เปลี่ยนปลูกมันสำปะหลังมาทำไร่ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272798

เปลี่ยนปลูกมันสำปะหลังมาทำไร่ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐส่งออก

ไร่, เป็น, ให้, เปลี่ยน, ปลูก, มันสำปะหลัง, ทำไร่, ขนุน, พันธุ์, ทองประเสริฐ, ส่งออก

เปลี่ยนปลูกมันสำปะหลังมาทำไร่ขนุนพันธุ์ทองประเสริฐส่งออก

ประเทศไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์ขนุนมาอย่างต่อเนื่อง  มีหลากหลายพันธุ์ที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน คนไทยโบราณเชื่อว่าขนุนเป็นไม้มงคล หากปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะมีคนเกื้อหนุนจุนเจือ  นอกจากนี้เป็นไม้ยืนต้น ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็ว   เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี  ปลูกได้กับทุกสภาพพื้นที่  ทำให้ขนุนเป็นผลไม้ที่เกษตรกรนิยมนำมาปลูกทั้งรับประทานและส่งขาย สร้างรายได้ให้เป็นอย่างมาก
  ชูชาติ  ยางนอกเกษตรกรชาว อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา  มีประสบการณ์ปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐส่งออกต่างประเทศมานานกว่า  14 ปีแล้ว  ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาปลูกขนุนชูชาติทำไร่มันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาเรื่องราคาขึ้นลงไม่แน่นอน กว่าจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตมีรายได้ต้องรอถึง 1 ปี  ชูชาติจึงเริ่มหาช่องทางปลูกพืชชนิดอื่นที่สร้างรายได้ให้ทุกเดือน กระทั่งมีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาดูงานสวนขนุนส่งออกแห่งหนึ่งที่ จ.ระยอง จึงขอคำแนะนำเรื่องการตลาด  ทำให้เห็นช่องทางในการทำการเกษตร จึงตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังมาปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ
“การเปลี่ยนมาปลูกขนุนถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อปลูกเข้าสู่ปีที่ 3 ขึ้นไป จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ช่วงปีที่ 5 จากนั้นจะมีผลผลิตให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี  ส่วนตลาดเห็นว่ามีแนวโน้มดี  เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ  ทำให้มีรายได้ทั้งเดือนแน่นอน  ต่างกับการปลูกมันสำปะหลังหากต้องลงทุนเท่ากับการปลูกขนุนแต่กว่าจะได้เก็บเกี่ยวต้องรอถึง 1 ปี  บางปีราคาต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน”
พื้นที่กว่า 16 ไร่ ชูชาติเน้นปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ เพราะติดลูกดก เนื้อเยอะ  หากผลขนุนสมบูรณ์จะแกะเนื้อได้ถึงร้อยละ 50 ของน้ำหนักผล  เหมาะกับการส่งออก  รสชาติหวาน  เนื้อนุ่มกรอบ ได้รับความนิยมจากตลาดในประเทศจีน และกัมพูชามากกว่าพันธุ์อื่น อีกทั้งเหมาะสำหรับการขนส่งที่ต้องใช้เวลาหลายวัน เนื้อขนุนยังแข็งกรอบ ต่างจากพันธุ์อื่นๆที่เนื้อขนุนจะเละ ระหว่างการขนส่ง
การปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐนั้น ชูชาติแนะนำให้มีระยะห่างขนาด 7 คูณ 7 เมตร  ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ให้ขนุนสามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ จากนั้นพรวนดินในหลุมปลูกให้ร่วน ใส่ปุ๋ยคอกรองพื้นแล้วจึงนำต้นพันธุ์ปลูก กลบดินให้เป็นเนินสูง  จะช่วยการเกาะยึดของรากได้ดี  หากเกิดพายุโคนต้นไม่ล้ม ให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์  3 วันต่อ 1 ครั้ง  ส่วนการดูแลให้ปุ๋ยสูตรเสมอและปุ๋ยคอก  น้ำจุลินทรีย์รดรอบต้น  หมั่นถางหญ้ารอบโคนต้นขนุน  ไม่ควรใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะทำให้ต้นขนุนหยุดการเจริญเติบโต  ในระยะ 2-3 ปี ขนุนเริ่มให้ผลผลิต  เมื่อเข้าสู่ปีที่ 5 จะให้ผลผลิตเต็มที่   และสามารถให้ผลผลิตต่อเนื่องยาวนานถึง  25 ปี  ระยะเวลาการติดผลเริ่มตั้งแต่ออกดอกถึงดอกบาน 20-25 วัน ผลเริ่มแก่เมื่ออายุ 120-150 วัน  ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเริ่มตั้งแต่มกราคม ถึงพฤษภาคม  จากนั้นขนุนจะพักต้น ประมาณ 2 เดือนแล้วจะให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้อีก
ขนุนที่ให้ผลผลิตเต็มที่จะติดลูกกว่า 100 ลูกต่อต้น   เกษตรกรจึงต้องหมั่นตัดแต่งไม่ ปี ให้ลูกเยอะเกินไป ใน 1 ต้นจะเลือกขนุนที่สมบูรณ์ที่สุดไว้ประมาณ 15 ลูกเท่านั้น   ส่วนลูกที่ไม่ได้ขนาดจะตัดขายเป็นขนุนอ่อนส่งไปยังตลาดทางภาคเหนือและภาคอีสานที่นิยมนำไปทำเป็นอาหารจะมีราคาขายหน้าสวนตั้งแต่ 1-7บาท ขณะที่ขนุนส่งออกไปขายที่ประเทศจีนและกัมพูชาจะคัดเลือกผลใหญ่ที่มีน้ำหนัก 10 กิโลกรัมขึ้นไป  ส่วนตลาดในประเทศไทยจะส่งขายที่ตลาดไทยมีน้ำหนักตั้งแต่ 7-10 กิโลกรัม  จะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อถึงสวนในราคากิโลกรัมละ  18-20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรพอใจ
“ถือว่าตลาดส่งออกยังต้องการขนุนเป็นจำนวนมาก  ได้ราคาดี คุ้มกับการลงทุน ในช่วงที่ขนุนให้ผลผลิตมากจะเก็บได้อาทิตย์กว่า 10 ตัน  ช่วงที่ผลผลิตน้อยเก็บได้ครั้งละ 400-500 กิโลกรัม  เฉลี่ยรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาท จนถึงหลักแสน  นอกจากนี้ในพื้นที่ยังปลูกพืชหมุนเวียน ผสมผสานหลายอย่าง นอกจากขนุนแล้วยังมีพืชผักชนิดอื่นเก็บขายสร้างรายได้ทั้งปี”
นอกจากชูชาติแล้ว ปัจจุบันมีเกษตรกรอำเภอครบุรีสนใจหันมาปลูกขนุนส่งออกกันทั้งนั้น เพราะมีตลาดที่แน่นอน ผลผลิตยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องและไม่จำกัดจำนวน  จนมีการกลุ่มเปิดเป็นโรงรับซื้อขนุนในชุมชน เป็นจุดศูนย์กลางในการรับซื้อของพ่อค้าคนกลาง จึงสะดวกทั้งกับเกษตรกรและผู้ซื้อ
เกษตรกรที่สนใจสามารถขอความรู้เรื่องการปลูกขนุน รวมถึงสอบถามเรื่องตลาดการส่งออกได้ที่ชูชาติ หรือจะเดินทางไปเยี่ยมชม ซื้อหาผลผลิตได้ที่  62 หมู่ 6 ต.สระว่านพญา อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 088-362-2783

ฝนหลวงฯ วางแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบูม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272782

ฝนหลวงฯ วางแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบูม”

ฝนหลวง, วางแผน, ปฏิบัติการ, แก้ไขปัญหา, สาหร่าย, บูม, ฝนหลวงฯ, สาหร่ายบูม

ฝนหลวงฯ วางแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบูม” พื้นที่เขื่อนลำโดมใหญ่

            จากสถานการณ์ “สาหร่ายบูม” สีเขียวเป็นแพเต็มผิวน้ำในบริเวณพื้นที่เขื่อนระบายน้ำลำโดมใหญ่ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมลำน้ำโดม จ.อุบลราชธานี เดือดร้อนไม่สามารถใช้น้ำได้ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมสำนักงานชลประทานที่ 7 จึงได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจและหาแนวทางระบายน้ำช่วยบรรเทาปัญหา แต่พบว่าน้ำในตอนบนมีไม่เพียงพอในการระบายน้ำเพื่อแก้ไขปัญหา จึงได้ประสานขอฝนหลวงจากกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประสานความร่วมมือกับทางจังหวัดอุบลราชธานี และสำนักงานชลประทานที่ 7 วางแผนช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาปัญหา “สาหร่ายบูม” ในบริเวณพื้นที่เขื่อนระบายน้ำลำโดมใหญ่ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี โดยจากการประสานความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่หลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา “สาหร่ายบูม” พบว่า ปัญหา การเกิดขึ้นของสาหร่ายบูม เนื่องมาจากสาหร่ายได้รับอาหารจากการทิ้งน้ำซักล้างจากชุมชน น้ำจากสารเคมีใช้ทำเกษตรกรรม และน้ำเสียจากบ่อบำบัด ทำให้น้ำในบริเวณนี้มีธาตุอาหารสูง ประกอบกับมีการปิดเขื่อนลำโดมใหญ่ ทำให้น้ำนิ่ง ไม่ไหล และมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ จึงทำให้เกิดสาหร่ายบูมเป็นแพเต็มลำน้ำขึ้น จากผลตรวจวิเคราะห์น้ำ ไม่พบมีสารโลหะหนัก จึงไม่เป็นอันตรายกับผู้ที่สัมผัส แต่จะรู้สึกคัน เพราะน้ำมีความเป็นกรดสูงจากการสังเคราะห์แสงของสาหร่าย แนวทางการแก้ปัญหาจึงต้องมีการปล่อยน้ำมาชะล้างถ่ายเทเพื่อใช้ปรับสภาพน้ำในลำน้ำให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะขึ้นบินปฏิบัติการทันทีที่สภาพอากาศเหมาะสมเอื้ออำนวย เพื่อช่วยบรรเทาปัญหา “สาหร่ายบูม” ในพื้นที่เขื่อนลำโดมใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อไป เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือ ที่เว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร www.royalrain.go.th

ว่างเว้นจากทำนาหันเหมาทำน้ำตาลสด-น้ำตาลปึกขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272716

ว่างเว้นจากทำนาหันเหมาทำน้ำตาลสด-น้ำตาลปึกขาย

โดย – พิเชษ เนตรบุตร

 ชาวบ้านว่างเว้นจากทำนาหันเหมาทำน้ำตาลสดและน้ำตาลปึกจำหน่ายสร้างรายได้ดี

สุโขทัย-ชาวบ้านอาศัยการว่างเว้นจากทำนาข้าวหันมาทำน้ำตาลสดบรรจุขวดพร้อมดื่มและน้ำตาลปึกออกจำหน่ายสามารถรายได้เป็นอย่างดีพอกินพอใช้ในครัวเรือนยามว่างเว้นจากการทำนา

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านหนองหมี หมู่13ต.ทุ่งหลวง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย หลังทราบว่า ชาวบ้านหนองหมีจะใช้เวลาว่างจากการทำนาหันมาทำน้ำตาลสดบรรจุขวดพร้อมดื่มและน้ำตาลปึกออกจำหน่าย โดยได้น้ำตาลสดเก็บเกี่ยวปาดมาจากงวงตาลบนยอดต้นตาลโตนดเก็บนำน้ำตาลมาต้มเคี่ยวจนงวดด้วยเตาฟืนแบบโบราณเพื่อทำเป็นน้ำตาลปึกใส่เบ้าพิมพ์และทำน้ำตาลสดบรรจุขวดพร้อมดื่มนำมาขายสร้างรายได้เสริมเป็นอย่างดีพอใช้จ่ายในครัวเรือนเมื่อว่างเว้นจากการทำนา

นางเสมียน พรมทุ่ง อายุ54ปี อยู่บ้านเลขที่16บ้านหนองหมี หมู่13ต.ทุ่งหลวง อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย บอกเล่าว่า โดยปกติแล้วชาวบ้าน ต.ทุ่งหลวง จะมีอาชีพทำนาและหลังจากที่เกี่ยวข้าวเสร็จในช่วงประมาณปลายเดือนมีนาคม ชาวบ้านก็จะว่างจากการทำนาก็จะลงมือทำน้ำตาลสดบรรจุขวดและน้ำตาลปึกออกขายสร้างรายได้ ซึ่งสามารถสร้างรายได้พอกินพอใช้ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นางเสมียนกล่าวต่อไปว่า สำหรับขั้นตอนในการทำน้ำตาลโตนด ชาวบ้านปีนขึ้นไปปาดตาลโดยจะปาดตาลบริเวณงวงยอดของต้นตาลจากนั้นจะนำกระบอกซึ่งทำจากไม้ไผ่มามัดด้วยเชือกจากนั้นจะนำมารองน้ำตาล เมื่อได้น้ำตาลสดแล้วจะนำมาเคี้ยวด้วยเตาฟืนแบบโบราณซึ่งจะใช้เวลาในการเคี้ยวน้ำตาลประมาณ1ชั่วโมง จากนั้นจะนำน้ำตาลที่เคียวจนแห้งได้ที่แล้วนำไปหยอดลงในผ้าขาวบางที่ปูอยู่ในถ้วยเบ้าพิมพ์ และ เมื่อแห้งแล้วก็จะแกะออกและนำน้ำตาลไปห่อด้วยใบตองแห้งอีกครั้งจากนั้นจะนำใส่ถุงถุงละ1กิโลซึ่งจะขายน้ำตาลปึกอยู่ในราคากิโลละ80บาท ขณะที่น้ำตาลสดบรรจุขวดพร้อมดื่มจะมีราคาขวดละ20บาท ซึ่งมีทั้งลูกค้าขาประจำและขาจรแวะเวียนมาซื้อเป็นจำนวนมากสามารถสร้างรายได้เสริมช่วงว่างเว้นจากการทำนาเป็นอย่างดีพอกินพอใช้ในครอบครัว

บ้านดอนรัก คว้าชนะเลิศสถาบันกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272695

บ้านดอนรัก คว้าชนะเลิศสถาบันกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำปี60

เกษตรกรบ้านดอนรัก, บ้าน, ดอน, รัก, คว้า, ชนะเลิศ, สถาบัน, กลุ่ม, เกษตรกร, ผู้ใช้, น้ำ, บ้านดอนรัก, ล่างขึ้นบน

เกษตรกรบ้านดอนรัก จังหวัดปัตตานี” ใช้เทคโนโลยี GPS บริหารจัดการน้ำยั่งยืน คว้ารางวัลชนะเลิศสถาบันกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2560

              “เกษตรกรบ้านดอนรัก จ.ปัตตานี”ใช้เทคโนโลยี GPS บริหารจัดการน้ำยั่งยืน คว้ารางวัลชนะเลิศสถาบันกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2560

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีและโฆษกกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานคัดเลือกกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานบ้านดอนรัก จังหวัดปัตตานี ให้รับรางวัลชนะเลิศ สถาบันกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2560 และจะเข้ารับโล่พระราชทานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2560  ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ

กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานบ้านดอนรัก หมู่ 2 ตำบลท่าด่าน อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีสมาชิกในกลุ่มกว่า 420 คน สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และมีพื้นที่รับน้ำชลประทาน จำนวนกว่า 5,500 ไร่ โดยทางกลุ่มนำเอาความรู้ที่ได้รับจากกรมชลประทานมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่การเกษตรด้วยการใช้น้ำจืดดันน้ำเค็มออกจากพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมในหมู่บ้านและพื้นที่เกษตรกรรม

นอกจากนั้น ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานบ้านดอนรัก ยังได้นำเอากลยุทธ์ “ล่างขึ้นบน” เข้ามาใช้โดยส่งน้ำไปยังพื้นที่ล่างสุดก่อนแล้วค่อยไล่ขึ้นมายังพื้นที่ด้านบนที่ใกล้กับคลองส่งน้ำ ซึ่งวิธีการนี้สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ยังได้นำเอาเทคโนโลยี GPS มาใช้ในการสำรวจแหล่งน้ำ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืนอีกด้วย

คลอดแนวทางแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272636

คลอดแนวทางแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง

แม่น้ำเจ้าพระยา, คลอด, แนว, ทางแก้, น้ำท่วม, ลุ่ม, เจ้าพระยา, ตอน, ล่าง

คลอดแนวทางแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เตรียมสรุปผลEIA เพิ่มศักยภาพฝั่งตะวันออก

              กรมชลประทานเตรียมสรุป EIA แก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออก  คลอด 3แนวทางระบายน้ำลงสู่ทะเล รองรับการเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของคลองชัยนาท-ป่าสัก  ทั้งการปรับปรุงระบบชลประทานเดิม การสร้างคลองระบายสายใหม่ และสร้างคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบ 3

            ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์   รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า   กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)  โครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก   เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล ลดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอันเกิดจากอุทกภัย  และเพิ่มความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค   จะเห็นได้จากเมื่อครั้งเกิดมหาอุทกภัยในปี 2554  โครงสร้างระบบชลประทานที่มีอยู่ไม่สามารถที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจำนวนมหาศาลได้  โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา

ทั้งนี้พื้นที่ฝั่งตะวันออก     ในปัจจุบันมีศักยภาพในการระบายน้ำสูงสุดได้เพียงประมาณ 150  ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที     โดยใช้คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก    ในการตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท  ผ่านทางประตูระบายน้ำมโนรมย์ มาลงสู่แม่น้ำป่าสักที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา   จากนั้นก็ระบายออกสู่ทะเลผ่านทางคลองระพีพัฒน์และคลองสาขา  ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในระบายน้ำให้มากขึ้น กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างคลองระบายควบคู่กับคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก  ซึ่งจะสามารถระบายน้ำในช่วงน้ำหลากได้ถึง 800  ลบ.ม.ต่อวินาที

อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะระบายเพิ่มขึ้นดังกล่าว จำเป็นจะต้องหาแนวทางระบายออกสู่ทะเลเพิ่มขึ้นด้วย  ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาไว้ 3 แนวทางคือ

1.ปรับปรุงโครงสร้างระบบชลประทานเดิมที่มีอยู่   ที่ระบายน้ำผ่านทางคลองระพีพัฒน์และคลองสาขาต่างๆ  แต่จะสามารถเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากสูงสุดในปัจจุบันคือ  210  ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 400  ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น   ไม่สามารถที่จะเพิ่มศักยภาพได้มากกว่านี้  เนื่องจากคลองชลประทานแม้จะมีมาก แต่ก็ไม่สามารถขยายได้ เพราะมีการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ โดยรอบแนวคลองชลประทานเกือบทั้งหมดแล้ว

2.สร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ จากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยตรง สามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 600 ลบ.ม.ต่อวินาที   แนวทางนี้จำเป็นต้องมีเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำป่าสัก บริเวณเหนือเขื่อนพระราม 6  เพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เพื่อยกระดับน้ำเข้าสู่คลองระบายน้ำสายใหม่    ซึ่งคลองสายใหม่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยตัดยอดน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ส่งตามคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว ยังสามารถใช้ระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยไม่ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกด้วย   ขณะนี้ได้ดำเนินการศึกษา EIA ทั้งในส่วนของเขื่อนทดน้ำ และคลองระบายน้ำสายใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารส่งให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)

และ 3. สร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3  ฝั่งตะวันออก  คลองสายนี้จะตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา  หลังแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา  ลงสู่ทะเลโดยตรง   ได้ประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที  ขณะนี้กรมชลประทาน กรมทางหลวง และไจก้ากำลังทำการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้เบื้องต้น ก่อนจะทำการศึกษา EIAควบคู่กับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3

“แนวคันกันน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา  ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา ในปัจจุบันจะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ไม่เกิน 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที  ดังนั้นหากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมามีปริมาณมากกว่านี้ จะต้องระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก  แต่ในส่วนของฝั่งตะวันออกในปัจจุบันยังระบายได้ไม่มาก จึงจำเป็นจะต้องดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเล  นอกจากนี้การขุดคลองสายใหม่ รวมทั้งการปรับปรุงคลองเดิมที่มีอยู่ ยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองเพื่อใช้อุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม ช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศได้อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำในตอนท้าย

กยท. เตือนเกษตรกรชาวสวนยาง ระวังกรดฟอร์มิกปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272633

กยท. เตือนเกษตรกรชาวสวนยาง ระวังกรดฟอร์มิกปลอม

กรดฟอร์มิก, เตือน, เกษตรกร, ชาว, สวนยาง, ระวัง, กรด, ฟอร์, มิก, ปลอม, กยท, ระวังกรดฟอร์มิกปลอม

คุณภาพไม่ตรงตามฉลาก หลังฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท. ลงสุ่มเก็บตัวอย่างสารจับยางในพื้นที่ทางภาคอีสาน

           นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการรณรงค์และสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง หันมาใช้กรดฟอร์มิกแทนกรดซัลฟิวริกมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นสารอินทรีย์ที่สลายตัวง่าย ไม่มีผลตกค้างในยางและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถผลิตยางที่มีคุณภาพดี ขายได้ราคา ทำให้ที่ผ่านมาเกษตรกรตระหนักและหันมาใช้กรดฟอร์มิกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่ผลิตและขายสารจับตัวยางบางราย มีการผลิตสารจับตัวยางที่มีส่วนผสมของซัลเฟตและเกลือคลอไรด์เพื่อช่วยให้ยางจับตัวเร็ว และมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ทำให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจผิด และนำมาใช้จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อทั้งคุณภาพยาง และสุขภาพของเกษตรกร ซึ่งจากการลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างสารจับตัวยางในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวมทั้งสิ้น 22 ตัวอย่าง พบว่า มีเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้นที่เป็นกรดฟอร์มิกแท้ความเข้มข้น 94% ตรงตามที่ระบุในฉลาก ส่วนอีก 8 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 36.4 เป็นกรดฟอร์มิกที่มีความเข้มข้นไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก มีความเข้มข้นเพียง 17.89 – 82.92 เท่านั้น และอีก 7 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 31.8 ที่เป็นกรดซัลฟิวริกพบระดับความเข้มข้นระหว่าง 36.17 – 99.74 โดยที่บนฉลากจะตั้งชื่อทางการค้าเป็นชื่ออื่นทั้งหมด และยังมีอีก 5 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 22.7 เป็นกรดฟอร์มิกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และกรดซัลฟิวริกผสมแคลเซียมคลอไรด์ และที่เหลืออีก 1 ตัวอย่างเป็นแคลเซียมคลอไรด์ล้วนๆ ที่มีความเข้มข้นสูงถึง 36.78%

          นอกจากนี้ จากการตรวจสอบปริมาณโลหะด้วยเครื่อง Atomic Absorption Spectroscopy ทั้งกรด     ฟอร์มิกปลอมและกรดอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุชนิดของสารเคมี พบโลหะธาตุของแคลเซียมตั้งแต่ระดับ 0.17 – 5,340 ppm แมกนีเซียมระหว่าง 0.11 – 49.28 ppm ธาตุเหล็ก 0.02 – 0.53 ppm และทองแดงน้อยกว่า 0.01ppm ซึ่งจากการศึกษาพบว่า หากน้ำยางมีปริมาณแคลเซียมเกิน 500 ppm  ขึ้นไป จะทำให้ยางขาดความยืดหยุ่น มีความหนืดต่ำ และมีความชื้นสูง  ซึ่งปริมาณโลหะธาตุที่อยู่ในน้ำยางจะส่งผลต่อรอยตำหนิ เป็ยรอยแตกที่เกิดขึ้นบนผลิตภัณฑ์ได้ทำให้แรงรับน้ำหนักบริเวณนั้นเสียไป โดยประเด็นสำคัญคือ เกษตรกรไม่สามารถแยกแยะได้ว่าขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกจริง ขวดไหนเป็นกรดฟอร์มิกปลอม ทำให้สร้างความสับสนให้เกษตรกร เพราะสารจับตัวยางที่ระบุว่ากรดฟอร์มิกนั้น ก็ยังไม่ใช่กรดฟอร์มิกตามที่ระบุ แต่ถึงแม้ว่าบางยี่ห้อเป็นกรดฟอร์มิกแต่ก็มีความเข้มข้นน้อยกว่าตามที่ระบุอยู่มาก รวมถึงมีการแจ้งจากกลุ่มเกษตรกรบางรายที่ใช้กรดฟอร์มิกปลอมดังกล่าว พบว่าเกิดผลกระทบต่อผิวหนังอย่างรุนแรง เป็นแผลลึกเข้าไปในเนื้อ สร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางอีกด้วย
          นางปรีดิ์เปรม กล่าวย้ำว่า จากผลการศึกษาในครั้งนี้ นอกจากส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังเข้าข่ายการหลอกลวงผู้บริโภค และส่งผลในภาพรวมที่เสียหายต่อประเทศชาติ เพราะผลผลิตยางทางภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปีที่ผ่านมา มีปริมาณยางทั้งสิ้นประมาณ 636,531 ตัน และจากการใช้กรดปลอมทำให้ยางไม่ได้มาตรฐานกว่าร้อยละ 50 ซึ่งเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศผู้ส่งออกยางที่มีคุณภาพประเทศหนึ่งของโลก และเป็นความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม กยท. ในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลคุณภาพยางระดับประเทศ จะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพสารจับตัวยางเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบถึงการปลอมปนสารที่ไม่ได้มาตรฐาน และในอนาคตอาจมีมาตรกรในการควบคุมสารจับตัวยางทุกชนิดในเชิงการค้า ซึ่งอาจจะต้องหารือร่วมกับหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้ผลิตและจำหน่ายขึ้นทะเบียนกับ กยท. เพื่อทำการควบคุมคุณภาพยางในอนาคต

สหกรณ์พื้นที่1 จัดโครงการสหกรณ์รวมใจรักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272620

สหกรณ์พื้นที่1 จัดโครงการสหกรณ์รวมใจรักษ์น้ำ

สหกรณ์, พื้นที่, จัด, โครงการ, รวม, ใจรักษ์, น้ำ, สหกรณ์พื้นที่1

สหกรณ์พื้นที่1 จัดโครงการสหกรณ์รวมใจรักษ์น้ำ เพื่อพ่อของแผ่นดิน

                นายณรงค์พล  พัฒนศรี  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานฯได้จัดทำโครงการสหกรณ์รวมใจรักษ์น้ำ เพื่อพ่อของแผ่นดินขึ้น ซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสดงถึงพลังความสามัคคีของขบวนการสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่จะพร้อมใจกันร่วมทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานราชการของสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่  1 พร้อมด้วยสมาชิกของสหกรณ์เคหสถาน             คลองลัดภาชีพัฒนา จำกัด สหกรณ์การเกษตรภาษีเจริญ จำกัด สหกรณ์เคหสถานศิรินทร์และเพื่อน จำกัด จำนวน  36  คน  จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม  โดยจะลงพื้นที่ไปขุดลอกคูคลองบริเวณคลองครูสม ซอยเทิดไท 72 เขตภาษีเจริญ ในวันที่ 25 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 9.30  น. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้กับคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความสำคัญต่อการสัญจรและการใช้ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

                การขุดลอกคูคลองและการกำจัดวัชพืช จะส่งผลต่อระบบการบริหารจัดการน้ำ และการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของคนกรุงเทพมหานครด้วย ซึ่งในพื้นที่ของคลองคูสม อยู่ในเขตภาษีเจริญ  ปัจจุบันมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทั้งขยะ จอกแหนและผักตบชวา จำนวนมาก              เป็นอุปสรรคต่อการระบายและการไหลของสายน้ำในคลอง ทางสำนักงานฯจึงคาดหวังว่าการร่วมมือกันของตัวแทนสหกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานครที่จัดกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความใสสะอาดให้กับน้ำในลำคลองภาษีเจริญ              ลดปัญหาน้ำเน่าเสียและยังช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์ของคูคลองและบริเวณโดยรอบให้มีความสวยงามอีกด้วย                                 โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอุปกรณ์ในการขุดลอก  ปรับปรุง ทำความสะอาดคูคลอง  อาทิ  เรือเก็บขยะ มีดดรายหญ้า คราด และตะแกรงช้อนขยะจากสำนักงานเขตภาษีเจริญ จากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะร่วมรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวริมคูคลองภาษีเจริญได้เข้ามามี                ส่วนร่วม ด้วยการช่วยกันจัดเก็บผักตบชวาและดูแลภูมิทัศน์ในบริเวณลำคลองและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง             เพื่อเป็นการช่วยดูแลสภาพน้ำในลำคลองให้ใสสะอาด และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติของชุมชน                ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เปิดเวทีใหญ่ 2 ภาค ระดมเครือข่าย ขยายช่องทางสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272619

เปิดเวทีใหญ่ 2 ภาค ระดมเครือข่าย ขยายช่องทางสินค้าเกษตร

เกษตรอินทรีย์, เปิด, เวที, ใหญ่, ภาค, ระดม, เครือข่าย, ขยาย, ช่องทาง, สินค้า, เกษตร, เปิดเวทีใหญ่, ระดมเครือข่าย

สศก. เปิดเวทีใหญ่ 2 ภาค ระดมเครือข่าย ขยายช่องทางและโอกาสตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์

        สศก. ร่วม มกอช. จัดเวทีใหญ่ ระดมเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต เชื่อมโยงผู้ประกอบธุรกิจสินค้าอินทรีย์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคเหนือ พร้อมดึง Application line เพื่อเพิ่มช่องทางการติดต่อ       หวังเดินหน้าสร้างโอกาสและผลักดันการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้เพิ่มมากขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564

           นางจันทร์ธิดา  มีเดช  รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการ เกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เป็น 6 แสนไร่ และเพิ่มจำนวนเกษตรกรเป็น 3 หมื่นราย เพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออกเป็นร้อยละ 40 ต่อร้อยละ 60 ตลอดจนการเพิ่มกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโครงการเกษตรอินทรีย์ นับเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งกำหนดให้ปีนี้เป็น     ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ด้วยการทำงานบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อวันที่ 2และ วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา สศก. ได้ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดสัมมนาเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบธุรกิจสินค้าอินทรีย์           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดยโสธร และภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างโอกาสและสร้างความเชื่อมั่นทั้งในการหาตลาดรองรับ การให้ความรู้เรื่องการรับรองมาตรฐาน และแนวโน้มทางการตลาดสินค้าอินทรีย์ ผลักดันให้เกิดการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์และชนิดสินค้าของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น

การสัมมนาดังกล่าว มีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาจำนวนมาก ประกอบด้วย เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และสินค้าอินทรีย์ ผู้รวบรวมท้องถิ่น ผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ทั้งจากภายในและภายนอกพื้นที่    โดยรูปแบบการสัมมนา ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจสินค้าอินทรีย์แต่ละราย แจ้งความต้องการสินค้า หลักเกณฑ์ วิธีการรวบรวม เงื่อนไขต่างๆ เช่น ปริมาณ การส่งมอบ และมาตรฐานที่ต้องการในการรับซื้อ และให้ทางเกษตรกรได้เจรจา เสนอสินค้าตัวอย่าง หีบห่อผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ชา กระเจี๊ยบแห้ง ข้าวอบกรอบ ข้าวสารด้วยตนเอง ทำให้มีการตกลงสั่งซื้อสินค้า นัดหมายลงตรวจแปลง และนำสินค้าทดลองวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า อาทิ Top supermarket และ ร้านค้าของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ยังได้มีการเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารทาง Application line ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ในการติดต่อเสนอความต้องการและมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ร่วมกัน เช่น ข้าวหอมนิล ไรซ์เบอร์รี่ มาตรฐาน Organic Thailand ตามระบบที่พัฒนาขึ้นโดยสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM) รวมทั้ง ผักสลัด ผักกาดขาว เบบี้แครอท มะเขือเทศ ซึ่งได้มีการติดต่อลงแปลงเกษตรกร และมีผู้ประกอบการสั่งซื้อสินค้าอินทรีย์ภายหลังจากการสัมมนากับเกษตรกรเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะมีการซื้อขายสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการผลิตการปรับบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงผู้ประกอบธุรกิจสินค้าอินทรีย์โดยตรงอีกด้วย ซึ่งในส่วนของการจัดสัมมนาเครือข่ายเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบธุรกิจสินค้าอินทรีย์  สศก. จะดำเนินการจัดอีก 2 ครั้ง คือ ภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเดือนพฤษภาคม และ ภาคกลาง ที่จังหวัดลพบุรี ในเดือนมิถุนายน     อันเป็นการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์อย่างครบวงจร ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564

วอนเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา อดใจรอไปปลูกนาปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272608

วอนเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา อดใจรอไปปลูกนาปี

วอน, เกษตรกร, ลุ่มน้ำ, เจ้าพระยา, อดใจ, ปลูก, นาปี, อดใจรอไปปลูกนาปี

วอนเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา งดทำนาปรังรอบ 2 อดใจรอไปปลูกนาปีพร้อมกันทั้งระบบ

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ว่า ปัจจุบัน (ณ 12 เม.ย. 60) มีการทำนาปรังไปแล้ว 5.35 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ 2.68 ล้านไร่ (แผนกำหนดไว้ 2.67 ล้านไร่) ประกอบกับปัจจุบันมีการทำนาปรังรอบที่ 2 ไปแล้วกว่า 130,000 ไร่ ทำให้มีการดึงน้ำจากภาคการใช้น้ำอื่น ๆ ไปใช้ทำการเพาะปลูกมากขึ้น จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ลดพื้นที่การทำนาปรังรอบที่ 2 โดยขอให้อดใจรอไปทำนาปีพร้อมกันทั้งระบบ ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม 2560

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศว่า ปัจจุบัน (18 เม.ย. 60) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 42,295 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯรวมกัน มากกว่าปี 2559 รวม 7,248 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 18,476 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 36 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 11,203 ล้านลูกบาศก์เมตร) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ) รวมกันทั้งสิ้น 11,573 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯรวมกัน ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,848 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 4,877 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 27 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 2,029 ล้านลูกบาศก์เมตร) ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว ใช้น้ำไปแล้ว 6,251 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 105 ของแผนจัดสรรน้ำฯ จากแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ได้กำหนดไว้ ณ 1 พ.ย. 59 จำนวนทั้งสิ้น 5,950 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เนื่องจากมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเกินแผนไปมากถึง 2.68 ล้านไร่ ทำให้มีการดึงน้ำไปใช้มากเกินกว่าแผนที่วางไว้ ซึ่งคาดว่าการระบายน้ำตลอดฤดูแล้งนี้ จะอยู่ในเกณฑ์รวมกันประมาณ 6,650 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งอ่างเก็บน้ำต่างๆ ยังคงมีน้ำไหลลงอ่างฯอย่างต่อเนื่อง จึงคาดการณ์ได้ว่า ณ 1 พ.ค. 60 จะมีปริมาณน้ำคงเหลือใช้การได้ประมาณ 4,463 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าที่วางแผนไว้เดิมประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์เมตร(เดิมเตรียมน้ำไว้ใช้ต้นฤดูฝน 3,754 ล้านลูกบาศก์เมตร)

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำในช่วงต้นฤดูฝนปี 2560 เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนที่เหลือวางแผนสนับสนุนการเพาะปลูกในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แบ่งเป็นพื้นที่ตอนบนตั้งแต่นครสวรรค์ขึ้นไป ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่   เริ่มส่งน้ำทำการเพาะปลูกตั้งแต่ 1 เม.ย. 60 เป็นต้นมา ส่วนพื้นที่ดอนอีกประมาณ 1.92 ล้านไร่ ให้เริ่มเพาะปลูกเมื่อ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อใช้น้ำฝนเป็นหลักและเสริมด้วยน้ำจากระบบชลประทาน สำหรับในพื้นที่ตอนล่างตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำประมาณ 1.15 ล้านไร่ จะเริ่มส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 (นาปี) ตั้งแต่ 1 พ.ค. 60 เป็นต้นไป ได้แก่บริเวณทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งเชียงราก ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก ทุ่งบางบาล ทุ่งบางกุ้ง และทุ่งเจ้าเจ็ด เป็นต้น ส่วนในพื้นที่ดอนที่มีพื้นที่ประมาณ 4.27 ล้านไร่ ให้เริ่มทำการเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน เพื่อใช้น้ำฝนเป็นหลักและเสริมด้วยน้ำจากระบบชลประทานเช่นกัน

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 13 -17 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา สภาพอากาศที่เอื้อต่อการทำฝนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงปฏิบัติภารกิจการทำฝน ซึ่งพบว่า มีจังหวัดที่มีวันฝนตกรวม 31 จังหวัด มีน้ำไหลเข้า 36 อ่างเก็บน้ำสำคัญ รวม 123.63 ล้าน ลบ.ม. โดยสามารถแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ 42.19 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 11.30 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6.59 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 1.33 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 62.22 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้า 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) เปรียบเทียบกับปริมาณน้ำในช่วงเวลาเดียวกัน ปี 2559/60 มีปริมาณน้ำมากกว่าปี 2558/59 และจากรายงานสถานการณ์หมอกควันของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด (ณ วันที่ 18 เมษายน 2560) พบว่า ในแต่ละจังหวัดที่ประสบปัญหาหมอกควัน มีค่ามาตรฐานฝุ่นละอองในอากาศ หรือ PM10 ไม่เกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งเป็นคุณภาพอากาศที่ดี ไม่มีผลต่อสุขภาพของประชาชน ส่วนในด้านการยับยั้งพายุลูกเห็บ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ก็ได้ช่วงชิงโอกาสในการปฏิบัติการฝนหลวง ปฏิบัติภารกิจจนเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติได้อีกเช่นกัน สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ปัญหาหมอกควัน พายุลูกเห็บ และสามารถเติมน้ำในเขื่อน ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและพื้นที่การเกษตร ได้อย่างประสบความสำเร็จ

เผยสถานการณ์ภัยแล้งปี 60 น้อยกว่าปีที่ผ่านมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272607

เผยสถานการณ์ภัยแล้งปี 60 น้อยกว่าปีที่ผ่านมา

เผย, สถานการณ์, ภัยแล้ง, น้อยกว่า, ที่ผ่านมา, น้อยกว่าปีที่ผ่านมา

เผยสถานการณ์ภัยแล้งปี 60 น้อยกว่าปีที่ผ่านมา หลังแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ

            พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรงไม่มากนัก มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 59 จำนวน 1 จังหวัด 3 อำเภอ 13 ตำบล 85 หมู่บ้าน คือ จ.สระแก้ว ในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.ตาพระยา มีพื้นที่นาข้าวเสียหายสิ้นเชิง 100,476.50 ไร่ เกษตรกร 6,106 ราย วงเงินช่วยเหลือตามระเบียบฯ 111.83 ล้านบาท ซึ่งวันที่ 19 เม.ย. 60 ได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือตามระเบียบฯ ให้เกษตรกรแล้ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจึงได้ประกาศยกเลิก จ.สระแก้ว เป็นเขตให้ความช่วยเหลือฯ

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ประกาศภัยแล้ง ณ วันเดียวกัน (19 เม.ย. 60) ระหว่าง ปี 2555 – 2560 พบว่าปีนี้มีน้อยกว่าปีก่อน ๆ มาก อาทิ ปี 2555 ประกาศ 42 จังหวัด 334 อำเภอ 2,442 ตำบล 25,434 หมู่บ้าน ปี 2556 ประกาศ 47 จังหวัด 494 อำเภอ 3,383 ตำบล 33,611 หมู่บ้าน ปี 2557 ประกาศ 42 จังหวัด 288 อำเภอ 1,765 ตำบล 16,960 หมู่บ้าน ปี 2558 ประกาศ 34 จังหวัด 211 อำเภอ 1,136 ตำบล 10,288 หมู่บ้าน ปี 2559 ประกาศ 27 จังหวัด 136 อำเภอ 614 ตำบล 4,911 หมู่บ้าน และ ปี 2560 ไม่มีพื้นที่ประกาศภัยแล้ง

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ประกาศภัยแล้งมีน้อยกว่าปีก่อน ๆ ประกอบด้วย 1) แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558 – 2569 ซึ่งรัฐบาลได้เร่งทำเป็น 4 เท่าของรัฐบาลที่ผ่านมา สามารถเพิ่มปริมาณต้นทุน ได้ 2,069.30 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ได้ 1.59 ล้านไร่ ตลอดจนเพิ่มประปาหมู่บ้านได้ 5,911 หมู่บ้าน เหลืออีก 1,579 หมู่บ้าน จะแล้วเสร็จในปี 2560 2) การบริหารจัดการน้ำที่บูรณาการ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในช่วงฤดูน้ำหลากระบายน้ำส่วนหนึ่งลงทะเล และเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ไว้ใช้ในฤดูแล้ง เช่น พื้นที่บางระกำ ผันน้ำเก็บในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง บึงตะเคร็ง บึงระมาณ และ บึงขี้แร้ง พื้นที่ปากพนัง เก็บน้ำไว้ในลำคลอง จ.นครศรีธรรมราช ไม่ระบายลงทะเลทั้งหมด

ส่วนในช่วงฤดูแล้ง วางแผนจัดสรรน้ำตามปริมาณน้ำที่มี และควบคุมการน้ำใช้น้ำให้เป็นไปตามแผน 3) ปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 60 โดยเน้นที่การเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนที่น้ำน้อย สร้างความชุ่มชื้นพื้นที่การเกษตร บรรเทาหมอกควัน และสลายลูกเห็บ 4) กระทรวงเกษตรฯ ได้เสนอ ครม. เห็นชอบ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 60 เพื่อดำเนินมาตรการป้องกัน/บรรเทาภัยแล้ง ปี 2559/60 จำนวน 6 มาตรการ 29 โครงการ 5) ตามที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการพัฒนาตามความต้องการของชุมชน ทำให้มีแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง และปลูกพืชอื่น ๆ ที่ใช้น้ำน้อย เช่น กล้วย เป็นต้น รวมทั้งการเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่แล้งซ้ำซากกว่า 6,000 แห่ง และ 6) การบริหารจัดการของจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดในการดำเนินการมาตรการป้องกัน/ยับยั้งภัยแล้งอย่างได้ผล