ก.เกษตรฯเตือนเกษตรกรและพ่อค้าอย่าขายทุเรียนอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269829

ก.เกษตรฯเตือนเกษตรกรและพ่อค้าอย่าขายทุเรียนอ่อน

ทุเรียนอ่อน, เกษตร, เตือน, เกษตรกร, และ, พ่อค้า, อย่า, ขาย, ทุเรียน, อ่อน

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

            ก.เกษตรฯ เตือนเกษตรกรและพ่อค้าอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งอาญา และพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศขาดความเชื่อถือ ที่สำคัญกระทบกับตลาดใหญ่ต่างประเทศ

           นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. จะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด ด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูง ขายได้ราคาดีเพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล และทุเรียนอ่อนน้ำหนักดีกว่า จึงทำให้ชาวสวนและพ่อค้าค้าตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอประกาศเตือนให้เจ้าของสวนและพ่อค้าทุเรียนอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะการตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายถือว่าผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษปรับและจำ และจะทำราคาทุเรียนตกต่ำ ถ้าพบชาวสวนหรือพ่อค้าทำผิดก็ให้ดำเนินคดีโดยเด็ดขาด

ผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อน นอกจากจะเป็นปัญหาของตลาดภายในประเทศแล้ว ยังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดส่งออก โดยในอนาคตอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ตลาดส่งออกทุเรียนไทยจะลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และกัมพูชา มีการผลิตทุเรียนคุณภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้กับประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ซึ่งถ้าหากเรายังตัดทุเรียนอ่อนส่งขาย ตลาดส่งออกจะลดลงแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนช่วงต้นฤดู ยังพบว่าเกิดจากปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเกษตรกรเจ้าของสวนต้องการความสะดวก จึงมีการจำหน่ายในลักษณะเหมาสวน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถควบคุมการเก็บเกี่ยวได้ รวมไปถึงเป็นกลยุทธ์ของพ่อค้าเอง ที่จะตัดทุเรียนอ่อนไปจำหน่ายเพื่อทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการน้อยลงในระยะหนึ่ง จากนั้นทุเรียนจะมีราคาลดต่ำลง แล้วพ่อค้าก็กลับไปกดราคาจากชาวสวนหรือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตเริ่มมีมาก

             นายสมชาย  ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า  หน่วยงานภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหานี้ มีการตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ 1) กฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 2) พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและขอความร่วมมือชาวสวนทุเรียน จริงจังในการร่วมมือกันช่วยกับภาครัฐบาลในการแก้ไขปัญหาปราบทุเรียนอ่อน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

นอกจากนี้ สำหรับผู้บริโภคมีข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ การใช้ไม้เคาะแล้วฟังเสียง หากได้ยินเสียงโปร่งไม่แน่นทึบแสดงว่าแก่แล้ว หรือสังเกตดูบริเวณร่องระหว่างหนาม  หากร่องยังมีสีเขียวและชิดกันอยู่แสดงว่ายังไม่แก่ แต่ถ้าร่องเริ่มห่างกันและมีสีน้ำตาล แสดงว่าแก่แล้ว เป็นต้น

ปลัดเกษตรฯตามความคืบหน้าดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269744

ปลัดเกษตรฯตามความคืบหน้าดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล

ธีรภัทร, ปลัด, เกษตร, ตาม, ความคืบหน้า, ดำเนินงาน, นโยบาย, รัฐบาล

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

              นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้มีการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้ง  4 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ของคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ณ พื้นที่ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกร ในการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรก่อสร้างฝายพร้อมระบบส่งน้ำ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ  และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร การปลูกผักอินทรีย์ การเลี้ยงโคนม  และโคขุน

                2.โครงการ 5ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวงโดยติดตามความก้าวหน้     ณ แปลงเกษตรกร Cell ต้นกำเนิด จำนวน 2 ราย คือ นางจันทร์ทิพย์คำเขียว บ้านเลขที่ 17/1 หมู่ 7 ต.ห้วยทรายอ.สันกำแพง  จ.เชียงใหม่  และ นายกล้าณรงค์ กิติออน บ้านเลขที่ 29/1 หมู่ 4 ต.ร้องวัวแดงอ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่  โดยพบว่าเกษตรกรมีการจัดแบ่งพื้นที่การเกษตรที่เหมาะสม มีการทำการเกษตรที่หลากหลาย เช่น ปลูกพืชผสมผสาน เลี้ยงไก่  เลี้ยงปลา เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ครอบครัว ลดค่าใช้จ่ายในการทำเกษตรโดยผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการกำจัดโรคและแมลงในพืชใช้เอง อีกทั้งจดบันทึกบัญชีครัวเรือนเพื่อช่วยวางแผนการใช้จ่ายเงินในครัวเรือนให้เหมาะสมกับรายได้ที่ได้รับ

                  3. การขับเคลื่อนการดำเนินงานตามระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ณ ศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เกษตร อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรในพื้นที่และผู้ที่สนใจ เข้ามาศึกษาหาความรู้ที่หลากหลาย เช่น การทำเกษตรผสมผสาน การปลูกข้าวอินทรีย์ การเลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ การเลี้ยงปลาในกระชังการผลิตอาหารสัตว์เพื่อลดต้นทุน (วัวเนื้อ) การทำน้ำส้มควันไม้   การรวมกลุ่มด้านหัตถกรรมเพื่อสร้างรายได้เสริม และ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร 

                         และ 4. การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยมอบนโยบายให้ทุกภาคส่วนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรวางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ตลอดทั้งบูรณาการการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันโดยให้เกษตรกรไถกลบตอซังแทนการเผา นำเศษวัสดุพืชหรือหญ้าแห้งกลบโคนต้นไม้เพื่อรักษาความชื้นในดินและเป็นปุ๋ยหมัก การทำแนวเขตกันชนไฟป่า นอกจากนี้ ได้ประชาสัมพันธ์เรื่องการทำปฏิบัติการทำฝนหลวง โดยเกษตรกรสามารถขอรับการบริการได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่  

                 “จากการลงพื้นที่ติดตามงานในครั้งนี้ พบว่าเกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตไปสู่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์มากขึ้น มีการลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและหันมาพึ่งพาตนเองโดยการผลิตเชื้อจุลินทรีย์เพื่อการกำจัดโรคและแมลงในพืชใช้เอง รู้จักการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยสิ่งสำคัญที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลง คือ การน้อมนำแนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นหลักชัยในการทำการเกษตรศึกษาให้เข้าใจ และนำมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกษตรกรเกิดความสุขและภาคภูมิใจในการเป็นเกษตรกรมืออาชีพอย่างแท้จริง” นายธีรภัทร กล่าว

กรมชลร่วมบูรณาการ หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269742

กรมชลร่วมบูรณาการ หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่

กรมชล, ร่วม, บูรณาการ, แนวทาง, พัฒนา, แหล่งน้ำ, ธรรมชาติ, ขนาดใหญ่, กรมชลร่วมบูรณาการ

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

                 กรมชลฯ ขานรับนโยบายบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยของรัฐบาล ร่วมทำงานแบบบูรณาการกับกรมประมง กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่

นายสัญชัย เกตุวรชัย กล่าวว่า ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ และพบว่าแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่กำลังประสบปัญหาในหลายๆ ด้าน ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยกรมชลประทานในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ทบทวนแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต และยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ซึ่งมีภารกิจส่วนหนึ่งในการพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งน้ำขนาดใหญ่เช่นกัน จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมประมง กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อร่วมกันบูรณาการหาแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีพื้นที่เป้าหมาย ประกอบด้วย บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร กว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา และหนองหาร จังหวัดสกลนคร

ภายหลังจากระดมความคิดเห็นแล้วพบว่า ปัญหาของแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 4 แห่ง มีความคล้ายคลึงกัน คือ การถูกบุกรุกพื้นที่ เนื่องจากการพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัยของประชาชน และการใช้พื้นที่เพื่อการเกษตร การทับถมของตะกอนดินทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน พื้นที่กักเก็บน้ำมีปริมาณลดลง การขยายตัวของวัชพืช ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเสื่อมโทรม รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางน้ำ และการบำบัดน้ำเสียที่ไม่มีประสิทธิภาพก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

ทั้งนี้ กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการกำหนดกรอบการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนจะจัดทำแผนหลัก (Master Plan) เพื่อนำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

กรมข้าวจี้พาณิชย์เร่งหาตลาด หลังผลผลิตข้าวหอมมะลิพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269603

กรมข้าวจี้พาณิชย์เร่งหาตลาด หลังผลผลิตข้าวหอมมะลิพุ่ง

กรมการข้าว, กรม, ข้าว, จี้, พาณิชย์, เร่ง, ตลาด, หลัง, ผลผลิต, หอมมะลิ, พุ่ง

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

               กรมข้าวเตือนเร่งดันแผนส่งออก หลังประเมินผลผลิตข้าวหอมมะลิทะลุ 8.06 ล้านตัน ขณะความต้องการในประเทศ 4.99 ล้านตัน หวั่นราคาตกในช่วงปลายปี

             นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าฝนจะตกเป็นปกติ ซึ่งจะส่งผลเกษตรกรสามารถทำนาปี และนาปรังได้ตามปกติไปด้วยหลังจากที่ต้องเผชิญกับภัยแล้งต่อเนื่องถึง 3 ปี

             อย่างไรก็ตามสถานการณ์ ดังกล่าวจะทำให้มีข้าวออกสู่ตลาดมากกว่าที่กำหนดไว้ในแผนข้าวครบวงจร ปี 2560/61 และราคาจะตกต่ำลงในช่วงเก็บเกี่ยวปลายปี

            ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการข้าวครบวงจร ได้พิจารณาแผนการผลิต ปี 2560/61 ที่เริ่มเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ในพื้นที่ลุ่มน้ำกำหนดแผนการผลิตไว้ที่ผลผลิตข้าวทั้งปีไว้ที่ 29.49 ล้านตันข้าวเปลือก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้จำหน่ายหรือทำการตลาด กำหนดความต้องการบริโภคและการส่งออกไว้ที่ประมาณ 26.42 ล้านตันข้าวเปลือก

             ผลผลิตแบ่งชนิดของข้าวตามความต้องการและผลผลิตได้ดังนี้คือ ข้าวหอมมะลิ ผลิตได้ 8.06 ล้านตันข้าวเปลือก เกินความต้องการประมาณ 3.07 ล้านตันข้าวเปลือก จากความต้องการที่มี 4.99 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมจังหวัด ผลิตปริมาณเท่ากับความต้องการ 1.39 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมปทุมธานี ผลิตปริมาณเท่ากับความต้องการ 1 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเจ้า ผลิตปริมาณเท่ากับความต้องการ 12.20 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเหนียว ผลิตปริมาณเท่ากับความต้องการ 6.72 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวสีและข้าวอินทรีย์ ผลิตปริมาณเท่ากับความต้องการ 1.2 แสนตันข้าวเปลือก

              “ยอมรับว่ากังวลกับราคาข้าวในปลายปีนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์จะให้กระทรวงเกษตรฯลดปริมาณการผลิตข้าวหอมมะลิลง ซึ่งไม่น่าจะทำได้ เพราะในแต่ละปีผลิตที่ออกสู่ตลาดประมาณ 8 ตันข้าวเปลือกอยู่แล้ว ดังนั้นผลผลิตในส่วนที่เกินมานี้ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องหาตลาดผลักดันส่งออกให้ได้ โดยข้าวหอมมะลิเป็นข้าวระดับพรีเมี่ยมราคาจะแพงกว่าเมื่อเทียบกับข้าวชนิดอื่นๆ ไม่ควรขายในตลาดทั่วไป หรือนำไปแปรรูปขายเป็นข้าวนึ่งซึ่งราคาต่ำ “ นายอนันต์ กล่าว

ม.เกษตร จับมือกรมชลบูรณาการใช้น้ำของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269545

ม.เกษตร จับมือกรมชลบูรณาการใช้น้ำของประเทศ

กรมชลประทาน, มเกษตร, เกษตร, จับมือ, กรมชล, บูรณาการ, ใช้, น้ำ, ของ, ประเทศ, มเกษตร

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

                 ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับนายสัญชัย เกตุวรชัยอธิบดีกรมชลประทาน ในการที่จะร่วมพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในด้านวิจัยนวัตกรรมและการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์และยั่งยืนโดยมี รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีลงนาม และโดยมี นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน และ รศ.ดร.ตฤณ แสงสุวรรณ รักษาการแทนรองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมเป็นสักขีพยายานเมื่อวันที่4เมษายน2560ณ อาคารสารนิเทศ50ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรมชลประทานได้มีบันทึกข้อตกลงร่วมมือมา4ครั้ง

       โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่4ที่จะร่วมกันพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างผลงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางด้านการเกษตร การชลประทาน และการใช้น้ำอย่างถูกวิธีเพื่อประโยชน์สูงสุด ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ผลิตบัณฑิต และบุคลากรที่มีความรู้โดยเฉพาะทางด้านการเกษตรด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ใช้น้ำน้อยแต่มีผลผลิตสูงสุด เป็นต้น

           สำหรับกรมชลประทาน มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการบริหารจัดการน้ำหาแหล่งน้ำให้มีการพัฒนาที่สมดุลกับการอนุรักษ์แหล่งน้ำด้วย เช่น ป่าต้นน้ำ การปลูกป่า รวมทั้งการพัฒนาป่าที่เสื่อมโทรมเช่นป่าหัวโล้นจังหวัดน่าน จะร่วมมือกันพัฒนา นอกจากนี้ทางกรมชลประทานยังมีศูนย์สถานการณ์น้ำ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ความร่วมมือทั้งสองหน่วยงานจะได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาโดยนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาบูรณาการในอันที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นผลงานทางวิชาการที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติได้อย่างมั่นคงและถาวรตลอดไป

        ดร.จงรักกล่าวว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาวะโลกร้อน และ ปรากฎการณ์เรือนกระจก เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทุกประเทศในโลก ในช่วง2-3ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ได้ประสบกับภัยพิบัติด้านภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน และไฟป่าเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่จะมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของโลกอย่างไม่อาจกลับคืนได้ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักในผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศ

           โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม น้ำจึงถือว่าเป็นหัวใจสำคัญในด้านการเกษตร และภาคอื่น ๆ ดังนั้นการที่จะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำที่ทั้งสองหน่วยงานจึงต้องพัฒนาบุคลากรโดยร่วมศึกษาค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ยั่งยืน รวมถึงการใช้น้ำในทุกภาคส่วนของประเทศโดยรวมด้วย

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อน 14 นโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269443

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อน 14 นโยบาย

สถาปนา125ปี, เกษตร, เดินหน้า, ขับเคลื่อน,  14 , นโยบาย, โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

              เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 ที่ผ่านมา  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสครบ 125 ปี ซึ่งในปีนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธี ณ บริเวณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในห้วงเวลาการปฏิรูปประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในปี 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งด้านสังคม มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ตลอดทั้งมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร โดยได้มีการเร่งรัดขับเคลื่อน 14 นโยบายสำคัญ ประกอบด้วย (1) การขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร   ซึ่งเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สำคัญ 882 ศูนย์ทั่วประเทศ (2) การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้จริง เป้าหมาย 1,512 แปลง (3) การวางแผนผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงกับสภาพพื้นที่ Zoning by Agri-Map มีเป้าหมาย 300,000 ไร่ (4) ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร เป้าหมายกว่า 2 แสนไร่ (5) การขับเคลื่อนธนาคารสินค้าเกษตร (6) การเพิ่มระบบส่งน้ำและกระจายน้ำ ให้ทั่วถึงแปลงเกษตรกรรม เป้าหมาย 32 ล้านไร่ (7) นโยบายแผนข้าวครบวงจร (8) การจัดการที่ทำกินให้เกษตรกร โดย ส.ป.ก. ได้ยึดคืนที่ดินผิดกฎหมาย นำมาส้างระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรเพื่อส่งมอบให้เกษตรกร เป้าหมาย 1 แสนไร่ (9) การจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรเพิ่มเติม (10) การพัฒนายกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ 7,000 แห่ง (11) การพัฒนาข้าราชการและเกษตรกร ให้เป็น Smart Officer เป้าหมาย 2,000 คน (12) Smart Farmer กำหนดเป้าหมายเกษตรกรในวัยแรงงาน (อายุ 18 – 64 ปี) จำนวน 44,306 ราย (13) ด้านกฎหมายกำหนดให้ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ และ (14) การน้อมนำศาสตร์พระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาดำเนิน “โครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” เป้าหมายเกษตรกร 70,000 ราย เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นการรวมพลังของบุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกรตัวอย่าง หรือที่เรียกกันว่า ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ที่ร่วมคิดร่วมทำกันอย่างแท้จริง

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ศาลพระภูมิ ท้าวเวสสุวัณ ศาลตา – ยาย องค์พระพิรุณทรงนาค และองค์พระพิรุณทรงนาคในพิพิธภัณฑ์ พิธีสงฆ์ ถวายตาลปัตรที่ระลึกงานวันสถาปนากระทรวงเกษตรและสหกรณ์   125 ปี ถวายภัตตาหาร และจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ นอกจากนั้น มีพิธีมอบประกาศนียบัตรข้าราชการ    พลเรือนดีเด่น และพนักงานราชการดีเด่น และโล่เชิดชูเกียรติของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2559

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออย่างต่อเนื่อง จากกระทรวงเกษตรพนิชการ มาเป็นกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรพาณิชยการ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงเกษตร จนมาสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน  ทั้งนี้  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์  “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร เป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดิน” โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีการประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างเหมาะสมและยั่งยืน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้มีการจัดสรรทรัพยากรการผลิตทางการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรอย่างพอเพียง มีประสิทธิภาพยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดทั้งส่งเสริมให้มีการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่เหมาะสม โดยมีส่วนราชการในสังกัด จำนวน 16 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง กรมชลประทาน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกตรกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รัฐวิสาหกิจในสังกัด จำนวน 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย องค์การสะพานปลา องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และการยางแห่งประเทศไทย และองค์การมหาชนในสังกัด จำนวน 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาและวิจัยการเกษตร สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เกษตรฯ ขันน็อตระบบส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรประเมินทุก 3 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269440

เกษตรฯ ขันน็อตระบบส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรประเมินทุก 3 เดือน

ส่งเสริมเกษตร, เกษตร, ขัน, น็อต, ระบบ, ส่งเสริม, และ, พัฒนา, เกษตรกร, ประเมิน, ทุก, เดือน, เกษตรฯ

โดย – โต๊ะข่าวเกษตร

       พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดตัวระบบส่งเสริมการเกษตร“ระบบ T & V System (Training and Visit System) พร้อมทั้งได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาการ ให้แก่เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ ว่า จากการลงพื้นที่ตรวจราชการเพื่อติดตามงานตามนโยบายสำคัญของกระทรวงในหลายๆ ครั้ง มีเสียงสะท้อนจากเกษตรกรถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแม้จะไม่มากนักแต่ก็ละเลยไม่ได้ เช่น ไม่รู้นโยบายรัฐบาล หรือนโยบายกระทรวง เกี่ยวกับมาตรการ โครงการต่างๆ ในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกร ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังรู้ข้อมูลข่าวสารน้อยกว่าเกษตรกร จึงเป็นที่มาของการขาดความเชื่อมั่น และศรัทธาในตัวเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากและละเลยไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ถือเป็นกำลังหลักที่สำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เกษตรกรจะสามารถปรับปรุงการทำการเกษตรให้สามารถแข่งขันได้ การรวมกลุ่มผลิตในระบบแปลงใหญ่เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเชิงการค้า หรือการปรับเปลี่ยนทำเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ต้องสื่อสารและสร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรให้ได้

ดังนั้น การวางระบบฝึกอบรมเยี่ยมเยียนที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้นำมาปรับปรุง เพื่อมุ่งให้เกิดการขับเคลื่อนงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และเป็นไปในทิศทางเป้าหมายเดียวกัน โดยมีองค์ประกอบหลัก คือ ระบบปฏิบัติการ หรือ ระบบการทำงานในพื้นที่ และระบบสนับสนุนการปฏิบัติงาน จะมุ่งเน้นให้เกิดการเยี่ยมเยียนและถ่ายทอดความรู้การปรับปรุงและพัฒนาในครั้งนี้ จะทำให้งานส่งเสริมการเกษตรซึ่งถือเป็นหลักภารกิจที่จะพัฒนางานภาคเกษตรของประเทศได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เกษตรทุกคนต้องติดตามงาน รู้เท่าข่าวสาร อัพเดตความรู้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน เพื่อถ่ายทอดความรู้นั้นๆ ไปยังเกษตรกรได้จริง  ซึ่งเป็นหลักสำคัญของสมาร์ทออฟฟิซเซอร์ที่กระทรวงเกษตรฯ พยายามสร้างให้เกิดขึ้นในองค์กร

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่าการวางระบบส่งเสริมการเกษตรที่เปิดตัวครั้งนี้ จะช่วยปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้รวดเร็วและทันสถานการณ์และมีแบบแผนมาขึ้น โดยในรอบสัปดาห์ทุกวันจันทร์เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะต้องวางแผนเยี่ยมเยียนเกษตรกร เพื่อลงพื้นที่ในช่วงวันอังคาร – พฤหัสบดี ซึ่งในวันพฤหัสบดีจะลงพื้นที่โดยบูรณาการทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งเรื่องน้ำ ดิน พืช ประมง ปศุสัตว์ เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกร รวมถึงเข้าปฏิบัติงานตามนโยบายกระทรวง และในวันศุกร์จะเป็นการทบทวนประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากรอบสัปดาห์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะได้ติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการใหม่ๆ  หรือนำประเด็นปัญหาจากเกษตรกรมาหารือหน่วยงานเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

“การกำหนดรอบการปฏิบัติลงเยี่ยมเยียนเกษตรกร จะช่วยให้เจ้าหน้าที่มีความชัดเจนในการปฏิบัติงานในแต่ละวันมากขึ้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมจะไม่นั่งปฏิบัติงานในสำนักงานแล้วให้เกษตรกรเข้ามาพบ แต่จะต้องลงพื้นที่พบปะเกษตรกรในพื้นที่จริง ซึ่งอีกปัจจัยที่ทำให้ระบบการส่งเสริมไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากที่ผ่านมาหลายๆ สิบปี เราไม่ได้ทำงานด้านการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาเกษตรกรได้อย่างเต็มที่นัก เช่น ต้องรับขึ้นทะเบียนจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรในหลายๆ โครงการ ดังนั้น ระบบส่งเสริมการเกษตร“ T & V System (Training and Visit System)  ที่มีความชัดเจนมากขึ้นนี้ จะทำให้ตัวตนความเป็นนักส่งเสริมการเกษตรกลับคืนมา และการพัฒนาการเกษตรเกิดขึ้นได้จริง โดยจะมีการติดตาม ประเมินผลและรายงานมายังกรมส่งเสริมการเกษตรทุกๆ 3 เดือน” นายสมชาย กล่าว

เกษตรฯ จับมือ พันธมิตร ลงนามชัวร์ก่อนแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269439

เกษตรฯ จับมือ พันธมิตร ลงนามชัวร์ก่อนแชร์

ลงนาม ย์, เกษตร, จับมือ, พันธมิตร, ลงนาม, ชัวร์, ก่อน, แชร์, เกษตรฯ, ลงนามชัวร์ก่อนแชร์, ชัวร์ก่อนแชร์

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

          นายปริญญา เพ็งสมบัติ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วม “ลงนาม MOU ความร่วมมือขับเคลื่อนกลไกศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์” กับ บริษัท อสมท จํากัด (มหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรทั้ง 22 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายยุวทัศน์ ชมรมเพื่อนมะเร็งไทย ธนาคารกรุงไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาด สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันโภชนา มหาวิทยาลัยมหิดล สภาทนายความ สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ณ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)

​​นายปริญญา เพ็งสมบัติ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมเป็นหนึ่งกลไกในการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ไปยังประชาชน เนื่องจากข้อมูลภาคการเกษตรมีความเกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ เชื่อมโยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่เน้นย้ำให้ทุกส่วนราชการเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปต่าง ๆ  ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 20 ปี ตามแนวคิดประเทศไทย 4.0 เป้าหมายสำคัญ คือ เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯกำหนดให้เป็น “ปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน” โดยมีเป้าหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้นทั้งด้านสังคม และรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ เป็นต้นน้ำในการผลิตสินค้าเกษตรไปสู่ผู้บริโภค หากนำข้อมูลที่ไม่ชัวร์ไปแชร์ต่อสาธารณชน จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้บริโภคและเกษตรกร และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่มีต่อสินค้าเกษตรไทย ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่สาธารณชนได้อย่างถูกต้อ รวดเร็ว และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายปริญญา กล่าว

ด้าน นายเขมทัตต์ พลเดช ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  บมจ. อสมท โดยสำนักข่าวไทย ได้เล็งเห็นปัญหาการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ชัวร์ จึงเริ่มผลิตชุดเนื้อหา “ชัวร์ก่อนแชร์” ตั้งแต่ต้นปี 2558  เพื่อตอกย้ำการให้ความรู้และทำให้คนไทยได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ โดยในปีนี้ บมจ. อสมท ได้จัดตั้งศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนกลไกการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเพื่อประชาชน ในรูปแบบการบูรณาการระหว่างการเผยแพร่เนื้อหาบนสื่อโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล กับการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลที่ส่งต่อกันบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้การสนับสนุนศูนย์ชัวน์ก่อนแชร์ ให้เป็นกลไกการเฝ้าระวังสื่อและตรวจสอบข้อมูลเพื่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในการประกาศเจตนารมณ์การตรวจสอบและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน ตลอดทั้งสร้างเครือข่ายภาคประชาชนไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือส่งต่อข้อมูลทีไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ยังได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของเครือข่าย First Draft Partner Network ซึ่งก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อสารมวลชนและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก 72 ราย เพื่อรับมือกับข่าวสารที่ไม่ถูกต้องทั่วโลก

เปิดตลาดนัดกุ้งเครฟิชและสัตว์เลี้ยงทุกวันอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269438

เปิดตลาดนัดกุ้งเครฟิชและสัตว์เลี้ยงทุกวันอาทิตย์

โดย – มงคลเชาวราช ทั่งมั่งมี

                 จังหวัดพิษณุโลกจัดงานตลาดนัด กุ้งเครฟิช สัตว์น้ำ และสัตว์เลี้ยงทุกชนิดทุกวันอาทิตย์ ที่บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ สามแยกเรือนแพ อ.เมืองพิษณุโลก เพื่อเป็นพื้นที่กลางให้ผู้เพาะพันธุ์กุ้งเครฟิช ได้พบกับลูกค้าเป้าหมายโดยตรง ขณะที่ราคาขายกุ้งเครฟิชมีตั้งแต่ตัวละ หลักร้อยบาทจนถึงหลัก ห้าหมื่นบาทต่อตัวเลยทีเดียว

              ที่จังหวัดพิษณุโลกมีการจัดงานตลาดนัด กุ้งเครฟิช สัตว์น้ำ และสัตว์เลี้ยงทุกชนิด ขึ้นบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ สามแยกเรือนแพ อ.เมืองพิษณุโลก โดยมีกลุ่มเพาะเลี้ยงกุ้งเครฟิช สัตว์น้ำ และสัตว์เลี้ยงทุกชนิด นำสัตว์ที่เพาะเลี้ยงมาจำหน่ายให้ผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงสัตว์กว่า 50 ราย โดยกว่า30ราย เป็นผู้เพาะพันธุ์กุ้งเครฟิช ที่ต่างนำกุ้งเครฟิช มาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยราคาเริ่มต้นตัวละ100บาท จนถึง ตัวละ50,000บาท ขึ้นอยู่กับลายสีสัน บนตัวกุ้ง ซึ่งบรรยากาศมีประชาชนสนใจเข้ามาซื้อกุ้งเครฟิช ไปเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์สวยงาม และนำไปเพาะขยายพันธุ์ เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการสูง ขายได้ราคาดี

           นายชัยวุฒิ เพชรทองคำ ผู้เลี้ยงกุ้งเครฟิซและเป็นผู้ริมเริ่มการเปิดตลาดนัดกุ้งเครฟิช สัตว์น้ำ และสัตว์เลี้ยงในจ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ต้องการให้เป็นศูนย์รวมตลาดสัตว์เลี้ยงชนิดต่าง ๆ ทั้งกุ้งเครฟิช สุนัข ปลา ฯลฯ ให้เป็นพื้นที่รวมผู้เพาะเลี้ยง และจำหน่าย กระตุ้นยอดขายสัตว์เลี้ยงในจ.พิษณุโลกที่มีผู้นิยมเลี้ยงมาก โดยกำหนดเปิดทุกวันอาทิตย์ ในช่วงเวลา17.00-21.00น.ที่สวนเฉลิมพระเกียรติฯ( เรือนแพ )

            สำหรับกุ้งเครฟิช ในจ.พิษณุโลกมีผู้นิยมเลี้ยงจำนวนมาก กำลังเป็นกระแส ในการเลี้ยงเพื่อความสวยงาม และน่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีอนาคต ไม่ใช่ขึ้นมาเฉพาะกระแสอย่างเดียว ไม่เหมือนปลาหมอสี เนื่องจากสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้ ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ทำให้กุ้งเครฟิชมีมูลค่าเพิ่ม จากหลักร้อย สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นหลักหลายพันบาทได้ ขณะที่ตลาดการซื้อขายภายในจังหวัดและประเทศ ก็ยังมีความนิยมอยู่มาก มีราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อย หลักพันบาท และตัวที่โดดเด่นมีลายสวยงาม ก็จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน

           นายชัยวุฒิ กล่าวว่า สำหรับ กุ้งเครฟิช คือกุ้งมังกรหรือล็อบเตอร์น้ำจืด เป็นคนละชนิดกับกุ้งมังกรหรือ ล็อบเตอร์น้ำเค็ม มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเซียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีการค้นพบมากกว่า500ชนิด กุ้งเครฟิชในบ้านเราออกเป็น3สาย สายที่1คือProcambarus.บ้านเรานิยมเรียกกุ้งสาย พี. ที่ฟาร์มเรียก กุ้งก้ามหนาม แม่ค้าเรียกกุ้งสี ที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาและยุโรป สายที่2คือCherax.บ้านเรานิยมเรียกกุ้งสาย ซี. หรือกุ้งก้ามเรียบ ที่ฟาร์มเรียก กุ้งป่า เพราะส่วนมากจับมาและมีถิ่นกำเนิดในโซน ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี และอินโดนีเซีย สายที่3คือCambarellus.บ้านเราเรียกกุ้งเครแคระ เพราะมีขนาดเล็ก3-4ซม.

กรมประมงพอใจแก้ไอยูยู มั่นใจใกล้หลุด‘ใบเหลือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269391

กรมประมงพอใจแก้ไอยูยู มั่นใจใกล้หลุด‘ใบเหลือง

ไอยูยู, กรมประมง, พอใจ, แก้, มั่นใจ, ใกล้, หลุด, ใบเหลือง

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

                  นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่าการแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (ไอยูยู)ในขณะนี้คืบหน้า ของระบบต่างๆมีความชัดเจน มากขึ้น ส่วนใหญ่เกินกว่า 50% และในบางเรื่องมีความคืบหน้าเกินกว่า 70 – 80% ไปแล้ว ตัวอย่างเช่น ระบบติดตามเรือ หรือ วีเอ็มเอสศูนย์กลางควบคุมระบบติดตามเรือ หรือ เอ็มเอสซี ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า – ออก (PIPO)

                “ระบบต่างๆอาจจะยังไม่สมบูรณ์ 100% เต็ม แต่ทุกอย่างถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ระบบต่างๆเริ่มเข้าที่เข้าทางเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น”

               อีกทั้งการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐ ยังแสดงให้สหภาพยุโรป หรืออียู เห็นถึงเจตจำนง และความพยายามที่มุ่งมั่นชัดเจนในการการแก้ไขปัญหาไอยูยู โดยเฉพาะการออกพ.ร.ก. การประมง ที่มีบทลงโทษรุนแรง และสามารถใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานระยะยาวต่อไป

              นายอดิศร กล่าวว่ายังไม่สามารถตอบได้ว่าไทยจะหลุดจากใบเหลืองได้ในเร็วๆนี้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องการตัดสินใจของอียู แต่หากดูจากการร่วมมือกับอียู ที่ดำเนินมากกว่า 2 ปี คาดหวังว่า น่าจะใช้เวลาอีกไม่นานเกินไป เพราะทุกอย่างก็มีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับ

              นายอดิศร กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาไอยูยู จะต้องจบและได้ใบเขียวอย่างแน่นอน แต่หลังจากนั้นไทยจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และความสมบูรณ์มากที่สุด อย่างเรื่องวีเอ็มเอส ขณะนี้เดินหน้าไปมาก เริ่มไม่มีปัญหาแล้ว ก็จะขยายการดำเนินงานที่ใหญ่ขึ้นไปสู่ศูนย์เอ็มเอสซี เช่นเดียวกับการปฏิรูปการประมงของไทยจะเสร็จเมื่อใดนั้น

               ขณะนี้คงไม่สามารถตอบได้ชัดเจน เพราะทุกเรื่องจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีเสร็จสมบูรณ์ 100% การจะเสร็จได้นั้น ก็คงต้องเกิดจากการที่ภาครัฐ มีหน่วยงานที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกอยู่เสมอ

               “ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่า เพราะความไม่เป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยหรือไม่ ที่ทำให้ไทยยังได้ใบเหลืองอยู่นั้น จากการที่ผมทำงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ มานาน ผมมองว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน หน่วยงานระดับนี้จะไม่มีการพูดคุยเรื่องภายในประเทศ และอียูเองก็ใช้ประเด็นเหล่านี้มาโจมตีประเทศอื่นน้อยกว่าบางประเทศด้วยซ้ำ ทุกคนคิดกันไปเอง”นายอดิศร กล่าว