หมอยืนยันรับประทานไข่ไก่ช่วยเพิ่มของระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270347

หมอยืนยันรับประทานไข่ไก่ช่วยเพิ่มของระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี

ไข่ไก้, หมอ, ยืนยัน, รับประทาน, ไข่ไก่, ช่วย, เพิ่ม, ของ, ระดับ, คอเลสเตอรอล, ชนิด

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

 
                    นพ.กรภัทร มยุระสาคร หน่วยอณูเวชศาสตร์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ไข่ไก่ เป็นหนึ่งในอาหารสำหรับมวลมนุษยชาติ เป็นโปรตีนชั้นดีของเด็กที่วัยเจริญเติบโต ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในผู้ใหญ่ และอาจจะช่วยเรื่อง ความทรงจำในผู้สูงวัย ที่สำคัญมีงานวิจัยจำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องการบริโภคไข่ไก่ของ Frank B.Hu และคณะ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ที่ทำการเก็บข้อมูลในกลุ่มคนกว่า 110,000 คน เป็นเวลากว่า 14 ปี ที่ได้ผลสรุปว่า การรับประทานไข่ไก่วันละ 1 ฟอง ไม่ส่งผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือดหรือหลอดเลือดหัวใจในระยะยาว ยกเว้นในคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน และยังมีงานวิจัยอีก 5 ฉบับที่ช่วยยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าในผู้ที่มีร่างกายปกติ สามารถรับประทานไข่ไก่ได้สัปดาห์ละ 6 ฟอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งในด้านหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง แต่จะมีความเสี่ยงในผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
                 นอกจากนี้ จากการวิจัยของหมอกรภัทร ในปีพ.ศ.2548 พบว่าการกินไข่ไม่ได้ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี หรือ LDL-cholesterol เข้าไปอุดตันผนังเส้นเลือดสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการกินไข่ในระยะยาว 12 สัปดาห์ กลับทำให้มีการเพิ่มของระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี หรือ HDL-cholesterol ซึ่ง HDL จะเข้าไปช่วยละลาย LDL ออกมาจากผนังเส้นเลือด และผลวิจัยก็สรุปได้ว่าการกินไข่ติดต่อกันทุกวันในคนวัยทำงานที่มีสุขภาพดี ไม่มีผลเสียต่อระดับไขมันในเลือด แต่กลับมีผลดีต่อระดับไขมันในเลือดด้วยซ้ำ 
                 ที่สำคัญไข่ไก่ยังเป็นอาหารโปรตีนราคาย่อมเยา หาซื้อได้ง่าย มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะทารกและเด็กวัยเรียน ในไข่ไก่ 1 ฟอง มีกรดอะมิโนจำเป็นทุกชนิด มีวิตามินและเกลือแร่หลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 (กรดโฟลิก) วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และวิตามินอี นอกจากนี้ ไข่ไก่ยังถือเป็นหนึ่งในอาหารธรรมชาติไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินดี ส่วนในไข่แดงมีปริมาณเลซิตินและโคลีนมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้มีความสำคัญต่อร่างกายและสมอง ทั้งช่วยเพิ่มเซลสมอง และพัฒนาระบบประสาทแก่เด็ก ช่วยปรับไขมันในเลือดให้ดีขึ้น โดยเพิ่ม HDL และลด HDL กับไตรกลีเซอไรด์ 
                 น.สพ.กิตติ ทรัพย์ชูกุล นายกสมาคมนิสิตเก่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ (Egg Board) บอกเบื้องลึกของไข่ไก่ว่า คนอาจจะมองว่าไข่ทานง่าย หาซื้อง่าย ราคาประหยัด ทำเป็นเมนูได้สารพัด ซึ่งจริงๆแล้วไข่ไก่ยังมีดีมากกว่านั้น อย่างเช่นการทานไข่เพื่อลดความอ้วนเพราะหากพลิกดูสูตรการลดน้ำหนักจะเห็นว่าต้องมีไข่เป็นเมนูในแทบทุกสูตร และเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ โดยเฉพาะในวัยผู้ใหญ่ที่มีปัญหาในเรื่องตับ ซึ่งจะต้องการปริมาณอัลบูมินจำนวนมาก แพทย์ก็จะแนะนำให้ทานไข่ในปริมาณมาก หรือแม้แต่เด็กที่ต้องการบำรุงสมอง ดวงตา หัวใจ ก็จะทานไข่เสริม 
              ส่วนเรื่องคอเลสเตอรอลที่หลายคนมีความเข้าใจผิดไปนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คอเลสเตอรอล เป็นสิ่งที่มีอยู่ในร่างกายของทุกคนอยู่แล้ว เพราะเป็นส่วนหนึ่งของฮอร์โมนเพศ เป็นส่วนประกอบของเซลประสาท ฯลฯ และก่อนหน้านี้มีคำเตือนเรื่องการทานไข่ไก่เพราะอาจทำให้คอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นความเชื่อฝังหัวของคนยุคเก่า กระทั่งการแพทย์และการวิจัยที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้ผลวิจัยมากมายออกมาว่า การทานไข่ไก่นั้นทำให้คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้นจริง แต่ไม่ใช่ตัวร้ายหรือ LDL อย่างที่คนเข้าใจ ที่กลับเป็นการเพิ่มตัวดีคือ HDL และการเกาะของไขมันเส้นเลือดกลับลดลงในกลุ่มคนที่ทานไข่ไก่เป็นประจำ  

มธ.โชว์นวัตกรรม “แอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง” สดนาน 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270346

มธ.โชว์นวัตกรรม “แอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง” สดนาน 3 เดือน

มธ, โชว์, นวัตกรรม,  แอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง สดนาน 3 , เดือน, มะนาว

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                      คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. เปิดตัว แอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง (Active Packaging) นวัตกรรมยืดอายุผลิตผลมะนาว คงรสชาติเปรี้ยวเข็ดฟัน และสีเขียวสดอยู่ได้นานสุดถึง 3 เดือน โดยนวัตกรรมดังกล่าวประกอบด้วยสูตรน้ำยากระตุ้นการสร้างคลอโรฟิลล์แบบต้นทุนต่ำ ไม่ทิ้งสารตกค้าง และกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง (Active Packaging) ที่ภายในกล่องประกอบด้วยฟิล์มพิเศษ ทำหน้าที่ควบคุมการซึมผ่านอากาศเข้าออก โดยนวัตกรรมดังกล่าวออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการปลูกมะนาวนอกฤดูกาล ที่โดยปกติต้องใช้วิธีบังคับต้น ซึ่งจะทำให้ฤดูกาลถัดไปมะนาวไม่ออกผล และเสียรายได้จำนวนมาก ทั้งนี้ นวัตกรรมใช้ราคาต้นทุนในการผลิตที่ต่ำมาก เฉลี่ยแล้วเพียง 30 สตางค์ ต่อมะนาว 1 ลูก โดยในปัจจุบัน นวัตกรรมดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม และยังไม่มีวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ แต่สำหรับเกษตรกรสวนมะนาวที่สนใจในนวัตกรรมข้างต้น สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

            รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า “มะนาว” นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวน และสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล โดยจากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (2556) ระบุไว้ว่า ผลผลิตมะนาวในอาเซียนกว่า 91.72 เปอร์เซ็นต์มาจากประเทศไทย และในปี 2558 ที่ผ่านมาผลผลิตมะนาวทั่วประเทศมีมากกว่า 150,000 ตัน สร้างรายได้กว่า 9,296 ล้านบาท โดยประเทศที่ต้องการนำเข้ามะนาวมากที่สุดในอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่หนึ่งในปัญหาหลักของเกษตรกรสวนมะนาวคือ การปลูกมะนาวนอกฤดูกาลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีราคาดี และสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันเป็นการใช้วิธีการบังคับต้นทำมะนาวนอกฤดู ด้วยวิธีการอดน้ำต้นมะนาวเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นจึงจะให้ปุ๋ยบำรุงตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ในฤดูกาลถัดไปต้นมะนาวจะทรุดโทรมและไม่ออกผล   อันนำไปสู่การขาดแคลนรายได้จำนวนมาก

รศ.วรภัทร กล่าวต่อว่า หลังจากเล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา ช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถมีผลผลิตมะนาวขายได้ในหน้าแล้ง โดยไม่ต้องเสียรายได้ในช่วงที่มะนาวไม่ออกผล และค่าใช้จ่ายในการบำรุง/ฟื้นฟูต้นมะนาวให้กลับมามีสภาพเดิม โดยหลังจากทำการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี จึงได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น นวัตกรรมยืดอายุผลมะนาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนวัตกรรมดังกล่าวจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ สูตรสารกระตุ้นการสร้างคลอโรฟิลล์แบบต้นทุนต่ำ ที่ใช้ฉีดที่ผลมะนาว และจะช่วยยืดอายุผลมะนาวสดได้นานถึง 3 เดือน คงรสชาติเปรี้ยวเข็ดฟัน มีผิวที่สวยสด สมบูรณ์ขึ้น พร้อมแก่การเก็บรักษา โดยที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง สามารถส่งออกได้ตามมาตรฐานสากล และอีกส่วนหนึ่งคือ กล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง (Active Packaging) ที่ภายในกล่องพลาสติกทัปเปอร์แวร์จะประกอบด้วยฟิล์มพิเศษ  คอยทำหน้าที่ควบคุมการซึมผ่านอากาศเข้าออก

รศ.วรภัทร กล่าวเสริมว่า นวัตกรรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะนาว โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เนื่องจากตัวสูตรน้ำยาเร่งคลอโรฟิลล์ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3 สตางค์ต่อมะนาว 1 ลูก ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นจะมีราคาอยู่ที่ 50 สตางค์ – 1 บาทต่อมะนาวลูก และสำหรับกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้งสามารถหาซื้อได้ในราคา 100บาท ซึ่งสามารถจุได้ถึง 10 กิโลกรัม ส่วนฟิล์มที่ใช้มีต้นทุนเพียง 50 สตางค์ ซึ่งสามารถใช้ได้นานถึง 3 เดือน ฉะนั้นแล้วนวัตกรรมนี้ใช้ต้นทุนที่ต่ำมาก เฉลี่ยแล้วเพียง 60 สตางค์ ถึง หนึ่งบาท ต่อมะนาว 1 ผล (ประมาณการจาก ค่าสารเคมี ค่ากล่องและค่าไฟฟ้าห้องเย็น) แต่ทำให้สามารถขายมะนาวได้ในราคาดีขึ้น และไม่ต้องเสียโอกาสในการขายผลผลิตจากกรณีการบังคับต้นมะนาวให้ออกนอกฤดูกาลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมดังกล่าวยังไม่มีการขายสูตรในเชิงพาณิชย์ โดยอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาด้านเปลือกมะนาวยุบ และปัญหาสีผิวเปลี่ยนเมื่อเก็บไว้นาน โดยสำหรับเกษตรกรสวนมะนาวที่สนใจในนวัตกรรมข้างต้น สามารถขอรับคำปรึกษาได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในขณะเดียวกันนี้ ได้ทำการเร่งศึกษาวิจัยและทดลองพัฒนาสารละลายวิตามิน เพื่อใช้ควบคู่กับกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง ใช้ในการยืดอายุผลผลิตลิ้นจี่ให้อยู่ได้นานขึ้น 3 เท่า โดยกำลังจะเริ่มทดสอบกับพื้นที่จริงในอำเภออัมพวา และพื้นที่ในจังหวัดลำพูน ตามลำดับ และอีกหนึ่งนวัตกรรมคือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อยืดอายุเงาะให้อยู่ได้สูงสุด 45 วัน โดยมีแผนจะลงไปทดสอบในพื้นที่จริงที่จังหวัดจันทบุรีเร็วๆ นี้ รศ.วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ ชูสระแก้วเป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270254

เกษตรฯ ชูสระแก้วเป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา”

เกษตร, ชูส, แก้ว, เป็น, เมือง, แห่ง, ปศุสัตว์, โคบาล, บูรพา, เกษตรฯ, โคบาลบูรพา

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการช่วยเหลือภัยแล้ง รวมทั้งการปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสมโดยใช้ Agri-Map ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โอกาสนี้พลเอกฉัตรชัยได้รับฟังการบรรยายสรุปความเสียหายจากภัยแล้ง การช่วยเหลือตามมาตรการระยะสั้น การปรับเปลี่ยนการทำเกษตรที่ไม่เหมาะสม โดยใช้ Agri-Map จากข้าวเป็นพืชอื่น และจากข้าวเป็นปศุสัตว์ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นเดินทางไปยังพื้นที่ปลูกอ้อย ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ  เพื่อมอบเงินช่วยเหลือตามระเบียบฯ 111.83 ล้านบาท ให้ผู้แทนเกษตรกร ก่อนเดินทางไปยังพื้นที่เลี้ยงโคเนื้อแบบประนีต ต.หนองม่วง อ.โคกสูง เพื่อรับชมนิทรรศการ และตรวจเยี่ยมการเลี้ยงสัตว์ พร้อมมอบโคให้เกษตรกรจำนวน 46 ตัว

พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า ในปีนี้ สถานการณ์ภัยแล้งมีความรุนแรงไม่มากนัก มีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค. 59 จำนวน 1 จังหวัด 3 อำเภอ 13 ตำบล 85 หมู่บ้าน คือ จ.สระแก้ว ในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.ตาพระยา มีพื้นที่นาข้าวเสียหายสิ้นเชิง 100,476.50 ไร่ เกษตรกร 6,106 ราย วงเงินช่วยเหลือตามระเบียบฯ 111.83 ล้านบาท โดยลักษณะพื้นที่ จ.สระแก้วมีแหล่งน้ำไม่มากนัก มีพื้นที่ในเขตชลประทานประมาณ 190,303 ไร่ มีการปลูกข้าว 853,992 ไร่ อยู่นอกเขตชลประทาน ผลผลิตประมาณ 380 กก./ไร่ ซึ่งถือว่าน้อย อีกทั้งลักษณะภูมิประเทศ จ.สระแก้ว ไม่มีแม่น้ำสายใหญ่ไม่สามารถจัดทำแหล่งน้ำได้มากนัก การปลูกข้าวมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากภัยแล้ง และการขาดทุน จึงกำหนดการช่วยเหลือเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) มาตรการระยะสั้น โดยการสนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภค การสนับสนุนปัจจัยการผลิต ตลอดจนการเร่งรัดการจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบฯ 111.83 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร ซึ่งจากการเร่งรัดสามารถจ่ายเงินผ่าน ธ.ก.ส. ได้ในวันที่ 7 เม.ย. 60 และ 2) มาตรการระยะยาว โดยการพัฒนาแหล่งน้ำ/ระบบกระจายน้ำ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม โดยใช้ Agri-Map

สำหรับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสม โดยใช้ Agri-Map นั้น ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลัก และมีหน่วยอื่นๆ ร่วมสนับสนุน ซึ่งแนวทางการดำเนินการปรับเปลี่ยน ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้จริง เกษตรกรต้องมีรายได้ดีขึ้น โดยดำเนินการ 6 ขั้นตอน คือ 1) รวมกลุ่มเกษตรกร 2) ปรึกษาหารือ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่ โดยดูจาก Agri-Map 3) กำหนดแนวทางการปรับเปลี่ยน/ผลที่ต้องการ 4) จัดทำความต้องการรับการสนับสนุนจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ 5) ขยายผลแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียงทำตาม และ 6) พัฒนาต่อยอดเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เกษตร GAP เกษตรอินทรีย์

“เกษตกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว มีการเพาะปลูก ข้าว และมันสำปะหลังซึ่งมีรายได้น้อยและเกิดการขาดทุน ดังนั้นจึงมีโอกาสในการปรับเปลี่ยนเป็น ปศุสัตว์ อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีตลาดรองรับและมีตัวอย่างความสำเร็จ อาทิ อ้อย มีผลผลิตต่อปี 12,500 กก. ต้นทุน 9,711 บาท ขายได้ 11,750 บาท รายได้ 2,093 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ผลผลิตต่อปี 897 กก. ต้นทุน 4,209 บาท ขายได้ 5,573 บาท รายได้ 1,364 บาท อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมันสำปะหลังสามารถพัฒนาโดยใช้ระบบน้ำหยด ทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากกว่า 10,000 กก./ไร่ โดยต้องใช้เทคโนโลยีช่วย ยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ส่วนการเลี้ยงปศุสัตว์ และปลูกหญ้าเนเปียร์ จะทำให้เกิดการสนับสนุนกันและกัน มีรายได้ร่วมกัน ส่งเสริมให้เป็นแปลงใหญ่  กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร นอกจากนี้ต้องการให้ จ.สระแก้ว เป็นเมืองแห่งปศุสัตว์ “โคบาลบูรพา” เนื่องจากมีที่ตั้งและลักษณะพื้นที่ที่อำนวย อีกทั้ง เป้าหมายในปี 2560 จะเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 60 ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง โดยจะใช้ จ.สระแก้ว เป็นจังหวัดนำร่อง และจะเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในปีต่อไป” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

เกษตรฯ หนุนคนไทยบริโภคอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270249

เกษตรฯ หนุนคนไทยบริโภคอาหารปลอดภัย

เกษตรปลอดภัย, เกษตร, หนุน, คนไทย, บริโภค, อาหาร, ปลอดภัย, เกษตรฯ

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

                 น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานมหกรรม “เกษตรปลอดภัย นำไทย สู่ความยั่งยืน” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 9 เมษายน 2560 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ 3 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานดังกล่าวเพื่อประกาศปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนให้เป็นที่รับทราบในวงกว้าง ตลอดจนสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตและการบริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐาน รวมทั้งโชว์ศักยภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ยังเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและให้รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าเกษตรปลอดภัย หรือสินค้าซึ่งได้มาตรฐาน GAP กับเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิก อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ซึ่งสินค้าเกษตรปลอดภัยที่เกษตรกรนำมาจำหน่ายในงานได้ผ่านการคัดสรรมาแล้วว่าเป็นสินค้าเกษตรทั้งพืชผัก ผลไม้ ประมง และปศุสัตว์ที่ได้มาตรฐาน GAP และมาตรฐานอินทรีย์ (Organic) รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปหลากหลายและสินค้าเกษตรนวัตกรรม เช่น น้ำมันรำข้าวเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางจากข้าว ใยไหม อาหารเสริม ซึ่งมีความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคมาจัดแสดงและจำหน่ายถึง 130 บูธ พร้อมจัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตร เช่น การใช้ QR trace เพื่อตรวจสอบย้อนกลับไปถึงผู้ผลิตได้อย่างทันทีโดยใช้อุปกรณ์IT ที่ทันสมัย เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นในแหล่งที่มาของสินค้า

น.ส.ชุติมากล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญในเรื่องการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยมาโดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามนโยบายในการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ส่วนด้านการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย มีเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 247,000 ราย ครอบคลุม พืช สัตว์ และประมง ส่วนเกษตรอินทรีย์ มีเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เกือบ 10,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีโรงงานหรือสถานประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น GMP/HACCP ไม่ต่ำกว่า 2,200 แห่ง ซึ่งยังมีอีกจำนวนมากที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยรับรองอื่น ๆ ด้วย

สำหรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเพื่อเข้าสู่ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย 1) ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ โดยการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น 6แสนไร่หรือสูงสุด 1 ล้านไร่ และเพิ่มเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ 30,000 ราย ปี 2564 หรือภายใน 5 ปี 2) ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการจัดการสารเคมีเกษตร มุ่งลดการใช้สารเคมี 10 % ภายใน 5 ปี การตรวจพบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานต้องลดลงจากปัจจุบัน 10 % ของจำนวนตัวอย่างที่ตรวจ ภายใน 5 ปี 3) การยกระดับมาตรฐานเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้แปลงใหญ่ทุกแปลงยกระดับเข้าสู่มาตรฐานจีเอพี โดยในปี 2560 นี้ มีเป้าหมายเกษตรกรในแปลงใหญ่ได้รับการรับรอง GAP ไม่น้อยกว่า 25 % ของเกษตรกรแปลงใหญ่ทั้งหมด 4) การสร้างความตระหนัก/รับรู้ที่ถูกต้องเรื่องเกษตรปลอดภัย/เกษตรอินทรีย์แก่ทุกภาคส่วนผู้ผลิต ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น และ 5) การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานครบวงจร เพื่อให้มีตลาดรองรับสินค้ามาตรฐานอย่างกว้างขวาง ทั้งตลาดชั่วคราวและตลาดถาวร

โดยร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ เช่น การจัดงานสินค้ามาตรฐาน รวมทั้งจัดหาตลาดกับกระทรวงพาณิชย์ การให้ข้อมูลแหล่งผลิตสินค้ามาตรฐานให้กับโรงพยาบาลหรือการนำไปเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามาตรฐานด้วยการสนับสนุนการต่อยอดการแปรรูป การสร้างอัตลักษณ์ และคุณค่าโภชนาการ รวมทั้งการใช้นวัตกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ ในตลาด เช่น การใช้ระบบ QR Trace เพื่อตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตสินค้า ตลอดจนเชื่อมโยงกับการค้าออนไลน์ด้วย

เล็งใช้พ.ร.บ.โรงงาน บังคับโรงสกัดรับซื้อปาล์มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270137

เล็งใช้พ.ร.บ.โรงงาน บังคับโรงสกัดรับซื้อปาล์มน้ำมัน

น้ำมันปาล์ม, เล็ง, ใช้, พรบ, โรงงาน, บังคับ, โรง, สกัด, รับ, ซื้อ, ปาล์ม, น้ำมัน, เล็งใช้พรบโรงงาน

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

             นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมแนวทางจัดการสินค้าปาล์มน้ำมัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เกษตรกร ที่ประชุมได้เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมใช้พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดให้โรงสกัด รับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกรในเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ซึ่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะรับไปพิจารณา เพื่อออกมาตรการบังคับให้โรงสกัด ต้องรับซื้อผลปาล์มสดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ต่อไป

ทั้งนี้ การกำหนดให้โรงสกัดรับซื้อผลปาล์มสดในเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%นั้น เนื่องจากได้สำรวจพื้นที่ปลูกปาล์มแล้ว พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่ สามารผลิตปาล์มได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันได้ตั้งแต่ 18-20% แต่ที่ผ่านมา มีการรัฐซื้อผลปาล์มในเปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำกว่า 18% เพราะมีการเร่งตัดปาล์มก่อนกำหนด (ปาล์มดิบ) ทำให้ไม่ได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันดังกล่าว และยังส่งผลให้เกษตรกรขายปาล์มน้ำมันได้ราคาที่ต่ำเกินกว่าความเป็นจริงด้วย

“มาตรการดูแลปาล์มน้ำมันขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ทำได้เพียงออกมาประกาศราคาแนะนำรับซื้อผลปาล์มสดไว้ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% เท่า นั้น แต่ไม่ใช่มาตรการบังคับ ซึ่งการออกมามาตรการบังคับ ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรม ในการกำหนดให้โรงงานรับซื้อจากเกษตรกรในเปอร์เซ็นต์น้ำมันดังกล่าว”

เกษตรฯ เผยสถานการณ์น้ำช่วงพายุฤดูร้อนช่วยพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270135

เกษตรฯ เผยสถานการณ์น้ำช่วงพายุฤดูร้อนช่วยพื้นที่ปลูกข้าว

พายุฤดูร้อน, เกษตร, เผย, สถานการณ์, น้ำ, ช่วง, พายุ, ฤดูร้อน, ช่วย, พื้นที่, ลูกข้าว, เกษตรฯ

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง สถานการณ์น้ำว่า ขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 40,876 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯ มากกว่าปี 2559 จำนวน 6,607 ล้าน ลบ.ม.เป็นน้ำใช้การได้ 17,349 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 37 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 10,706 ล้าน ลบ.ม.) ส่วนแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในฤดูแล้ง จะใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบัน (4 เม.ย. 60) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 43,513 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มากกว่าปี 2559 รวม 7,410 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 19,693 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 38 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 12,247 ล้าน ลบ.ม.) สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (4 เม.ย. 60) มีปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก รวมกันทั้งสิ้น 11,993 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมด เป็นน้ำใช้การได้ 5,297 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 29 ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,969 ล้าน ลบ.ม. (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 2,328 ล้าน ลบ.ม.) จะเห็นได้ว่าสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งของปีนี้ อยู่ในเกณฑ์ดีกว่าปี 2559 ที่ผ่านมา ทำให้สามารถจัดสรรน้ำให้ทุกภาคส่วนได้อย่างเพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2560 ยกเว้นภาคการเกษตรบางพื้นที่ ที่ต้องปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกได้ทั้งหมด

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 59 ถึงปัจจุบัน ทั้งประเทศมีการใช้น้ำไปแล้ว 15,819 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 90 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ที่วางไว้ (แผนที่วางไว้ 17,661 ล้านลูกบาศก์เมตร) และจากการเกิดพายุฤดูร้อน มีฝนตกทั่วประเทศ ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อน 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 วันที่ 6 – 19 มี.ค.60 น้ำไหลเข้าเขื่อน 158 ล้านลูกบาศก์เมตร และช่วงที่ 2 วันที่ 30 มี.ค. – 3 เม.ย.60 น้ำไหลเข้าเขื่อนประมาณ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งสิ้น 262 ล้านลูกบาศก์เมตร สาเหตุที่น้ำไหลเข้าเขื่อนน้อย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้งฝนจึงซึมลงดิน อย่างไรก็ตามฝนที่ตกส่งผลดีต่อเกษตรกรบริเวณพื้นที่นอกเขตชลประทานและในเขตชลประทานทำให้เกิดความชุ่มชื้น ลดความแห้งแล้งลงได้ สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่า ณ วันที่ 29 มี.ค. 60 มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.35 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ 2.68 ล้านไร่ (แผนที่วางไว้ 2.67 ล้านไร่) ปัจจุบันเก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.05 ล้านไร่ คงเหลือรอเก็บเกี่ยว 3.30 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวอายุตั้งแต่ 11  -18 สัปดาห์ ไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวม 2.23 ล้านไร่  ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวที่มีอายุ 1 – 10 สัปดาห์ เป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง รวม 1.07 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามในช่วงพายุฤดูร้อนที่ผ่านมาทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกค่อนข้างชุก สถานการณ์น้ำของเกษตรกรหรือนาข้าวที่มีอายุต่ำกว่า 10 สัปดาห์จึงดีขึ้น มีน้ำสำหรับให้ต้นข้าว เป็นผลให้พื้นที่เฝ้าระวังดังกล่าวเสียหายลดน้อยลง

สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งระยะเวลาการปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วขึ้น เพื่อลดผลกระทบในช่วงฤดูน้ำหลาก จึงเลื่อนระยะเวลาการปลูกข้าวพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำจำนวน 265,000 ไร่ในพื้นที่บางส่วนของ จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก ให้เริ่มปลูกข้าวนาปีตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 60 ปัจจุบันกรมชลประทานได้ส่งน้ำเข้าพื้นที่ดังกล่าวแล้ว และมีการปลูกไปแล้วประมาณ 80,000 ไร่ โดยจะเร่งรัดปลูกให้ครบ 265,000 ไร่ ภายในวันที่ 15 เม.ย. 60 และปลูกให้แล้วเสร็จเพื่อเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 1 ส.ค. 60 อีกทั้ง ประโยชน์หลังเก็บเกี่ยว เมื่อเก็บน้ำเข้าไปเกษตรกรสามารถทำการประมงได้ สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำบางระกำ

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ผลารปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 3 มี.ค. – 4 เม.ย.60 มีทั้งหมด 9 หน่วยปฏิบัติงาน 488 เที่ยวบิน 735 ชั่วโมงบิน มีพื้นที่ฝนตกทั้งหมด 46 จังหวัด ขณะนี้เป็นช่วงพายุฤดูร้อน จึงเกิดพายุลูกเห็บ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ปฏิบัติการฝนหลวงยับยั้งลูกเห็บ โดยดำเนินการตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 60 ถึงปัจจุบัน มีการขึ้นบินปฏิบัติการไปแล้ว 10 วัน 10 เที่ยวบิน โดยใช้วิธีการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์กับกลุ่มเมฆ เพื่อให้เมฆที่ตกลงมากลายเป็นฝนก่อนจะเป็นลูกเห็บ อย่างไรก็ตามการเกิดลูกเห็บมีโอกาสเกิดในช่วงกลางคืน และระยะเวลาที่สภาพอากาศปิด เครื่องบินไม่สามารถขึ้นบินปฏิบัติการได้ กรมฝนหลวงฯ จึงได้มีการพัฒนาจรวดฝนหลวงที่จะใช้ยิงจากภาคพื้นขึ้นไปในการสลายกลุ่มเมฆเหล่านั้นให้ตกลงมาเป็นฝนก่อนที่จะเป็นพายุลูกเห็บ ในช่วงเวลากลางคืนหรือช่วงที่เครื่องบินขึ้นปฏิบัติการได้

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยแก้ปัญหาสหกรณ์คลองจั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/270110

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยแก้ปัญหาสหกรณ์คลองจั่น

สหกรณ์คลองจั่น, กรมส่งเสริมสหกรณ์, ลุย, แก้ปัญหา, สหกรณ์, คลอง, จั่น

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

 

                  กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด หลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน คณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดแนวทางปรับปรุงแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เห็นควรให้มีการจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ พร้อมหารือกระทรวงการคลังประสานธนาคารของรัฐทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์เจ้าหนี้ นำไปลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) เพื่อนำส่วนต่างที่ได้จากการลงทุนสมทบเข้าบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาของสหกรณ์ สำหรับให้การช่วยเหลือแก่สหกรณ์ที่มีปัญหาในการดำเนินงาน เบื้องต้นมุ่งบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เป็นอันดับแรก

นายอำนวย ปะติเส  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข                  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประชุมหารือร่วมกับตัวแทนสหกรณ์เจ้าหนี้ จำนวน 77 สหกรณ์ และชี้แจงถึงแนวทางในการจัดตั้งบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ หลังจาก                      ที่คณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดแนวทางปรับปรุงแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด                         ซึ่งมีนายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้ศึกษาแนวทางในการปรับปรุงแผนฟื้นฟูกิจการ และได้หารือร่วมกับคณะกรรมการเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผน และผู้แทนธนาคารออมสินและธ.ก.ส. เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในการจัดหาแหล่งเงินทุน โดยขอให้ธนาคารของรัฐ ได้แก่  ธนาคารออมสิน                      ธ.ก.ส.และธนาคารกรุงไทย ปล่อยเงินกู้แก่สหกรณ์เจ้าหนี้และสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ กู้ยืมไปลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และจัดตั้งบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ เพื่อนำส่วนต่างของดอกเบี้ยสมทบเข้าบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ โดยหลักการดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่วมกันแล้ว

ภายหลังจากการประชุมในครั้งนี้ ตัวแทนสหกรณ์เจ้าหนี้จะนำข้อสรุปดังกล่าวไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการของแต่ละสหกรณ์เพื่อพิจารณาว่าจะเข้าร่วมโครงการนี้หรือไม่ โดยให้เป็นไปตามความสมัครใจ หากสหกรณ์ใดมีความประสงค์จะเข้าร่วมให้แจ้งวงเงินที่จะขอกู้จากธนาคารของรัฐกลับมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายในวันที่ 28 เมษายน นี้ เพื่อทางกรมฯจะได้รวบรวมข้อมูลนำไปหารือกับกระทรวงการคลังหาแหล่งเงินกู้ ซึ่งเมื่อได้ข้อยุติจากกระทรวงการคลังแล้วจะนำกลับมาแจ้งกับสหกรณ์เจ้าหนี้  และจัดรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารบัญชีร่วมฯ เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ พร้อมจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสหกรณ์เจ้าหนี้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้  ธนาคารของรัฐจะพิจารณาปล่อยเงินกู้ตามความสามารถของแต่ละสหกรณ์ ซึ่งกรมฯคาดหวังว่าจะมีสหกรณ์สมัครใจเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 40 แห่ง วงเงินกู้ 25,000-30,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ได้ส่วนต่างสมทบเข้ามายังบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์ในปีแรกจำนวน  550 ล้านบาท  โดยจะแยกเป็นสองส่วนคือสำหรับแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ทั่วไป 100 ล้านบาท และการฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำนวน 450 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการจัดตั้งบัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพของสหกรณ์จะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

กยท.จับมือ3บริษัทปลูกไม้โตเร็วในสวนยางทำพลังงานชีวมวล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269977

กยท.จับมือ3บริษัทปลูกไม้โตเร็วในสวนยางทำพลังงานชีวมวล

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

               กยท.ลงนามทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ บริษัท แอ๊ดวานซ์ เพาเวอร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัท เค ดับเบิลยู เอ็ม เซอร์วิส จำกัด และบริษัท เอ็มเคเอส รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เพื่อส่งเสริม สนับสนุนปลูกไม้โตเร็วในสวนยางส่งขาย และแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล หวังช่วยสร้างรายได้เสริมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมสนับสนุนเกษตรกรจัดการสวนยางให้ได้มาตรฐาน FSC เพื่อเพิ่มมูลค่า ณ ห้องรัษฎา การยางแห่งประเทศไทย บางขุนนนท์ กทม.

             ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการสนับสนุนการทำสวนยางตามมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการยางพาราประชารัฐ เป็นความร่วมมือระหว่าง กยท. และตัวแทนภาคเอกชน พร้อมทั้ง การมีส่วนร่วมของเกษตรกรชาวสวนยาง ล่าสุด กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัทเอกชนอีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอ๊ดวานซ์ เพาเวอร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัท เค ดับเบิลยู เอ็ม เซอร์วิส จำกัด และบริษัท เอ็มเคเอส รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ถือเป็นการการพัฒนา และสร้างเกณฑ์การจัดสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานในระดับสากล หวังเพิ่มมูลค่าไม้ยางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจของทาง กยท. เช่นกัน จะมุ่งมั่นในการพัฒนาความรู้การจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่เริ่มปลูกยางจนถึงโค่นยาง ให้สามารถสร้างรายได้ที่ดี ช่วยเพิ่มโอกาสในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรด้วย

“เพราะนอกจากการขายไม้โตเร็วที่ปลูกแล้ว เมื่อโค่นยาง ไม้ยางก็สามารถขายได้ ยิ่งเกษตรกรบริหารจัดการสวนยางให้อยู่ภายใต้มาตรฐาน FSC ไม่ใช่เพียงไม้ยางพาราเท่านั้นที่ได้การรับรองมาตรฐานนี้ แต่พืชแซมสวนยางทั้งหลาย รวมถึงไม้โตเร็วเหล่านี้ ก็ได้การรับรองมาตรฐานนี้เช่นเดียวกัน” ดร.ธีธัช กล่าว

                  นายไผ่ บัวงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ๊ดวานซ์ เพาเวอร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า เชื้อเพลิง ชีวมวลเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูง หลังจากเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศญี่ปุ่นรั่วไหล ญี่ปุ่นเริ่มมีการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลมากขึ้น และมีอีกหลายโรงที่กำลังจะก่อสร้างเสร็จภายในปี 2563 ยิ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความต้องการ (Demand) ของตลาดได้อย่างชัดเจน  เพราะฉะนั้น การเริ่มผลักดันและส่งเสริมตั้งแต่ตอนนี้ เชื่อมั่นว่าการปลูกไม้ซึ่งสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลจะเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืน  และหากเราสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้ในกลุ่มดังกล่าว ก็จะเป็นการช่วยให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืนด้วยเช่นกัน

ด้าน นางสาวแคทลียา คำฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค ดับเบิลยู เอ็ม เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ทำธุรกิจด้าน wood pellete กว่า 6 ปี  และมีโรงงานผลิต จำนวน  8 โรงงาน มีแผนจะขยายโรงงานเพิ่มขึ้นในทั่วประเทศ ดังนั้นความต้องการปริมาณวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ปัจจุบันการแข่งขันในการหาวัตถุดิบป้อนโรงงานสูงมากขึ้น บริษัทฯ ต้องการหาแหล่งวัตถุดิบที่มีความมั่นคงที่สามารถรองรับการใช้ในระยะยาวได้ บริษัทฯได้ติดต่อหาวัตถุดิบจากหลายหน่วยงาน และพบว่าที่ กยท. เป็นหน่วยงานที่จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการให้กับเราได้ เนื่องจากเกษตรกรชาวสวนยางโดยส่วนใหญ่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีการจัดการสวนยางที่มีคุณภาพอยู่แล้ว    จึงทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา

นายดุสิต น่วมนวล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มเคเอส รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัท ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด wood pellets เพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่ทางบริษัทส่งออกจำหน่ายได้แก่ เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศต้องได้รับมาตรฐาน FSC โดยไม้โตเร็วที่บริษัทสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางปลูก คือไม้กระถินเทพา เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว มีระยะเวลาการปลูกสั้น สามารถตัดต้นขายได้ตั้งแต่อายุ 2 – 5 ปี และสามารถปลูกเสริมตามแนวสวนยางได้ โดยไม่ทำให้ดินแห้งเสีย เนื่องจากกระถินเทพาเป็นพืชตระกูลถั่วจึงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นยางพาราที่เป็นพืชหลักในสวน

บริษัท พร้อมสนับสนุนพันธุ์ไม้โตเร็วแก่เกษตรกร รวมถึงการให้ข้อมูล ความรู้ในการปลูกไม้โตเร็วร่วมสวนยาง  การ MOU ร่วมกับ กยท. ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแล้ว ในระยะยาว เราสามารถวางแผนการผลิตเพื่อส่งออกเชื้อเพลิงชีวมวล ที่ผลิตจากไม้โตเร็ว และไม้ยางพาราจากไทย ที่ได้การรับรองมาตรฐาน FSC โครงการนี้ จะเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการควบคู่กันได้ นายดุสิต กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯ มุ่งหวังเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานนมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269833

เกษตรฯ มุ่งหวังเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานนมโรงเรียน

นมโรงเรียน, เกษตรฯ , มุ่งหวัง, เพิ่ม, คุณภาพ, และ, มาตรฐาน, โรงเรียน

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้กำหนดแผนงานให้ปี 2560 ในการเร่งแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในช่วงปิดเทอม 2/2559 เพื่อลดความเดือดร้อนต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ และยังต้องการให้มีการเพิ่มคุณภาพ และมาตรฐานของนมโรงเรียนให้สูงขึ้น เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมคุณภาพ อีกทั้งยังเตรียมปรับวิธีการจัดสรรโควตาให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใสกับผู้ประกอบการ เพื่อประโยชน์แก่นักเรียน เกษตรกร และสหกรณ์ โดยได้มอบหมายให้ อ.ส.ค. เร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานนมโรงเรียนให้สูงขึ้น ภายในปี 2560 ตลอดจนให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส และตอบสนองความต้องการและประโยชน์แก่นักเรียน เกษตรกร และสหกรณ์อย่างยั่งยืน โดยทาง อ.ส.ค. ได้เร่งดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมาการยกระดับคุณภาพมาตรฐานของน้ำนมดิบ ได้ผ่านมาตรฐานและเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ทั้งในเรื่องของแข็งในน้ำนม องค์ประกอบน้ำนม และเรื่องความสะอาดของน้ำนม เป็นต้น

สำหรับแนวทางการยกระดับในช่วงต่อไป คือ เทอม 1/2560 จะต้องยกระดับให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดเป็นนโยบายและสั่งการในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากปริมาณน้ำนมดิบในช่วงปิดเทอมจะมีปัญหาทุกปี ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ) ในฐานะประธาน Milk Board จึงได้มอบหมายให้ อ.ส.ค.ดำเนินการจัดการประชุมกับผู้ประกอบการเรื่องการบริหารจัดการน้ำนมดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำนมดิบที่ทำ MOU ไว้ ซึ่งมีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1) นมโรงเรียน 2) นมพาณิชย์ และ 3) ผู้ประกอบการที่ใช้นมผงนำเข้า จะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยให้ผู้ประกอบการดูแลน้ำนมดิบในช่วงปิดเทอม ซึ่งผู้ประกอบการที่ผลิตนมพาสเจอไรซ์ ต้องนำนมไปผลิตเป็นนม UHT และจะมีกรรมการไปตรวจรับรองเพื่อติดตามประเมินผลว่ามีการดำเนินการจริงตามที่ได้ลงนาม MOU ไว้

“ในเรื่องการเตรียมการในช่วงเปิดเทอม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการขนส่ง การเก็บรักษา เพื่อไม่ให้นักเรียนได้รับนมที่ไม่มีคุณภาพ ทาง อ.ส.ค. จะเร่งดำเนินการขับเคลื่อนกระบวนการต่าง ๆ โดยใช้เครือข่ายของกระทรวงเกษตรฯ เอง ไม่ว่าจะเป็น Single Command ผู้ตรวจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกรมปศุสัตว์ เพื่อร่วมมือกันในการบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป” ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

กยท. เปิดตัว ยางล้อประชารัฐ ภายใต้แบรนด์ TH-TYRE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269830

กยท. เปิดตัว ยางล้อประชารัฐ ภายใต้แบรนด์ TH-TYRE

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

       

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการผลักดันส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติส่งออกรายใหญ่ของโลก อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้เกิดการแปรรูปในการนำยางพารามาผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และราคาถูก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย การยางแห่งประเทศไทย จึงได้ริเริ่มโครงการยางล้อประชารัฐ ภายใต้แบรนด์ TH-TYRE ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่จะนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อีกทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นในช่วงปี 2560 เนื่องจากตลาดส่งออกได้มีการขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนตามแผนการส่งออกรถอีโคคาร์ จากเงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น ดังนั้น หากนำยางพาราธรรมชาติไปผลิตล้อยางที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มขึ้น จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ และยังเป็นการส่งออกวัตถุดิบยางประเภทต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมอีกด้วย

          ดร.ธีธัช  สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรรัฐวิสาหกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับนโยบายทั้งจากกระทรวงและรัฐบาลในการผลักดันส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก หากมีการกระตุ้นและผลักดันให้เกิดการแปรรูปเพื่อใช้ยางพาราภายในประเทศให้มากที่สุด จะเป็นประโยชน์สูงสุดที่จะนำผลผลิตที่มีคุณภาพ มาผลิตเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้คนในประเทศได้ใช้ของดีมีคุณภาพ ฉะนั้น กยท. ได้ริเริ่มโครงการยางล้อประชารัฐ เป็นหนึ่งในโครงการที่จะมีการนำยางไปใช้มากที่สุด เพราะธุรกิจยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราเป็นจำนวนมาก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีผลผลิตยางประมาณ 4.47 ล้านตัน สามารถนำไปใช้ภายในประเทศประมาณ 0.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 13.42 ของผลผลิตทั้งหมด และยางส่วนใหญ่ถูกใช้ในการผลิตยางยานพาหนะ 0.34 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 56.48 ของปริมาณยางทั้งหมด ในขณะเดียวกัน แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ ภายในประเทศจะมีความเติบโตขึ้นในช่วงปี 2560 เนื่องมาจาก ตลาดส่งออกมีการขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนตามแผนการส่งออกรถอีโคคาร์จากเงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น ดังนั้น หากมีการนำผลผลิตยาง ไปผลิตยางล้อรถยนต์นั่งที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มขึ้น และที่สำคัญ ได้มาตรฐานคุณภาพในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จะเป็นโอกาสในการนำวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ เพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติมากขึ้นด้วยมีการส่งออกวัตถุดิบยางประเภทต่างๆ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม

              ดร.ธีธัช กล่าวอีกว่า กยท. ได้รับความร่วมมือในการผลักดันการแปรรูปใช้ยางในประเทศในรูปแบบล้อยางกับบริษัทผลิตยางล้อจากเอกชน นั่นคือ “ดีสโตน” ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ได้รับความเชื่อมั่นในมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยโครงการดังกล่าว จะผลิตยางล้อภายใต้แบรนด์ TH-TYRE (ไทย-ไทเอ่อร์) จะเป็นยางล้อรถจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางเกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้เเก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน เเละ ภาคเกษตรกร

“แบรนด์ TH-TYRE จะผลิตล้อยางที่สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ยานพาหนะ 3 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ (2 ล้อ) และ ยางล้อรถยนต์ ซึ่งตลาดที่รองรับได้แก่ รถแท็กซี่ รถตู้ รถยนต์ทั่วไป (4 ล้อ) จะผลิตยางประเภทละ 2 รุ่น ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ ผู้บริโภคที่เลือกใช้ยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์จะได้ใช้ยางล้อที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และที่สำคัญ ราคาเป็นถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะเราใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตโดยคนไทย ภายในประเทศเราเอง ผู้สนใจยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กยท.ทุกสาขาทั่วประเทศ และ ตัวแทนจำหน่ายยางดีสโตน กว่า 400 สาขาทั่วประเทศเช่นกัน”  ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย