“การเกษตรไทย”ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270780

“การเกษตรไทย”ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ?

การเกษตรไทย, จริ, สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย, การเกษตร, ไทย, ต้อง, พึ่งพา, สารเคมี, กำจัด, ศัตรูพืช, จริง, หรือ

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

           สมาคมวิทยาการวัชพืชไทย จัดเสวนา “การเกษตรไทย…  ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ?” เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อเท็จจริงสารกำจัดศัตรูพืช  ภาครัฐ เอกชน ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อวางกรอบความร่วมมือเชิงนโยบาย ร่วมพัฒนาการเกษตรก้าวสู้ไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืนร่วมกัน

 “การเกษตรไทย"ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ?

             ดร.จรรยา  มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเปิดงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “การเกษตรไทย… ต้องพึ่งพาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจริงหรือ?” ว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่ตัวเกษตรกร นักวิชาการทั้งภาครัฐ และเอกชน ผู้บริโภค ผู้ประกอบการธุรกิจสารเคมี ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อเท็จจริงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพื่อนำไปสรุปเป็นประเด็นนำเสนอเชิงนโยบาย ในการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยต่อไป

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่ทำการเกษตรถึง 149 ล้านไร่ มีแรงงานอยู่ในภาคการเกษตรประมาณ 17 ล้านคน สามารถผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชที่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และยังสามารถทำรายได้จากการส่งออกถึงปีละ 1.2 ล้านล้านบาท ในพื้นที่การเกษตรทั้งหมด มีการเกษตรอินทรีย์ (ไม่ใช้สารเคมี) ประมาณ 3 แสนไร่ หรือคิดเป็น 0.17 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พื้นที่อีก 148.7 ล้าน หรือ 99.83 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อใช้ป้องกันความเสียหายของผลผลิตทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีสถิติการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง วัชพืช) ในปี 2520 – 2559 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2520 ปริมาณนำเข้าทั้งหมด 6,811 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 154,568 ตัน ในปี 2559 หรือคิดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.84 กิโลกรัมต่อไร่  ในขณะที่หากเทียบกับประเทศญี่ปุ่น มาเลเซียและเกาหลีใต้ มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชสูงมากเฉลี่ยปีละ 4 และ 8 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ

“สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรด้านวิชาการที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2520  เพื่อเป็นหน่วยงานที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องสารกำจัดวัชพืชให้แก่สมาชิกของสมาคมฯ และสาธารณชน ให้ได้รับข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้อง และติดตามรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร ตลอดจนนักวิชาการ และองค์กรเครือข่ายเตือนภัยสารเคมี  ร่วมกันเสนอความคิดเห็นและรับฟังเหตุผลทางวิชาการในทุกแง่มุม เพื่อพิจารณากำหนดบทบาทที่ชัดเจนของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยการขับเคลื่อนพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรของไทยให้ก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยลานของรัฐบาลอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

จากการคาดการณ์จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่าในระยะ 33 ปีข้างหน้า ประชากรจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 34 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9 พันล้านคนในปี 2597 จะส่งผลให้มีความต้องการอาหารเพื่อบริโภคเพิ่มขึ้นในขณะที่พื้นที่การเกษตรทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ มีความจำเป็นที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้เพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกมีจำกัด สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน การระบาดของศัตรูพืชเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาแรงงงานที่หายากและมีราคาแพง เป็นความท้าท้ายของเกษตรกรที่ต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกล หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช การทำเกษตรแบบแม่นยำสูง พันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลิตสูง หรือการใช้พันธุ์พืชตัดแต่งแปลงพันธุกรรมให้ต้านทานต่อศัตรูพืช แลสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่สามารถให้ผลิตภาพสูงขึ้น ซึ่งสมาคมฯ พบว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการผลิตสินค้าเกษตร จากต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ของเกษตรกรผู้ผลิต ตลอดจนมาตรการดูแลการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดโลก และเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ รับฟังข้อจำกัด และความกังวลของทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อร่วมกันนำเสนอเป็นกรอบความร่วมมือเชิงนโยบายแก่ภาครัฐต่อไป

สำหรับการจัดเสวนาในครั้งนี้มีผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน อาทิ ดร.สุวิทย์  ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร,ดร.ศุภชัย สุทธิเจริญ เกษตรกรอิสรที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์และ GAP, ดร.สมบัติ ชิณะวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัรฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมด้วย นางสาววัชรีภรณ์  พันธ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย , นายวีระชัย  ประทักษ์วิริยะ ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยจะมีเกษตรกรนักวิชาการ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ตัวแทนจากภาคเอกชนผู้ส่งออกสินค้าเกษตร  ร่วมรับฟังการเสวนาครั้งนี้กว่า 300 คน โดยคาดหวังว่าจะเป็นเวทีสร้างสรรค์ที่ทุกภาคส่วนจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องทั้งบวกและลบของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีบทบาทต่อการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยแลมีคุณภาพของประเทศไทยต่อไป

ส.ป.ก. ขออนุมัติ จัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270770

ส.ป.ก. ขออนุมัติ จัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ชายแดนใต้

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

     หลังจากพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.)ครั้งที่2/2560ณห้องประชุมไชยยงค์ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ พร้อมเดินหน้ากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในจังหวัดนราธิวาส เพื่อเร่งแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ตามโครงการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน

       ผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.)ครั้งที่2/2560มีเรื่องพิจารณาจำนวน6วาระ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

         1.ขออนุมัติกำหนดเขตที่ดินในท้องที่ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ ต.บางปอ อ.เมือง จ.นราธิวาส.ดุงชอ ต.ช้างเผือก ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาสให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินตามโครงการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินเนื้อที่ประมาณ1,194ไร่

           2.ขออนุมัติกำหนดเขตที่ดินในท้องที่ ต.ปูโยะและต.มูโนะ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาสให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินตามโครงการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินเนื้อที่ประมาณ546ไร่

           3.ขออนุมัติกำหนดเขตที่ดินในท้องที่ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาสให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินตามโครงการจัดหาที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกินเนื้อที่ประมาณ157ไร่

           4.การอนุญาตให้องค์การบริหารส่วนตำบลหนองมะค่าโมงใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.ด่านช้างจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อสร้างระบบการกำจัดขยะมูลฝอยเนื้อที่10ไร่

          5.ความก้าวหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่36/2559

           6.รายงานผลการประชาคมการนำที่ดินรกร้างว่างเปล่า พื้นที่ต.ณรงค์ อ.ศรีณรงค์ จ.สุรินทร์เนื้อที่ประมาณ3,347ไร่มาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน

            ทั้งนี้ ส...นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมิชอบด้วยกฏหมาย ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่36/2559โดยสอบสวนสิทธิ63,000ราย รังวัดที่ดินและผ่านคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.) 43,000รายมอบส...4-01 63,000ราย ตรวจสอบการถือครองที่ดิน(12,000,000ไร่)พัฒนาผู้แทนเกษตรกร1,630ราย พัฒนาเกษตรกรโครงการขับเคลื่อนชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง10,000ราย และโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่3,700ราย ฯลฯ 

กรมประมงชวนสร้างบุญใหญ่ แนะเคล็ดลับปล่อยปลาสายพันธุ์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270724

กรมประมงชวนสร้างบุญใหญ่ แนะเคล็ดลับปล่อยปลาสายพันธุ์ไทย

กรมประมง, ชวน, สร้าง, บุญใหญ่, แนะ, เคล็ดลับ, ปล่อย, ปลา, สายพันธุ์, ไทย

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

          งานบุญปีนี้กรมประมงวอนผู้ใจบุญที่นิยมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตในวันเริ่มต้นปีใหม่ของไทย ให้เลือกปล่อยสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทย เช่น ปลาหมอ ปลาสวายปลาตะเพียนทอง ปลากระแห เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ

การปล่อยปลาถือเป็นอีกกิจกรรมบุญที่อยู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน ประชาชนชาวไทยนิยมปล่อยสัตว์น้ำเพื่อเสริมดวงชะตาและสะเดาะเคราะห์ แต่ก็มีปลาบางชนิดที่ประชาชนนำมาปล่อยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างถิ่น อาทิ ปลาซัคเกอร์หรือปลาเทศบาล เต่าญี่ปุ่น ปลาดุกยักษ์ (สายพันธุ์ต่างประเทศ) ดังนั้นในช่วงเทศกาลงานบุญใหญ่นี้จึงถือเป็นฤกษ์ดีในการเริ่มต้นการมีส่วนร่วมอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยไม่ให้สูญหายไปจากประเทศ และแน่นอนว่าการปล่อยสัตว์น้ำนอกจากจะได้บุญกับตัวคนปล่อยแล้ว สัตว์น้ำก็จะสามารถมีชีวิตเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยต่อไปได้

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ขอความกรุณาอย่าปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นหากลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากสัตว์น้ำเหล่านี้จะไปรุกรานสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแท้ จนทำให้ปลาพื้นเมืองของไทย อาทิ ปลาช่อน ปลาดุกด้าน ปลาตะเพียน ปลายี่สก ฯลฯ บางชนิดตกอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งถือเป็นการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยอีกด้วย กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการดูแลทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศ ได้ดำเนินการเร่งแก้ไขมาโดยตลอดทั้งในเรื่องการออกระเบียบข้อกำหนดในการจัดการสัตว์น้ำชนิดพันธุ์ต่างถิ่น

การสร้างการรับรู้การเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำ ส่งผลทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาสนใจรายละเอียดการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและสถานที่การปล่อย แต่เนื่องจากระยะหลังมีโฆษณาชวนเชื่อที่ว่าปลาซัคเกอร์เป็นปลาราหู หากนำไปปล่อยผู้ปล่อยจะได้โชคลาภรวมถึงจะเป็นการปล่อยสิ่งที่ไม่ดีออกจากชีวิต ความเชื่อดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใจบุญทั้งหลายต่างยอมควักกระเป๋าไปหาซื้อปลาดังกล่าวไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อหวังที่จะสะเดาะเคราะห์สร้างบุญกันมากขึ้น ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะปลาซัคเกอร์ไม่ใช่ปลาราหู ปลาราหู จริงๆแล้วหมายถึง ปลากระเบน ดังนั้นคนที่ซื้อปลาซัคเกอร์ไปปล่อยในแม่น้ำแทนที่จะได้บุญกลับเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างปัญหาให้กับระบบนิเวศมากกว่า การปล่อยสัตว์น้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คนไทยเรานิยมทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ หรือสั่งสมบุญกุศลไว้ให้ตัวเองแล้วนั้น การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำโดยทั่วไปจะต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของปลาและสิ่งแวดล้อมของสถานที่ที่จะนำไปปล่อยด้วย เนื่องจากสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีนิสัยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน

ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสรอดให้กับสัตว์น้ำที่ท่านได้เลือกนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมงจึงขอแนะนำวิธีในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่ถูกต้อง ดังนี้ -2- 1.ปลาช่อน/ปลาดุกอุย/ปลาดุกด้าน ควรปล่อยให้ลำคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ ริมตลิ่งบ้าง และน้ำควรเป็นน้ำสะอาด 2.ปลาไหล ควรปล่อยลงในแม่น้ำ ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะ และกระแสน้ำไหลไม่แรงมาก เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัย 3.กบ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะ

ดังนั้น ไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำ ควรหาที่นา หรือคลองที่เป็นธรรมชาติ มีกอหญ้าหรือไม้น้ำจะดีกว่า เพราะกบก็จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย และยังเป็นที่อยู่ของแมลง ซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย 4.ปลาสวาย/ปลาบึก/ปลาตะเพียน ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เพราะปลาเหล่านี้เมื่อโตเต็มที่ เป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นจึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการดำรงชีวิต 5.คุณภาพของน้ำที่เอื้อการอาศัยของสัตว์น้ำ โดยก่อนปล่อยสัตว์น้ำ ควรสังเกตสีน้ำในแหล่งที่ปล่อยต้องมีสีไม่ดำ หรือเขียวเข้มจัด เพราะเป็นน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ หากปล่อยลงไปจะทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ 6. คุณภาพของสัตว์น้ำที่ปล่อย ควรเป็นสัตว์น้ำที่มีสุขภาพดี สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่มีแผลตามลำตัว หากปล่อยสัตว์น้ำที่เป็นโรคลงไปในแหล่งน้ำ จะเป็นการแพร่ขยายเชื้อโรคสู่ธรรมชาติ 7.เวลาปล่อยสัตว์น้ำควรเป็นเวลาเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด เพราะหากปล่อยสัตว์น้ำในที่มีแสงแดดจัด อาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทันและอาจตายได้ การปล่อยปลาหรือสัตว์น้ำเพื่อสร้างบุญกุศลและเสริมดวงชะตาตามความเชื่อนั้น

ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องปล่อยที่วัดเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเราปล่อยสัตว์น้ำบางชนิดที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณหน้าวัด สุดท้ายสัตว์น้ำเหล่านั้นก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ เราควรที่จะเลือกสถานที่ที่เมื่อเราปล่อยสัตว์น้ำเหล่านั้นไปแล้วจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บริเวณสถานที่นั้นๆ ได้ ตามที่ได้แนะนำไว้ข้างต้น อธิบดีกรมประมงกล่าวในตอนท้ายว่า สงกรานต์ปีนี้กรมประมงขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายโปรดดลบันดาลให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนาทุกประการ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้เลิกปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติและให้หันมาปล่อยสัตว์น้ำพันธุ์ไทยแทน ซึ่งนอกจากจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วยังได้บุญแน่นอน เพราะการปล่อยสัตว์น้ำพันธุ์ไทยถือเป็นการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพให้กับประเทศอีก ทางหนึ่งด้วย

ปศุสัตว์ส่งเสริมฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพระยะที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270667

ปศุสัตว์ส่งเสริมฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพระยะที่ 2

ฟาร์มโคเนื้อ, ปศุสัตว์, ส่งเสริม, ฟาร์ม, โคเนื้อ, สร้าง, อาชีพ, ระยะ, ที่

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                        โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพระยะที่ 2  ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี  วัตถุประสงค์เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อให้กับเกษตรกรมีรายได้อย่างยั่งยืน  และเพิ่มผลผลิตโคเนื้อและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ 

นายสัตวแพทย์อภัย  สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวว่า โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2  ระยะเวลาดำเนินการ 7  ปี  (พ.ศ.2560 – 2567)  เป้าหมายของโครงการฯ คือ องค์กรเกษตรกร(สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน) จำนวน 360 องค์กร รวม 3,600 ราย โคเนื้อเพศเมีย 18,000 ตัว  การกู้ยืมเงิน ค่าแม่โคเนื้อ รายละไม่เกิน  5 ตัวๆ ละราคาไม่เกิน 40, 000 บาท  ค่าก่อสร้างและ/หรือ ปรับปรุงโรงเรือนและแปลงหญ้ารายละไม่เกิน 50,000 บาท

อธิบดีกรมปศุสัตว์  กล่าวเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของเกษตรกร ว่า ต้องเป็นสมาชิกองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ อายุ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 65 ปี  มีที่ตั้งฟาร์มโคเนื้ออยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบขององค์กรเกษตรกรนั้น และสมาชิกมีภูมิลำเนาที่สามารถดูแลฟาร์มโคเนื้อของตนเองได้ตลอดเวลา  มีโรงเรือนพร้อมลานปล่อย  มีแหล่งน้ำเพียงพอและมีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ไม่น้อยกว่า 5 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกหญ้าต้องเป็นพื้นที่ที่มีหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของหรือมีหลักฐานการขอใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างน้อย 7 ปี  ต้องไม่เป็นบุคคลที่ผิดนัดชำระหนี้หรือสัญญาโครงการธนาคารโค – กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ หรือเงินทุนของทางราชการโครงการอื่นๆ เว้นแต่ส่วนราชการจะเห็นว่ามิใช่ความผิดของเกษตรกรที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้  เกษตรกรต้องสะสมเงินทุน เช่น มีการออมรายเดือน รายปี  หรือสะสมทุนจากจากผลประโยชน์ที่ดำเนินการร่วมกันตามความเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างสภาพคล่อง  เกษตรกรต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เข้าไปตรวจสอบสุขภาพแม่โคเนื้อของโครงการ  สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการได้  คุณสมบัติขององค์กรเกษตรกร  เป็นองค์กรเกษตรกรที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการ  มีทุนเรือนหุ้นไม่ต่ำกว่า สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร 50,000 บาท  วิสาหกิจชุมชน  10,000 บาท  มีแผนการดำเนินการธุรกิจแผนการผลิตจำหน่ายโคเนื้อ  องค์กรเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการผู้เลี้ยงโคเนื้อ ต้องไม่ผิดนัดชำระหนี้เงินทุนของทางราชการ เว้นแต่ส่วนราชการที่รับผิดชอบเงินทุนจะเห็นว่ามิใช่ความผิดขององค์กรเกษตรกรที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับเอกสารการสมัครได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ โทร. 0 – 2653 – 4444  ต่อ 3323-4

“สุเมธี ทิพย์อาสน์”ปลูกกล้วยน้ำว้าแซมยางพาราทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270645

“สุเมธี ทิพย์อาสน์”ปลูกกล้วยน้ำว้าแซมยางพาราทำเงิน

สุเมธี, ทิพย์, อาสน์, ปลูก, กล้วยน้ำว้า, แซม, ยางพารา, ทำเงิน, สุเมธี ทิพย์อาสน์, กล้วย

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

           ด้วยมองว่า “กล้วย” เป็นพืชให้คุณประโยชน์ทั้งต้น “สุเมธี ทิพย์อาสน์” เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 27 ปี ใช้ผืนดินกว่า 30 ไร่ ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย ปลูก “กล้วยน้ำว้า” นำผลผลิตส่งขาย ทำขนม เลี้ยงสัตว์ต่างๆ สร้างรายได้มั่นคง

          “สุเมธี” เล่าว่า เป็นชาว อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น แต่ได้มาทำงานรับดูแลสวนยางพาราให้เกษตรกรที่ จ.เลย ทุกวันจะเห็นพ่อค้ามารับซื้อกล้วยน้ำว้าที่นี่ไปขายส่ง จึงมีแนวคิดขอใช้พื้นที่ว่างจากเจ้าของสวนยางปลูกกล้วยน้ำว้าแซมในพื้นที่

            “เริ่มปลูกจริงจังปี 2555 เพราะเห็นว่าเป็นพืชที่น่าสนใจ ราคาขายส่งหวีละ 15-18 บาท ถือว่าราคาดี เหตุผลหนึ่งอาจมาจากน้ำท่วมปี 2554 ทำให้พื้นที่การเกษตรของภาคกลางได้รับความเสียหาย ขณะที่ความต้องการของตลาดมีมาก จึงตัดสินใจปลูกในสวนยางบนพื้นที่กว่า 30 ไร่” สุเมธี แจง

            พร้อม บอกอีกว่า เพราะกล้วยปลูกและดูแลง่ายส นำไปแปรรูปได้หลายอย่าง จึงวางระบบการปลูกเชิงธุรกิจ ทั้งระบบน้ำ วางระบบการเพาะปลูกให้มีผลผลิตขายตลอดทั้งปี ศึกษาและวางระบบการตลาด รวมถึงการดูแลรักษาป้องกันศัตรูพืชแบบชีวภาพให้ครอบคลุม

             โดยเขาเลือกปลูกกล้วย 3 สายพันธุ์ คือกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และกล้วยหอมอีสาน โดยกล้วยน้ำว้ามุ่งนำไปแปรรูป รับประทานผลสด ส่วนกล้วยหอมให้ทันขายช่วงตรุษจีน และกล้วยหอมอีสานนำไปแปรรูปเป็น กล้วยตาก กล้วยอบน้ำผึ้ง กล้วยอบเนย เป็นต้น

              ปัจจุบันเขาขายส่งกล้วยสัปดาห์ละ 3 ตัน กว่า 7,000 หวี ทั้งเป็นพ่อค้ารับซื้อควบคู่ และสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกล้วยอินทรีย์ พร้อมคิดค้นสูตรปราบแมลงศัตรูพืชชีวภาพ ใช้น้ำชีวภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตกล้วยโดยตั้งเป้า 1 เครืออย่างต่ำต้องมี 15-18 หวี

              อย่างไรก็ตาม สุเมธี ฝากถึงเกษตรกรที่อยากรายรายละเอียด เขายินดีให้คำปรึกษา พร้อมมีต้นพันธุ์กล้วยทุกสายพันธุ์ และคู่มือการปลูกให้ด้วย สนใจโทรสอบถามได้ที่ 093-3799047 หรือหากจะเดินทางไปดูศึกษาจากของจริงที่ 124 หมู่ 3 ต. ผาอินทร์แปลง อ. เอราวัณ จ.เลย เจ้าของสวนก็ยินดีให้ความรู้

กรมวิชาการฯตรวจสอบพบการจัดซื้อสารบีทีปลอมถูกทิ้งเกลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270644

กรมวิชาการฯตรวจสอบพบการจัดซื้อสารบีทีปลอมถูกทิ้งเกลื่อน

สารบีที, กรมวิชาการ, ตรวจสอบ, การ, จัดซื้อ, สาร, ปลอม, ถูก, ทิ้ง, เกลื่อน

กรมวิชาการฯตรวจสอบพบการจัดซื้อสารบีทีปลอมถูกทิ้งเกลื่อน

                นายสุวิทย์  ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยกรณีข่าวมีการจัดซื้อสารบีทีปลอมมูลค่ากว่า 198 ล้านบาทในการจัดซื้อสารบีทีของจังหวัดประจวบคิรีขันธ์ระหว่างปี 2553–2555 และพบสารบีทีปลอมถูกกองทิ้งไว้โดยไม่ได้นำไปแจกจ่ายเกษตรกรจำนวนมากนั้น ว่าการจัดซื้อสารบีทีจากการประกาศภัยพิบัติฉุกเฉินเมื่อปีงบประมาณ 2555 กรมวิชาการเกษตรไม่ได้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแต่อย่างใด เพียงแต่ได้รับการประสานงานให้ตรวจสอบสินค้าดังกล่าวว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและมีคุณภาพได้มาตรฐานหรือไม่

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสารบีทีดังกล่าวไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากบีทีเป็นสารชีวินทรีย์กำจัดแมลงศัตรูพืชที่จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ซึ่งผู้ใดประสงค์ที่จะผลิตหรือนำเข้าให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน พร้อมเอกกสารทางวิชาการ ได้แก่ แผนการทดลองประสิทธิภาพ และเอกสารรายงานผลการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ต่อกลุ่มวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรจะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการควบคุมและกำกับดูแลการทดสอบประสิทธิภาพของสารในแปลงทดลองของผู้ประกอบการ หากผลการทดสอบพบว่าสารที่มาขอขึ้นทะเบียนมีคุณสมบัติความเข้มข้นได้มาตรฐานตรงตามฉลากที่ขอขึ้นทะเบียน จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการนำเข้าพิจารณาในคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรต่อไป

กรณีของสารบีที่ที่จัดซื้อไว้จำนวนมากตามที่เป็นข่าวนั้นเป็นสารบีทีที่ไม่ได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนเพื่อผลิตกับกรมวิชาการเกษตร ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายพ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 2ปี หรือทั้งจำและปรับ

เกษตรฯ นำร่อง SMART FARMER ใช้ระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270627

เกษตรฯ นำร่อง SMART FARMER ใช้ระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์

นำร่องSmart, Farmerใช้บัตรอิเล็กทรนิกส, สมาร์ทฟาร์มเมอร์, เกษตร, นำร่อง, Smart, Farmer, ใช้, ระบบ, บัตร, อิเล็กทรอนิกส์, เกษตรฯ, Smart Farmer

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                  นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการทดสอบการใช้บัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Card) ณ วัดลานตากฟ้า ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาเกี่ยวกับทะเบียนเกษตรกรใน 3 กิจกรรม คือ 1) ฐานข้อมูลเครื่องจักรกลการเกษตร ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  2) ระบบฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตรเป็นเจ้าภาพหลัก และ 3) ระบบบัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Card) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และบริษัทอีการ์ดสตูดิโอ

สำหรับระบบบัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Card) นั้น ได้ดำเนินการโครงการนำร่องสำหรับเกษตรกร “Smart Farmer” เพื่อให้เกษตรกรก้าวทันยุคดิจิตอล โดยการนำเทคโนโลยี GEO Location หรือระบบแผนที่ และบัตรประจำตัวเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ (E-Card) มาใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกสำหรับเกษตรกรในการแจ้งการเพาะปลูก การแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตลอดจนการรับสวัสดิการของรัฐ เพื่อประโยชน์ของภาครัฐในด้านการบริหารจัดการภาคการเกษตรของสินค้าเกษตร และโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างรวดเร็วผ่านการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว

นายประสงค์  ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ บริษัท อีคาร์ท สตูดิโอ จัดทดสอบระบบบัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อประยุกต์ใช้ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาระบบบัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ให้รองรับระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกรผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย 256 ครัวเรือน ณ วัดลานตากฟ้า ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยการทดสอบครั้งนี้ จะเป็นการรับทราบข้อคิดเห็น และพิจารณาทิศทางการยอมรับของเกษตรกร เพื่อทำการปรับปรุงระบบต่อไป นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่ายพิจารณายกเว้นค่าบริการเครือข่ายและสนับสนุนการเปลี่ยนอุปกรณ์มือถือสมาร์ทโฟน และสนับสนุนขั้นตอนการเปิดใช้บริการหากเกษตรกรมีความประสงค์ สำหรับการเข้าถึงเว็บไซต์แจ้งปลูกผ่านระบบบัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่เกษตรกรที่ใช้บริการดังกล่าว

ทั้งนี้ หากการทดสอบระบบบัตรเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์ประสบผลสำเร็จ  จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มช่องทางการขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้โดยตนเอง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางและสามารถตอบสนองการให้บริการของรัฐได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรมชลฯเร่งศึกษาแหล่งสำรองน้ำภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270485

กรมชลฯเร่งศึกษาแหล่งสำรองน้ำภาคตะวันออก

กรมชลประทาน, กรมชล, เร่ง, ศึกษา, แหล่ง, สำรอง, น้ำ, ภาค, ตะวันออก

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์  รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายวิชาการและรองโฆษกกรมชลประทานเปิดเผยว่ากรมชลประทานได้เตรียมนำโครงการผันน้ำจากแม่น้ำสตึงนัม ประเทศกัมพูชา เข้ามาใช้ในฝั่งไทย หารือในที่ประชุม คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเดินหน้าโครงการนำน้ำจากต่างประเทศมาสำรองใช้ในภาคตะวันออก เพราะกรมชลประทาน ประเมินว่าอีกประมาณ กว่า 5-10 ปีข้างหน้า ภาคตะวันออกจะมีการเติบโตทั้งภาคเกษตร และอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีน้ำสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน

            “โครงการผันน้ำจากแม่น้ำสตึงนัมเป็นโครงการต่อเนื่อง จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนัม ที่กระทรวงพลังงานไปเจรจาในการซื้อน้ำมาผลิตไฟฟ้า ที่เป็นโครงการที่ร่วมมือระหว่างกัมพูชาและไทย ทางกรมชลประทานเล็งเห็นน้ำที่เหลือจากการผลิตพลังงานไฟฟ้า หากเจรจาต่อรองเพื่อผันเข้ามาทางจังหวัดจันทบุรี มาเข้าเขื่อนประแสร์ ไว้ใช้ในภาคตะวันออกแต่กรมชลประทานไม่ได้คิดจะผันน้ำจากกัมพูชามาใช้เพื่อความมั่นคงด้านน้ำ ที่คาดว่าหากไม่เตรียมสำรองอาจเกิดวิกฤตขาดน้ำได้ แต่ขณะนี้เตรียมสร้างอ่างเก็บไว้ 4 อ่างที่ วังโตนด จังหวัดจันทบุรี สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ 300-400 ล้านลบ.ม.ซึ่งเพียงพอที่จะใช้ใน 4-5 ปีข้างหน้า”นายสมเกียรติ กล่าว

         ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า เพื่อสำรองน้ำไว้รองรับความต้องการอีก 5-10 ปีข้างหน้า จึงต้องเตรียมเจรจาว่าน้ำที่จะเอามาใช้ในฝั่งไทย ที่เป็นน้ำเหลือจากการสร้างพลังงานไฟฟ้าที่กัมพูชา หากกัมพูชาขายแพง ไทยก็คงต้องหาวิธีอื่น เพราะอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะไทยยังมีแผนในการบริหารจัดการน้ำในประเทศ ที่ขณะนี้มีประสิทธิภาพพอสมควร

         “ภาคตะวันออกภาคอุตสาหกรรมเจริญเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้แนวโน้มที่การใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเพิ่มมากตามด้วย แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือน้ำที่นำมาใช้ไม่เพียงพอแต่ความต้องการในการใช้น้ำมีมากขึ้นมากทุกขณะ จึงมีนโยบายในการนำน้ำจากลุ่มน้ำต่างๆ เพื่อนำมาป้อน ดังนั้นการผันน้ำเข้ามาสู่ภาคอุตสาหกรรมหลักๆจึงจำเป็น กรมชลประทานจึงต้องศึกษาการพัฒนาน้ำจากลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มาใช้และสำรองในเวลาที่จำเป็น”

แขวนหมวกสันติบาล จับหมวกเกษตรกรเต็มขั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270487

แขวนหมวกสันติบาล จับหมวกเกษตรกรเต็มขั้น

รตทสมบูรณ์ พลวัฒน์, แขวน, หมวก, สันติบาล, จับ, เกษตรกร, เต็ม, ขั้น, แขวนหมวกสันติบาล

โดย – คนิตา สีตอง

          ร.ต.ท.สมบูรณ์ พลวัฒน์ อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล จ.ตรัง อยู่บ้านเลขที่ 38/10 ถ.โคกขัน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่า ก่อนที่จะเกษียณก็ได้วางแผนว่าจะต้องมีอะไรทำ ที่จะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ก็คิดว่าว่าปลูกกล้วยไข่แซมในพื้นที่ว่างกลางร่องสวนปาล์มน้ำมัน เพราะเคยปลูกมาเมื่อปี 2538 จากนั้นก็ได้จัดหากล้าพันธุ์กล้วยไข่ และวางรูปแบบการปลูก

        สาเหตุที่เลือกปลูกกล้วยไข่แทนการปลูกกล้วยน้ำหว้า เหมือนเกษตรกรรายอื่นๆ เพราะว่าใช้พื้นที่ปลูกน้อยกว่า หากปลูกกล้วยน้ำว้า ระยะห่างของต้นปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 9 เมตร ซึ่งกล้วยน้ำว้า ยิ่งโตกอจะยิ่งใหญ่ขยายขึ้นเรื่อยๆและตายยาก แต่กล้วยไข่จะตายเองในระยะเวลาประมาณ 6 ปี ซึ่งจะหมดสภาพไปเอง โดยที่คนปลูกไม่ต้องลงทุนให้รถมาไถ ซึ่งตนได้ปลูกกล้วยไข่แซมสวนปาล์มน้ำมัน บนเนื้อที่ 5 ไร่ การดูแลไม่ยุ่งยาก ปล่อยตามธรรมชาติ โดยเมื่อต้นกล้วยเข้าช่วงปีที่ 2 จะเริ่มแตกหน่อขึ้นมา และจะสังเกตว่าต้นไหนไม่สมบูรณ์ ก็จะเสริมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ จะไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ส่วนการดูแลก็ไม่ยาก ไม่ต้องรดน้ำ จะใช้น้ำฝนเพราะพื้นที่ตรงนี้จะมีความชุ่มชื้นของพื้นที่อยู่แล้ว และได้มีเจ้าหน้าที่ได้ลงมาสำรวจแปลงกล้วยไข่ ไม่ใช้สารเคมี เพื่อที่ให้ทางตนไปร่วมจำหน่ายที่ตลาดเกษตรกรปลอดสารพิษ

       ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้นำกล้วยไปวางจำหน่ายที่บริเวณหน้าบ้าน ก็ขายได้ไม่เดือดร้อน เรื่องการขาย แต่หลังจากที่มีร้านขายกาแฟมาเช่าหน้าบ้าน ก็เลยต้องวิ่งหาตลาด พร้อมนำกล้วยไปให้ดู เมื่อร้านค้าต่างๆเห็นกล้วยไข่ก็ตกลงรับซื้อ เพราะสภาพดูดี ผิวสวย หากผิวไม่สวยเขาก็ปฏิเสธ เพราะกล้วยไข่ ชาวไทยเชื้อสายจีนจะนิยมนำไปไหว้พระ โดยราคาขายจากสวนจะขายในราคากิโลกรัมละ 15 บาท ยกทั้งเครือจะตัดด้านบนเสมอลูกสุดท้าย ส่วนปลายก็ตัดเสมอ แล้วนำขึ้นชั่งกิโลขาย โดยเคยชั่งได้นำหนักกล้วยไข่เครือใหญ่สุดมีน้ำหนักถึง 14 กิโลกรัม ซึ่งกล้วยไข่หวีใหญ่ ขายหวีละ 70 บาท 60 บาท 50 บาท ลดหลั่นลงมา ขณะเดียวกันสามารถจัดการดูแลให้กล้วยสุกพร้อมๆกันได้ โดยเฉพาะในช่วงวันพระจะขายดี คนซื้อจะดูว่ากล้วยสุก 4-6 ลูก หรือสุกทั้งหมด เพื่อนำไปไหว้พระ ส่วนกล้วยไข่ลูกเล็กๆ จะมีแม่ค้าทำขนมข้าวม่าวทอดไส้กล้วย จะมาติดต่อซื้อ

        ทั้งนี้ ตนมีรายได้ในการเก็บกล้วยไข่ขายตกเดือนละ 7,000 – 8,000 บาททุกเดือน นำมาใช้จ่ายเป็นค่าน้ำมันรถ ค่าปุ๋ยปาล์ม ค่าใช้ใช้จ่ายงานสังคมต่างๆ แทนการใช้เงินส่วนอื่น ลดค่าใช้จ่ายไปได้มากในระยะเวลา 6-10 ปี กล้วยไข่ก็จะหมดสภาพย่อนสลายไปเองโดยไม่ต้องเสียแรงทำลาย และกลายเป็นปุ๋ยในดิน และปาล์มก็ได้เก็บผลผลิตต่อไป อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ตนเองก็จะหาพื้นที่ใหม่เพื่อปลูกกล้วยไข่ต่อไปเนื่อง จากตนเองก็มีต้นพันธุ์กล้วยไข่อยู่แล้วและตลาดยังคงมีความต้องการกล้วยไข่สูง

กระทรวงเกษตรฯ ลงตรวจสอบสินค้าเกษตรในตลาดสดทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270382

กระทรวงเกษตรฯ ลงตรวจสอบสินค้าเกษตรในตลาดสดทั่วประเทศ

ตลาดยิ่งเจริญ, กระทรวงเกษตรฯ, ตรวจสอบ, สินค้า, เกษตร, ตลาดสด, ทั่วประเทศ

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจสอบร้านค้าสินค้าเกษตร อาทิ ร้านค้าผัก ร้านค้าประมง และร้านค้าปศุสัตว์ ณ ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน ว่า  ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ให้ 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร สู่ความยั่งยืน ซึ่งได้เน้นย้ำให้ความสำคัญในการตรวจสอบความปลอดภัยสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น และเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตร ได้ปฏิบัติงานตรวจสอบสินค้าเกษตรในตลาดสดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-7 เมษายน 2560 ด้วยการสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมง และสินค้าเกษตรด้านพืชให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรและปศุสัตว์อย่างแท้จริง

“ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการสุ่มตรวจตลาดสดทั่วประเทศ โดยเฉพาะตลาดใน กทม. ซึ่งได้ตรวจตลาดยิ่งเจริญเป็นแห่งที่ 8  ในภาพรวมการตรวจร้านจำหน่ายเนื้อสัตว์ผ่านเกณฑ์และมีสุขอนามัยที่ดี ซึ่งปัจจุบันร้านค้าในตลาดสดได้ร่วมกันสร้างมาตรฐานการจัดจำหน่ายภายใต้โครงการปศุสัตว์ OK และหันมาใช้ตู้แช่เย็นเพื่อจัดเก็บผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่ายที่ช่วยคงคุณภาพสินค้าก่อนส่งถึงมือผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่วนการจำหน่ายสินค้าเกษตรอื่นๆก็เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ ได้ขอให้ผู้ประกอบการคงคุณภาพมาตรฐานเพื่อผู้บริโภคตลอดไป และหลังจากนี้ทุกกรมจะบูรณาการร่วมกันอย่างต่อเนื่องต่อไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ยังต้องสุ่มตรวจความปลอดภัยของสินค้าในตลาดสดต่างๆอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งตลาดขายส่ง เช่น ตลาดไทย และตลาดสี่มุมเมือง โดยจะมีการตรวจสอบย้อนกลับถึงฟาร์มแหล่งผลิตด้วย อีกทั้งต้องสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้ผลิตให้เห็นความสำคัญของการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการบริโภคสินค้าเกษตรไทย” นายธีรภัทร กล่าว

น.สพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สำหรับการเก็บตัวอย่างสินค้าส่งไปตรวจยังห้องปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ทั้ง 7 วันของการปฏิบัติภาระกิจใน 7 ตลาดสด พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีรายละเอียด ดังนี้ กรมปศุสัตว์เก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อวัว รวม 59 ตัวอย่าง เพื่อตรวจหายาปฏิชีวนะ สารเร่งเนื้อแดงตกค้าง และตรวจจุลินทรีย์ รวมทั้งตรวจประเมินสุขอนามัยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และใบอนุญาตจำหน่ายเนื้อสัตว์ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แนะนำโครงการเนื้อสัตว์ปลอดภัยใส่ใจผู้บริโภค หรือปศุสัตว์ OK ให้แพร่หลาย ด้านกรมประมงเก็บตัวอย่าง ปลานิล และกุ้งขาว รวม 14 ตัวอย่าง ส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจยาปฏิชีวนะตกค้าง พร้อมสุ่มตรวจหาสารฟอมาลิน 32 ตัวอย่าง ด้วยชุดทดสอบ (Test Kit) ไม่พบสารฟอมาลินในตัวอย่างสัตว์น้ำทั้งหมด ส่วนกรมวิชาการเกษตร เก็บตัวอย่างผักสดและผลไม้จำนวนรวม 36 ตัวอย่าง ส่งห้องปฏิบัติการตรวจหาสารเคมีตกค้างและจุลินทรีย์ต่อไป