวัตกรรมใหม่ๆมาพร้อมกับโซลูชั่นเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากกว่าความคาดหวังจากลูกค้า

พร้อมกันนี้ เคส ไอเอช ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์รถตัดอ้อย Austoft 8000 ซีรีส์ และ 8800 ซีรีส์ ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความน่าเชื่อถือสูงสุด เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการผลผลิตสูงและมาพร้อมกับประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรที่เป็นรูปแบบบริษัท และกลุ่มที่เป็นผู้รับเหมาได้ นอกจากนี้ยังนำเสนอ Austoft 4000 ซีรีส์สำหรับเกษตรกรชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งออกแบบมาอย่างพิเศษสำหรับการทำไร่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง หรือสำหรับการเพาะปลูกพื้นที่ขนาดใหญ่โดยลดระยะห่างของแถว

ดวงหทัย พงษาพันธ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย)  กล่าวว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางรถตัดอ้อยในระดับภูมิภาค  ด้วยการจัดการด้านการฝึกอบรมที่ครอบคลุมสำหรับผู้ใช้งานและลูกค้า รวมทั้งการบริการหลังการขายทีดี   ซึ่งเคส ไอเอช นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานน้ำตาลทั่วโลก พร้อมกับการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมทางเทคนิคที่ดีเยี่ยม และการให้บริการหลังการขายที่เป็นเลิศ เพื่อตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้าในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว

นอกจากนี้เคส ไอเอช ยังมีความเข้าใจดีว่าผู้ใช้งานรถตัดอ้อย เป็นปัจจัยสำคัญในการนำความสำเร็จมาสู่การเก็บเกี่ยวโดยใช้ระบบเครื่องจักรกล จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้งานทุกระดับ เพื่อเพิ่มทักษะความสามารถและช่วยเหลือลูกค้าในการพัฒนาโดยการนำระบบเครื่องจักรกลมาใช้ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการสร้างผลกำไรเช่นกัน

สำหรับการเข้ามาดำเนินธุรกิจของ เคส ไอเอช ในไทยจะเพิ่มความสามารถในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และสามารถเข้าถึงศูนย์กระจายอะไหล่ ศูนย์บริการ การสนับสนุนทางเทคนิคและการฝึกอบรม รวมทั้งการเป็นพันธมิตรที่ดีกับลูกค้าในธุรกิจอ้อยและโรงงานน้ำตาล อีกทั้งยังมีโปรแกรมจำลองระบบการเก็บเกี่ยวอ้อย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้วิธีการใช้และปรับแต่งให้เข้ากับสมรรถนะของเครื่องจักรที่เหมาะสมก่อนที่จะเริ่มนำไปใช้งานในไร่ นอกจากนี้ระบบยังสามารถใช้งานเพื่อแสดงรายการงานการบำรุงรักษาประจำวัน และแสดงแนวทางแก้ไขปัญหาและการวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้ช่างเทคนิคมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์สามารถทำงานด้วยความน่าเชื่อถือสูงสุดและลดเวลาการหยุดอุปกรณ์โดยไม่คาดหมายให้น้อยที่สุด

มร.เอมเร่ คาราซลี ผู้อำนวยการส่วนงานเครื่องจักรกลการเกษตรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากีสถานและญี่ปุ่น บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า เครื่องจักรกลทางการเกษตรของบริษัทฯมีความแข็งแกร่งและมีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะในตลาดรถตัดอ้อย ซึ่งสามารถนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์เสริมที่หลากหลายเข้ากับความต้องการในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลได้เป็นอย่างดี  เพื่อการบริการในระดับชั้นแนวหน้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า

ซีเอ็นเอชตั้งบริษัทใหม่ในไทย หวังขยายธุรกิจ“นิวฮอลแลนด์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273532

ซีเอ็นเอชตั้งบริษัทใหม่ในไทย หวังขยายธุรกิจ“นิวฮอลแลนด์”

เอ็น, เอช, ตั้ง, บริษัท, ใหม่, ไทย, หวัง, ขยาย, ธุรกิจ, นิว, ฮอลแลนด์, นิวฮอลแลนด์, นิว ฮอลแลนด์

ซีเอ็นเอช ประกาศตั้งบริษัทใหม่ในไทย หวังขยายธุรกิจภายใต้แบรนด์ “นิว ฮอลแลนด์” โดยตรง

 

                       มร.มาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการส่วนงานเครื่องจักรกลการเกษตรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากีสถานและญี่ปุ่น บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด   เปิดเผยว่า บริษัท ฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งบริษัท  ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรโดยตรงและครบวงจรภายใต้แบรนด์ “นิว ฮอลแลนด์” ในประเทศ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์รถแทรกเตอร์รุ่นใหม่ๆ อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ  ทำให้สามารถจัดการฝึกอบรมแก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการบริการหลังการขายจะทำได้ครอบคลุมทุกพื้นที่

“ประเทศไทยมีเศรษฐกิจภาคการเกษตรที่โดดเด่นและเป็นประเทศที่ยังมีศักยภาพในการเจริญเติบโตได้อีกมาก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ดำเนินการย่างหนักในการสร้างการรับรู้เแบรนด์ในเชิงบวกให้กับตลาดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถแทรกเตอร์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับเกษตรกรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มร.มาร์ค บรินน์กล่าว

ดวงหทัย พงษาพันธ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นิว ฮอลแลนด์ จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรของประเทศไทยในอนาคต  เนื่องจากบริษัทฯมีพนักงานที่มีความรู้ความสามารถและมีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้ารวมทั้งการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสำหรับธุรกิจการเกษตร มั่นใจว่า นิว ฮอลแลนด์  จะเป็นแบรนด์ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงและบริการหลังการขายที่ดีที่สุดในประเทศไทย ด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์  อีกทั้งการดำเนินงานของแบรนด์ นิว ฮอลแลนด์จะเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดที่เกษตรกรไทยจะได้รับ

มร.เอมเร่ คาราซลี ผู้อำนวยการส่วนงานเครื่องจักรกลการเกษตรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปากีสถานและญี่ปุ่น บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด   กล่าวว่า  ประเทศไทยยังเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับรถแทรกเตอร์เพื่อการเกษตรที่แบรนด์ นิว ฮอลแลนด์จะเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยรุ่นยอดนิยมหลายรุ่น ได้แก่ TT4.55, TT4.75, TCR48, TD5.110, TT45 และ รุ่น 7610 รวมทั้งรถแทรกเตอร์แรงม้าสูง ซึ่งจะวางแผนเพิ่มผลิตภัณฑ์มากขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องจักรทำฟ่อนฟาง รถเกี่ยวนวด และอุปกรณ์การเกษตรที่ครบวงจร เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจของผู้แทนจำหน่าย และเพื่อตอบสนองตามความต้องการของลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ นิว ฮอลแลนด์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับการให้บริการในตลาดประเทศไทย เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น  รวมทั้งการให้คำแนะนำด้านอุปกรณ์และเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ จัดหาแพคเกจการผ่อนชำระทางการเงินที่เหมาะสมกับลูกค้าและการฝึกอบรมด้านเครื่องจักรกลในเชิงลึกสำหรับพนักงานปฏิบัติการและช่างเทคนิค นอกจากจะเป็นศูนย์บริการระดับภูมิภาคในประเทศไทยแล้ว บริษัทใหม่นี้ยังให้บริการหลังการขายระดับแนวหน้าของ นิว ฮอลแลนด์ ในการส่งมอบอะไหล่และการบำรุงรักษาด้วยการรับประกันความพึงพอใจ 100%

อ.ส.ค.จับมือ4สมาคมรุกแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273531

อ.ส.ค.จับมือ4สมาคมรุกแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด

อสค, อสค, จับมือ, สมาคม, รุก, แก้ปัญหา, น้ำนม, ดิบ, ล้นตลาด

อ.ส.ค.จับมือ4สมาคมรุกแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด คุมเข้มคุณภาพนมโรงเรียน

 

                   อ.ส.ค.จับมือ4สมาคมรุกแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด-คุมเข้มคุณภาพนมโรงเรียนพร้อมปรับโฉมกล่องนมโรงเรียนใหม่เทอม1/60นี้หวังกระตุ้นเด็กดื่มนมโรงเรียนมากขึ้นและเตรียมตรวจสอบ/ประเมินผลคุณภาพนมโรงเรียนทั่วประเทศระหว่าง11-15พค.60 นี้ 

นายณรงค์ฤทธิ์  วงศ์สุวรรณ    ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.)ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (สคน.) กล่าวว่า    เมื่อเร็วๆนี้ได้เชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้ง 4สมาคม ได้แก่ สมาคมนม ยู.เอช.ที, สมาคมนมพาสเจอร์ไรส์, สมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและแปรรูปผลิตภัณฑ์นม ,สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ร่วมหารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1/2560  โดยทุกฝ่ายพร้อมบูรณการให้ความร่วมมือในการช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบไม่ให้ล้นตลาดในช่วงปิดภาคเรียน โดยยึดตามบันทึกลงนามข้อตกลงการบริหารจัดการน้ำนมโคหรือMOU อย่างเคร่งครัด เพื่อผลิตเป็นนมโรงเรียน ยู.เอช.ที (U.H.T.) ในช่วงระหว่าง วันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2560   รวมทั้งเตรียมที่จะใช้บรรจุภัณฑ์นมโรงเรียนดีไซน์ใหม่ในภาคเรียน 1/2560  นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 11-15 พฤษภาคม 2560 คณะกรรมการจะทำการตรวจสอบและประเมินผลคุณภาพนมโรงเรียน  โดย อ.ส.ค. จะใช้ผู้แทนตามภูมิภาคร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมปศุสัตว์ ทำการตรวจสอบและประเมินผลดังกล่าว เพื่อให้นมได้มาตรฐานและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

“ทุกสมาคมพร้อมที่จะดูแลในการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนมทั่วประเทศให้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี   โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนกับ อ.ส.ค. ที่จะต้องดูแลรับผิดชอบน้ำนมดิบตลอดระยะเวลาปิดภาคเรียนตามข้อตกลงที่ได้ลงนาม MOU ให้ซื้อน้ำนมดิบตลอดระยะเวลา 365 วัน หากดูแลบริหารจัดการที่ดีน้ำนมดิบจะไม่ล้นตลาดอย่างแน่นอน รวมทั้งการลงนาม MOU จะทำในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี  และอีกแนวทางหนึ่งกำหนดให้แต่ละรายช่วยกันผลิตนมโรงเรียน ยู.เอช.ที. (U.H.T.) ตลอดช่วงระยะปิดเทอมหรือผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์”  นายณรงค์ฤทธิ์   กล่าว

นายณรงค์ฤทธิ์    กล่าวด้วยว่า   ปัจจุบันมีปริมาณน้ำนมดิบของเกษตรกรทั่วประเทศจำนวน 3423.16 ตันต่อวันในจำนวนดังกล่าวเป็นปริมาณน้ำนมดิบที่ทำข้อตกลง(MOU)เพื่อทำการผลิตนมโรงเรียนปีการศึกษา 2559/2560 ระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม  จำนวน 1,323 ตันต่อวัน ตลอดระยะเวลา 365 วัน รวมวันปิดภาคเรียน  หากสามารถดำเนินการไปตามเป้าหมายดังกล่าวปัญหานมล้นตลาดจะหมดไปอย่างแน่นอนส่วนแนวทางแก้ปัญหานมล้นตลาดในระยะยาวจะขอความร่วมมือให้สมาคม , ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมช่วยกันรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมเพิ่มขึ้นผ่านเทศกาลที่สำคัญหรือการออกเคญเปญ เพื่อสร้างแรงจูงใจการดื่มนม หวังให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 2560-2569 ที่มีเป้าหมายเพิ่มการบริโภคนมร้อยละ  4 จากปัจจุบันคนไทยบริโภคอยู่ที่ประมาณ 14-15 ลิตร/คน/ปี  ซึ่งในส่วนของ อ.ส.ค. ปัจจุบันครองสัดส่วนตลาดนมโรงเรียนอยู่ที่ 900 ล้านบาท/ปีและทุกสัปดาห์ที่3 ของเดือนกันยายนของทุกปีจะจัดกิจกรรมวันดื่มนมโรงเรียนโลกเพื่อกระตุ้นให้เด็กไทยเห็นความสำคัญของการดื่มนม

เดินหน้า“โฟร์โมสต์สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรกรโคนมไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273438

 เดินหน้า“โฟร์โมสต์สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรกรโคนมไทย”

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

          กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การสนับสนุนโดย บริษัท ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อน“โครงการโฟร์โมสต์สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรกรโคนมไทย”ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ราชบุรี และจันทบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาฟาร์มโคนมแบบครบวงจรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโคนมไทย ตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการผลักดันโครงการประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง3ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน โดยนำเอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาพัฒนาและใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างเป็นนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในภาคการเกษตรไทย และส่งเสริมอาชีพเกษตรกรโคนมให้ยั่งยืน ผ่านการบริหารจัดการฟาร์มและพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบที่มีประสิทธิภาพ

 เดินหน้า“โฟร์โมสต์สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรกรโคนมไทย"

            โดยการถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเกษตรกรโคนมชาวเนเธอร์แลนด์สู่เกษตรกรโคนมไทย ด้วย7แนวทางสู่การผลิตน้ำนมโคคุณภาพ (7 Diamonds)เพื่อเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรโคนมไทยสามารถผลิตน้ำนมโคที่มีคุณภาพดีขึ้น และได้ปริมาณที่สูงขึ้น ตั้งเป้าสิ้นปี2560สามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมโคเฉลี่ยจาก13เป็น18กก./ตัว/วัน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรโคนมที่เข้าร่วมโครงการฯ กว่า1,600รายบนพื้นที่กว่า2หมื่นไร่ทั่วประเทศ มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า45ล้านบาท/ปี

 เดินหน้า“โฟร์โมสต์สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรกรโคนมไทย"

           นายทศพร ศรีศักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการผลักดันโครงการประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง3ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตรกร และภาคเอกชน โดยนำเอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาพัฒนาและใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างเป็นนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในภาคการเกษตรไทย โดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ของกลุ่มD6การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ มีหน้าที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรโคนมทุกกลุ่ม โดยเน้นพื้นฐานการควบคุมดูแลให้ตรงตามมาตรฐานฟาร์มโคนมและการผลิตน้ำนมดิบ คือ การติดตามผลการดำเนินงาน การตรวจเยี่ยม และเพิ่มความเข้มงวดในประสิทธิภาพของระบบการควบคุมมาตรฐานแก่เกษตรกร และเสริมการให้ความรู้และเพิ่มมาตรฐานการจัดการด้านสุขภาพสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบมาตรฐานฟาร์ม รวมถึงการจัดหาเจ้าหน้าที่มาควบคุมดูแลเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มเกษตรกรโคนม ได้มีอาชีพที่ยั่งยืน

 เดินหน้า“โฟร์โมสต์สานพลังประชารัฐ พัฒนาเกษตรกรโคนมไทย"

              นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรโคนมไทย กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนเกษตรกร ผมเชื่อมั่นว่าโครงการฯ ดังกล่าว จะช่วยพัฒนาคุณภาพของน้ำนมดิบ การบริหารจัดการฟาร์มโคนมแบบสมัยใหม่ และความเป็นอยู่ของเกษตรกรโคนมให้ดีขึ้น โดยสหกรณ์โคนมยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรโคนมหันมาเรียนรู้และปรับปรุง“คุณภาพน้ำนม” ด้วยระบบการรีดนมแบบอัตโนมัติและระบบการทำความเย็นจากแท้งค์ (Milking Machine Pipe line and Cooling tanks)พร้อมส่งน้ำนมโดยระบบรถขนส่งถึงศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ เพื่อรักษาคุณค่าของน้ำนมมากที่สุด ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบของอาชีพเกษตรกรรมโคนมสมัยใหม่ ที่ช่วยลดระยะเวลาที่ใช้ในการรีดนมลดปริมาณจุลินทรีย์และปริมาณโซมาติกเซลล์ เกษตรกรได้น้ำนมในปริมาณมากขึ้น มีรายได้มากขึ้นจากจำนวนโคนมเท่าเดิมที่ตนเองมีกำลังในการจัดการดูแลได้ และยังเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรรุ่นใหม่ ร่วมกันพัฒนาและคงไว้ซึ่งอาชีพเกษตรกรโคนมพระราชทานสืบไป

               ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมโฟร์โมสต์ เปิดเผยว่า ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน ผู้รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรโคนมไทย ฟรีสแลนด์คัมพิน่าได้ร่วมเดินหน้าสนับสนุน นโยบายประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องการส่งเสริมศักยภาพของเกษตรกรในการทำฟาร์มโคนมแบบยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโคนมไทย โดยตั้งเป้าหมายเพื่อการพัฒนาครอบคลุมทั้ง5ด้านอันได้แก่ การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ สร้างระบบบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดหาตลาดรับซื้อให้กับเกษตรกร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นไปตามดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่รัฐบาลต้องการให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมนมไทย ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง สำหรับบทบาทของ ฟรีสแลนด์คัมพิน่าในโครงการดังกล่าว คือการยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มและพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพและปริมาณน้ำนม

        “เรามุ่งหวังว่าจากโครงการความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตน้ำนมโคที่มีคุณภาพดีขึ้น ได้น้ำนมในปริมาณมากขึ้นและขายได้ในราคาที่สูงขึ้น โดยตั้งเป้าสิ้นปี2560สามารถเพิ่มปริมาณน้ำนมโคให้สูงขึ้นกว่า20% หรือเฉลี่ยจาก13เป็น18กก./ตัว/วัน และเพิ่มคุณภาพน้ำนมโคโดยลดจำนวนแบคทีเรียต่อน้ำนม1มิลลิลิตรให้ต่ำกว่า5แสนเซลล์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรโคนมที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง5แปลงนำร่อง ในเขตอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี,อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และ อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กว่า1,600รายบนพื้นที่กว่า2หมื่นไร่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นกว่า45ล้านบาท/ปี”ดร.โอฬาร กล่าว

             นางเวนดี้ ครัมป์ ตัวแทนเกษตรกรโคนมชาวเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า การที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้แก่เกษตรโคนมชาวไทย ในโครงการฯ ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีแนวคิดใหม่ๆ และใช้ความทันสมัยในการพัฒนาฟาร์มโคนมของตนเองให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้ แนวทาง7Diamondsไม่ว่าจะเป็นอาหารและน้ำ (อาหารคุณภาพดีพร้อมอาหารเสริมและน้ำสะอาด),การเลี้ยงลูกโค (เพื่อให้เป็นแม่โคนมที่ดีในอนาคต),การรีดนม (ความสะอาดและการฆ่าเชื้อ),ความสมบูรณ์พันธุ์ (เพื่อการขยายฝูง),การดูแลกีบ (ซึ่งมีผลต่ออารมณ์และการให้นมคุณภาพของโค),การออกแบบโรงเรือน (จัดสัดส่วนพื้นที่ให้เหมาะสม) และการบันทึกข้อมูล (บันทึกข้อมูลสม่ำเสมอเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงในอนาคต) โดยทั้ง7แนวทางสู่การผลิตน้ำนมโคคุณภาพเยี่ยมนี้ เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามรูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มของตนเอง และสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานที่เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ได้อีกด้วย