กรมชลฯเร่งพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่ส.ป.ก.ที่ยึดมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269387

กรมชลฯเร่งพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่ส.ป.ก.ที่ยึดมา

สปก, กรมชล, เร่ง, พัฒนา, แหล่งน้ำ, พื้นที่, สปก, ที่, ยึด

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

                    นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าเตรียมพัฒนาพื้นที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.)กว่า 2 หมื่นไร่ในพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีการยึดคืนจากพื้นที่ถูกบุกรุกและครอบครองอย่างผิดกฎหมาย

                   โดยกรมชลฯได้ร่วมกับส.ป.ก.และกองพลทหารช่าง โดยวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินโดยในปี2559-2560จะสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำระบบน้ำชลประทานในพื้นที่ 7 จังหวัด 28 แปลง พื้นที่ 23,554 ไร่ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี 3 แปลง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 4 แปลงจังหวัดชลบุรี 2 แปลง จังหวัดฉะเชิงเทรา 1 แปลง จังหวัดนครราชสีมา 1 แปลง จังหวัดสระแก้ว 12 แปลง ยกเลิก 2 แปลง และจังหวัดเชียงราย 5 แปลง

                ทั้งนี้ ตามอำนาจมาตรา 44 ส.ป.ก.ได้ยึดพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายใน 27 จังหวัดรวมพื้นที่ 168,000 ไร่ ประกอบด้วย กำแพงเพชร ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุดรธานี กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ราชบุรี ลพบุรี สระแก้ว สระบุรี กระบี่ ชุมพร ยะลา สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์

              กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมาย ในการจัดการที่ดินและส่งมอบให้ราษฎรไร้ที่ดินทำกินให้ได้ จำนวน 100,000 ไร่ โดยจะทำการส่งมอบ ในปี 2560 จำนวน 50,000 ไร่ นอกจากนี้​กรมชลประทาน ได้พิจารณาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่ทำการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินจำนวน 1 แปลง ในนครราชสีมา ซึ่งมีการยึดคืนตามนโยบายรัฐบาลมีเนื้อที่จำนวน 1,027 ไร่ ของนายชูเกียรติ ตั้งพงศ์ปราชญ์ เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งพื้นที่การเกษตรที่มีความลาดชันสูงในบริเวณที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านกอก (ตอนบน)เกษตรกรขุดสระใช้เองจำนวน 2 สระ สามารถกักเก็บน้ำได้เพียง 20,000ลูกบาศก์เมตร (ลบ. ม. )แต่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง 590,000 ล้าน ลบ. ม.ต่อปี ในแต่ละปีมีปริมาณน้ำไหลทิ้งจำนวนมาก ราษฎรในพื้นที่ทำการเกษตรด้วย

กรมปศุสัตว์จัดงานแพะแห่งชาติหวังกระตุ้นการเลี้ยงสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269178

กรมปศุสัตว์จัดงานแพะแห่งชาติหวังกระตุ้นการเลี้ยงสู่สากล

งานแพะแห่งชาติ, กรมปศุสัตว์, จัดงาน, แพะ, แห่งชาติ, หวัง, กระตุ้น, การ, เลี้ยง, สู่, สากล

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

       เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 2 เมษายน 2560 พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ร่วมเปิดงานแพะแห่งชาติครั้งที่ 14 ประจำปี 2560 พร้อมร่วมลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน แก่ผู้ชนะการแข่งขันประกวดพันธุ์แพะ ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

               ตามที่กรมปศุสัตว์ได้จัดงานแพะแห่งชาติติดต่อกันมาจนถึงทั้งที่ 14 โดยงานแพะแห่งชาติครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 3 เม.ย.60 นับเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะและผู้สนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโอกาสที่จะให้ความรู้ทางด้านการผลิตแพทย์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาการเลี้ยงการผลิตสินค้าที่ได้จากแพร่การแปรรูปแพะจนถึงช่องทางการตลาด ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ประกอบไปด้วยการประชุมสัมมนาการจัดนิทรรศการการประกวดพันธุ์แพะ และสาธิตการแปรรูปสินค้าจากแพะ พัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะในประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 เช่น การพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์แพะลูกผสม เพื่อให้ได้เนื้อและนมคุณภาพ ให้ความรู้ใหม่ๆ ผ่านนิทรรศการแสดงนวัตกรรมการพัฒนาแพะ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับกลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงแพะในรูปแบบวิสาหกิจ เพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศผู้ผลิตแพะรายใหญ่ในตลาดอาเซียน

                 พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แพะนับเป็นสัตว์ที่นิยมเลี้ยงกันทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศไทย จากผลสำรวจประชากรแพะ ปีพ.ศ. 2559 มีจำนวน 509,382 ตัว แบ่งเป็นเพราะเนื้อ 484,323 ตัวและแพ้นม 25,059 ตัวซึ่งมีเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 40,290 ราย มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่นในเขตภาคใต้ และมีแนวโน้มเลี้ยงแพะเพิ่มมากขึ้นในเขตภาคกลาง โดยทั้งนมแพะและเนื้อแพะเป็นสินค้าเกษตรที่ได้รับการพัฒนาไปอย่างมาก ในปัจจุบันเป็นที่นิยมยอมรับของผู้บริโภค เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมีความตื่นตัวในการปรับปรุงพันธุ์และการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน โดยมีการเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิชาการวิจัยด้านการเลี้ยงแพะ และนวัตกรรมการดำเนินการของกรมปศุสัตว์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวมทั้งสถานศึกษาภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาแพะไทยสู่ไทยแลนด์4.0 ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดการค้าแพะให้กว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ.

กยท.เตรียม จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 60 ที่จ.ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/269177

กยท.เตรียม จัดงานวันยางพาราแห่งชาติ ปี 60 ที่จ.ระนอง

กยท, เตรียม, จัดงาน, วัน, ยางพารา, แห่งชาติ, ที่, ระนอง, ที่จระนอง

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

                  นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.กำหนดจัดงานวันยางพาราแห่งชาติประจำปี 2560 ณ จังหวัดระนอง ในวันที่ 10 เมษายน ภายใต้แนวคิด จากปฐมบท สู่อนาคตการพัฒนายางพาราไทย เพื่อตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญในคุณูปการของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี และเป็นการยกย่องและรำลึกที่ท่านได้บุกเบิกนำยางพาราต้นแรกเข้ามายังประเทศไทย และสร้างเส้นทางพัฒนายางไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ จนยางพาราเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการ ปฐมบท สู่อนาคตการพัฒนายางพาราไทย กิจกรรม 1 ผลิตภัณฑ์ ปันยิ้ม ส่งความสุขให้ชาวสวนยาง พร้อมมการเสวนาในหัวข้อ ภูมิปัญญาชาวยาง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้นี้จะมีการผลิตยางแผ่นดิบความยาว 155 เมตร เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง จ.ระนอง ครบ 155 ปี และการเปิดตัวล้อยางแบรนด์ ไทย – ไทเอ่อร์ ( TH TYRE ) ภายใต้โครงการล้อยางประชารัฐ

กรมประมงเล็งใช้ใบอนุญาตคุมเรือประมงพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/268973

กรมประมงเล็งใช้ใบอนุญาตคุมเรือประมงพื้นบ้าน

ประมงพื้นบ้าน, กรมประมง, เล็ง, ใช้, ใบอนุญาต, คุม, เรือประมง, พื้นบ้าน

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

              กรมประมง เตรียมออกประกาศคุมเรือประมงพื้นบ้านต้องมีใบอนุญาต หลังจำนวนเรือเพิ่มขึ้น ชี้ต้องออกเกณฑ์กำหนดให้ชัดเจนตั้งข้อสังเกตเรือพาณิชย์ลดขนาดหวั่นกระทบภาพรวมในอนาคต

             นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ประมง 2558 ได้แบ่งการทำประมงในเขตน่านน้ำไทยออกเป็น 2 ประเภท คือประมงพื้นบ้านที่มีขนาดเรือไม่เกิน10 ตัน และประมงพาณิชย์ที่มีขนาดเรือตั้งแต่ 10 ตันขึ้นไป โดยในกลุ่มของการทำประมงพื้นบ้านนั้น ตามพ.ร.ก. ให้การสนับสนุนให้จับสัตว์น้ำได้ไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล จากเดิมที่กำหนดไว้ 1.5 ไมล์ทะเล โดยกลุ่มประมงพื้นบ้านไม่ต้องมีใบอนุญาตการทำประมง แต่ต้องขอจำทะเบียนเรือจากกรมเจ้าท่าเท่านั้น

            ในขณะที่เรือประมงพาณิชย์ ที่จะต้องมีทั้งใบอนุญาตการทำประมงและจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่า เนื่องจากวัตถุประมงของเรือประมงพาณิชย์คือการจับสัตว์น้ำมาเพื่อจำหน่าย ปัจจุบันมีเรือที่จดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าแล้วรวมทั้งสิ้น 37,000 ลำ แบ่งเป็น เรือประมงพื้นบ้าน 25,000 ลำ และเรือประมงพาณิชย์ 12,000 ลำ

         ทั้งนี้เรือประมงพื้นบ้านในขณะนี้เริ่มมีจำนวนมากขึ้น โดยชาวประมงสามารถต่อเรือเองได้ มีการพัฒนาเครื่องมือจับปลา และส่วนใหญ่แม้จะเป็นการทำประมงแบบพื้นบ้าน แต่สัตว์น้ำที่จับได้ส่วนใหญ่นำมาจำหน่ายตามร้านอาหารภัตตาคาร ซึ่งไม่ถูกต้อง เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้ว การทำประมงพื้นบ้านจะห้ามจำหน่ายต้องทำเพื่อการบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น

          นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตจำนวนเรือประมงพื้นบ้านที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นเรือพาณิชย์ที่ย่อขนาดลง ดังนั้นหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นปัญหาการทำประมงภาพรวม กรมประมงจึงเตรียมที่จะออกประกาศให้เรือประมงพื้นบ้านทั้งหมดต้องขอใบอนุญาตการทำประมงก่อน เพื่อควบคุมเรือประมงพื้นบ้านให้อยู่ในระบบเช่นเดียวกับเรือประมงพาณิชย์ซึ่งมีการควบคุมแล้ว

           “คำนิยามของประมงพื้นบ้านตามที่กำหนด คือ ทำการประมงเพื่อหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่ขายเป็นเรื่องเป็นราวรายได้วันหนึ่ง 2,000 -3,000 บาท เหมือนที่ประมงไทยกำลังทำ โดยปัจจุบันถ้าไปสำรวจเรือประมงพื้นบ้านส่วนมากนำมาขายเป็นหลัก ส่วนที่เหลือค่อยนำไปกิน ซึ่งขัดกับคำนิยามของต่างประเทศ ที่มีการค้าขายเมื่อไหร่จะถือว่าเป็นเรือประมงพาณิชย์ ทั้งนี้ที่ไทยอนุญาตให้ประมงพื้นบ้านค้าขายได้ เพียงแต่ใช้การควบคุมขนาดเรือเป็นหลัก” นายอดิศร กล่าว

พิษณุโลกคาดมะยงชิดทำเงินเข้าพื้นที่80ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/268953

พิษณุโลกคาดมะยงชิดทำเงินเข้าพื้นที่80ล.

โดย – มงคลเชาวราช ทั่งมั่งมี

        เกษตรกร 2 อำเภอพิษณุโลกหันปลูกมะยงชิด ผลไม้ท้องถิ่นพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้ชุมชน จัดงานวันมะยงชิดพิษณุโลก หวังดึงนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นเขาเที่ยวชมสวนและซื้อมะยงชิดเพิ่มยอดขาย คาดมีผลผลิตออกกว่า800ตัน สามารถทำเงินเข้าจังหวัดพิษณุโลกกว่า80ล้านบาท

            วันที่ 1 เมษายน60 ที่ ศาลาจำปาสา บ้านรักไทย หมู่7ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก นายสมชาย ตรีณาวงษ์ นายอำเภอเนินมะปราง เป็นประธานเปิดงานวันมะยงชิดพิษณุโลก ปี2560ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสันเขาจัดขึ้นระหว่างวันที่1- 2เมษายน นี้ หลังมีเกษตรกรในพื้นที่ อ.เนินมะปราง เริ่มหันมาปลูกมะยงชิด จนกลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่ ที่สามารถทำเงินรายได้ โดยในช่วงนี้มีผลผลิตออกมาจำหน่ายจำนวนมาก และเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร สามารถเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้มากขึ้น จึงจัดงานดังกล่าวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยว อ.เนินมะปราง นอกจากเที่ยวชมสวนเกษตรจำนวนมากแล้ว ยังสามารถชมแนวภูเขาหินปูน ถ้ำ น้ำตก และจุดท่องเที่ยวหลากหลายในพื้นที่ได้

             นายไพบูลย์ กล่าวว่า  ด้วยพื้นที่2อำเภอของจังหวัดพิษณุโลก คือ ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง และ ต.ชมพู องเนินมะปราง เป็นพื้นที่ติดต่อกัน อยู่บนสันเขา สภาพพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ400-600เมตร เหมาะสำหรับการปลูกผลไม้ได้หลากหลายชนิด เช่น มะยงชิด ทุเรียน เงาะ ลองกอง มังคุด มะม่วง ลำไย สตอรเบอรี่ เป็นต้น โดยผลไม้ในพื้นที่มีผลผลิตอกต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะมะยงชิด มีความเหมาะสมที่จะปลูกในพื้นที่ แหล่งนี้มาก ด้วยสภาพอากาศ ดินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตมะยงชิดบนสันเขาบ้านรักไทย ออกก่อนพื้นที่อื่นๆประมาณ1เดือน ผิวสวย รสชาติดี ขายได้ราคา จึงมีเกษตรกรให้ความสนใจหันมาปลูกมะยงชิดกันมากขึ้น

           ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะยงชิดไม่น้อยกว่า1,000ไร่ ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยกว่า800ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า80ล้านบาท เพื่อเป็นการส่งเสริมการปลูกมะยงชิดและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสันเขาจึงจัดงานดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจการปลูกมะยงชิด โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกมะยงชิด และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อให้ผลผลิตมะยงชิดที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน

       อย่างไรก็ตาม  หลังจากเกษตรกรหันมาปลูกมะยงชิดเพิ่มขึ้น ทำให้มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อและเกษตรกรนำส่งที่ตลาดไทย ก่อนกระจายไปจังหวัดต่างๆ และเมื่อปีที่ผ่านมา เริ่มมีการส่งออกมะยงชิด ไปยังตลาดต่างประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ และจีน บ้างแล้ว เชื่อว่า มะยงชิด เป็นผลไม้ที่กำลังมีอนาคตที่สดใส มีแนวโน้มตลาดที่กว้างมากขึ้น ขณะที่ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ80-150บาท ขึ้นกับขนาดความใหญ่ผลผลิต รสชาติและความสวยงาม

ตรวจเช็คปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวบุกบ้านแพ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/268807

ตรวจเช็คปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าวบุกบ้านแพ้ว

โดย -มานพ พฤติวโรดม

              จากสถานการณ์ปัญหาหนอนหัวดำมะพร้าว ศัตรูพืชเข้าแพร่ระบาดในพื้นที่ในเขตอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  

            ล่าสุดนายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมคณะฯลงพื้นที่ตำบลโรงเข้ อ.บ้านแพ้ว เพื่อสำรวจติดตามสำรวจสถานการณ์การแก้ปัญหา และวิธีการป้องกันหยุดการระบาด เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรและชาวสวน ที่รับผลกระทบของหนอนหัวดำเข้าทำลายผลผลิตมะพร้าว โดยมี นายเศรณี อนิลบล เกษตรจังหวัดสมุทรสาคร และเกษตรอำเภอบ้านแพ้ว ให้การต้อนรับ ก่อนร่วมกันปล่อยแตนเบียนบราคอน ไปสู่ธรรมชาติเพื่อช่วยกำจัดกินหนอนตัวอ่อน

            นายเศรณี เปิดเผยว่า สำหรับพื้นที่แพร่ระบาดหนักของจังหวัดในบริเวณแถบตำบลโรเข้  และพื้นที่ใกล้เคียงมากที่สุดซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่เพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมจำนวนมาก ส่วนปัจจัยของการแพร่ระบาด เช่น สภาพฤดูแล้งและอากาศเอื้ออำนวยของช่วงหน้าร้อนจัด สำหรับการแก้ไขปัญหาและการทำลายหนอนหัวดำ นอกจากให้เกษตรกรตัดใบมะพร้าวเอาลงมาเผาทิ้งแล้ว ยังมีโครงการให้ชาวบ้านรณรงค์เพาะเลี้ยงแตนเบียนบราคอน เพื่อปล่อยออกไปช่วยอีกวิธีหนึ่งในธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีแบบผสมผสาน จะช่วยลดการใช้สารเคมี และค่าใช้จ่าย ให้กับชาวสวนผู้ปลูกมะพร้าวได้ด้วย

             “โดยครั้งนี้มีจุดตรวจเยี่ยมที่ 1 คือ แปลงมะพร้าวเกษตรกร ที่หมู่ 7 ตำบลโรงเข้ มีปัญหาแพร่ระบาดของหนอนหัวดำ และการปล่อยแตนเบียนบราคอน, จุดที่ 2 ชมแปลงมะพร้าว ฐานะได้นำร่องป้องกันกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสาน และจุดที่ 3 เยี่ยมชมกิจกรรมของศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโรงเข้ (บ้านนางสุกัญญา แอนิหน) ฐานะผู้ร่วมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวมาอย่างต่อเนื่อง

            สำหรับสมุทรสาครในขณะนี้มีพื้นที่พบถูกแพร่ระบาดทำลายมะพร้าวไปแล้วทั้งสิ้น 2,673 ไร่ จากจำนวนการปลูกมะพร้าว 21,342 ไร่ มีเกษตรกรอยู่ในทะเบียน 2,325 ราย”

              นายประภัสสร์ กล่าวว่า หลังทราบปัญหาความเดือนร้อนในขณะนี้จึงออกติดตามสำรวจสถานการณ์พื้นที่หนอนหัวดำมะพร้าวแพร่ระบาด พร้อมเยี่ยมชมแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในตำบลโรงเข้และใกล้เคียง ซึ่งการตรวจเยี่ยมศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโรงเข้ เป็นแหล่งการเรียนรู้ในการป้องกันและการกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวฐานะนำร่อง

เกษตรฯ หนุนภาคเกษตรไทยก้าวสู่ THAILAND 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/268806

 เกษตรฯ หนุนภาคเกษตรไทยก้าวสู่ THAILAND 4.0

เกษตรแม่นยำสูง, เกษตร, หนุน, ภาค, ไทย, ก้าว, สู่,  Thailand 40,  เกษตรฯ, โดรน

โดย -โต๊ะข่าวเกษตร

             กรมวิชาการเกษตร จับมือเนเธอร์แลนด์ศึกษาวิจัยการนำเทคโนโลยีเกษตรกรรม     ความแม่นยำสูงมาปรับใช้ในภาคเกษตรไทย    นำร่องปลูกพืชระบบโรงเรือนกลุ่มพืชมีมูลค่าสูง    หวังยกระดับความรู้เกษตรกรและเพิ่มคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในอนาคต

                      ดร.วราภรณ์   พรหมพจน์    รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร   เปิดเผยว่า   ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรกำลังเร่งศึกษาวิจัยการนำเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำ (Precision   agriculture) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมการใช้ปัจจัยในการผลิตพืชให้เหมาะสม ถูกที่ และถูกเวลา พยากรณ์การระบาดโรคร้ายแรงในพืชเศรษฐกิจ ประเมินความเสียหายต่อผลผลิตพืชจากการเข้าทำลายของโรคและแมลง  วางแผนการผลิตพืชเพื่อการส่งออกซึ่งทำให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพ ให้ปริมาณ  คุณภาพ และผลผลิตเพิ่มขึ้น   ตลอดจนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพลังงาน  ซึ่งหากไทยนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ จะช่วยพัฒนางานวิจัยของไทยและการยกระดับมาตรฐานการผลิตภาคเกษตรของไทยให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น  สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลในปัจจุบัน

เทคโนโลยีที่กรมวิชาการเกษตรริเริ่มศึกษาวิจัย คือการผลิตพืชคุณภาพปลอดภัยในโรงเรือน (Greenhouse) โดยใช้เทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำจากเนเธอร์แลนด์มาประยุกต์หรือพัฒนาให้เหมาะสมกับประเทศไทย   โดยพืชที่จะปลูกต้องเป็นพืชที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี และพริกหวาน      เป็นต้น  ซึ่งเบื้องต้นจะตั้งเป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้การปลูกพืชในโรงเรือน โดยศูนย์ฯ จะทำหน้าที่ดำเนินการเป็นศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรม พร้อมมีโรงเรือนสาธิตการผลิตพืชที่มีการติดตั้งระบบควบคุมสภาพแวดล้อม อาทิ เช่น ระบบควบคุมแสง  ระบบ Sensor ตรวจวัดอุณหภูมิ และความชื้นในโรงเรือน  ระบบควบคุมการใช้น้ำและการให้ปุ๋ย เป็นต้น  

               รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  ปัจจุบันการผลิตพืชในโรงเรือนเป็นทางเลือกหนึ่งในการผลิตสินค้าพืช   เนื่องจากความต้องการของตลาดและผู้บริโภคที่นิยมสินค้าพืชที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษตกค้าง      จึงทำให้การผลิตพืชในโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อมเป็นทางเลือกที่ดี    และปัจจุบันเทคโนโลยีเกษตรกรรมความแม่นยำสูงก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศในโลก  เช่น เนเธอร์แลนด์              กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป(อียู)  สหรัฐอเมริกา   ออสเตรเลีย  สาธารณรัฐไต้หวัน สาธารณรัฐเกาหลี  และอินเดียก็ได้ใช้เทคโนโลยีนี้กันอย่างกว้างขวาง 

กรมวิชาการเกษตรได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญของเนเธอร์แลนด์และมีแผนที่จะร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัยWageningen University and Research ของเนเธอร์แลนด์ เพื่อดำเนินการเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ อาทิ การทำอารักขาพืชในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยี Phenotyping หรือ Image Processing  ที่จะสามารถ ตรวจหาชนิดโรคหรือแมลงศัตรูพืช ในพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เพื่อควบคุมการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ได้ตรงเป้าหมาย อย่างรวดเร็ว  รวมทั้งการใช้อากาศยานไร้คนขับหรือ “โดรน” ติดตั้งระบบ
จีพีเอส เพื่อตรวจสภาพพืชในแปลงพร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการการผลิตพืช การใช้วิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อช่วยในการกำจัดวัชพืชในแปลงแทนการใช้สารเคมี ซึ่งผลดี คือลดการใช้สารเคมีก่อให้เกิดการผลิตพืชแบบอินทรีย์  ลดการใช้แรงงานลดต้นทุนการผลิต  และช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้เล็งเห็นความสำคัญการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีความแม่นยำสูงมาใช้ในการปลูกพืชในโรงเรือนให้เหมาะสมกับประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกและการเพิ่มผลผลิตให้ได้คุณภาพ  ควบคุมสภาพแวดล้อม  อีกทั้งยังเป็นการสนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการพัฒนาการเกษตรสู่การเป็น Smart Agriculture  และพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Famer เพื่อก้าวสู่ Thailand  4.0 อีกด้วย  ที่สำคัญคือเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยทำให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าพืชที่ตอบรับกับความต้องการของตลาดมากขึ้น  ถือเป็นมิติสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยให้มีการผลิตพืชที่มีคุณภาพและยกระดับเกษตรกรไทยให้มีความรู้ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“บังบาย”แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229821

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  14 มิ.ย. 2559

พันธุ์ไม้ดอก,ไม้ประดับ,พืชเกษตร

บายไลน์ – นายสวีสอง

             “บังบาย”บางพื้นที่เรียกว่า“กะตังบาย”พบได้ในป่าทั่วไป ๆ ที่ราบเชิงเขา เป็นพืชที่ทานได้โดยเฉพาะยอด ดอก ผลอ่อน ทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก อีกทั้ง มีสรรพคุณเป็นยา คือเอาทั้งต้นต้มน้ำดื่มแก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้ปวดตามร่างกายได้

เป็นไม้พุ่มกิ่งยืนต้น อยู่ในวงศ์ LEEACEAE ลำต้นโปร่ง สูงเต็มที่ราว 3 เมตร เลือกต้นสีเทาอมน้ำตาลแตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่ม

ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 2-3 ใบ รูปทรงรีค่อนข้างยาวเรียว โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ผิวใบมัน ขอบใบเป็นหยัก ผิวใบเป็นมัน สีเขียวสด

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยเล็กๆ ดอกตูมรูปทรงกลมสีเขียว เวลาบานสีขาว

ผล ทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกสีดำ

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน

 

“สีหมอก”ลูกผสมไก่ดำ น่าเลี้ยง-โตเร็ว-เนื้ออร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ  :  14 มิ.ย. 2559

โต๊ะข่าวเกษตร

               สกว.หนุนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นพัฒนา “ไก่สีหมอก” สายพันธุ์ผสมระหว่างไก่ดำกับไก่ประดู่หางดำ ชูจุดเด่นชะลอความแก่ โตเร็ว ลดกลิ่นคาว รสชาติดี ต้นทุนต่ำ รายได้ดี หวังเป็นทางเลือกอาชีพเกษตรกร ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมมือพัฒนา

รศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่าย กล่าวว่า ไก่สีหมอกเป็นพันธุ์ผสมระหว่างไก่ดำที่มีลักษณะกระดูกดำและขนดำสนิท กับไก่ประดู่หางดำที่เป็นผลผลิตจากงานวิจัย สกว. มาผสมกัน ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาสายพันธุ์ในครั้งนี้นอกจากจะเป็นความท้าทายในเชิงวิชาการแล้วยังเป็นความท้าทายในการดึงคุณสมบัติเด่นของสายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำมาใช้ประโยชน์ ที่ผ่านมาศูนย์ได้พัฒนาสายพันธุ์ลูกผสมจากไก่ประดู่หางดำไปแล้วหลายสายพันธุ์ ในครั้งนี้จึงสนใจที่จะพัฒนาลูกผสมร่วมกับไก่ดำหรือไก่กระดูกดำ เนื่องจากเห็นว่าชาวจีนและชาวม้งนิยมนำไก่ดำมารับประทาน โดยมีความเชื่อว่ามีคุณสมบัติเป็นอายุวัฒนะ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าไก่ดำมีสารเมลานินและสารคาร์โนซีน ที่ช่วยเรื่องชะลอความแก่และความชราภาพของเซลล์ มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่จุดด้อยของไก่ดำคือ รสชาติเนื้อไม่ดี มีกลิ่นคาว และเจริญเติบโตช้า ทำให้มีต้นทุนในการเลี้ยงสูง

“เพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ศูนย์เครือข่าย จึงทดลองนำไก่ดำผสมกับไก่ประดู่หางดำที่มีคุณสมบัติเฉพาะ คือ โตเร็วและเนื้อมีรสชาติดี ผลที่ได้ในระดับฟาร์มนำร่องพบว่าไก่สายพันธุ์ลูกผสมที่เกิดขึ้นโตเร็ว เนื้อมีรสชาติดีใกล้เคียงกับไก่ประดู่หางดำ และกลิ่นคาวลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสายพันธุ์ลูกผสมจะคงความเป็นสีดำของขนและกระดูกไว้ แต่สิ่งที่พบคือสีเนื้อที่ปรากฏไม่ดำสนิทและไม่สม่ำเสมอกันทุกตัว แต่ด้วยลักษณะเนื้อที่มีสีเทาถึงเทาเข้มเป็นส่วนใหญ่ทำให้คณะผู้วิจัยได้แนวคิดในการผลักดันเป็นตัวสินค้าใหม่ภายใต้ชื่อพันธุ์ “ไก่สีหมอก” โดยจะมุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่สนใจสุขภาพ แต่ไม่ชื่นชอบรสชาติไก่ดำแบบเดิม” รศ.ดร.มนต์ชัยระบุ

ด้าน รศ.ดร.บัญญัติ เหล่าไพบูลย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เครือข่าย กล่าวเสริมว่า ไก่สีหมอกเพศผู้ที่น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยง 67 วัน ซึ่งเร็วกว่าไก่ประดู่หางดำถึง 2 สัปดาห์ ถือเป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจของเกษตรกรในการนำไปประกอบออาชีพ เพราะใช้ต้นทุนน้อย รายได้ดี สามารถขายได้ในราคา 90-150 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้มีเกษตรกรเครือข่ายนำไก่สีหมอกไปเลี้ยงในระดับกึ่งพาณิชย์ในระบบผลิตที่ได้มาตรฐาน และมีบริษัทเบทาโกรเข้ามาช่วยทำตลาดให้ในเบื้องต้น ผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดี การจัดมหกรรมแข่งขันการทำอาหารในครั้งนี้หวังให้เป็นอีกช่องทางในการสร้างการรับรู้สู่ผู้บริโภค โดยเชื่อมโยงให้เข้ากับภูมิปัญญาด้านอาหารของภาคอีสานเพื่อเป็นอีกทางเลือกของผู้บริโภคต่อไป

เกษตรกร ประชาชน ที่สนใจไก่เนื้อสายพันธุ์นี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (ไก่พื้นเมือง) โทรศัพท์ : 043-342- 407 ในวันเวลาราชการ

‘โรคเหี่ยว’กล้วยยืนต้นตายทำชาวสวนอ่วมต้องโค่นทิ้งทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229768

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  13 มิ.ย. 2559

พบโรคเหี่ยวกล้วยเกิดจากเชื้อแบคทีเรียระบาดหนัก  เกษตกรชาวสวนกล้วยหินพื้นที่3อำเภอของจังหวัดยะลาสุดช้ำ เสียหายแล้วกว่าพันไร่ พบต้องโค่นทิ้งทั้งหมด สำนักงานเกษตกร

          วันที่ 13 มิถุนายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลาว่า ในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา ในขณะนี้ มีโรคระบาดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เรียกว่า“โรคเหี่ยวกล้วย” ระบาดหนักในสวนกล้วยหิน ในพื้นที่ อ.เบตง อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยพบว่าที่ อ.เบตง และ อ.ธารโต จ.ยะลา โดยโรค“เหี่ยวกล้วย”ที่ว่า นี้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่จะเข้าไปทำลายระบบท่อเลี้ยงส่งน้ำในต้นกล้วย ทำให้กล้วยยืนต้นตาย ใบเหลือง และผลลีบไม่สมบูรณ์ เนื้อของกล้วยจะเป็นสีดำ และพบการระบาดเริ่มมาจาก อ.เบตง จ.ยะลา และเข้าสู่ อ.ธารโต อ.บันนังสตา จ.ยะลา

เกษตรกรในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา ให้ข้อมูลว่า ในเบื้องต้นนั้น พบว่าโรคดังกล่าว เมื่อหลายเดือนก่อน ได้เกิดระบาดในแถบพื้นที่ประเทศมาเลเซีย และขยายวงกว้าง เข้าสู่สวนกล้วยใน อ.เบตง จ.ยะลา โดยสันนิษฐานขั้นตอนว่า พ่อค้าที่นำกล้วยหินจาก อ.เบตง จ.ยะลา ไปขายในฝั่งประเทศมาเลเซีย ได้ใช้วัสดุ เช่นมีด ในการตัดแบ่งเครือของกล้วย ขณะนำไปขาย ทำให้เกิดการติดเชื้อ และขยายวงกว้างสู่พื้นที่สวนกล้วยหินกล้วยน้ำหว้า ใน อ.เบตง และ อ.ธารโต จ.ยะลา ซึ่งล่าสุดพบว่า เกษตรสวนกล้วยหินใน ต.แม่หวาด อ.ธารโต บางรายได้ตัดสินใจ โค่นต้นกล้วยทิ้งทั้งสวน เนื่องจากประสบปัญหาโรค“เหี่ยวกล้วย”ระบาดอย่างหนักจนทำลายต้นกล้วยยืนต้นตายทั้งสวน

มีรายงานจาก สำนักงานเกษตร อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้เร่งลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และได้ให้ความรู้ในการจำกัดอาณาเขต ไม่ให้“โรคเหี่ยวกล้วย”เกิดการแพร่กระจายระบาดในวงกว้าง โดยขั้นต้นนั้น ได้แนะนำให้เกษตรกรสวนกล้วยหิน ระมัดระวังในการใช้มีด หรือภาชนะใด ๆ ที่ใช้ในสวนกล้วย นำไปใช้กับพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจาก เชื้อแบคทีเรีย ที่ได้สัมผัสกับมีด หรือภาชนะ จะสามารถทำให้ต้นกล้วยต้นอื่นติดเชื้อได้ และอย่า โค่นต้นกล้วย ทิ้งในแหล่งน้ำ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะกระจายไปสู่แหล่งน้ำ หากมีการนำน้ำไปใช้รดต้นกล้วยในพื้นที่อื่น ๆ ก็จะเกิดการแพร่กระจายของเชื้อ ทำให้ต้นกล้วยติดเชื้อได้

อย่างไรก็ตาม โรคระบาดดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์ เป็นเพียงเชื้อที่ทำลายเฉพาะพืชกล้วยเท่านั้น และขณะนี้ สวนกล้วยที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อโรคระบาดดังกล่าว มี 3 อำเภอคือ อ.เบตง อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่า พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมีจำนวนมากเท่าไหร่ แต่หากเชื้อโรคระบาดดังกล่าวแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างได้

ด้าน นายโชคดี วิรุณกาญจน์ เกษตรจังหวัดยะลา ได้เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา แจ้งว่ากล้วยหิน เป็นโรคระบาด ซึ่งก็ยังไม่ทราบสาเหตุ จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงไปดูแล้วพบว่าเป็นเชื้อที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ไม่ใช่โรคตายพรายอย่างแน่นอน ถ้าโรคตายพรายเกิดจากเชื้อรา ขณะนี้ได้ประสานไปยังศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอารักขาพืช ที่ จ.สงขลา มาดูว่าเป็นโรคชนิดไหนกันแน่ และเก็บเชื้อตัวอย่างนำไปให้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และกรมวิชาการการเกษตร ทำการตรวจสอบก็พบว่า เชื้อที่แพร่กระจายเป็นโรคระบาด เรียกว่า“โรคเหี่ยวกล้วย”ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ยังไม่เคยพบในพื้นที่มาก่อน โดยเริ่มการระบาดมาจากพื้นที่ อ.เบตง จ.ยะลา จากนั้นเชื้อได้แพร่กระจายสู่ อ.ธารโต และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้น พบว่า มีพื้นที่สวนกล้วยหินได้รับความเสียหายเฉพาะที่บ้านถ้ำทะลุ อ.บันนังสตา เสียหาย ประมาณ 28 ไร่ รวมทั้งหมดใน 3 อำเภอ เสียหายไปแล้วกว่า 1 พันไร่ จากพื้นที่ปลูกกล้วยหินทั้งหมดกว่า 7 พัน 3 ร้อย กว่าไร่

“ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ได้มีการแนะนำวิธีป้องกันโรคนี้ควรจะป้องกันอย่างไรตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำมา นอกจากนั้นยังได้ถ่ายทอดให้ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกษตรอาสา รับทราบถึงวิธีกำจัด วิธีทำลาย แต่ทางเกษตรกรได้ขอเงินชดเชยมา ทางจังหวัดจึงได้มีการประชุมเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เพื่อหามาตรการช่วยเหลือโดยมีนายราชิด สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธาน เพราะถือว่าโรคระบาดเป็นความมั่นคงด้วย ในที่ประชุมจึงมีการชี้แจงว่าโรคระบาดไม่ใช่ภัยภัยพิบัติ เพราะกล้วยไม่ได้ตายโดยสิ้นเชิง กล้วยจะตายต่อเมื่อกล้วยออกเกลือต้องเป็นช่วงที่กล้วยอ่อนแอ ต้นที่ยังเล็กที่ยังไม่ออกเกลือต้นก็ยังดีอยู่ แต่พอออกเกลือผลผลิตจะเสียหาย ที่ประชุมก็ไม่สามารถที่จะชดเชยได้ เหนืออำนาจของสำนักงานเกษตรจังหวัด กรมวิชาการการเกษตรศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา จะมี พ.ร.บ การควบคุมโรคต่างๆ สำนักงานเกษตรเองทำงานด้านส่งเสริม แนะนำ ชาวบ้าน เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าจะไปควบคุมเขตไม่ให้ระบาดไปที่อื่น ต้องใช้ พรบ.การควบคุมโรคติดต่อ จึงต้องขอความร่วมมือไปยังกรมวิชากาเกษตรศูนย์วิจัยและการพัฒนาการเกษตรยะลา ในส่วนของกระทวงเกษตรก็รับทราบเรื่องนี้แล้ว แต่เนื่องจากอยู่ช่วงงบปลายปีทำให้งบมีน้อย”นายโชคดี กล่าว

นายโชคดี ยังเผยว่า ช่วงนี้ราคายางก็มีราคาถูก เกษตรกรก็มาประสบกับโรคระบาดในกล้วยอีก ซึ่งพืชที่เป็นรายได้สวนหนึ่งของเกษตรกรที่ได้ทุกวัน เนื่องจากกล้วยสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน แต่ฝนตกอย่างนี้จะทำให้ดีขึ้นหรือไม่กำลังให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ ประกอบกับที่ผ่านมาประสบปัญหาแล้งหนักทำให้โรคระบาดหนัก ขณะนี้ได้นำปู๋ยยูเรียไปใส่เพื่อให้ดินเปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้เชื้อตายเร็ว ซึ่งมีโอกาสระบาดขยายวงกว้าง ขณะนี้กำลังควบคุมได้แนะนำเกษตรกรห้ามนำหน่อไปขายห้ามนำหน่อออกจากพื้นที่ โรคนี้มีโอกาสระบาดเข้าสู่กล้วยอื่นๆ ด้วย