“เซ็นทรัลแล็บ”ประกาศหนุนสินค้าชุมชนประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273403

“เซ็นทรัลแล็บ”ประกาศหนุนสินค้าชุมชนประชารัฐ

เซ็นทรัลแลบ, เซ็นทรัล, แล็บ, ประกาศ, หนุน, สินค้า, ชุม, ชนประชา, รัฐ, เซ็นทรัลแล็บ

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

             นายสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด (Central lab Thai) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการโอทอป และ SMEs ขนาดเล็ก มีศักยภาพสามารถผลิตสินค้าที่มีดีไซน์เป็นที่น่าสนใจของตลาดได้มากขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคขณะนี้ให้ความใส่ใจสินค้าปลอดภัยเป็นสำคัญอันดับแรก พูดง่าย ๆ ว่าทุกคนกลัวได้รับสารพิษที่ทำให้เป็นโรคร้ายแรง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับปรุงและยกระดับสินค้าตัวเองให้ได้คุณภาพมาตรฐานเป็นที่น่าเชื่อถือจริง ๆ สิ่งแรกคือสินค้าต้องมีความสะอาดปลอดภัยปลอดสารอันตรายปนเปื้อน ตรงนี้เองจึงเป็นหน้าที่ของเซ็นทรัลแล็บ แล็บของรัฐบาลซึ่งมีมาตรฐานการตรวจและวิเคราะห์ผลระดับสากลในฐานะแล็ปประชารัฐเข้ามาให้บริการได้

            “ผู้ประกอบการทุกคนอยากผลิตสินค้าให้ดีมีมาตรฐาน แต่เอาเข้าจริงเขาไม่มีทางรู้เลยว่าวัตถุดิบและกระบวนการผลิตสินค้ามีความสะอาด ปลอดภัย ได้สารพิษปนเปื้อนหรือไม่ จะไปใช้บริการห้องแล็บก็เป็นเรื่องยาก ค่าใช้จ่ายสูงพอควร ทำให้ขาดโอกาสในการพัฒนาต่อยอดให้สินค้าเป็นที่ยอมรับของตลาดได้ เซ็นทรัลแล็บโฉมใหม่จึงอาสาประชารัฐ ขอนำแล็บแห่งนี้มาให้บริการกับผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ นอกเหนือจากพันธกิจเดิมที่ทำมานานกว่า 13 ปีมุ่งช่วยผู้ส่งออกเป็นหลัก เราจะแบ่งศักยภาพส่วนหนึ่งมาให้บริการในรูปแบบแล็บประชารัฐ คือทำงานร่วมมือกับหน่วยงานหลักที่ดูแลกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มธกส. ที่ดูแลกลุ่มเกษตรกร สำนักงานกองทุนหมู่บ้านที่ดูแลวิสาหกิจชุมชน กรมการพัฒนาชุมชนที่ดูแลกลุ่มโอทอป กระทรวงอุตสาหกรรมและสสว.ที่ดูแลกลุ่มเอสเอ็มอี รูปแบบจะทำเป็นโครงการที่ช่วยครบวงจรไม่ต่างคนต่างทำ”

                นายสุรชัยกล่าวอีกว่างานแรกของแล็บประชารัฐคือเข้าไปช่วยตรวจและวิเคราะห์ผลให้กับผู้ประกอบการ 5 จังหวัดชายแดนใต้โดยร่วมมือกับศอ.บต. ที่จะคัดเลือกผู้ประกอบการสินค้าอาหารเป็นกลุ่มแรก ซึ่งค่าบริการตรวจทุกรายจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสสว.รายละ 5 พันบาท ผู้ประกอบการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเมื่อได้รับผลตรวจแล้วก็จะทำให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้นและมีโอกาสขายสินค้าได้แพร่หลายมากขึ้น”

              “ผมจะใช้แล็บมาตรฐานสากลที่รัฐบาลลงทุนเกือบ 2 พันล้านแห่งนี้ลงไปช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ ในต่างจังหวัดให้มากที่สุดเพื่อสนับสนุนกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) แล็บนี้พร้อมแล้วที่จะเป็นแล็บประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐของรัฐบาลเต็มรูปแบบ” นายสุรชัย กล่าวในที่สุด

กนย. ไฟเขียว ขยายเวลา 4 โครงการ เอื้อประโยชน์แก่ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273316

กนย. ไฟเขียว ขยายเวลา 4 โครงการ เอื้อประโยชน์แก่ชาวสวนยาง

กยท, ไฟเขียว, ขยายเวลา,  4 , โครงการ, เอื้อประโยชน์, แก่, ชาว, สวนยาง, กนย, ขยายเวลา 4 โครงการ

กนย. ไฟเขียว ขยายเวลา 4 โครงการ เอื้อประโยชน์แก่ชาวสวนยาง

 

          ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม ได้เน้นย้ำนโยบายการลดพื้นที่ปลูกยางและเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น และกล่าวในที่ประชุมว่า ราคายางพาราในขณะนี้ อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ขอให้ใช้เวลานี้ให้เกิดประโยชน์ในการปรับโครงสร้างทางการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องของยางพาราให้เข้ารูปเข้ารอย

         ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย แถลงถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ว่า  ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายเวลา 1.)โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบวงเงินสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวได้สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา แต่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรบางส่วนยังไม่สามารถคืนเงินให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องขยายระยะเวลาออกไปจนถึง 31 มีนาคม 2563 จะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2.)โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งมีการช่วยเหลือไปแล้วแบ่งเป็น เจ้าของสวนยาง จำนวน 711,839 ครัวเรือน และ คนกรีดยาง จำนวน 675,790 ครัวเรือน ยังมีเกษตรกรที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ยังตกค้างอยู่อีกประมาณ 11,460 ครัวเรือน ที่ประชุมจึงอนุมัติให้มีการขยายระยะเวลาโครงการเวลาออกไปอีก 90 วัน นับถัดจากวันที่ ครม. มีมติเห็นชอบ รวมไปถึง 3.)โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และ โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ที่ประชุมมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาไปถึงวันที่ 31พฤษภาคม 2563 เพื่อให้กระบวนการดำเนินงานทั้งหมดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดจะถูกนำเข้าในที่ประชุม ครม. เพื่อผ่านความเห็นชอบอีกครั้ง

ดร.ธีธัช เผยว่า นอกจากโครงการที่สนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรแล้ว ที่ประชุมได้อนุมัติ 4.)โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในโครงการนี้เป็นกลุ่มผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น เนื่องจากอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2558 ประเทศไทยผลิตยางพาราได้ประมาณ 4.47 ล้านตัน มูลค่าส่งออกรวมประมาณ 4 แสนล้านบาทเศษ เป็นรายได้ที่ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์การผลิตและการใช้ยางพาราของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญปัญหานั้น พบว่าปริมาณการผลิต และปริมาณการใช้ยางพาราไม่สมดุลกัน เกิดความผันผวนของราคายางตั้งแต่ปลายปี 2554จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาราคายาง และเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมลดภาระงบประมาณของรัฐบาล โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการยางให้มีการการดูดซับยางพาราออกจากระบบนำมาเก็บสต็อกของผู้ประกอบการในลักษณะหมุนเวียน (moving stock) เป็นการลดปริมาณยางในตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคายางในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีเสถียรภาพมากขึ้นอันจะเป็นผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางที่เพิ่มขึ้น

             “สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง โดยรัฐบาลจะสนับสนุนด้วยการชดเชยดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 3 กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือคิดเป็นเงินช่วยเหลือจำนวนไม่เกิน 300 ล้านบาท จากวงเงินกู้ 1 หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่กู้เงินธนาคารใดๆ ก็ตาม เพื่อเป็นการผลักดันราคายางให้สูงขึ้น”ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติม

             ผู้ว่าการ กยท. กล่าวถึงประเด็นปัจจัยพื้นฐานของยางธรรมชาติในตลาดโลก ปี 2560 พบว่า ปัจจุบันปริมาณการใช้ยางของโลกมีอยู่ประมาณ 12.7ล้านตัน ซึ่งสูงกว่าปริมาณสต๊อกยางในตลาดโลกในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 มีอยู่ประมาณ 2.7 ล้านตัน และเมื่อเปรียบเทียบราคายางในขณะนี้กับปีที่แล้วพบว่าสูงขึ้น 100% โดยราคายางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ในเดือนมกราคมปีที่แล้ว อยู่ที่กิโลกรัมละ 30-40 บาท แต่ในวันนี้ราคายางอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70 กว่าบาท ทั้งนี้ ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคายางมีความแกว่งตัว ซึ่งมีสาเหตุจากการเก็งกำไรล่วงหน้าทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังคงเป็นบวก จึงขอฝากให้ติดตามข้อมูลและสถานการณ์ยางพาราอย่างใกล้ชิด

กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมการปลูกปอเทืองสร้างรายได้แทนการทำนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273315

กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมการปลูกปอเทืองสร้างรายได้แทนการทำนา

เดินหน้าโครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ส่งเสริมการปลูกปอเทืองสร้างรายได้แทนการทำนา

              เมื่อเร็ว ๆ นี้  นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพัฒนา อภิญดา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุตรดิตถ์  ลงพื้นที่ติดตามโครงการปลูกพืชปุ๋ยสด ที่ ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โดย อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการทำนาข้าวอย่างครบวงจร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรที่ปรับพื้นที่ทำนาไปปลูกพืชอื่นเพื่อสร้างรายได้แทน กรมพัฒนาที่ดินจึงได้จัดทำโครงการปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ และรับซื้อคืนอีกส่วนหนึ่ง สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกและไถกลบเพื่อบำรุงดิน โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน 19 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวม 200,000 ไร่ เป็นการปลูกเพื่อรับซื้อเมล็ดพันธุ์คืน จำนวน 50,000 ไร่ ปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน จำนวน 150,000 ไร่ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 12,477 ราย พื้นที่ทั้งหมด 194,656 ไร่

กรมพัฒนาที่ดินส่งเสริมการปลูกปอเทืองสร้างรายได้แทนการทำนา

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่าในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์ ถือว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 453 ราย ใน 5 อำเภอ รวมพื้นที่ 5,502 ไร่  แบ่งเป็นไถกลบเป็นปุ๋ย 4,126 ไร่ และซื้อเมล็ดพันธุ์ 1,375 ไร่ โดยในปีการผลิต 2560/2561 จะขยายพื้นที่เป็น 250,000 ไร่  สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ต้นทุนให้ไร่ละ 5 กิโลกรัม รายละไม่เกิน 20 ไร่ และต้องทำการปลูกพืชเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 1 ใน 4 ส่วนของพื้นที่ ซึ่งการสนับสนุนจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ในส่วนพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ขายเกษตรกรต้องดำเนินการเองทุกอย่างตั้งแต่การไถ รวมถึงการเก็บเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกรมจะรับซื้อคืนในราคา 20 บาท/กก. แต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพมาตรฐานตามที่กรมฯ กำหนด กับส่วนที่ 2 ซึ่งปลูกเพื่อไถกลบปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่ กรมพัฒนาที่ดินจะสนับสนุนค่าไถเตรียมดินไร่ละ 500 บาท ค่าไถกลบไร่ละ 500 บาท

สหกรณ์รุดตรวจสอบข้อเท็จจริงสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273314

สหกรณ์รุดตรวจสอบข้อเท็จจริงสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ

สหกรณ์จุฬา, สหกรณ์, รุด, ตรวจสอบ, ข้อเท็จจริง, ออมทรัพย์, จุฬาฯ

สหกรณ์รุดตรวจสอบข้อเท็จจริงสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯห่วงกระทบความเชื่อมั่นต่อสมาชิก

               ดร.วิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ไปแจ้งความดำเนินคดีกับรศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา               อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯที่ชักชวนให้นำเงินไปร่วมลงทุนในแชร์ล๊อตเตอรี่ ว่า                       พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์โดยรวม เกรงว่าจะสมาชิกจะมีความตื่นตระหนกและถอนเงินฝากหรือหุ้นออกจากสหกรณ์  จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ดังกล่าว ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อมูลกับทางคณะกรรมการดำเนินงานและผู้จัดการสหกรณ์                   ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯ พบว่า การทำธุรกรรมลงทุนแชร์ล๊อตเตอรี่เป็นการกระทำส่วนบุคคลของรศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา กับตัวสมาชิกสหกรณ์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาจารย์และพนักงานในมหาวิทยาลัยที่มีความเชื่อใจ                  ในตำแหน่งอดีตประธานของสหกรณ์ฯ จึงได้นำเงินไปลงทุนตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลายสิบล้านบาท

ทั้งนี้  การชักชวนสมาชิกลงทุนแชร์ล๊อตเตอรี่ คาดว่าน่าจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2553 แต่เป็นการกระทำส่วนบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสหกรณ์แต่อย่างใด  ขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกไปแจ้งความไว้กับทางกองปราบปรามแล้วจำนวน 55 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 400 ล้านบาท  และมีสมาชิกบางส่วนเข้ามาแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมกับทางสหกรณ์อีกประมาณ 31 ราย  คาดว่ายังมีสมาชิกสหกรณ์อีกบางส่วนที่ยังไม่ได้เข้ามาแจ้งความหรือให้ข้อมูลความเสียหาย ซึ่งสหกรณ์ได้แนะนำให้สมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับความเสียหายเข้ามาติดต่อกับทางสหกรณ์ และสหกรณ์พร้อมที่จะให้ช่วยเหลือแก่สมาชิกที่ยังไม่ได้ไปแจ้งความ  โดยจะประสานกับทางกองปราบปรามให้เข้ามารับแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติม

ส่วนกระแสข่าวที่ว่ารศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา  อ้างกับสมาชิกสหกรณ์ว่าตนเองเป็นผู้ก่อตั้งสหกรณ์  ล๊อตเตอรี่ เพื่อชักชวนให้นำเงินมาลงทุนนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอยืนยันว่าไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ดังกล่าวขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งภายหลังจากเริ่มมีกระแสข่าวสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯนำเงินไปลงทุนในแชร์ล๊อตเตอรี่ ทางสหกรณ์ก็ได้มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง             และมีการแจ้งข่าวผ่านช่องทางต่าง ๆ  ทั้งในการประชุมสมาชิกสหกรณ์ จดหมายข่าว Website สหกรณ์และทางไลน์ของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและยังมีความมั่นใจต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ต่อไป

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวอีกว่า  จากการติดตามสถานการณ์ในสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯขณะนี้ ยังคงสามารถดำเนินงานได้   ตามปกติ อาจจะมีสมาชิกสหกรณ์บางส่วนเดินทางเข้ามาสอบถามข้อมูลที่สหกรณ์และมีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  แต่ส่วนใหญ่ก็เข้าใจและรับทราบข้อเท็จจริงว่าสหกรณ์ไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ กับการดำเนินงานของสหกรณ์  สมาชิกจึงยังดำเนินธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์เหมือนช่วงที่ผ่าน ๆ  มา และยังไม่มีสมาชิกมาแห่ถอนเงินหรือเกิดความตื่นตระหนกหวั่นไหวกับข่าวที่เกิดขึ้น                            ปัจจุบัน สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯ มีสมาชิกสหกรณ์ประมาณ 16,000 คน สินทรัพย์หมุนเวียน 8,801 ล้านบาท ทุนดำเนินงาน 16,639 ล้านบาท  สหกรณ์มีการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง 220 ล้านบาท เพื่อรองรับการเบิกจ่ายและการกู้เงินของสมาชิก ซึ่งถือว่าสภาพคล่องของสหกรณ์อยู่ในเกณฑ์ปกติ และสหกรณ์ได้มีการรายงานธุรกรรมทางการเงินถูกต้องตรงตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีระบบการควบคุมภายในที่รัดกุม   มีผู้ตรวจสอบกิจการเข้าไปตรวจสอบหลักฐานทางการเงินและบัญชีอย่างใกล้ชิด

จึงเชื่อมั่นได้ว่าสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯ ไม่ได้รับผลกระทบ จากกรณีที่มีสมาชิกสหกรณ์บางส่วนกู้เงินสหกรณ์ไปลงทุนแชร์ล๊อตเตอรี่กับรศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา และขอให้สมาชิกสหกรณ์และสหกรณ์ต่าง ๆ  ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์ฯ เชื่อมั่นในความมั่นคงทางฐานะการเงินของสหกรณ์แห่งนี้ว่ายังคงเป็นสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง เป็นสหกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับดีเด่นและยังคงดำเนินงานได้ตามปกติ  ไม่มีความเสียหายใดๆ กระทบต่อสหกรณ์

กระเทียมราคาดี หอมแดง-พริก-ถั่วเขียว ผลผลิตมาก ราคาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273312

กระเทียมราคาดี หอมแดง-พริก-ถั่วเขียว ผลผลิตมาก ราคาลง

สศก, กระเทียม, ราคา, หอม, แดง, พริก, ถั่วเขียว, ผลผลิต, มาก, กระเทียมราคาดี, ผลผลิตมาก, ราคาลง

กระเทียมราคาดี ได้คุณภาพ ด้านหอมแดง-พริก-ถั่วเขียว ผลผลิตมาก ราคาลง

 

                     สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  ระบุ กระเทียมช่วงไตรมาส 1  ราคาดี เฉลี่ย 27 บาท/กิโลกรัม  เนื่องจากได้คุณภาพและมาตรการของศุลกากร ด้านหอมแดง พริกขี้หนูสวน และถั่วเขียว ราคาลดลง เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาที่เกษตรกรขายได้ยังคงสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์กระเทียม หอมแดง พริกขี้หนูสวน และถั่วเขียว พบว่า กระเทียม ราคาที่เกษตรกรขายได้       ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม – มีนาคม) เฉลี่ยอยู่ที่ 27 บาท/กิโลกรัม เมื่อเปรียบกับไตรมาส 1 ปี 2559 เฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 89  เนื่องจากกระเทียมมีคุณภาพและมาตรการเข้มงวดด้านศุลกากร ทั้งนี้ ผลผลิตกระเทียมจะเก็บเกี่ยวหมดภายในเดือนเมษายนนี้  โดยคาดว่าราคาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

           หอมแดง ราคาที่เกษตรกรขายได้ ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม – มีนาคม) เฉลี่ยอยู่ที่ 20 บาท/กิโลกรัม เมื่อเปรียบกับไตรมาส 1 ปี 2559 เฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาท/กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 20 เนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้น และเป็นช่วงที่ออกสู่ตลาดมากที่สุด ซึ่งราคายังสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร (ต้นทุนเฉลี่ย 13.71 บาท/กิโลกรัม) ทั้งนี้ ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวหมดภายในเดือนพฤษภาคม และคาดว่าราคาจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

           ผลผลิตพริกขี้หนูสวน ที่ออกสู่ตลาดในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 78 บาท/กิโลกรัม ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งราคายังสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร  (ต้นทุนเฉลี่ย 20 บาท/กิโลกรัม) และ ถั่วเขียว เป็นไปในทำนองเดียวกัน ราคาที่เกษตรกรขายได้ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 22 บาท/กิโลกรัม ซึ่งราคายังสูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร (ต้นทุนเฉลี่ย 19.30 บาท/กิโลกรัม)

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีแนวทางขับเคลื่อนระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร เน้นให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และผลิตให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ในรูปแบบส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่รวม 1.5 ล้านไร่ รวมเกษตรกร      1 แสนราย สินค้า 33 ชนิด โดยใช้แผนที่บริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) และเพิ่มระบบส่งและกระจายน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึง และร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ด้านการตลาดในรูปแบบประชารัฐกับเอกชน

สศก. ระบุ มี.ค. ดัชนีรายได้เกษตรกร ปรับตัวเพิ่ม 29.90 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273249

สศก. ระบุ มี.ค. ดัชนีรายได้เกษตรกร ปรับตัวเพิ่ม 29.90 %

สศก, สศก, ระบุ, มีค, ดัชนี, รายได้, เกษตรกร, ปรับตัว, เพิ่ม, 2990 , ดัชนีรายได้เกษตรกร, ปรับตัวเพิ่ม

สศก. ระบุ มี.ค. ดัชนีรายได้เกษตรกร ปรับตัวเพิ่ม 29.90 % คาด เม.ย. ยังขยายตัวเพิ่ม

            สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2559    ร้อยละ 29.90 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20.11 และดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.15                    คาดเมษายน2560 รายได้ของเกษตรกรยังขยายตัวเพิ่มขึ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนมีนาคม 2560 พบว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.15 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มีนาคม 2559)  โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ช่วงต้นยางผลัดใบทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลอดน้อยลง  ปาล์มน้ำมัน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดยังมีความต้องการต่อเนื่อง กุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย  สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง  ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากผู้นำเข้าจากประเทศจีนชะลอการรับซื้อ  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาลดลงเนื่องจากปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ออกสู่ท้องตลาดเพิ่มขึ้น  ไข่ไก่ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมาก ขณะที่ความต้องการบริโภคยังคงลดลงจากสถานศึกษาต่างๆ ปิดภาคเรียน

           หากเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ภาพรวมดัชนีราคาลดลง ร้อยละ 2.14  สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากผู้ซื้อหรือผู้ประกอบการในประเทศวิตกกังวลเกี่ยวกับกระแสข่าวการระบายยางในสต๊อคของภาครัฐส่งผลทำให้ราคายางมีการปรับตัวลดลง  ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผู้ประกอบการชะลอการรับซื้อเพื่อรอผลผลิตฤดูกาลใหม่ สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น  ได้แก่ ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ส่งผลให้ราคารับซื้อไก่เนื้อหน้าโรงงานชำแหละเพิ่มขึ้น สำหรับในเดือนเมษายน 2560 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา          อ้อยโรงงาน ไก่เนื้อ และกุ้งขาวแวนนาไม

เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (มีนาคม 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่  ข้าวเปลือก         อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และ  กุ้งขาวแวนนาไม  สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน

           หากเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ดัชนีผลผลิตลดลง ร้อยละ 5.99 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่  มันสำปะหลัง ยางพารา ไก่เนื้อ และสุกร  สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม  ส่วนในเดือนเมษายน 2560 ดัชนีผลผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพาราและกุ้งขาวแวนนาไม

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนมีนาคม 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2559    ร้อยละ 29.90 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนเดือนเมษายน 2560 คาดว่ารายได้ของเกษตรกรจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ฝนหลวงเร่งช่วยเหลือพื้นที่พืชไร่ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/273085

ฝนหลวงเร่งช่วยเหลือพื้นที่พืชไร่ภาคอีสาน

ฝนหลวง, เร่ง, ช่วยเหลือ, พื้นที่, พืชไร่, ภาคอีสาน

ฝนหลวงเร่งช่วยเหลือพื้นที่พืชไร่ภาคอีสาน

 

               วันที่ 23 เมษายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ    การบินเกษตร กล่าวว่า หลังจากที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีการปรับแผนปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ  พื้นที่การเกษตรที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเพาะปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพืชไร่ข้าวโพดของจังหวัดนครราชสีมา สามารถช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าวได้ตามที่เกษตรมีการขอรับบริการ      ฝนหลวง

จากการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดนครราชสีมา ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่การเกษตรจังหวัดนครราชสีมา     จังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่รับน้ำเขื่อนลำตะคอง ลำพระเพลิง ลำแซะ ลำมูลบนและลำนางรอง โดยใช้อากาศ-ยานชนิด CN 235 ที่ย้ายจากศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ มาช่วยเหลือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ              ขึ้นปฏิบัติการจำนวน 4 เที่ยวบิน 6 ชั่วโมง ใช้สารจำนวน 8 ตัน มีรายงานจากการสอบถามไปยังเกษตรกร     ในพื้นที่ พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณใกล้เคียงในพื้นที่อำเภอครบุรี จักราช ห้วยแถลง พิมาย     โนนสูงและเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา และอำเภอหนองหงส์ ลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงพื้นที่รับน้ำเขื่อนลำมูลบนด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรพืชไร่ของเกษตรกรที่ขอความช่วยเหลือการรับบริการฝนหลวง

สำหรับด้านการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาสาหร่ายบลูม ยังคงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประสานการดำเนินงานกับทางสำนักชลประทานในพื้นที่และจังหวัดอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาจนกว่าจะคลี่คลายต่อไป

ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการเมื่อวันที่ 3 มีนาคม–22 เมษายน 2560     มีการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 48 ขึ้นปฏิบัติงานจำนวน 753 เที่ยวบิน (1,106:50 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 641.20 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 241 นัด และภารกิจปฏิบัติการยับยั้ง         ความรุนแรงพายุลูกเห็บ จำนวน 730 นัด มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 51 จังหวัด และทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสะสมรวม 141.93 ล้าน ลบ.ม.

เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินเตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272784

เปิดตัวปราชญ์เกษตรของแผ่นดินเตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล

เกษตรกรดีเด่น, เปิดตัว, ปราชญ์, เกษตร, ของ, แผ่นดิน, เตรียม, เข้า, รับ, พระราชทาน, โล่, รางวัล

 เปิดตัวเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ และปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาประจำปี 2560

          นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่น สาขาอาชีพ/ประเภทที่กำหนดเป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องประกาศเกียรติคุณ และเผยแพร่ผลงานดีเด่นให้สาธารณชนทั่วไปได้รู้จัก ยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานด้านการเกษตร โดยในปี 2560 นี้ มีเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ. 2560 วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม 2560 ณ พลับพลา ที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้แก่ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 13 กลุ่ม สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์ และปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน จำนวน 4 สาขา ดังต่อไปนี้

สำหรับเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2560 จำนวน 16 สาขาอาชีพ คือ 1) อาชีพทำนา ได้แก่ นายภาณุสิทธ์ มั่นคง จ.เพชรบูรณ์ 2) อาชีพทำสวน ได้แก่ นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ จ.กระบี่ 3) อาชีพทำไร่ ได้แก่ นายวีนัด สำราญวงศ์ จ.บุรีรัมย์ 4) อาชีพไร่นาสวนผสม ได้แก่ จ่าสิบโทสุทิน ทองเอ็ม จ.สุโขทัย 5) อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ได้แก่ นางสาวบัวไข เติมศิลป์ จ.ชัยภูมิ 6) อาชีพเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นางสาววาสนา กุญชรรัตน์ จ.ราชบุรี 7) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ได้แก่ นายกรเกียรติ พรมจวง จ.กำแพงเพชร 8) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ได้แก่ นายสุทธิ มะหะเถา จ.ชลบุรี 9) อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ ได้แก่ นางสาวนภาภรณ์ จิวะ สุรัตน์ จ.ปทุมธานี 10) อาชีพปลูกสวนป่า ได้แก่ นางพิกุล กิตติพล จ.ระยอง 11) สาขาบัญชีฟาร์ม ได้แก่ นางสุดใจ ชมภูมี จ.พิษณุโลก 12) สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้แก่ นายสมหมาย ธรรมกิจ จ.ตรัง 13) สาขาการใช้วิชาการเกษตรดีที่เหมาะสม ได้แก่ นายมงคล ธรดลธนสาร จ.มหาสารคาม 14) ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายเสมอ หาริวร จ.อุบลราชธานี 15) สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ นายชาศร สาริโพธิ์ จ.อุทัยธานี และ 16) สาขาเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ นางสมหมาย หนูแดง จ.ลพบุรี

สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 จำนวน 13 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มเกษตรกรทำนา ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำนานาสนุ่น จ.เพชรบูรณ์ 2) กลุ่มเกษตรกรทำสวน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก จ.ภูเก็ต 3) กลุ่มเกษตรกรทำไร่ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรทำไร่วังชะพลู จ.กำแพงเพชร 4) กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อบ้านสี่เหลี่ยมเจริญ จ.บุรีรัมย์ 5) กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ กลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอด จ.ระยอง 6) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาบ้านด่านใหม่ จ.อุบลราชธานี 7) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรท่าศาลา จ.จันทบุรี 8) กลุ่มยุวเกษตรกร ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 เต่างอยพัฒนาศึกษา จ.สกลนคร 9) กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านสะเดาซ้าย จ.นครสวรรค์ 10) สถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานบ้านดอนรัก จ.ปัตตานี 11) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านจารย์ จ.สุรินทร์ 12) ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ประเภทข้าวอื่น ๆ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน ตำบลแวงใหญ่ จ.ขอนแก่น และ 13) วิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน จ.น่าน

สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2560 จำนวน 7 สหกรณ์ คือ 1) สหกรณ์การเกษตร ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด จ.ตรัง 2) สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จ.นครราชสีมา 3) สหกรณ์นิคม ได้แก่ สหกรณ์นิคมเนินมะปราง จำกัด จ.พิษณุโลก 4) สหกรณ์ผู้ผลิตยางพารา ได้แก่ สหกรณ์กองทุนสวนยางในเขตปฏิรูปที่ดินชากังราว จำกัด จ.กำแพงเพชร 5) สหกรณ์ออมทรัพย์ ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์สาธารณสุขนครราชสีมา จำกัด จ.นครราชสีมา 6) สหกรณ์ร้านค้า ได้แก่ ร้านสหกรณ์โรงพยาบาลพัทลุง จำกัด จ.พัทลุง และ 7) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้แก่ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านป่าชิง จำกัด จ.สงขลา

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2560 จำนวน 4 สาขา คือ 1) สาขาปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย ได้แก่ นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล 2) สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ นายยวง เขียวนิล 3) สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ได้แก่ นายจำนงค์ บุญเลิศ และ 4) สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ได้แก่ นายอุทัย บุญดำ

อนึ่ง ในวันพระราชพิธีพืชมงคลนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้ลงมติให้เป็น     “วันเกษตรกร” ประจำปีด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานในการประกอบพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง แก่อาชีพของตน การเกษตรนับเป็นภาคการผลิตและเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงได้กำหนดให้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อบำรุงขวัญแก่เกษตรกรนับแต่นั้นเป็นต้นมา

IRCO ชี้ เก็งกำไรเกินควร ส่งผลต่อราคายางแกว่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272839

   IRCO ชี้ เก็งกำไรเกินควร ส่งผลต่อราคายางแกว่ง

     IRCo ชี้ เก็งกำไรเกินควร ส่งผลต่อราคายางแกว่ง พร้อม เตรียมแนวทางสร้างเสถียรภาพราคายางผู้ผลิตร่วมกัน 3 ประเทศ

                   ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางพารานานาชาติ (The International Rubber Consortium : IRCo) แถลงผลการประชุม IRCo ในครั้งนี้ว่า ประเทศสมาชิก IRCo ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้มีการประชุมหารือร่วมกันโดยเฉพาะประเด็นการรักษาเสถียรภาพราคายาง ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ราคายางมีลักษณะของการแกว่งตัวค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานอยู่ในทิศทางบวก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณยางพาราที่ลดลงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสภาพอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนตกน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้กระทบจำนวนปริมาณของยางพาราที่ออกมาช่วงนั้น ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ของไทยมีส่วนต่อการลดปริมาณซัพพลายของยางธรรมชาติลงกว่า 10% ของโลก ประกอบกับ ในช่วงราคายางต่ำมีหลายประเทศลดปริมาณการผลิตยางลง ยกตัวอย่างเช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ค่อนข้างจะมีความอ่อนไหวต่อราคา เมื่อราคายางต่ำลงทั้ง 3 ประเทศเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น หรือมีรายได้เพิ่มจากการทำอาชีพอื่น เพราะฉะนั้น ปริมาณของยางพาราในห้วงระยะเวลาในปี 2016-2017 มีปริมาณที่น้อยลงกว่าที่คาดไว้

              ประธาน IRCo กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวิเคราะห์จากปัจจัยด้านความต้องการใช้ยาง ซึ่งผู้บริโภครายใหญ่ที่สุด คือ ธุรกิจยานยนต์ จะพบว่า จำนวนของยานพาหนะเพิ่มสูงขึ้น ยอดขายของประเทศผู้ผลิตเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งในกลุ่มของประเทศในจีน ยุโรป ญี่ปุ่น พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงขึ้นค่อนข้างมากจากเดิมที่คาดไว้ 7% เป็น 12% เช่น ประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น 7.37% ยุโรปเพิ่มมากขึ้นถึง 8.42% ญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น 12.33% แม้ในสหรัฐอเมริกาอาจมีการย่อตัวลงเล็กน้อยคือ1.51% เท่านั้น อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าโดยรวมปริมาณความต้องการหรือการขยายตัวของธุรกิจยานยนต์ยังมีความต้องการใช้ยางสูง ในขณะเดียวกัน GDP ของประเทศผู้ใช้ยางจากตัวเลขของ IMF มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น อเมริกา แม้จะเติบโตขึ้นเป็น 2.3% แต่ยังเพิ่มจากปีที่แล้ว 0.7% ยุโรป 1.7%ญี่ปุ่น 1.2% และอินเดียกระโดดจาก 6.8% เป็น 7.2% เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าโอกาสการเติบโตหรือความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานเรื่องของสต็อกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ปัจจุบันอัตราส่วนของสต็อกกับการบริโภคยังอยู่ค่อนข้างต่ำ และมีโอกาสที่จะทำให้ราคามีการปรับตัวสูงขึ้น โดยในเวทีการประชุมวิชาการของประเทศจีน (China Rubber Conference) พบว่า ในประเทศจีน มีอัตราการเพิ่มขึ้นของธุรกิจยานยนต์ 15.9% ซึ่งเพิ่มสูงกว่าที่คาดไว้ถึง 5% ทำให้รัฐบาลจีน มีการสนับสนุนและเพิ่มแรงจูงใจด้านภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น นำไปสู่ธุรกิจยานยนต์เพิ่มสูงขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ สต๊อกยางของโลกในปี 2017 มีเพียง 2.3 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ยางต่อปีมี 12.7 ล้านตัน ซึ่งโอกาสในการเก็บของสต็อกยังมีอยู่มาก

                 ประธาน IRCo กล่าวย้ำว่า ปัจจัยพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นดีมานต์หรือซัพพลายเป็นไปในเชิงบวก แต่สิ่งที่ทำให้เกิดราคายางแกว่งในช่วงที่ผ่านมา มาจากการเก็งกำไรจนเกินควร หากมองถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขที่สำคัญๆ ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ 3.6 % ขณะที่ดัชนีในเรื่องของสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ 0.4% และยางสังเคราะห์ มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของราคาอยู่เพียง 6.7% แต่ในตลาดยางกลับพบว่า มีการเก็งกำไรสูงถึง 16.6 % แสดงว่าการเก็งราคาไม่สะท้อนเรื่องปัจจัยพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องการเก็งกำไรจากการสร้างกระแสให้ราคาขึ้นลงในเชิงข่าวเท่านั้น

                “ณ วันนี้อุตสาหกรรมยางพารายางยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง คณะกรรมการบริหารจาก 3 ประเทศ มีความห่วงใย เกี่ยวกับตลาดที่มีการเก็งกำไรค่อนข้างสูง สะท้อนให้เห็นถึงระดับราคาที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกและผู้ประกอบการ สิ่งเหล่านี้ IRCO จะทำหน้าที่เข้ามามีบทบาทในการรักษาระดับราคาให้มีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะต้นยาง 1 ต้น ใช้เวลา 7 ปีกว่าจะเติบโตและกว่าจะสามารถกรีดออกมาเป็นผลผลิตได้ ขณะที่ยางที่เป็นยางเทียมใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันในการทำการผลิต เพราะฉะนั้น ความสำคัญของยางธรรมชาติยังมีอยู่แน่นอน และยังมีความสำคัญต่อความต้องการใช้อีกมาก”

 ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้ายว่า คณะกรรมการ IRCO ที่ร่วมประชุมในครั้งนี้จะนำเสนอประเด็นเหล่านี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของ 3 ประเทศที่จะมีการประชุมร่วมกันในเร็วๆ นี้ เพื่อตัดสินใจแนวทางที่จะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องที่ทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพยายามผลักดันเรื่องการซื้อขายในตลาดที่เป็นตลาดซื้อขายส่งมอบมากขึ้นแทนตลาดที่เป็นตลาดลักษณะเก็งกำไร เพื่อให้เป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อและผู้ขาย และลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไร ซึ่งตลาดยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) มีความพร้อมทั้ง 3 ประเภทแล้วแต่พยายามผลักดันให้มีความเข้มแข็งขึ้นให้มากที่สุด จะสามารถช่วยแก้ปัญหาปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง และคณะกรรมการ IRCO มีความเห็นร่วมกันว่า จะทำการศึกษาแนวทางเพิ่มเติมในการติดตามผลของราคาหรือแนวโน้มของราคา เพื่อกำกับควบคุมให้ราคายางมีความเสถียรภาพให้มากขึ้น ซึ่งอาจหมายถึง การประกาศใช้แนวทางเรื่องของการควบคุมปริมาณการส่งออกครั้งที่ 5 ด้วย อย่างไรก็ตาม จะต้องได้รับการเห็นชอบจากทั้ง 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพราะการใช้การควบคุมปริมาณการส่งออกใช้มาแล้วในปีที่ผ่านมา และได้ผลในส่วนของราคาค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นแนวทางที่จะนำกลับมาใช้ควบคุมเพื่อให้ราคายางไม่แกว่งตัวมากเกินไป

ปลูก”ผักกูด”ขายสร้างรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272786

ปลูก”ผักกูด”ขายสร้างรายได้เสริม

ไว  อนุศิริ, ปลูก, ผักกูด, ขาย, สร้าง, รายได้, เสริม

ปลูก”ผักกูด”ขายสร้างรายได้เสริม

              นายไว  อนุศิริ  อายุ 65 ปี  บ้านเลขที่ 5  ม.12  ต.บ้านนา  อ.ศรีนครินทร์  จ.พัทลุง  เปิดเผยว่า ได้เริ่มปลูกผักกูดเพื่อเป็นอาชีพเสริมเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากการทำสวนผลไม้ และทำสวนยางพารา  ซึ่งแต่เดิมนั้นพื้นที่ 4 ไร่ ปลูกมังคุด และต้นสะเดาเทียม  ต่อมาต้นมังคุดตาย  จึงนำผักกูดมาปลูกเป็นแปลง โดยปลูกระยะห่าง 50 คูณ 50 เซนติเมตร  พร้อมกับจัดทำระบบน้ำสปริงเกอร์  โดยให้น้ำวันเว้นวัน เพื่อให้มีความชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง  พร้อมกับใส่ปุ๋ยคอก เป็นระยะ ๆ  และหลังจากปลูกได้ประมาณ 3 เดือน ก็สามารถเก็บยอดผักกูดส่งขายได้
นายไว กล่าวว่า แปลงปลูกผักกูด ในเนื้อที่ 4 ไร่  จะแบ่งเก็บเป็น 4 แปลงโดยสลับเก็บในแต่ละแปลงเก็บวันเว้น 2 วัน ขณะนี้ สามารถเก็บยอดผักกูดได้วันละ 40-50 กิโลกรัมส่งขายกิโลกรัมละ 25-30 บาท มีแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านเพื่อส่งขายต่อในตลาดพัทลุง และตลาดต่างจังหวัด เช่น ส่งขายที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่น ๆ และหากเป็นช่วงหน้าแล้ง ราคาผักกูดจะสูงถึงกิโลกรัมละ 30-40 บาท เพราะผลผลิตจะมีน้อย  โดยใน 1 สัปดาห์  จะเก็บขาย 6 วัน หยุดเฉพาะวันเสาร์  รายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-4 พัน บาท  เดือนหนึ่งมีรายได้เสริมจากการขายผักกูดประมาณ 1.5-2.0 หมื่น บาท ขณะนี้ผลผลิตมีไม่เพียงพอ  ต่อความต้องการของตลาด หากเกษตรท่านใดสนใจก็สามารถปลูกผักกูดเป็นอาชีพเสริมได้