เกษตรฯจัดตั้งศูนย์บริการปชช.ช่วงหยุดสงกรานต์ 12 – 17 เม.ย.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271207

เกษตรฯจัดตั้งศูนย์บริการปชช.ช่วงหยุดสงกรานต์ 12 – 17 เม.ย.60

กเกษตรฯ, เกษตร, จัดตั้ง, ศูนย์, บริการ, ปชช, ช่วง, หยุด, สงกรานต์, เมย60

เกษตรฯ จัดตั้งศูนย์บริการปชช.ช่วงหยุดสงกรานต์ 12 – 17 เม.ย.60

             กระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งศูนย์บริการประชาชนช่วงวันหยุดสงกรานต์ 12 – 17 เม.ย.นี้ รวม 220 จุด ริมถนนสายหลักสายรองทั่วประเทศ เตรียมพร้อมให้บริการจุดพักรถที่ปลอดภัย น้ำดื่ม และห้องน้ำสะอาด รวมทั้งมีจุดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร 71 จุด หวังลดการเกิดอุบัติเหตุและเกษตรกรในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องจัดตั้งศูนย์บริการประชาชนในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 12 – 17 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. บริเวณริมถนนสายหลักสายรอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกและบริการประชาชนในการเดินทางช่วงวันหยุดสงกรานต์ และเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรในท้องถิ่น

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมของศูนย์บริการฯ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกและบริการด้านการเดินทาง ทั้งจุดบริการพักรถ น้ำดื่ม และห้องน้ำสะอาด รวมทั้งในบางจุดบริการจะมีการจำหน่ายสินค้าเกษตร เพื่อเป็นช่องทางระบายสินค้าทางการเกษตรของเกษตรกรในท้องถิ่น เช่น ข้าวสาร ผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูปต่างๆ เป็นต้น

ทั้งนี้จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียที่เกิดจากอุบัติเหตุทางถนน อันเกิดจากความอ่อนล้า-อ่อนเพลียจากการเดินทาง รวมทั้งเป็นช่องทางให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร ณ ศูนย์บริการฯ ดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯและส่วนราชการอื่นภายในพื้นที่ กับประชาชนและเกษตรกรแล้วประชาชนทั่วไปก็จะได้รับรู้และเข้าร่วมกิจกรรมของกระทรวงเกษตรฯ มากขึ้นด้วย

ส่งเสริมทายาทเกษตรกรดองผักเสี้ยน กันภูมิปัญญาชาวบ้านสูญหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271076

ส่งเสริมทายาทเกษตรกรดองผักเสี้ยน กันภูมิปัญญาชาวบ้านสูญหาย

สภาเกษตรกร, ส่งเสริม, ทายาท, เกษตรกร, ดอง, ผัก, เสี้ยน, กัน, ภูมิปัญญาชาวบ้าน, สูญหาย

ส่งเสริมทายาทเกษตรกรดองผักเสี้ยน กันภูมิปัญญาชาวบ้านสูญหาย

              นายวิระศักดิ์ ติ่วกุล หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ได้จัดกิจกรรมสร้างจิตสำนึกด้านการเกษตรในสถานศึกษา กลุ่มยุวเกษตรกรรุ่นที่1/2560 โดยร่วมกับโรงเรียนวัดโคกยาง ต.โคกยาง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ มีนักเรียน 150 คน เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างยุวเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกร มีชุมชน ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งครั้งนี้นางมณฑา นบนอบ เกษตรกรผู้ดองผักเสี้ยนสูตรดั้งเดิมที่ขึ้นชื่อของตำบลโคกยางเป็นผู้ถ่ายทอด เพื่อให้ทายาทเกษตรกรได้มีความรู้ด้านการเกษตรสามารถช่วยงานในครอบครัวหรือยึดถือเป็นอาชีพต่อไปได้ในอนาคต ผลผลิตที่ได้นำไปจำหน่ายยังตลาดเกษตรจังหวัดในราคาถุงละ 20 บาท รายรับที่ได้นำมาแบ่งปันเป็นรายได้ระหว่างเรียนและส่วนหนึ่งเข้ากองกลางเพื่อกิจกรรมโรงเรียน ในอนาคตได้เตรียมพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อต่อยอดการตลาด ทั้งนี้  ในตำราแพทย์แผนไทยโบราณพบว่าผักเสี้ยนนั้นมีสรรพคุณเป็นยาร้อน คนสมัยโบราณมักใช้ดองกินเพื่อแก้อาการเมา ใช้พอกฝีที่แตกเพื่อป้องกันหนอง ข้อมูลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบผักเสี้ยนดองมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามินเอ/ซี แคลเซียมและธาตุเหล็กสูงมาก เหมาะสำหรับคนขาดสารอาหารจำพวกวิตามินเอ ผู้ป่วยโรคโลหิตจาง คนที่มีปัญหาเลือดออกตามไรฟัน ผู้ที่มีปัญหาในระบบลำไส้ ระบบย่อยอาหารดีขึ้นขับถ่ายเป็นปกติ ลดอาการท้องผูก ป้องกันและรักษาภาวะท้องเสีย ลดการอักเสบในร่างกาย ลดการติดเชื้อไข้หวัด ลดระดับไขมันในเลือด ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เป็นต้น โดยกิจกรรมครั้งนี้เตรียมขยายไปยังสถานศึกษาอื่นต่อไปด้วย

นางมณฑา นบนอบ เกษตรกรบ้านโคกยาง ต้นแบบในการปลูกผักเสี้ยนเป็นอาชีพได้กล่าวว่า จะใช้เวลาว่างจากการทำสวนเช่น ปลูกพริกแดง ถั่วฝักยาว ผักเสี้ยน มาถ่ายทอดวิธีการดองผักเสี้ยนสูตรดั้งเดิมพื้นบ้านให้กับเด็กนักเรียน การปลูกผักเสี้ยนควรใช้พื้นที่แปลงขนาดกว้าง 1 เมตร  ยาว 3 เมตร จำนวน 1- 4 แปลง ถ้าปลูกมากเกินไปจะมีปัญหาในการจัดการผลผลิต ซึ่งการดองผักเสี้ยนขายนั้นตนทำเป็นอาชีพเสริมขายตามบ้าน ตลาดและขยายขึ้นเรื่อยๆ  ในแต่ละครั้งทำจำหน่าย 20-30 ถุง ผักเสี้ยนที่นำมาดองให้รสชาติอร่อยเป็นที่ติดใจของลูกค้าจะเป็นผักเสี้ยนพื้นบ้านชนิดต้นแดงใบเขียวและต้นแดงใบแดง หลังปลูกประมาณ 45 วันจึงนำมาดอง เคล็ดลับความอร่อยที่ถ่ายทอดให้กับทายาทเกษตรกรคือให้ใช้ผักเสี้ยนจากแปลงที่มีความชื้นเพียงพอ หรือมีการรดน้ำเป็นประจำและใช้ที่เก็บมาจากแปลงใหม่ๆ เนื่องจากผักเสี้ยนในแปลงที่ขาดน้ำจะแกร็นและผักเสี้ยนที่เก็บมาแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เหี่ยวเป็นเวลานาน ถ้านำมาดองจะเหนียวเวลารับประทานจะไม่กรอบอร่อย เทคนิคการดองให้ได้คุณภาพดีคือพลิกผักทุกวันเพื่อให้ได้รสชาติดีสม่ำเสมอ อัตราส่วนผักเสี้ยน 1 กิโลกรัม น้ำสะอาด 2 ลิตร เกลือ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะหรือน้ำตาลปึก 1 ขีด การดองผักเสี้ยนที่สำคัญคือเกลือต้องถึง

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ โทร.075-652-288

ผู้นำเยาวชนเกษตรไทย ไปฝีกงานเกษตรที่ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271070

x

ผู้นำเยาวชนเกษตรไทย ไปฝีกงานเกษตรที่ญี่ปุ่น

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                  “ปลัดเกษตรฯ” มอบโอวาทให้แก่คณะเยาวชนเกษตรไทย ภายใต้โครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทย        ในประเทศญี่ปุ่น ปี 2560 มุ่งหวังให้ตัวแทนเยาวชนเกษตรไทยกลับมาเป็น Young Smart Farmer ร่วมเป็นผู้นำพัฒนาการประกอบอาชีพการเกษตรในชุมชนของตนเองได้ในอนาคต          

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเนื่องในโอกาสที่เยาวชนเกษตรไทย ภายใต้โครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2560 เข้าเยี่ยมคารวะก่อนเดินทางไปฝึกงานในครอบครัวเกษตรกรประเทศญี่ปุ่น ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คัดเลือกผู้แทนเยาวชนเกษตรของประเทศไทยเพื่อเดินทางไปฝึกงานในครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่น ประจำปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เยาวชนเกษตรที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาด้วยการปฏิบัติงานจริงในฟาร์ม ทั้งด้านการบริหารจัดการฟาร์มและการใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ โดยมุ่งหวังให้เยาวชนเกษตรนำความรู้ ประสบการณ์ และความชำนาญที่ได้รับจากการฝึกงานมาปรับใช้ และพัฒนาการประกอบอาชีพการเกษตรของตนให้ดียิ่งขึ้น ภายหลังกลับจากฝึกงาน โดยสำนักการเกษตรต่างประเทศ เป็นหน่วยงานประสานหลัก ร่วมกับกรมชลประทาน กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน)

สำหรับในปีงบประมาณ 2560 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนงบประมาณให้เยาวชนเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จำนวน 15 คน แบ่งเป็น เยาวชนเกษตรจากกรมปศุสัตว์ 3 คน กรมส่งเสริมการเกษตร 6 คน กรมส่งเสริมสหกรณ์ 3 คน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 1 คน และสถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง(องค์การมหาชน) 2 คน โดยกำหนดให้มีการฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นทั้งสิ้น 11 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเยาวชนเกษตรทั้งหมดได้ผ่านการอบรมพื้นฐานการเกษตรและภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์ส่งเสริมเยาวชนเกษตร จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม -10 เมษายน 2560 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น โดยมีกำหนดเดินทางไปฝึกงาน ณ ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 11 เม.ย. 60 เวลา 22.10 น.

“ทุกวันนี้ราคาสินค้าเกษตรมีความผันแปรตามสภาพดินฟ้าอากาศ การผลิตสินค้าเกษตรจึงต้องมีการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ)มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปภาคการเกษตรให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เน้นการลดต้นทุน ผลิต และขายด้วยคุณภาพ 3.การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม 4. การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน และ 5.การพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ทั้งนี้ ในการพัฒนาภาคการเกษตรไทย สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญคือ การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Farmers  ซึ่งผู้แทนเยาวชนไทยที่จะเดินทางไปฝึกงานกับครอบครัวเกษตรกรญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมพัฒนาการเกษตรไทยได้ในอนาคต จึงขอให้ตัวแทนเยาวชนเกษตรไทยตั้งใจเรียนรู้ อดทน มีวินัย นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการฝึกงานจากประเทศญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต รวมทั้งถ่ายทอดให้กับชุมชน ตลอดทั้งสร้างภาพพจน์ที่ดีของเยาวชนเกษตรจากประเทศไทย โดยกระทรวงเกษตรฯ หวังว่าตัวแทนเยาวชนเกษตรไทยจะสามารถเป็นผู้นำในการพัฒนาการประกอบอาชีพการเกษตรในหมู่บ้าน ตำบล ชุมชน และภูมิลำเนาของตนเองได้ในอนาคต”      นายธีรภัทร กล่าว

สำหรับโครงการฝึกงานผู้นำเยาวชนเกษตรไทยในประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2525 และดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 35 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ Japan Agricultural Exchange Council (JAEC) โดยปัจจุบันมีเยาวชนเกษตรได้เข้าร่วมโครงการและได้ไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นแล้วจำนวนทั้งสิ้นกว่า 500 คน

สหกรณ์ 4 แห่งจ.จันทบุรีรวบรวมผลไม้คุณภาพส่งแมคโครและจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271069

สหกรณ์ 4 แห่งจ.จันทบุรีรวบรวมผลไม้คุณภาพส่งแมคโครและจีน

สหกรณ์จันทบุรี, สหกรณ์, แห่ง, จันทบุรี, รวบรวม, ผลไม้, คุณภาพ, ส่ง, แมคโคร, และ, จีน

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

 

                    สหกรณ์การเกษตร 4  แห่งในจังหวัดจันทบุรีจับมือห้างแมคโครและบริษัท ริชฟิลด์ เฟรชฟรุท จำกัด รวบรวมผลไม้คุณภาพดีจากเกษตรกรส่งจำหน่ายถึงผู้บริโภคและส่งออกไปยังประเทศจีน  กรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมสนับสนุนมอบเงินทุนสร้างโรงคัดแยกผลผลิตทางการเกษตรและจัดซื้อตะกร้า 2,500 ใบ มอบให้สหกรณ์นำไปใช้สำหรับรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ขนส่งไปยังตลาดและบริษัทคู่ค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการผลไม้ให้กับสหกรณ์

นายวิณะโรจน์  ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สหกรณ์การเกษตรในจังหวัดจันทบุรีได้เตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ผลไม้ออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม จะมีผลไม้ทั้ง เงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง ทยอยออกสู่ตลาด แบ่งออกเป็น 4 รุ่น ซึ่งคาดว่าปริมาณผลไม้ของจังหวัดจันทบุรีจะมีประมาณ 500,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และจะมีปริมาณผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วงเดือนมิถุนายน

ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ผลไม้ที่จะออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกันวางมาตรการรองรับ โดยร่วมกับขบวนการสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี  วางแผนจัดเตรียมหาตลาดรองรับและเร่งกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาผลไม้ล้นและอาจจะส่งต่อด้านราคาผลผลิตตกต่ำได้

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตร 4 แห่ง ในจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัดและสหกรณ์การเกษตรนายายอาม จำกัด  ได้ทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลไม้ร่วมกับห้างแมคโคร และบริษัท ริชฟิลด์ เฟรชฟรุท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ส่งออกผลไม้ ซึ่งมีจุดจำหน่าย 30 แห่ง กระจายอยู่               ทุกมณฑลของประเทศจีน โดยทั้ง 4 สหกรณ์จะรวบรวมผลไม้คุณภาพดีจากสมาชิก ปริมาณ 10,760 ตัน มาคัดเกรดคุณภาพเพื่อส่งมอบให้กับคู่ค้า ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ให้สหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีกู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับรวบรวมและกระจายผลผลิตตลอดช่วงฤดูกาลปีนี้ วงเงิน 72 ล้านบาท และจัดซื้อตะกร้าบรรจุผลไม้ จำนวน 2,500 ใบ มอบให้สหกรณ์การเกษตรมะขาม จำกัดและสหกรณ์การเกษตรเมืองขลุง จำกัด นำไปใช้สำหรับรวบรวมผลผลิตและขนส่งผลไม้ไปยังตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการผลไม้ให้กับสหกรณ์

“ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฎ จำกัด  ยังได้จัดสร้างศูนย์รวบรวมและคัดแยกผลไม้ พื้นที่ขนาด 1,800 ตารางเมตร สำหรับรองรับผลผลิตจากสมาชิกในช่วงฤดูกาลผลไม้ในปีนี้ โดยศูนย์ฯแห่งนี้เป็นความร่วมมือกัน 3 ฝ่าย โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนเงินจากโครงการพัฒนาขีดความสามารถการดำเนินธุรกิจสหกรณ์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก จำนวน 4.18 ล้านบาท และบริษัทพันธมิตรคู่ค้าธุรกิจของสหกรณ์ บริจาคอีกจำนวน 6.817 ล้านบาท และสหกรณ์สมทบเงินเพื่อการก่อสร้างอีกจำนวน 1.41 ล้านบาท ซึ่งศูนย์ฯแห่งนี้จะใช้สำหรับรวบรวมผลผลิตทุเรียนจากเกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับผลผลิตในช่วงฤดูกาลแรกนี้ไม่น้อยกว่า 500 ตัน โดยแบ่งเป็นทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมและทุเรียนมาตรฐานส่งออก สิ่งที่เน้นย้ำกับสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้คือต้องส่งเสริมให้สมาชิกผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP เพื่อให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาด และเกิดความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ได้ รวมถึงยังเป็นการยกระดับราคาผลผลิตให้แก่เกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นด้วย  ซึ่งสหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรี เป็นตัวอย่างของความเข้มแข็งในด้านการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ที่มีคุณภาพ และสามารถขยายช่องทางตลาดที่จะมารองรับผลผลิตจากเกษตรกรได้อย่างกว้างขวาง ทั้งตลาดส่งออก ห้างค้าปลีก รวมถึงไปยังศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ  ทั่วประเทศอีกด้วย”  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ครม.ผ่านงบ25,871ล.ทำแผนการตลาดข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/271016

ครม.ผ่านงบ25,871ล.ทำแผนการตลาดข้าว

ตลาดข้าว, ครม, ผ่าน, 25871, แผน, การตลาด, ข้าว

ครม.ผ่านงบ25,871ล.ทำแผนการตลาดข้าว

              นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 รวม 3 โครงการระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2560-2564 วงเงินทั้งสิ้น 25,871 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังอนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1,087ล้านบาท ในการดำเนิน 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมคุณภาพดี วงเงิน 57 ล้านบาท โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่ วงเงิน 411 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ วงเงิน 619 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตข้ามหอมมะลิในพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพ เพื่อส่งเสริมให้ชาวนามีความรู้และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิไว้ใช้เอง โดยจะดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน มี.ค.- ต.ค. 2560 ส่วนโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิต มีการบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่ายโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ระยะดำเนินโครงการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-64 ด้านโครงการส่งเสริมการผลิตข้ามอินทรัพย์ปี 2560-2564 เพื่อส่งเสริมเกษตรกรผลิตข้าวอินทรัพย์ตามมาตรฐานข้ามอินทรัพย์ของเกษตรกร เพื่อขยายพื้นที่การผลิตข้ามให้ได้รับการรับรองมาตรฐานข้ามอินทรีย์

ข้าวหอมมะลิ ช่วยเกษตรกรผลิตข้าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270966

ข้าวหอมมะลิ ช่วยเกษตรกรผลิตข้าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้าว, หอมมะลิ, ช่วย, เกษตรกร, ผลิต, มีประสิทธิภาพ, มากขึ้น, ข้าวหอมมะลิ

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

               นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยผลการติดตามโครงการส่งเสริมสนับสนุนการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ปี 2559/60 ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2559/60 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิในเขตพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพ ส่งเสริมให้ชาวนามีความรู้และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีไว้ใช้เองในพื้นที่ 21 จังหวัด ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ มีระยะเวลาโครงการตั้งแต่เมษายน 2559 – มกราคม 2560 ใช้งบประมาณโครงการ 204 ล้านบาท พบว่า มีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 7,857 ตัน เกษตรกร 71,727 ราย ได้ผลผลิตเฉลี่ย 372 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 5 กิโลกรัมต่อไร่ (ปีการผลิต 2558/59 ได้ผลผลิต 367 กิโลกรัมต่อไร่)                     นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้ข้าวที่มีคุณภาพที่ดีกว่า โดยร้อยละ 33 ของปริมาณผลผลิต นำไปจำหน่ายได้ราคาเฉลี่ย 10,700 บาทต่อตัน สูงกว่านอกโครงการซึ่งได้ราคาเฉลี่ย 9,242 บาทต่อตัน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2559) และเกษตรกรร้อยละ 95 ของผู้ร่วมโครงการ เก็บผลผลิตไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ใช้ในฤดูกาลถัดไปประมาณ 409 กิโลกรัมต่อครัวเรือน ปริมาณเมล็ดพันธุ์ 27,729 ตัน คิดเป็นมูลค่า 623.90 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพสำหรับปลูกข้าวในฤดูกาลต่อไป

ทั้งนี้ โครงการได้ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 278.17 ล้านบาท จากมูลค่าของผลผลิต ที่เพิ่มขึ้นจากก่อนมีโครงการ เพราะมีการลดการใช้เมล็ดพันธุ์ลง รวมทั้งจากส่วนเพิ่มราคาเมล็ดพันธุ์ดี และส่วนเพิ่มราคาข้าวคุณภาพดี โดยเกษตรกรร้อยละ 96 มีความพึงพอใจต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับ  และในปีการผลิต 2560/61 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพ ต่อเนื่อง เพื่อกระจายให้ทั่วถึงทุกชุมชน

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการ เติมน้ำในเขื่อนภูมิพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270956

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการ เติมน้ำในเขื่อนภูมิพล

กรม, ฝนหลวง, ปฏิบัติการ, เติม, น้ำ, เขื่อน, มิพล, กรมฝนหลวงฯ

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติการ เติมน้ำในเขื่อนภูมิพล

            วันที่ 11 เมษายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศทางภาคเหนือ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 มีสภาพร้อนจัด  ในบางพื้นที่และมีฝนฟ้าคะนอง ทำให้บริเวณอำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อาจเกิดพายุลูกเห็บได้ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่               เร่งปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าว

โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 10 เมษายน 2560 พบว่า มีการปฏิบัติภารกิจด้วยเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet) ของกองทัพอากาศ โดยใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) จำนวน 57 นัด สามารถสลายเมฆที่จะก่อตัวเป็นพายุลูกเห็บได้ และมีฝนตกในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอำเภอสามเงา จังหวัดตาก และอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง รวมทั้งยังส่งผลให้สามารถเติมน้ำในเขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนหลักสำคัญที่กักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรของทางภาคเหนืออีกด้วย นอกจากนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่อำเภอวังโป่งและอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเติมน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งพบว่ามีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในพื้นที่เป้าหมาย

นายสุรสีห์ กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมการปฏิบัติการฝนหลวงทั่วภูมิภาค ภาคกลาง             หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จังหวัดกาญจนบุรี มีการปฏิบัติการฝนหลวงที่อำเภอบ่อพลอย ศรีสวัสดิ์ หนองปรือ และทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเติมน้ำในเขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี และเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งพบว่ามีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง                 ส่วนภาคใต้      ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในพื้นที่เหนือเขื่อน             แก่งกระจาน พบว่ามีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแก่งกระจานตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม       กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ระมัดระวังอันตรายจากการเกิดพายุลูกเห็บ

อ.ส.ค.อัดแคมเปญ “RED COWNIWOWW” รุกตลาดนม “กัมพูชา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270846

อ.ส.ค.อัดแคมเปญ “RED COWNIWOWW” รุกตลาดนม “กัมพูชา”

อสค, อสค, อัด, แคมเปญ, Red, Cowniwoww, รุก, ตลาด, กัมพูชา, อสคอัดแคมเปญ, รุกตลาดนม, Red Cowniwoww, นารา ยิม

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

               อ.ส.ค.อัดแคมเปญ “Red Cowniwoww” รุกตลาดนมไทย-เดนมาร์คในกัมพูชา มุ่งยกระดับตำแหน่งตราสินค้าให้ทันสมัยก้าวสู่พรีเมี่ยม พร้อมขยายฐานผู้บริโภค จับมือ 3 ตัวแทนจำหน่ายบุกธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิม วางเป้าดันยอดขายโตกว่า 22% มูลค่ากว่า 800  ล้านบาท เล็งมาเลฯเป็นประตูการค้า

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า อ.ส.ค.ได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดอย่างครบวงจรในประเทศกัมพูชา ภายใต้แคมเปญ “Red Cowniwoww” (เรด คาวนิว๊าว) เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าไทย-เดนมาร์คเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวกัมพูชาเพิ่มมากขึ้น พร้อมยกระดับตำแหน่งตราสินค้า (Brand Positioning) ให้มีความทันสมัยและมีความเป็นพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น  ขณะเดียวกันยังเป็นการประชาสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 55 ปี ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ทั้งยังช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายผลิตนมไทย-เดนมาร์คในตลาดกัมพูชา และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายระบายสินค้าคงคลังตามข้อมูลประมาณการน้ำนมดิบปี 2560 ด้วย

การจัดแคมเปญ “Red Cowniwoww” ในกัมพูชา ประกอบด้วย 3 กิจกรรมย่อย ได้แก่ การผลิตภาพยนตร์โฆษณานมไทย-เดนมาร์คชุดใหม่โดยมี “นารา ยิม” ดาราวัยรุ่นชื่อดังชาวกัมพูชาเป็นพรีเซนเตอร์ การออกอากาศสื่อโฆษณาโทรทัศน์ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือนและโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดซึ่งมีหลากหลายกิจกรรม เช่น คอนเสิร์ตจากศิลปินดารานักร้อง ออกร้านจำหน่ายสินค้าและจัดโปรโมชั่น การเล่นเกมส์แจกของรางวัลและของที่ระลึก  และการให้บริการตรวจสุขภาพ เป็นต้น มุ่งขยายฐานผู้บริโภคนมไทย-เดนมาร์คในกัมพูชาเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มผู้บริโภคอายุระหว่าง 12-25 ปี กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน และกลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ ผู้บริโภคอายุ 25 ปีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มแม่บ้านและผู้บริโภคทั่วไป

“สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปจำหน่ายยังกัมพูชานั้น อ.ส.ค.ยืนยันว่า มีคุณภาพและมีความปลอดภัยภายใต้มาตรฐานการผลิตเดียวกันกับสินค้าที่จำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งนมทุกหยดที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง เป็นจุดแข็งที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นและทำให้ชาวกัมพูชาเลือกตราสินค้าไทย-เดนมาร์ค ซึ่งปัจจุบันชาวกัมพูชาได้มองเรื่องคุณภาพและคุณค่าของนมที่บริโภคเพิ่มมากขึ้น” ผอ.อ.ส.ค.กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าวอีกว่า ปี 2559 ที่ผ่านมา อ.ส.ค.ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์นม ยู.เอช.ที. ไทย-เดนมาร์คไปยังประเทศกลุ่มเออีซี (AEC)  ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ลาว และพม่า มีมูลค่าส่งออกรวม 1,068.49 ล้านบาท โดยกัมพูชาถือเป็นตลาดส่งออกหลัก มีมูลค่าส่งออก ประมาณ 796.47 ล้านบาท  คิดเป็น 74.54% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปี 2560 นี้ อ.ส.ค.คาดว่า ช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คในประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศดังกล่าวจะเติบโตมากขึ้น มีเป้าหมายส่งออกรวมไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดกัมพูชา อ.ส.ค.ตั้งเป้าส่งออก 70-80% ของเป้าหมายรวม หรือประมาณ 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างน้อย 22% ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจำหน่ายนมไทย-เดนมาร์คในต่างประเทศเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ คาดว่า การจัดแคมเปญ Red Cowniwoww จะช่วยผลักดันยอดขายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คในกัมพูชาเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน

“ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คที่ได้รับความนิยมในประเทศกัมพูชา คือ นม ยู.เอช.ที. รสหวาน  อนาคตคาดว่า เทรนด์การบริโภคนมในกัมพูชาจะมีความหลากหลายมากขึ้น โดยนมรสจืด รสช็อคโกแลต รสสตรอเบอร์รี่ และนมพร่องมันเนยจะได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทาง อ.ส.ค.จะส่งเสริมและร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายหรือเอเย่นที่แข็งแกร่งในกัมพูชา จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท จิระภา จำกัด บริษัท บอร์เดอร์พลัส จำกัด และ หจก.บ่วงหลี ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานตลาดและขยายกลุ่มผู้บริโภคนมไทย-เดนมาร์คในกัมพูชาเพิ่มขึ้น อาทิ การจัดโปรโมชั่นและกระจายสินค้า การขยายช่องทางจำหน่ายในธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ยังสามารถที่จะเติบโตได้อีก ขณะเดียวกันยังมีแผนเร่งศึกษาสำรวจข้อมูลตลาดนมในกัมพูชาอย่างจริงจังและปรับแผนกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อแข่งขันกับสินค้าคู่แข่งที่วางขายในท้องตลาดกัมพูชากว่า 10 ยี่ห้อ อาทิ ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง อังกอร์มิลค์ อินโดมิลค์ และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมผงหลายยี่ห้อ เป็นต้น ” ดร.ณรงค์ฤทธิ์กล่าว

นอกจากจะขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คไปยังตลาดกัมพูชา ลาว และพม่าแล้ว ประเทศมาเลเซียเป็นอีกหนึ่งตลาดส่งออกที่น่าสนใจ มีความเป็นไปได้และมีศักยภาพสูง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้าย คือ ส่งเอกสารรับรองเพิ่มเติมจากกรมปศุสัตว์ให้ทางมาเลเซียพิจารณาอนุญาตนำเข้า คาดว่า ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้  อ.ส.ค.จะสามารถเปิดตลาดส่งออกนมไทย-เดนมาร์คไปยังมาเลเซียได้ อนาคตคาดว่า มาเลเซียจะเป็นประตูส่งออกสินค้าขยายไปสู่ตลาดสิงคโปร์ บรูไน และอินโดนีเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศมุสลิมอื่นๆ ด้วย

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจตามพื้นที่สำเร็จตามเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270845

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจตามพื้นที่สำเร็จตามเป้าหมาย

กรม, ฝนหลวง, ปฏิบัติภารกิจ, ตาม, พื้นที่, สำเร็จ, เป้าหมาย, กรมฝนหลวงฯ

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

กรมฝนหลวงฯ ปฏิบัติภารกิจตามพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงสำเร็จตามเป้าหมาย

 

วันที่ 10 เมษายน 2560 เวลา 12.00 น. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง       และการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกของประเทศไทย และ          มีการขอรับบริการฝนหลวงจากเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวง บริเวณอำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง     ภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรี เร่งปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมาย

โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงวันที่ 9 เมษายน 2560 พบว่า หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง    ภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรี ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจจำนวน 6 เที่ยวบิน จำนวนชั่วโมงบิน 9.30 ชั่วโมง          ใช้สารฝนหลวงจำนวน 4.2 ตัน ได้รับการแจ้งรายงานข้อมูลฝนตกจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ว่า มีฝนตกประมาณ 1 ชั่วโมงในพื้นที่เป้าหมายที่ขอรับบริการฝนหลวง คือ อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา      และพื้นที่ใกล้เคียง คือ อำเภอท่าตะเกียบ แปลงยาว และพนมสารคาม มีปริมาณน้ำฝนวัดได้ 58 มิลลิเมตร    ทำให้สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งของเกษตรกรผู้ขอรับบริการ และพื้นที่การเกษตรกรรม ได้แก่ นาปรัง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะละกอ และไร่มะลิ ได้สำเร็จ

สำหรับภาพรวมการปฏิบัติการฝนหลวงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงปฏิบัติการ      เติมน้ำในเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบางแห่ง บริเวณพื้นที่       อำเภอปากช่อง วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา และพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำตะคองและลำพระเพลิง           ส่วนในภาคตะวันออกบริเวณพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางบริเวณพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์        วังน้ำเย็น เขาฉกรรจ์ คลองหาด จังหวัดสระแก้ว และอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี รวมถึงพื้นที่ลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำคลองสียัดด้วย

“พญายอ” แก้งูสวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270837

“พญายอ” แก้งูสวัด

พญา, แก้, งูสวัด, พญายอ, แก้งูสวัด

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                 จะพบต้น “พญายอ” ได้ทั่วไปในทุกภาคของบ้านเรา ตามชายทุ่ง ที่โล่ง ชนบทนิยมปลูกขึ้นได้ดีในดินที่มีความชื้นปานกลาง แสงแดดดี ใบมีสรรพคุณทางยา ช่วยบรรเทาอาการอักเสบเฉพาะที่ ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคเริม งูสวัด เป็นต้น

เป็นไม้พุ่มในวงศ์ ACANTHACEAE สูงเต็มที่ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นกิ่งก้านสีเขียว ผิวต้นเรียบ

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน รูปรีแคบ ขอบขนาน ใบกว้าง 0.5-1.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-13 เซนติเมตร ปลายและโคนใบแหลม ริมใบเรียบ

ดอก ออกเป็นช่อ กระจุกที่ปลายกิ่ง มี 5 ดอกย่อยขึ้นไป กลีบดอกสีแดงส้ม โคนกลีบสีเขียวติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 2 ส่วน

ผล ผลแห้งกลมรีสีน้ำตาลแก่ แตกได้ ข้างในผลมีเมล็ดเล็กๆ มาก

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด