ก.เกษตรพอใจผลการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนช่วงวันหยุดสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272528

ก.เกษตรพอใจผลการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนช่วงวันหยุดสงกรานต์

กเกษตรฯ, เกษตร, พอใจ, การ, จัดตั้ง, ศูนย์, บริการ, ประชาชน, ช่วง, วันหยุด, สงกรานต์

ก.เกษตรพอใจผลการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนช่วงวันหยุดสงกรานต์

             กระทรวงเกษตรฯ พอใจผลการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนช่วงวันหยุดสงกรานต์ 12 – 17 เม.ย.ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้ารับบริการ 73,600 ราย ยอดจำหน่ายสินค้าเกษตรกว่า 840,000 บาท

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12 – 17 เมษายนที่ผ่านมา ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งศูนย์บริการประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. บริเวณริมถนนสายหลักสายรอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกและบริการประชาชนในการเดินทางช่วงวันหยุดสงกรานต์ และเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรในท้องถิ่น

โดยสรุปผลการจัดตั้งศูนย์ฯ 220 จุดทั่วประเทศ และจุดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร 71 จุด มีประชาชนเข้ารับบริการรวม 73,607 ราย แบ่งเป็น ภาคเหนือ 29,816 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,044 ราย ภาคกลาง 16,609 ราย และภาคใต้ 13,138 ราย และมียอดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร รวม 837,588 บาท แบ่งเป็น ข้าว 180,180 บาท พืชผลการเกษตร 175,224 บาท สินค้าประมง/ปศุสัตว์ 31,381 บาท และสินค้าแปรรูป/หัตถกรรม 450,803 บาท ซึ่งถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนน อันเกิดจากความอ่อนล้า-อ่อนเพลียจากการเดินทาง รวมทั้งเป็นช่องทางให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ณ ศูนย์บริการฯ ดังกล่าวอีกด้วย

กรมฝนหลวงฯ ช่วยพื้นที่การเกษตรมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272423

กรมฝนหลวงฯ ช่วยพื้นที่การเกษตรมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา

กรม, ฝนหลวง, ช่วย, พื้นที่, การเกษตร, มันสำปะหลัง, นครราชสีมา, กรมฝนหลวงฯ, จนครราชสีมา

กรมฝนหลวงฯ ช่วยพื้นที่การเกษตรมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา

               วันที่ 19 เมษายน 2560  นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและ   การบินเกษตร กล่าวว่า จากรายงานการขอรับบริการฝนหลวงวันที่ 16 – 18 เมษายน 2560 ในพื้นที่        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ขอรับบริการจากอำเภอสูงเนินและโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา จึงมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือจังหวัดนครราชสีมา ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรและพื้นที่การเกษตรเป้าหมาย

โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 18 เมษายน 2560 พบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอสูงเนิน ปักธงชัย ขามทะเลสอ โนนไทย โนนสูง โชคชัย และอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา สามารถช่วยเหลือพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรที่ขอรับบริการฝนหลวงมาได้    ส่วนในภาคต่างๆ ที่มีการปฏิบัติภารกิจในวันดังกล่าว ภาคเหนือ มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และอำเภอสอง จังหวัดแพร่ ภาคกลาง มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอเลาขวัญ ห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอดอนเจดีย์ อู่ทอง หนองหญ้าไซ ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี      และพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน รวมถึงบริเวณพื้นที่อำเภอตาคลี ตากฟ้า พยุหะคีรี ไพศาลี ท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอวิเชียรบุรีและบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์

ส่วนทางภาคตะวันออก มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอปลวกแดง วังจันทร์ เขาชะเมา แกลง จังหวัดระยอง อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี       และพื้นที่ลุ่มรับน้ําอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ดอกกราย หนองปลาไหล คอลงใหญ่ และประแสร์ และภาคใต้มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่การเกษตรอำเภอแก่งกระจาน ท่ายาง หนองหญ้าปล้อง ชะอํา จังหวัดเพชรบุรี อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานและเขื่อนปราณบุรี ทั้งนี้           ในส่วนของพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงทางภาคเหนือ สามารถปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปางได้ ขณะเดียวกันกรมฝนหลวงฯ จะพยายามปฏิบัติการฝนหลวงให้ตกทุกพื้นที่ตามที่มีการขอรับบริการฝนหลวงให้ทั่วถึงต่อไป

‘อำนวย’ ชี้ประเด็นหลักปฏิรูปประเทศต้องมุ่งสู่ภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272228

‘อำนวย’ ชี้ประเด็นหลักปฏิรูปประเทศต้องมุ่งสู่ภาคการเกษตร

สภาเกษตรกร, อำนวย , ชี้, ประเด็นหลัก, ปฏิรูป, ประเทศ, ต้อง, มุ่ง, สู่, ภาค, การเกษตร

‘อำนวย’ ชี้ประเด็นหลักปฏิรูปประเทศต้องมุ่งสู่ภาคการเกษตร

            นายอำนวย ปะติเส สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นต้นมา ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ระยะที่2 ของการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน การปฏิรูปก็คือการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างหลายๆเรื่องที่ต้องแก้ ประเทศไทยเป็นประเทศสินค้าเกษตรประเด็นหลักของการปฏิรูปต้องมุ่งไปสู่ภาคเกษตรอย่างแน่นอน ในภาคเกษตรนั้นตัวแทนของเกษตรกรที่กฎหมายรองรับอยู่นั่นคือ ‘สภาเกษตรกรแห่งชาติ’ ในระดับชาติ และ ‘สภาเกษตรกรจังหวัด’ในระดับจังหวัด เพราะฉะนั้นการปรับตัว การติดตามสถานการณ์ในเชิงนโยบายของรัฐเพื่อที่จะเข้าไปสู่การแก้ปัญหาในระยะที่ 2 การปฏิรูปโครงสร้างระยะที่ 2 ก็มีความจำเป็นที่เกษตรกรต้องคอยติดตามสถานการณ์ 

           ส่วนของสภาเกษตรกรฯได้มีการประชุมในคณะกรรมการซึ่งมี 15 ชุด ในแต่ละชุดมุ่งเน้นไปสู่ปัญหาภาคเกษตรชุดของตัวเองและประสานงานกับภาครัฐเพื่อที่จะนำกฎหมาย นโยบายของราชการต่างๆของรัฐที่ออกมา ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความอยู่ดี กินดี ได้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายและนโยบายเหล่านั้น การปฏิรูประยะที่ 2 นี้จะเดินหน้าไปจนกระทั่งมีการเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งเสร็จก็จะเข้าสู่การปฏิรูประยะที่ 3 แล้วก็จะเป็นการส่งมอบงานของรัฐบาลคสช.ไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต่อไป ช่วงระยะเวลานี้ทุกคนจะต้องเอาใจใส่และปรับตัวเอง  ในด้านของสภาเกษตรฯเองจะยังคงอยู่เคียงข้างเกษตรกรด้วยมีองค์กรอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล และสมาชิกในระดับหมู่บ้านหลายแห่งจะนำพาเกษตรกรไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ยั่งยืน

           โดยช่วงนี้บทบาทในการขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญคือการออกกฎหมายส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ประมาณเดือนพฤษภาคม 2560 เกษตรกรที่ต้องทำสัญญากับผู้ซื้อทุกชนิดสินค้าเกษตรก็จะอยู่ในกลไกกฎหมายซึ่งเป็นการจัดระบบการผลิตกับระบบการตลาดให้สอดคล้องกันและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ   

          อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยคือการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบของเกษตรกรซึ่งเป็นนโยบายใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องขจัดไม่ให้มีปัญหาเงินนอกระบบอีกต่อไป  หากเกษตรกรมีปัญหาเรื่องหนี้สินทั้งในและนอกระบบให้สภาเกษตรกรฯในพื้นที่ประสานให้ความช่วยเหลือได้ เพราะรัฐบาลได้ทำการวางระบบปรับโครงสร้างแก้ปัญหาไว้ให้เกษตรกรแล้ว    สำหรับปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรในหลายพื้นที่ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของน้ำดื่ม น้ำใช้ ซึ่งสภาเกษตรกรฯได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานหน่วยปฏิบัติการเพื่อเติมน้ำดื่ม น้ำใช้ในพื้นที่ของเกษตรกรจากแหล่งน้ำที่อยู่ในพื้นที่หรือนอกพื้นที่ โดยเกษตรกรขอรับความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ของท่าน

                “ในทุกๆปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรสามารถพึ่งพาสภาเกษตรกรแห่งชาติได้ เพราะสภาเกษตรกรฯจะอยู่เคียงข้างเพื่อเพิ่มศักยภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปเพื่อเกษตรกรอย่างแท้จริง” นายอำนวยกล่าวปิดท้าย

ปลัดฯ ก.เกษตร นำทีมลงพื้นที่มหาชัยจัดระเบียบเรือประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272016

ปลัดฯ ก.เกษตร นำทีมลงพื้นที่มหาชัยจัดระเบียบเรือประมง

ปลัด, เกษตร, ทีม, พื้นที่, มหาชัย, จัดระเบียบ, เรือประมง, ปลัดฯ, กเกษตร

ปลัดฯ ก.เกษตร นำทีมลงพื้นที่ตรวจการดำเนินมาตรการบริหารจัดการเรือประมงที่สภาพเรือไม่ตรงกับทะเบียนเรือ

           เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2560 ณ ท่าเทียบเรือสหโรงน้ำแข็ง ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม นายธีรภัทร  ประยูรสิทธิ  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายธนพร  ศรียางกูร  ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมด้วยนายวิชาญ  อิงศรีสว่าง  ผู้ตรวจราชการกรมประมง  คณะเจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจการดำเนินตามแผนตรวจสอบเรือประมงภายใต้มาตรการบริหารจัดการเรือประมง เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

นายธีรภัทร  ประยูรสิทธิ  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากมาตรการบริหารจัดการกองเรือ ในช่วงที่ผ่านมา มีชาวประมงเกือบ 2 พันลำ ร้องเรียนผ่านสมาคมประมงแห่งประเทศไทยว่า ขอให้มีการตรวจวัดขนาดเรือประมงใหม่ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ได้แก่ กรมเจ้าท่า  กรมประมง  กองทัพเรือ มาตรวจวัดเรือประมงใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาการออกไปทำการประมงต้องแจ้งเข้า-ออกที่ศูนย์ PIPO หากขนาดเรือลำจริงไม่ตรงกับทะเบียนเรือจะไม่สามารถออกไปทำการประมงได้ ซึ่งจากการตรวจสอบผลการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายของทางการไทย พบว่า ยังมีผู้ลักลอบกระทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหลายฉบับที่ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการแก้ไข ดังนั้น ทางรัฐบาล จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการเรือที่ใช้ทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ เก็บรักษาสัตว์น้ำ อีกทั้ง ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้มีนโยบายตอกอัตลักษณ์เรือเพื่อยืนยันความมีอยู่จริงของเรือประมง

          ดังนั้น ทางรัฐบาล จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการเรือที่ใช้ทำการประมง ขนถ่ายสัตว์น้ำ เก็บรักษาสัตว์น้ำ ตลอดจนเรือที่ใช้ในการสนับสนุนการประมง และเร่งปรับปรุงมาตรการในการควบคุมให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรม และเฝ้าระวังมิให้เรือดังกล่าวไปทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

        โดยเมื่อวันที่ 3 เม.ย.60 ที่ผ่านมา พลเอกฉัตรชัย  สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรือประมง ร่วมกับกรมประมง และ ศปมผ. สำรวจ ตรวจเรือ และวัดขนาดพร้อมตอกอัตลักษณ์เรือประมงพาณิชย์และเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ เรือบรรทุกสินค้าประมงห้องเย็น เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น  เรือบรรทุกน้ำมันเพื่อการประมง เรือบรรทุกน้ำจืด หรือเรือที่ใช้ในการสนับสนุนการประมง ทั้งที่มีและไม่มีทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมง ที่เข้ามาร้องเรียนผ่านทางสมาคมการประมง และเรือที่สามารถสำรวจได้เพิ่มเติม ให้เสร็จสิ้น ภายใน 20 พ.ค. 60 เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการบริหารจัดการกองเรือประมงของไทย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะได้เริ่มดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบไปจนถึงวันที่ 20 พ.ค.60

         ทั้งนี้ ฝากถึงผู้ประกอบการเรือประมงและเรือที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากท่านพบว่ารายการในใบทะเบียนเรือ ใบอนุญาตใช้เรือ หรือใบอนุญาตทำการประมง ไม่ตรงกับสภาพเรือตามความเป็นจริงให้มาร้องขอต่อกรมเจ้าท่า เพื่อทำการตรวจสอบและทำเครื่องหมายที่แสดงอัตลักษณ์เรือ โดยเรือที่มีขนาด ตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ต้องมาดำเนินการตรวจสอบภายใน 30 วัน ส่วนเรือที่มีขนาดไม่ถึง 10 ตันกรอส หากผู้ประกอบการลำใดไม่แน่ใจขนาดของเรือ สามารถนำเรือมาให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนเรือประมงที่มีทะเบียนเรือแต่ไม่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงหรือเรือที่ถูกเพิกถอนทะเบียนแต่มีลำเรืออยู่จริงก็ต้องนำเรือมาให้คณะทำงานตรวจเรือและตอกอัตลักษณ์เรือภายในระยะเวลาและสถานที่ที่กำหนดเช่นเดียวกัน

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจ เติมน้ำในเขื่อนแม่กวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271920

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจ เติมน้ำในเขื่อนแม่กวง

กรม, ฝนหลวง, ปฏิบัติภารกิจ, เติม, น้ำ, เขื่อน, แม่, กวง, กรมฝนหลวงฯ

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจช่วงวันหยุดสงกรานต์ เติมน้ำในเขื่อนแม่กวงและช่วยเหลือพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงทางภาคเหนือ

               วันที่ 16 เมษายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง    และการบินเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงวันนหยุดเทศกาลสงกรานต์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยจากสถานการณ์น้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำแม่กวง ซึ่งมีระดับน้ำใช้การ   ในปริมาณน้อย ประกอบกับการขอรับบริการฝนหลวงจากเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร น่าน พิจิตร พิษณุโลก เชียงใหม ลำพูน เพชรบูรณ์ และแม่ฮ่องสอน จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมาย

โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 15 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ ปฏิบัติภารกิจบริเวณพื้นที่การเกษตรจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน พบว่า มีฝนตกเล็กน้อย-    ปานกลาง อำเภอกัลยาณิวัฒนาและแม่แจ่ม รวมถึงพื้นที่บริเวณเขื่อนแม่กวง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนหน่วยปฏิบัติการ     ฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก ปฏิบัติภารกิจบริเวณพื้นที่การเกษตรจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน พบว่า มีฝนตกเล็กน้อย-ปานกลาง บริเวณพื้นที่อำเภอวังทอง บางระกำ ชาติตระการ นครไทย และเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงจากเกษตรกร ทำให้การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวสามารถช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายได้

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการปฏิบัติภารกิจทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนลำตะคองและพื้นที่ใกล้เคียง และทางภาคกลาง ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่การเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม อ่างทอง และพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองและท่าจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่การเกษตรจังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ สิงห์บุรี ชัยนาท และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสัก     ชลสิทธิ์ ซึ่งผลปฏิบัติการพบว่า มีฝนตกเล็กน้อย-ปานกลาง ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว

อีกทั้งในด้านปัญหาหมอกควัน พบว่ามีสภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นส่วนใหญ่และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วยอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนและเกษตรกรใช้น้ำอย่างเหมาะสม และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ที่เพจ Facebook กรมฝนหลวงและการบินเกษตร หรือ เว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร

เปิดศูนย์“หม่อนไหม” โชว์งานวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271381

เปิดศูนย์“หม่อนไหม” โชว์งานวิจัย

หนองคาย, เปิด, ศูนย์, หม่อน, ไหม, โชว์, งานวิจัย, เปิดศูนย์หม่อนไหม, โชว์งานวิจัย, หม่อนไหม, ท่องโลกเกษตร

เปิดศูนย์“หม่อนไหม” โชว์งานวิจัย

          กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดศูนย์ฯหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติจ.หนองคาย(ส่วนแยก)บ้านหนองบัว ต.กวนวัน อ.เมืองหนองคายเพื่อโชว์ผลงานวิจัยเด่นและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนไหมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 7-17 เมษายน 2560  หวังยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจรและเชื่อมโยงสู่ประเทศเพื่อนบ้าน มีเป้าหมายเพื่อสร้างอาชีพและรายได้สู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

          ทีมงาน”ท่องโลกเกษตร”วันนี้พาลัดเลาะฝั่งโขงด้านจ.หนองคายเพื่อเยี่ยมชมศูนย์ฯหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติจ.หนองคาย นำโดย นายสัตวแพทย์ธนิต อเนกวิทย์ รองปลัดกระทรงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านหม่อนไหมเพื่อสนับสนุนศูนย์เรียนรู้และการท่องเที่ยวหม่อนไหมระหว่างวันที่ 7-17 เมษายน 2560 นี้

เปิดศูนย์“หม่อนไหม” โชว์งานวิจัย

           นายสัตวแพทย์ธนิตกล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการว่า  ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานจัดตั้งศูนย์บริการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว  จึงทำจัดโครงการนี้ขึ้นโดยเลือกจังหวัดหนองคาย เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับหม่อนไหมที่โดดเด่น เช่น การทอผ้าไหมลายโบราณ การเลี้ยงไหมไทยพื้นบ้าน ไหมป่าดาหลา และไหมป่าอีรี่ การใช้วัสดุธรรมชาติมาฟอกย้อมเส้นไหมและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม โดยบริเวณที่จัดกิจกรรมนั้นเป็นถนนริมแม่น้ำโขงเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางผ่านไปมาจะได้แวะมาท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะทำให้ประชาชนนักท่องเที่ยวได้รับความรู้ และส่งเสริมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หม่อนไหมของเกษตรกรช่วยสร้างรายได้ รวมถึงปลูกฝังให้ประชาชนและเยาวชนมีความรัก หวงแหนอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสืบสานด้านอาชีพนี้ให้คงอยู่ต่อไปด้วย

เปิดศูนย์“หม่อนไหม” โชว์งานวิจัย

            รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวต่อว่าการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้า นับเป็นอาชีพที่คงอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน นอกจากเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แล้วยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสนองต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์และสืบสานอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอผ้าไหมให้เป็นอาชีพที่อยู่คู่กับประเทศไทยสืบไป ซึ่งในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในอาชีพนั้น นอกจากมองถึงรายได้แล้ว ยังต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน

        “ในโอกาสช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ไทยพุทธศักราช 2560 นี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายจัดตั้งศูนย์บริการประชาชน จึงเป็นโอกาสอันดีที่กรมหม่อนไหมจะได้ช่วยเหลือ บริการ และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนควบคู่ไปกับการเผยแพร่ผลงานของกรมหม่อนไหมสู่ประชาชนเพื่อสนับสนุนศูนย์เรียนรู้และการท่องเที่ยวหม่อนไหมด้วย”รองปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าว

          นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่ากรมหม่อนไหม เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจรับผิดชอบงานหม่อนไหมทั้งระบบ ทั้งการวิจัย ส่งเสริมพัฒนา และงานด้านการอนุรักษ์หม่อนไหม จากผลการดำเนินงานดังกล่าว กรมหม่อนไหมได้มีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่สู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยการบูรณาการพื้นที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ซึ่งนอกจากจะเป็นการเผยแพร่ผลงานทางด้านหม่อนไหม เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์แล้ว ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้อีกทางหนึ่งแก่เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมในพื้นที่จังหวัดหนองคายอีกด้วย เนื่องจากจ.หนองคายนั้นถือเป็นเมืองน่าอยู่ประตูสู่อาเซียน เป็นจังหวัดที่มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับหม่อนไหมที่โดดเด่น ได้แก่ การทอผ้าไหมลายโบราณ การเลี้ยงไหมไทยพื้นบ้าน ไหมป่าดาหลา และไหมป่าอีรี่ การใช้วัสดุธรรมชาติมาฟอกย้อมเส้นไหม และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เป็นต้น

           “จังหวัดหนองคายมีพื้นที่ติดกับถนนสายหลัก และติดกับแม่น้ำโขง ซึ่งบุคคลที่สัญจรไปมาสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย และยังเชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย กรมหม่อนไหมจึงได้คัดเลือกพื้นที่ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคาย เป็นศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวหม่อนไหม และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และสนองนโยบายรัฐบาลในการให้บริการประชาชนช่วงสงกรานต์ปีนี้กรมหม่อนไหมจึงได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เปิดบ้าน ศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวหม่อนไหม การสร้างทายาทหม่อนไหม และเผยแพร่ผลงานของกรมหม่อนไหม ขึ้น ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ หนองคายขึ้น”

        อธิบดีกรมหม่อนไหมย้ำด้วยว่าสำหรับการจัดโครงการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหม่อนไหมและสร้างรายได้ให้เกษตรกรและได้เผยแพร่ผลงานวิจัยด้านหม่อนไหมและการนำไปใช้ประโยชน์ อีกทั้งยังสร้างการรับรู้งานด้านหม่อนไหมให้แก่ประชาชน และเพื่ออำนวยความสะดวก ความปลอดภัยให้กับประชาชน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ด้วย อย่างไรก็ตามการดำเนินงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดหนองคาย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคาย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดหนองคาย และชมรมรักษ์ผ้าไทยหนองคาย

             สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการอุทยานไหมป่าดาหลา ไหมอีรี่และไหมพื้นบ้าน นิทรรศการผ้าโบราณเมืองหนองคาย นิทรรศการ”ทายาทหม่อนไหมและจอมยุทน้อยร้อยล้าน มหาวิทาลัยขอนแก่นวิทยาเขตหนองคาย นิทรรศการฟองย้อมด้วยวัสดุย้อมสีจากธรรมชาติ สาธิตการแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม นักท่งอเที่ยวหรือผู้มาเที่ยวชมงานสามารถชิมผลหม่อนสดจากต้นหม่อนและัผลิตภัณฑ์อาหารจากหม่อนและไหม อาทิ น้ำมัลเบอรี่ น้ำดาหลาเบอรี่ ไอศกรีมโบราณจากน้ำมัลเบอรี่ ชาใบหม่อน แซนวิสแยมมัลเบอรี่ อาหารจากดักแด้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมคุณภาพในราคาถูกจากผู้ประกอบการและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จ.หนองคายโดยตรงอีกด้วย

ปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาย สร้างรายได้ครึ่งแสนต่อเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271550

ปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาย สร้างรายได้ครึ่งแสนต่อเดือน

เกษตรกรคนเก่ง, ปลูก, หน่อไม้ฝรั่ง, ขาย, สร้าง, รายได้, ครึ่ง, แสน, ต่อ, เดือน, ปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาย

ปลูกหน่อไม้ฝรั่งขาย สร้างรายได้ครึ่งแสนต่อเดือน

          หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่มีคุณภาพ ในประเทศไทยนิยมรับประทานแล้ว ยังสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้ด้วย โดยเฉพาะการส่งอออกผลผลิตสดและยังเป็นพืชผักทางเลือกอีกชนิดหนึ่งของเกษตรกรที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยมีการส่งเสริมแบบครบวงจรเพราะปัจจุบันปลูกกันมามากในภาคกลางและตลาดที่สำคัญได้แก่ญี่ปุ่น รองมาคือยุโรปและเอเชีย  และใน จ.เลย เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่เหมาะสม เกษตรกรลงมือปลูกกันมานานนับสิบปีจนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยการเปิดกว้างของตลาด
นางวาทินี  วันทองสังข์ บ้านเลขที่ 181/2 หมู่ 3 บ้านนาเจียง ต.โคกงาม อ.ด่านซ้าย จ.เลย เจ้าของสวนหน่อไม้ฝรั่ง ที่ปลูกมาเกือบ 10 ปีแล้วและทำรายได้เข้าครอบครัวเดือนละกว่า 4 หมื่นบาทเลยทีเดียว
เธอบอกว่า ได้เริ่มทำการไถ ปรับพื้นที่ดินของตนเองเมื่อปี 2544  ใช้เนื้อที่  2   ไร่ ติดกับถนนดำสายโคกงาม-นาข่า อ.ด่านซ้ายฯ อันเป็นพื้นที่โล่งไม่มีน้ำท่วมขัง ทำการปรับ ทำร่อง แปลงเพาะกล้าขนาด 1 X  10 เมตร  ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยมูลไก่  30 กก.ใช้น้ำหมักชีวภาพฉีดพ่น จะไม่สารเคมีแต่อย่างใด จากนั้นได้เอาปูนขาว  1 กก./แปลงมาผสมคลุกเคล้าลงไปด้วย โดยนอกจากทำแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งแล้ว บริเวณใกล้ๆกันยังขุดบ่อเอาไว้เลี้ยงปลาและเอาน้ำจากบ่อมารดแปลงหน่อไม้ฝรั่งด้วย โดยทุกร่องจะมีการต่อท่อพีวีซีเพื่อสูบน้ำจากบ่อมารดหน่อไม้ด้วย
ส่วนวัสดุที่นำมาปรับปรุงดินประกอบด้วย ปุ๋ยอินทรีย์ ปูนขาว สารสกัดจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นใช้กำจัดโรค กำจัดแมลง เช่น ฤดูฝนจะมีโรคใบไหม้ แก้โดยใช้ใบยูคาลิปตัส พืช ใบสับปะรด สะเดามาหมัก 2 วันก็นำมาพ่นมาฉีดก็หาย   ฤดูอื่นไม่ค่อยมีโรค  ฟาง จอบ คราด ไว้ใช้ในแปลงจากนั้น  นำเมล็ดมาหยอดหากมีมดหรือแมลงก็โรยด้วยปูนขาวบาง ๆจากนั้นกลบดินในร่องบางๆ ใช้ฟางข้าวคลุมทับพอประมาณ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มในระยะแรก  อย่าปล่อยให้แปลงแห้งประมาณ 10-15 วันเมื่อต้นกล้างอกก็เปิดฟางออกให้เหลือฟางบาง ๆเพื่อให้ต้นกล้าออกสะดวกให้น้ำสม่ำเสมอ การใส่ปุ๋ยก็ในระยะเจริญเติบโต หลังปลูก 1 เดือน  ระยะให้ผลใส่ปุ๋ยให้มีความสมบูรณ์ ระยะฟักตัว เมื่อเก็บหน่อไม้ได้ 60 วันก็ทำการตัดแต่งและพักต้น พรวนกิน ดายหญ้า ถอนวัชพืชออกในช่วงนี้  ทำการเพาะกล้า 2 เดือนและลงปลูกในแปลง 4 เดือน ดังนั้นประมาณ 1 ปี  จึงสามารถเก็บขายได้  เมื่อออกผลผลิตได้ 2 เดือน จะพัก 1 เดือน หรือ เก็บ 4 รุ่น/ปี สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเมื่ออากาศหนาวมากและอากาศร้อนจัดก็จะไม่ค่อยออกหน่อ  อากาศต้องปกติ
เธอแนะนำอีกว่า  การเก็บเกี่ยวควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8-1 ซม.ในปริมาณ 30%ของจำนวนต้นทั้งหมดในแปลง ทำการถอนโดยจับบริเวณโคนหน่อที่ดินกับดินแล้วรีบนำหน่อไม้ไปวางไว้ที่ร่ม ไม่ตากแดดและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ทำความสะอาดโคนหน่อด้วยน้ำสะอาด แล้วมาเรียงให้ปลายหน่อเสมอกันแล้วตัดส่วนที่ยาวไม่เท่ากันออกและคัดเกรด รัดด้วยหนังยาง เรียงผลผลิตโดยตั้งหน่อขึ้นเพื่อป้องกันหน่องอบรรจุในตระกร้าพลาสติกที่รองด้วยแผ่นฟองน้ำสะอาดคลุมด้วยผ้าขาวบางอีกชั้นหนึ่งและรวบรวมผลผลิตป้อนตลาด
“หน่อไม้ฝรั่งที่ตลาดต้องการสูงจะต้อง หน่อตรง ไม่คดงอ หรือแคระแกร็น ปลายหน่อแน่น ไม่บาน ความยาวของหน่อ 25 ซม.โดยมีส่วนเขียวไม่น้อยกว่า 19-25 ซม. แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อว่าเข้มงวดแค่ไหนด้วย ขนาดของหน่อแต่ละเกรดมีความสม่ำเสมอ   และที่สำคัญต้องสะอาด ปราศจากโรคและแมลง”วาทินี บอก
ส่วนตลาดที่เธอนำไปขายนั้น เธอบอกว่า อยู่ที่ตลาดในตัว อ.ด่านซ้าย ตลาดคอลงถมที่จัดขึ้นในท้องถิ่น ตลาดเย็น ตลาดสดและร้านค้ามารับซื้อ เมื่อก่อนนั้นส่งเข้าบริษัทฯแต่ผลผลิต ปริมาณของเราไม่เพียงพอต่อความต้องการของบริษัทฯ ด้านราคาขาย 60 บาท/กก.สำหรับหน่อใหญ่ ส่วนหน่อเล็ก 50 บาท/กก. มีรายได้วันละ 1,000 บาท หรือ 30,000- 40,000  บาท/เดือน

ก.เกษตรฯ เตรียมชี้ชะตา”3 สารเคมี”!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271479

ก.เกษตรฯ เตรียมชี้ชะตา”3 สารเคมี”!

เตรียมชี้ชะตา, พาราควอต, เกษตร, เตรียม, ชี้, ชะตา, สารเคมี, กเกษตรฯ, เตรียมชี้ชะตา3, 3 สารเคมี

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

              กระทรวงเกษตรฯ เตรียมชี้ชะตา 3 สารเคมี จับมือกรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมการแพทย์ ร่วมพิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนพิษตกค้างและสิ่งแวดล้อม ชงคณะกรรมการเฝ้าระวังวัตถุอันตราย ใช้ข้อมูลทางวิชาการและหลักเกณฑ์ 12 ข้อตามมาตรฐานFAOและWHO

              พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่ นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ร่วมเสวนาวิชาการ “การเกษตรไทยต้องพึ่งพาสารกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ” ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมวัชพืชแห่งประเทศไทย ประเด็นหนึ่งที่ได้มีการนำเสนอจากผู้ที่เข้าร่วมเสวนาครั้งนี้คือ สารเคมีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอไพรีฟอส ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมหารือกรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมการแพทย์ เพื่อร่วมพิจารณาผลกระทบต่อสุขภาพ ส่วนประเด็นสารพิษตกค้าง และสิ่งแวดล้อม เตรียมเสนอคณะกรรมการเฝ้าระวังวัตถุอันตรายพิจารณา โดยจะใช้ข้อมูลทางวิชาการและหลักเกณฑ์ 12 ข้อตามมาตรฐานFAOและWHO

             นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า มีการกล่าวว่าสารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายควรที่จะมีการพิจารณายกเลิกการใช้หรือไม่ รวมทั้งจากการที่ผู้แทนเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช(Thai-PAN)ได้แจ้งข้อคิดเห็นและแนวทางการจัดการสารเคมีทั้ง3 ชนิดดังกล่าว ของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมวัตถุอันตรายเป็นคณะกรรมการฯ และมีผู้แทนเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช(Thai-PAN)เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้เสนอแนวทางในการดำเนินการสารเคมีทั้ง 3 ชนิดไว้ ดังนี้

                   พาราควอทที่ประชุมมีข้อเสนอ ให้กำหนดระยะเวลายกเลิกการใช้ในปี 2562 เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นอีก 3 ปีโดยไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่มและไม่ต่ออายุทะเบียนเนื่องจากเป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง และมีประเทศต่างๆมากกว่า 40 ประเทศยกเลิกการใช้

                   ไกลโฟเสต ที่ประชุมมีข้อเสนอ ให้จำกัดการใช้อย่างเข้มงวด โดยห้ามใช้สำหรับการเกษตรในพื้นที่สูงและพื้นที่ต้นน้ำ ห้ามใช้ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งห้ามใช้ในพื้นที่สาธารณะ และเขตชุมชน โดยมีเหตุผล เนื่องจากองค์กรอนามัยโลกกำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง

                   คลอไพริฟอส ที่ประชุมมีข้อเสนอ ให้ยกเลิกการใช้ในบ้านเรือน.ส่วนการใช้ทางการเกษตรให้กำหนดระยะเวลายกเลิกการใช้ในปี 2562 เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นอีก 3 ปีโดยไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่มและไม่ต่ออายุทะเบียนและจำกัดการใช้อย่างเข้มงวดในภาคเกษตรห้ามใช้พืชผักและผลไม้โดยเด็ดขาด เนื่องจากพบการตกค้างของคลอร์ไพริฟอสอยู่ในกลุ่มสารเคมีที่ตกค้างสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากคาร์เบนดาซิม และสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และจีนออกข้อกำหนดห้ามใช้ในผักและผลไม้ทุกชนิดจนถึงหลายประเภท

                 “กรมวิชาการเกษตรได้รับฟังข้อเสนอของคณะกรรมการฯ และได้แจ้งว่า จะนำข้อมูลที่คณะกรรมการฯ เสนอมาทั้งหมดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ได้แก่ข้อมูลที่เกี่ยวกับอันตรายต่อสุขภาพ กรมวิชาการเกษตรจะให้ กรมอนามัย กรมควบคุมโรค และกรมการแพทย์ ซึ่งมีความชำนาญในเรื่องดังกล่าวพิจารณา ส่วนในเรื่องการใช้ทางการเกษตร พิษตกค้าง และด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตรจะมอบหมายให้คณะทำงานดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังซึ่งมีผู้แทนที่รับผิดชอบในแต่ละสาขาวิชาพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ โดยใช้หลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตรจำนวน 12 ข้อ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานFAOและWHOโดยกำหนดให้การพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2560”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ก.เกษตรฯ เร่งบรรเทาผลกระทบชาวประมงเครื่องมือโพงพาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271478

ก.เกษตรฯ เร่งบรรเทาผลกระทบชาวประมงเครื่องมือโพงพาง

เกษตร, เร่ง, บรรเทา, ผลกระทบ, ชาวประมง, เครื่องมือ, โพงพาง, กเกษตรฯ

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

              กระทรวงเกษตรฯ เร่งบรรเทาผลกระทบชาวประมงเครื่องมือโพงพาง หนุนช่วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ชวนชาวประมงให้ปรับเปลี่ยนอาชีพ

              นายปริญญา เพ็งสมบัติ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เครื่องมือโพงพางเป็นเครื่องมือการทำประมงที่มีประสิทธิภาพสูงในการจับสัตว์น้ำโดยไม่เลือกชนิดและขนาด เป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังขวางกั้นทางเดินของสัตว์น้ำ ตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำที่มีการโยกย้ายถิ่นฐานในการขยายพันธุ์ และกีดขวางการสัญจรทางน้ำ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการทำประมงของเครื่องมือประมงที่ถูกกฎหมาย การทำประมงโพงพางจึงก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการนำสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ ก่อนถึงขนาดแรกเริ่มสืบพันธุ์อย่างมาก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดย กรมประมงจึงร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบของชาวประมงเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างผิดวิธี โดยกำหนดมาตรการ ขั้นตอนและวิธีการ ในการแก้ไขปัญหาโพงพางทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมวางมาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวประมงโพงพางเพื่อปรับเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือทำการประมงที่ถูกกฎหมาย เช่น แห ข่าย ลอบ เบ็ด ฯลฯ หรือทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือปรับเปลี่ยนอาชีพเป็นกิจการอื่น ๆ เช่น การค้าขาย และงานบริการ เพื่อช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

           ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่าโพงพาง แบ่งออกเป็น3ประเภท คือ โพงพางหลัก โพงพางใต้น้ำ และโพงพางปีก แต่ที่พบมากที่สุดคือ โพงพางหลัก ซึ่งจะใช้อวนที่มีความยาวจากปากอวนถึงก้นถุงประมาณ25–50เมตร และความกว้างของปากจะใหญ่และค่อย ๆ ไล่เล็กลงมาตามลำดับ ยึดอยู่กับเสาหลัก2ต้น ส่วนขนาดความสูงของปากอวนใกล้เคียงกับระดับความลึกของลำน้ำช่วงขึ้นสูงสุด ประมาณ6–8เมตร เรียงกันเป็นแถว6-10ช่อง การดักโพงพางทำได้โดยใช้ปากอวนขนาดใหญ่ผูกติดกับเสาหลักในลักษณะหันปากอวนรับกระแสน้ำ ส่วนตัวอวนจะสอดเข้ากับไม้แล้วปักลงในดิน จึงดูเหมือนถุงขนาดใหญ่ที่เปิดปากอ้า เมื่อกระแสน้ำไหลก็จะพัดเอาสัตว์น้ำผ่านเข้าไปติดในถุงอวน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นช่วงค่ำคืน พอรุ่งเช้าก็ขึงกู้ก้นอวนขึ้นมาจับสัตว์น้ำที่ได้ไปจำหน่ายแล้วจึงมัดก้นถุงวางไปใหมด้วยลักษณะของวิธีการจับสัตว์น้ำแบบดังกล่าวโพงพางจึงเป็นเครื่องมือประมงที่สามารถทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างร้ายแรง โดยผิดกฎหมายตามมาตรา 67 (1) แห่ง พระราชกำหนดการประมง 2558ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทาการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า

              สำหรับชาวประมงโพงพางที่ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพ ภาครัฐได้มีนโยบายในการสนับสนุนเงินทุน ในโครงการสินเชื่อประมงไทยก้าวไกลสู่สากล เพื่อช่วยเหลือชาวประมงตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะทำการสนับสนุนเงินกู้ระยะยาว เป็นเวลา7ปี อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ4ต่อปี มีระยะปลอดเงินต้นและดอกเบี้ยในปีแรก เริ่มชำระในปีที่2เพื่อเปลี่ยนจากอาชีพโพงพางเป็นอาชีพอื่น ทั้งนี้ ชาวประมงโพงพางที่ได้รื้อถอนเครื่องมือแล้วสามารถลงทะเบียนได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่30เมษายน2560นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสินประจำจังหวัด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ก.เกษตร ฯ ร่วมกับ ศพก. จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (FIELD DAY)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271477

ก.เกษตร ฯ ร่วมกับ ศพก. จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (FIELD DAY)

วันถ่ายทอดเทคโนโลยี, เกษตร, ร่วมกับ, จัดงาน, วัน, ถ่ายทอด, เทคโนโลยี, Field, day, กเกษตร, ศพก

ก.เกษตร ฯ ร่วมกับ ศพก. จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day)

           กระทรวงเกษตร ฯ ร่วมกับ ศพก. จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ทั่วประเทศ เน้น”ถ่ายทอดความรู้แบบเห็นของจริง”

นายปริญญา เพ็งสมบัติ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมเกษตรเข้าสู่ฤดูกาลผลิตปี 60 จึงร่วมกับ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่ายในพื้นที่ทั่วประเทศ จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเผยแพร่ให้เกษตรกรรู้จักและใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่มีอยู่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) และมีหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้บริการด้านการเกษตรตามภารกิจ ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีผู้ร่วมวิเคราะห์ และวางแผนเพื่อเตรียมงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ประกอบด้วย คณะกรรมการ ศพก. เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ เจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ SC. (Single Command)

ด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เกษตรทุกตำบลร่วมกับคณะกรรมการ ศพก. และผู้เกี่ยวข้อง กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาสินค้าต่าง ๆ เช่น สินค้าหลัก สินค้ามีมูลค่าสูง สินค้าใหม่         หรือสินค้าที่มีปัญหาและจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยให้วิเคราะห์ความจำเป็นและกำหนดประเด็นที่จะถ่ายทอด พร้อมทั้งกำหนดสถานีเรียนรู้และวิทยากรในการถ่ายทอดความรู้ประจำสถานีให้สอดคล้องอีกด้วย นอกจากนี้ การจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field day) ในแต่ละแห่ง ยังให้บริการด้านการเกษตรของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งการจัดนิทรรศการให้ความรู้ที่เกี่ยวกับประเด็นในการถ่ายทอดความรู้ของหน่วยงานราชการ/รัฐวิสาหกิจ กลุ่ม/สถาบันเกษตรกร และภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุน อีกทั้งยังมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าของชุมชนเกษตรกรที่มาร่วมงาน และถ่ายทอดความรู้การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 60 อีกด้วย