ก.เกษตรฯ เน้นมาตรการมีส่วนร่วมของชุมชนกำจัดหนอนหัวดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271475

ก.เกษตรฯ เน้นมาตรการมีส่วนร่วมของชุมชนกำจัดหนอนหัวดำ

หนอนหัวดำ, เกษตร, เน้น, มาตรการ, มีส่วนร่วม, ของ, ชุมชน, กำจัด, หนอน, หัว, กเกษตรฯ

ก.เกษตรฯ เน้นมาตรการมีส่วนร่วมของชุมชนกำจัดหนอนหัวดำ

            กระทรวงเกษตรฯ เน้นมาตรการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นในการกำจัดหนอนหัวดำ พร้อมตรวจเข้ม/เผาทำลายมะพร้าวลักลอบนำเข้า ป้องกันไม่ให้มีศัตรูพืชกักกันเข้ามาแพร่ระบาดซ้ำ

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ อย่างเร่งด่วน โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ได้แก่ รัฐ ท้องถิ่นและชุมชน มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่กำหนดไว้ ทั้งใน ระดับจังหวัด โดยขอความร่วมมือทุกภาคส่วนและแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน มีคณะทำงานประกอบด้วย หน่วยงานที่เป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มีท้องถิ่นจังหวัดประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.,เทศบาล,อบต.) ตัวแทนเกษตรกร ตัวแทน ศพก. และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่จังหวัดเห็นสมควร มี เกษตรจังหวัด เป็นเลขานุการ และระดับชุมชน ใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนและอาสาสมัครเกษตร (อกม.) เป็นกลไกขับเคลื่อน

             นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า  คณะกรรมการฯระดับจังหวัด มีหน้าที่หลัก คือ 1) วางแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน 2) บริหารจัดการโครงการให้เกิดประสิทธิภาพ เร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จ เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มีความถูกต้องโปร่งใส รวมทั้งรับฟังและแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานต่าง ๆ 3) ประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับมาตรการโครงการ 4) กำหนดมาตรการทางการปกครอง แก้ไขปัญหาในพื้นที่ และ 5) สนับสนุนการใช้มาตรการทางกฎหมายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนด สำหรับคณะกรรมการฯระดับชุมชน มีหน้าที่ ติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืช สำรวจพื้นที่ระบาด และร่วมกันผลิตแตนเบียนบราคอนนำไปปล่อยในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยเฉลี่ยแต่ละศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน จะรับผิดชอบพื้นที่ระบาด 800 – 1,000 ไร่ และนำแตนเบียนไปปล่อยทุก 15 วัน เป็นเวลา  8 เดือน รวมจำนวน 16 ครั้ง หลังจากฉีดสารเคมีข้าลำต้น และพ่นทางใบผ่านไปแล้ว 15 วัน และขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.,เทศบาล,อบต.)  ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นด้วย อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวในที่สุด

ด้าน นายสุวิทย์  ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ด่านตรวจพืชท่าเรือสงขลา  กรมวิชาการเกษตร ได้รับการประสานงานจากด่านศุลกากรสงขลา เพื่อรับมอบของกลาง มะพร้าวลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ผ่านการตรวจจากศุลกากรจำนวน 13,000 ลูก คิดเป็นมูลค่า  3,900,000 บาท เนื่องจากมะพร้าวเป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2551 ซึ่งการนำเข้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขประกาศกรมวิชาการเกษตร  สำหรับการตรวจการนำเข้ามะพร้าวเมื่อถูกขนส่งมาถึงด่านนำเข้าในประเทศไทย ลำดับแรกเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทั้งหมดที่แนบมากับสินค้า หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะสุ่มตัวอย่างมะพร้าวว่ามีศัตรูพืชหรือไม่ หากตรวจพบศัตรูพืชมีชีวิตจะส่งตัวอย่างศัตรูพืชไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อจำแนกชนิดและต้องกักมะพร้าวไว้จนกว่าจะทราบผลจากห้องปฏิบัติการ แต่หากตรวจพบศัตรูพืชที่เป็นศัตรูพืชกักกันของไทยจะส่งสินค้ากลับ ทำลาย  หรือกำจัดศัตรูพืชบนมะพร้าวโดยผู้นำเข้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทำลายดังกล่าว และกรมวิชาการเกษตรจะแจ้งให้ประเทศผู้ส่งออกทราบถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้วย หากยังพบไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขอาจระงับการนำเข้ามะพร้าวของประทศนั้นๆ ได้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าว.

กยท. เปิดรับงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา จัดสรรทุนประจำปีงบ 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271467

กยท. เปิดรับงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา จัดสรรทุนประจำปีงบ 2561

กยท, เปิดรับ, งานวิจัย, เกี่ยวกับ, ยางพารา, จัดสรร, ทุน, ประจำปี,  2561, กยท

กยท. เปิดรับงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา จัดสรรทุนประจำปีงบ 2561

 

               การยางแห่งประเทศไทย ประกาศจัดสรรทุนส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ประจำปี 2561 ตามมาตรา 49(4) เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ มุ่งพัฒนาและส่งเสริมการวิจัยยางพาราทั้งระบบครบวงจร

             ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 จัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุน และจัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย พัฒนา และเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวยางพารา ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนด้านการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับยางพารา มาตรา 49 (4) ด้านการผลิต เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ประกาศการจัดสรรทุนส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ปีงบประมาณ 2561 ให้ผู้ที่สนใจสามารถเสนองานวิจัย    ที่มีความสอดคล้องตามยุทธศาสตร์ ของ กยท. ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การสร้างรายได้จากการบริการและดำเนินการ ซึ่งจะเป็นการวิจัยเรื่องของการหารายได้จากการประกอบธุรกิจจากทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่ การสร้างรายได้จากโอกาสในธุรกิจใหม่ ลดค่าใช้จ่ายและปรับโครงสร้างหนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนายางพาราตลอดห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งกลยุทธ์ที่ใช้จะต้องสร้างกลไกเรื่องการรักษาเสถียรภาพราคายาง สามารถสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ พร้อมทั้งยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแวดวงยางพาราทั้งหมด ยุทธศาสตร์ที่ 3 การวิจัยและพัฒนาเพื่ออนาคต เป็นการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย การถ่ายทอดงานวิจัยยาง รวมไปถึงการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อการวิจัยและพัฒนา ยุทธศาสตร์ที่ 4 การหลอมรวมองค์ให้เป็นหนึ่ง เพื่อการบริหารมุ่งสู่ความเป็นเลิศ มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาระบบสารสนเทศ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร และการหลอมรวมเพื่อการเป็นหนึ่ง

             ดร. ธีธัช กล่าวต่อว่า กยท. หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นงานวิจัยที่จะเกิดขึ้นเพื่อมุ่งเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่สนใจในเรื่องยางพารา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การผลิต การแปรรูป อุตสาหกรรม การตลาด การประกอบธุรกิจ เพื่อเป็นการยกระดับราคายางให้มีเสถียรภาพ รวมไปถึงการวิจัยที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการองค์กรเพื่อความเป็นหนึ่งเดียว

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบขอบเขต คุณสมบัติ และหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณา ข้อเสนองานวิจัย ได้ที่หน้าเว็บไซด์ www.raot.co.th และนำเสนอข้อเสนองานวิจัย มาที่กองบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย อีเมล์ : researchraot@gmail.com ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ก่อนเวลา 16.30 น.

“พาณิชย์’นัดถก18เม.ย.อุดช่องโหว่หวั่นซ้ำรอย”ซินแสโชกุน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271464

“พาณิชย์’นัดถก18เม.ย.อุดช่องโหว่หวั่นซ้ำรอย”ซินแสโชกุน”

พาณิชย์นัดถก, หวังซ้ำรอย, ถก 18 เมย ศกนี้   อุดช่องโหว่, กุล, ขานรับ, ข้อ, สั่งการ, นายกฯ, ดูแล, ใกล้ชิด, เข้ม, บริษัท, จดทะเบียน, เวลท์, เวอร์, เข้มบริษัทจดทะเบียน, หวั่นซ้ำรอย, เวลท์เอเวอร์, พาณิชย์นัดถก18เมยอุดช่องโหว่ซ้ำรอย, ถก 18 เม, พาณิชย์, นัด, เมย, อุด, ช่องโหว่, หวั่น, ซ้ำรอย, ซินแส, โชกุน

“พาณิชย์’ นัด”สตช.-สคบ.-มท.-ท่องเที่ยวฯ” ถก 18 เม.ย. 60 อุดช่องโหว่ “บริษัทผี” หวังซ้ำรอย “ซินแสโชกุน”

            กระทรวงพาณิชย์ ขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ดูแลบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด กำหนดมาตรการเข้ม อุดช่องโหว่-ปิดช่องว่าง หลัง บจ.เวลท์เอเวอร์ สร้างแรงกระเพื่อมด้านลบให้แวดวงธุรกิจไทย พร้อมเป็นเจ้าภาพประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูลตรวจสอบบริษัทเข้ม เฝ้าระวัง และตัดวงจรมิจฉาชีพเตือนภัยประชาชน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด มีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนโดยการลอยแพนักท่องเที่ยวชาวไทย กลางสนามบินสุวรรณภูมิจนไม่สามารถเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นได้ ซึ่งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี มีความเป็นกังวลและต้องการให้มีระบบการตรวจสอบล่วงหน้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในทำนองเดียวกับ บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด อีก จึงได้สั่งการและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เร่งหามาตรการควบคุม อุดช่องโหว่-ปิดช่องว่าง มิให้บริษัทที่ได้จดทะเบียนนำธุรกิจมาหาประโยชน์โดยมิชอบหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป และเป็นเจ้าภาพหารือเกี่ยวกับการบูรณาการข้อมูลการจดทะเบียนธุรกิจ/การขออนุญาตประกอบธุรกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงานให้มีการเชื่อมโยงและสามารถตรวจสอบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวังและตัดวงจรมิจฉาชีพในคราบนักธุรกิจ

‘ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นเจ้าภาพหลักจัดประชุมหารือเพื่อกำหนดมาตรการ แนวทาง และวิธีป้องกัน/ป้องปรามเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ในวันอังคารที่ 18 เมษายน 2560 นี้ ที่กระทรวงพาณิชย์’ นางอภิรดี กล่าว

นางอภิรดี  กล่าวอีกว่า  ขณะนี้ได้เชิญหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ฯลฯ เข้าร่วมประชุมหารือ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลในการจดทะเบียน/การขออนุญาตประกอบธุรกิจที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบอยู่ให้เป็นหนึ่งเดียว และสามารถตรวจสอบข้อมูลได้โดยง่าย โดยเฉพาะข้อมูลและประวัติของผู้กระทำความผิดที่มาสวมรอยขอจดทะเบียนนิติบุคคล หรือ ขออนุญาตประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรมิจฉาชีพในคราบธุรกิจที่จะเข้ามาหากินและหลอกลวงประชาชน ตลอดจนการทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจไทย

นายอภิรดี  กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จะร่วมกันกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดฐานหลอกลวงประชาชนหรือฐานความผิดอื่นๆ เพื่อเป็นการป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าว ซ้ำรอยขึ้นอีก

” ทั้งนี้ รัฐบาลมีความห่วงใยประชาชน และ ผู้ประกอบธุรกิจทุกระดับ ซึ่งปัจจุบันรูปแบบธุรกิจ มีความหลากหลายจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ผู้ซื้อ/ผู้ขายหรือการติดต่อธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ยากแก่การตรวจสอบ รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เกินจริงอาจทำให้เกิดการหลอกลวงและเกิดความเสียหายในวงกว้าง ดังนั้น การตัดวงจรที่มิชอบด้วยกฎหมายโดยการบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงาน และทุกฝ่ายจะสามารถบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม”นางอภิรดี กล่าว

หนุนปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทดแทนนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271327

หนุนปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทดแทนนาปรัง

หนุน, ปลูก, พืช, ใช้, น้ำ, น้อย, ทดแทน, นาปรัง, ทดแทนนาปรัง

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ผลการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายฤดูนาปรัง ปี2560เกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า38,700ราย พื้นที่กว่า185,900ไร่ ในพื้นที่20จังหวัดเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา แจง ภาครัฐต้องเน้นย้ำการเตรียมการให้ความรู้ และข้อมูลการผลิตการตลาดแก่เกษตรกรเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยในการตัดสินใจก่อนปรับเปลี่ยนมาสู่รูปแบบการผลิตที่ไม่คุ้นเคยแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

             นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลายฤดูนาปรัง ปี2560ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน เพื่อลดรอบการทำนาปรังและสร้างรายได้จากการปลูกพืชอื่นทดแทนในพื้นที่จังหวัดเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ด้วยการแนะนำให้ชาวนาปลูกพืชทางเลือกอื่นๆ ที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และพืชผักต่างๆ ทดแทนการทำนาปรังในช่วงเดือนพฤศจิกายน2559ถึงเมษายน2560โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ไร่ละ2,000บาท ครัวเรือนละไม่เกิน5ไร่

           โครงการดังกล่าวเริ่มเมื่อเดือนกันยายน2559จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรที่สนใจและได้ยืนยันการปลูกแล้วกว่า38,700ราย คิดเป็นพื้นที่กว่า185,900ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่20จังหวัด เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจังหวัดที่มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวนมาก ได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท เป็นต้น

                จากการลงพื้นที่ของ สศก.เพื่อสำรวจข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ช่วงปลายเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนเมษายน2560ในพื้นที่ตัวอย่าง13จังหวัด พบว่า เกษตรกรสามารถทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตมาจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้แล้ว โดยเฉพาะที่มีการเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม2559ในเบื้องต้นมีความพอใจกับรายได้ที่ได้รับ และเห็นว่าปัญหาภัยแล้งในช่วง2ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความตระหนักและสนใจที่จะหันมาปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา เพราะนอกจากช่วยให้มีรายได้เสริมแล้ว ยังช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้นด้วยจากการปลูกพืชหมุนเวียน ซึ่งในส่วนของค่าใช้จ่ายที่โครงการจะสนับสนุนนั้น เกษตรกรจะนำมาเป็นเงินลงทุนเพื่อการทำการเกษตรในฤดูฝนที่จะถึงนี้เป็นหลัก

            อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะบูรณาการร่วมกันในการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพแบบต่อเนื่อง ทั้งด้านเตรียมการให้ความรู้ และข้อมูลด้านการผลิตและการตลาดก่อนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนมาสู่รูปแบบการผลิตใหม่เพื่อลดปริมาณข้าวในช่วงแล้ง และสร้างรายได้ทางเลือกอื่นให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯ ย้ำเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีน้ำอยู่ในระบบชลประทานเพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271307

กรมชลฯ ย้ำเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีน้ำอยู่ในระบบชลประทานเพียงพอ

กรมชล, ย้ำ, เทศกาล, สงกรานต์, นี้, น้ำ, อยู่, ระบบ, ชลประทาน, เพียงพอ, กรมชลฯ

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

               กรมชลประทานร่วมสนับสนุนเทศกาลสงกรานต์   ตั้งจุดบริการประชาชน 126  แห่งทั่วประเทศ หวังช่วยลดอุบัติเหตุ   พร้อมยืนยันปริมาณน้ำที่จัดสรรตามแผนเพียงพอสำหรับการเล่นสงกรานต์  แต่ขอให้ใช้น้ำอย่างประหยัด       

นายสัญชัย เกตุวรชัย  อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า ตามที่พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งศูนย์บริการประชาชน เพื่ออำนวยความความสะดวก   ในส่วนของกรมชลประทานได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานและโครงการชลประทานที่มีที่ตั้งริมถนนสายหลักและสายรอ จัดตั้งศูนย์ให้บริการประชาชนกระจายทั่วประเทศ จำนวน 126 แห่ง  ระหว่างวันที่ 12 – 17 เมษายน 2560 ช่วงเวลา 08.30 -16.30 น.  เพื่อให้ประชาชนที่เดินทางไปท่องเที่ยว หรือ กลับภูมิลำเนาได้จอดรถพักผ่อนระหว่างทาง ช่วยลดอุบัติเหตุ

สำหรับศูนย์บริการประชาชนของกรมชลประทานทั้ง 126  แห่งนั้น  จะจัดเจ้าหน้าที่คอยให้บริการ  พร้อมจัดน้ำดื่ม  อาหารว่างตามความเหมาะสม  และจัดห้องน้ำสะอาดไว้คอยบริการ  รวมทั้ง ในบางศูนย์บริการจะมีการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรในราคาถูก เพื่อเป็นช่องทางกระจายสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรในท้องถิ่นด้วย เช่น ข้าวสาร ผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต่างๆ

“สำหรับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ประชาชนสามารถใช้น้ำที่อยู่ในระบบชลประทาน ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรไว้เพื่อการรักษาระบบนิเวศ  ควบคู่กับการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ไว้แล้ว  ซึ่งจะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับ เล่นสงกรานต์อย่างแน่นอน

แม้ในปีนี้ ในพื้นที่ชลประทานจะไม่มีการประกาศพื้นที่ภัยแล้ง แต่พื้นที่นอกเขตชลประทานได้มีการประกาศให้ 105 อำเภอ 34 จังหวัด เป็นพื้นที่ต้องเฝ้าระวังในเรื่องขาดน้ำอุปโภค บริโภค  ดังนั้นประชาชนทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในอนาคตให้ได้มากที่สุด” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

เกษตรฯมอบ “เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ให้เกษตรกรสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271306

เกษตรฯมอบ “เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ให้เกษตรกรสีเขียว

เกษตรกรสีเขียว, เกษตร, มอบ,  เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ , ให้, เกษตรกร, สีเขียว

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

                  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญในการเลือกบริโภคสินค้าที่ผลิตด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการใช้เทคโนโลยีที่สะอาด อีกทั้งตลาดในต่างประเทศเริ่มมีการตั้งมาตรฐานในด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ เครื่องหมายลดโลกร้อนจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่าตัวผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงโดยจะใช้กระบวนการผลิตเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณา สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ได้

                  นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงได้จัดโครงการเมืองเกษตรสีเขียวขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตสินค้าจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอุตสาหกรรมประมง โดยมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งภายใต้โครงการเมืองเกษตรสีเขียวได้มีการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการและจัดส่งเจ้าหน้าที่กรมประมงในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์มาวิเคราะห์ค่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตสินค้าประมง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในผลิตภัณฑ์ให้ลดน้อยลง อีกทั้งได้มีการจัดฝึกอบรมเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาความรู้และเพิ่มศักยภาพให้สามารถผลิตสินค้าที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยในปี พ.ศ. 2559 กรมประมงได้คัดเลือกจังหวัดนำร่องในการจัดโครงการเมืองเกษตรสีเขียวจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดราชบุรี และจังหวัดพัทลุง โดยในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปลาส้มจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรกองนาง จังหวัดหนองคาย และผลิตภัณฑ์ปลาสลิดแช่แข็งจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพหักรุ่งเจริญ จังหวัดราชบุรี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของผลิตภัณฑ์ประมงที่ได้มีการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายดังกล่าว เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้พร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกที่มีข้อจำกัดเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นายสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าวว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมากองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดได้มีการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเมืองเกษตรสีเขียว จำนวน 1,250 ราย โดยเกษตรกรจะได้รับความรู้เกี่ยวกับวิธีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอนของการผลิตสินค้าประมง โดยขั้นตอนปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมประมงในการตรวจประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะตรวจกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง กระบวนการผลิต การใช้งาน และการจัดการซากของผลิตภัณฑ์ อาทิ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการบรรทุกอาหาร การให้อาหารสัตว์น้ำ และกระบวนการผลิตสินค้าประมงอย่างละเอียด และมีการดำเนินกิจกรรมผลิตภัณฑ์นำร่องเกษตรสีเขียวขึ้น ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปที่มีคุณสมบัติและมีความพร้อมเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ในการตรวจประเมินของเจ้าหน้าที่พบว่าผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์น้ำทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากกรมประมงมีรายละเอียดของปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนี้

1.) ผลิตภัณฑ์ปลาส้ม จากกลุ่มแม่บ้านกองนาง จังหวัดหนองคาย ผลิตภัณฑ์ปลาส้ม 1 ห่อ ปริมาณ 90 ก. ปล่อยก๊าซเรือน 839 gCO2e โดยขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในขั้นตอนการจัดการซาก กล่าวคือ มีการใช้ใบตองในการห่อบรรจุภัณฑ์มากถึง 99% กรมประมงจึงได้ให้แนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการใช้ใบตองให้น้อยลงที่สุด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งหลังจากเกษตรกรได้ปฏิบัติตามคำแนะนำทำให้สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าเดิมถึง 53%

2.) ผลิตภัณฑ์ปลาสลิดแช่แข็ง จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรโพหักรุ่งเจริญ จังหวัดราชบุรี ผลิตภัณฑ์ปลาสลิดแช่แข็ง 1 ถุง ปริมาณ 1 กก. ปล่อยก๊าซเรือน 7.07 KgCO2e โดยขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือ กระบวนการเพาะเลี้ยงปลาสลิด มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 99% กรมประมงได้แนะนำแนวทางให้กลุ่มเกษตรกรลดปริมาณการให้อาหารให้เหมาะสมกับขนาดปลาในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งหลังจากที่เกษตรกรได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ พบว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกลดลงไปได้ถึง 16% ดังนั้น ถ้าเกษตรกรสามารถลดการให้อาหารปลาได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตของเกษตรกรก็จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้

อย่างไรก็ตาม ในภาวะโลกร้อนแบบนี้ ผู้บริโภคสินค้าทุกชนิดทั่วโลกคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ สำหรับการหันมาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จะเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคที่จะได้มีส่วนร่วมในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนลงได้.

เกษตรฯ ชู “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง” ขึ้นทะเบียน GI ในEU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271305

เกษตรฯ ชู “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง” ขึ้นทะเบียน GI ในEU

ข้าวสังข์หยด, เกษตร, ข้าว, สังข์, หยด, เมือง, พัทลุง, ขึ้นทะเบียน,  GI ในEU , เกษตรฯ, ขึ้นทะเบียน GI ในEU 

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สหภาพยุโรปได้ประกาศขึ้นทะเบียนข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในสหภาพยุโรป (EU) นับเป็นสินค้าข้าวลำดับที่ 2 ที่ได้รับการรับรองต่อจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ นอกจากจะเป็นการยอมรับคุณภาพของสินค้า ชื่อเสียงป้องกันการปลอมปน และลอกเลียนแบบแล้ว ยังเป็นการขยายโอกาสของผู้ผลิตและส่งออกข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงในการทำตลาดในต่างประเทศให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้กรมการข้าวได้นำข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงร่วมกับข้าวตลาดเฉพาะชนิดพันธุ์อื่นๆ ไปร่วมโปรโมทและประชาสัมพันธ์แก่ผู้บริโภคในต่างประเทศ พบว่ามีกระแสตอบรับค่อนข้างดี เนื่องจากเป็นข้าวที่มีสีสวย โภชนาการสูง และเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียน GI จาก EU แล้ว หากมีการจัดกิจกรรมโปรโมทเชื่อมโยงแหล่งผลิตเพื่อให้ผู้บริโภครู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตในเชิงการท่องเที่ยวเพื่อสร้างการจดจำและประทับใจแก่กลุ่มผู้บริโภค ก็จะยิ่งทำให้สินค้าข้าว GI จาก EU นี้เป็นที่รู้จักแก่ผู้บริโภคในต่างประเทศมากยิ่งขึ้นอีก

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง” เป็นข้าวเฉพาะเมื่อได้รับการรับรอง GI จากสหภาพยุโรปก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการพัฒนาสินค้าข้าวไทยสู่ความสำเร็จ ทั้งในด้านคุณภาพสินค้า ต้องปลูกในพื้นที่ต้นกำเนิดเพื่อรักษาคุณภาพและคงอัตลักษณ์ของข้าวให้มีความเฉพาะถิ่น ผลผลิตต่อปีจึงมีจำกัดและต้องอาศัยขั้นตอนการผลิตที่ละเอียดอ่อนเพื่อรักษาคุณภาพ ราคาจึงสูงกว่าข้าวโดยทั่วไปและคุณประโยชน์ของสินค้าที่พิเศษกว่า เช่น เป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ผลิตข้าวด้วยความปลอดภัยและมีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้น” นายอนันต์กล่าวต่อและว่า

สำหรับข้าวสังข์หยด เป็นข้าวพื้นเมืองที่อยู่คู่เมืองพัทลุงมานับร้อยปี เมื่อหุงแล้วมีความเหนียว นุ่ม ย่อยง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความชราและลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ มีวิตามินบี ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา มีปริมาณไนอะซินสูงช่วยในการทำงานของระบบประสาทและผิวหนัง แต่ในช่วงหนึ่งเกือบสูญพันธุ์ จนกระทั่งได้รับการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้บริสุทธิ์โดยศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงและส่งเสริมให้ชาวนาได้หันมาปลูกข้าวสังข์หยดรับประทานในครัวเรือนและเพื่อการค้าจนเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และขื้นทะเบียนเป็นข้าวGI สังข์หยดเมืองพัทลุงพันธุ์แรกของไทย เมื่อ 23 มิถุนายน 2549 อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

‘โท๊ะ’ แก้ “กรดไหลย้อน”!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271077

‘โท๊ะ’ แก้ “กรดไหลย้อน”!!

โท๊ะแก้กรดไหลย้อน, โท๊ะ, แก้, กรด, ไหล, ย้อน, กรดไหลย้อน, กินเม็ด

‘โท๊ะ’ ไม้ทรงพุ่ม เกิดง่ายตามท้องไร่ ท้องนา ในพื้นที่ภามใต้ สรรพคุณ”กินเม็ด” แก้กรดไหลย้อน ได้ดีนักแล!!

            โท๊ะ จัดเป็นไม้ทรงพุ่มสูงประมาณ 1-4 เมตร มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rhodomyrtus tomentosa (Aiton) Hassk. จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ (MYRTACEAE) มีชื่อเรียกแตกต่่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น พรวดกินลูก (ปราจีนบุรี), ซวด (จันทบุรี), ง้าย ชวด พรวด (ตราด), พรวดใหญ่ (ชลบุรี), พรวดผี (ระยอง), โท๊ะ (สงขลา), กาทุ (ชุมพร), ทุ โทะ (ภาคใต้), กามูติง กามูติงกายู มูติง (มลายู), ปุ้ย (เขมร) เป็นต้น

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรีถึงรูปขอบขนาน ปลายใบมน ทู่ แหลม หรือเป็นติ่งแหลมอ่อน ๆ โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่มกว้าง ส่วนขอบใบเรียบม้วนลงเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ส่วนด้านล่างมีขนสีขาวเป็นปุย มีเส้นใบ 3 เส้น จากโคนจรดปลายใบ เส้นแขนงใบมีข้างละ 1 เส้น ออกจากโคน เรียงโค้งจรดกันเป็นเส้นขอบใบ ก้านใบยาวได้ประมาณ 0.5 เซนติเมตร

ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อกระจุกซ้อน (แต่ส่วนมากจะออกเดี่ยว) โดยจะออกตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ก้าน ช่อยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีม่วงแกมชมพู หรือสีชมพูอมขาว ดอกแก่เป็นสีขาว มี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับเกือบกลม ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกประมาณ 3-4 เซนติเมตร ฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ

สำหรับกลีบเลี้ยงที่โคนกลีบจะเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ปลายกลีบมน ติดทน กลีบยาวประมาณ 0.6 เซนติเมตร สองกลีบในยาวกว่ากลีบด้านนอกเล็กน้อย ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเป็นสีแดง ขนาดยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร อับเรณูปลายมีต่อมขนาดเล็ก ก้านเกสรเพศเมียยาวได้ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม

ผลเป็นผลสดสีเขียวด้าน ๆ ลักษณะเป็นรูปกลมแกมรีหรือเกือบกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีขนสั้น ๆ หนานุ่มสีเทาขึ้นปกคลุม กลีบเลี้ยงติดทน เมื่อแก่ผลจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำถึงดำ เนื้อผลสุกเป็นสีม่วง นุ่ม มีรสหวาน ภายในผลมีเมล็ดมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไตสีน้ำตาล มีขนาดกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีปุ่มกระจาย จะติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม

สรรพคุณทางยา ตามตำรับยาไทยจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (ทั้งต้น)  แก้อาการแสบยอดอกจากกรดไหลย้อน แก้อาการอาหารไม่ย่อย และตับอักเสบ

“ไพฑูรย์ วานิชศรี” เจ้าของสวนไพฑูรย์ ปลูกทุเรียนออกผลทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271239

“ไพฑูรย์ วานิชศรี” เจ้าของสวนไพฑูรย์ ปลูกทุเรียนออกผลทั้งปี

ไพฑูรย์, วานิช, ศรี, เจ้าของ, สวน, ปลูก, ทุเรียน, ออกผล, ทั้งปี, วานิชศรี, เจ้าของสวนไพฑูรย์, ไพฑูรย์ วานิชศรี

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

             เกษตรกรดีเด่นด้านทำสวน นายไพฑูรย์ วานิชศรี เจ้าของสวนไพฑูรย์ เกษตรกรวัย 58 ปี แห่งต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด จบการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต   ม.รามคำแหง ผลงานปรากฏชัดด้านการเกษตร เมื่อนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาปลูกทุเรียนจนให้ผลผลิตทั้งปี
“ไพฑูรย์”เล่าว่า หลังจบการศึกษาได้ทำงานในบริษัทเอกชนนาน 6 ปี มองไม่เห็นอนาคตจึงได้กลับไปสู่พื้นฐานเดิมของตัวเองคือเกษตรกรรม ยึดการปลูกทุเรียนเป็นอาชีพหลัก ปัจจุบันมีสวนทุเรียนเป็นที่ อ.เขาสมิง
ด้วยเป็นคนใฝ่แสวงหาความรู้ ชอบช่วยเหลือคนอื่นโดยสร้างเป็นสังคมเรียนรู้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่มีอาชีพเดียวกัน ด้วยตระหนักถึงการที่ครบวงจร อันจะทำให้เกษตรกรอยู่ได้ การเข้าสภาพตลาดในการระบายผลผลิตแท้จริงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด การหาทางเพิ่มผลิตทุเรียน หรือทำให้ทุเรียนที่ปลูกต้านทานโรค
เหล่านี้ทำให้ ไพฑูรย์มีบทบาทเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่เกษตรกรด้วย ทั้งในพื้นที่ จ.ตราดและจันทบุรี ขณะเดียวกันก็เปิดสวนเกษตรของตนเองเป็นแหล่งให้ความรู้แก่เกษตรกรที่จะมาศึกษาดูงานเรื่องการปลูกทุเรียนที่ได้คุณภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยพืชสวน จ.จันทบุรี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัททางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะการบุกเบิกการปลูกทุเรียนในโรงเรือน
ผลที่จะได้รับจากโครงการนี้ ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมเวลาการให้ผลิตทุเรียน ทำให้การผลิตทุเรียนจากแหล่งปลูกในภาคตะวันออก มีทางเลือกใหม่ที่ทำให้มีผลผลิตได้ทั้งปี ซึ่งหากโครงการนี้สัมฤทธิผล สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ผู้ปลูกตลอดทั้งปี จากเดิมที่จำกัดเฉพาะช่วงฤดูกาลเท่านั้น
ความสำเร็จนี้ นายไพฑูรย์ วานิชศรี ผู้บุกเบิกการปลูกทุเรียนในโรงเรือนที่ให้ผลผลิตตลอดปี ย้ำเสมอว่าเป็นผลสำเร็จเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนเกษตรกรท่านใดสนใจเรื่องราวของทุเรียน โทรปรึกษากับเขาได้ที่ โทรศัพท์ 08-6006-0132 เขายินดีแจงรายละเอียดทุกเรื่อง

ก.เกษตรฯประกาศผลการประกวดแปลงใหญ่ต้นแบบ30เม.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271209

ก.เกษตรฯประกาศผลการประกวดแปลงใหญ่ต้นแบบ30เม.ย.นี้

เกษตรแปลงใหญ่, เกษตร, ประกาศ, การประกวด, แปลง, ใหญ่, ต้นแบบ, เมย, นี้

ก.เกษตรฯประกาศผลการประกวดแปลงใหญ่ต้นแบบ30เม.ย.นี้

              ก.เกษตรฯ เตรียมประกาศผลการประกวดแปลงต้นแบบตามระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระดับประเทศ  30 เม.ย. 60 นี้ หวังเพิ่มขีดความสามารถประสิทธิภาพการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เชื่อมโยงการตลาด พร้อมเป็นตัวอย่างขยายผลการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่อื่น ๆ

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และสินค้าประมง โดย พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นให้ความสำคัญในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน โดยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักการสำคัญ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อาทิ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ตรงตามความคต้องการของตลาด มีการผลิตรวมกันเป็น   กลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาด ดังนั้น จึงได้จัด “การประกวดแปลงต้นแบบตามระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถให้การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามเป้าหมาย ตลอดทั้งเผยแพร่เกียรติคุณและผลงานของโครงการให้ปรากฎแก่สาธารณชน และเป็นตัวอย่างในการขยายผลการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ การประกวดแปลงต้นแบบตามระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับเขตตรวจราชการ 2.ระดับกลุ่มจังหวัด และ 3.ระดับประเทศ โดยการประกวดในระดับเขต คณะกรรมการคัดเลือกแปลงต้นแบบระดับเขตตรวจราชการ ที่มีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธาน จะพิจารณาแปลงต้นแบบตามระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในเขตรับผิดชอบ และคัดเลือกแปลงต้นแบบที่มีผลงานดีเด่น    เขตละ 1 แปลง ตามหลักเกณฑ์การให้คะแนน 4 ส่วน ได้แก่

ส่วนที่ 1 การเตรียมการ อาทิ การบริหารจัดการของ Single Command แผนการบูรณาการ และบทบาทของคณะทำงาน ส่วนที่ 2 แผนและปัจจัยนำเข้า อาทิ การสร้างความเข้าใจเกษตรกรสมาชิกและรวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ การสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกในแปลงโดย           ใช้ประโยชน์จาก ศพก. การจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานและความก้าวหน้าของแปลงตามที่กำหนด การมีเป้าหมายและแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนการประสานและสร้างความเข้าใจกับภาคีเครือข่าย การสื่อสารกับเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ การจัดทำบัญชีต้นทุนอาชีพ และการจัดหาทุนสนับสนุนส่วนที่ 3 การดำเนินการและผลตามกิจกรรม โดยดำเนินการตามแผนและกิจกรรมที่ตั้งไว้ อาทิ การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด ทีมผู้จัดการแปลงมีการกำกับ ดูแลและแก้ไขปัญหาของแปลงใหญ่ การลดความเสี่ยงจากการผลิตสินค้าเชิงเดี่ยว และ ส่วนที่ 4 ด้านผลผลัพธ์ อาทิ ด้านลดต้นทุนการผลิต คุณภาพผลผลิต และด้านการตลาด

จากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกแปลงต้นแบบระดับกลุ่มจังหวัด ที่มีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธาน จะคัดเลือกจังหวัด กลุ่มละ 1 แปลง 18 กลุ่มจังหวัด โดยพิจารณาแปลงต้นแบบที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการคัดเลือกแปลงต้นแบบระดับเขตตรวจราชการ ภายในกลุ่มจังหวัดที่รับผิดชอบ พร้อมทั้งพิจารณาให้คะแนนใน ส่วนที่ 5 คือ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ อาทิ การปรับใช้นวัตกรรม การนำงานวิจัยไปต่อยอดในการพัฒนาการผลิต เกษตรกรมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม การใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ในการพัฒนาการผลิต การสร้างสินค้าที่เป็นนวัตกรรม การเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้าผ่านระบบ e-commerce  และการสร้าง    แบรนด์ของตนเอง

สำหรับการประกวดในระดับประเทศ คณะกรรมการตัดสินการประกวดแปลงต้นแบบระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน จะพิจารณาใน ส่วนที่ 6 ด้านความยั่งยืนประกอบด้วย ความสามารถของประธานองค์กรเกษตรกรในการเป็นผู้จัดการความเข็มแข็งของกลุ่มเกษตรกร การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและประหยัด การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การทำการเกษตร            ที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ การลดการใช้สารเคมีที่มีผลเสียกับสิ่งแวดล้อม และ Zero waste  ซึ่งขณะนี้ได้พิจารณาคัดเลือกแปลงต้นแบบที่เข้ารอบในระดับประเทศ จำนวน 4 แปลง ประกอบด้วย ภาคเหนือ สินค้าแปลงใหญ่ลำไย ในพื้นที่  ม.1, 2, 3, 4, 7 ต.พญาแก้ว อ.เชียงกลาง จ.น่าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สินค้าแปลงใหญ่ข้าว ในพื้นที่ ม.1    ต.ผักใหม่ อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ภาคกลาง สินค้าแปลงใหญ่โคนม ในพื้นที่ ม.18 ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก        จ.สระบุรี และภาคใต้  แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ ม.5 ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง

ทั้งนี้ รางวัลสำหรับผู้ได้รับการคัดเลือกในแต่ละระดับ ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล        รางวัลละ 150,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 – 3 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ รองอันดับที่ 1 รางวัลละ 60,000 บาท รองอันดับที่ 2 รางวัลละ 50,000 บาท รองอันดับที่ 3 รางวัลละ 40,000 บาท รางวัลชมเชย จำนวน 14 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท และโล่รางวัล จำนวน 18 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท

สำหรับผลการประกวดแปลงต้นแบบระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระดับประเทศ              จะประกาศผลภายในวันที่ 30 เม.ย.60 นี้