ชาวสวนลองกอง-สละ ระวังโรคผลเน่า-ราดำ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229633

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เตือนภัยเกษตร  :  13 มิ.ย. 2559

ช่วงวันที่ 8-14 มิ.ย.นี้ให้ชาวสวนระวังโรคที่มากับฝน

                กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือนภัย ช่วงวันที่ 8-14 มิถุนายน 2559 ฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิลดลง ดังนั้น เกษตรกรเจ้าของสวนลองกอง ทั้งในระยะผลอ่อน และผลแก่กำลังเก็บเกี่ยว ให้ระวังโรคผลเน่า โรคราดำ ส่วนสละซึ่งในระยะติดดอก ผลอ่อน หรือเก็บเกี่ยวผลผลิต ระวังโรคผลเน่า

หากพบโรคผลเน่า แนวทางป้องกัน ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง,ตัดแต่งช่อผลเพื่อลดการเบียดกันจนทำให้เกิดแผล,ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำในช่วง 10 สัปดาห์หลังติดผล,หมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกสวน

โรคราดำ จะพบคราบราสีดำติดตามช่อดอก ช่อผล แนวทางป้องกัน พ่นน้ำเปล่าล้างคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อ,พ่นสารกำจัดโรคพืช

ด้าน สตรอเบอร์รี่ ซึ่งอยู่ในระยะพักฟื้นจากการเก็บผลผลิตและบำรุงต้นเพื่อผลิตไหล ซึ่งผ่านช่วงแล้งมา อาจทำให้ต้นโทรมได้ ให้ทำการแต่งใบแก่ และใบที่เป็นโรคออก

นวัตกรรมด้านพืชสวน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229628

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  13 มิ.ย. 2559

บทความ,เกษตร,คอลัมนนิสต์

บายไลน์ – รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

               คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับกล้วยตากในฤดูฝนว่าเกิดความเสียหายมากกว่า 90% เพราะความชื้นสูงและกล้วยตากถูกฝน ทำให้ไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ซึ่งนักวิจัยได้หาทางช่วยเหลือ ทางแรกคือ การพัฒนาโรงเรือนตากกล้วยโดยใช้พลังแสงอาทิตย์ แต่ว่าได้พัฒนากระบวนการทำให้ถูกสุขลักษณะและผ่านมาตรฐานการผลิตที่ดี จนกระทั่งสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศ และสามารถยกระดับราคาของกล้วยตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้นได้

สำหรับกล้วยตากที่เสื่อมคุณภาพเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องตากในฤดูฝนบางส่วน ทางทีมวิจัยได้หาทางพัฒนากล้วยตากเหล่านั้น จนกระทั่งเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา นั่นคือ น้ำเชื่อมจากกล้วยตาก ความจริงพอเรียกว่าน้ำเชื่อมจากกล้วยตากก็ดูเหมือนว่าเป็นเร่ื่องธรรมดาไป และดูเหมือนว่าทำให้ราคาและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้อยค่าลง จึงเรียกชื่อใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า บานาน่าไซรัป กระบวนการทำนั้น เป็นการเปลี่ยนแป้งที่อยู่ในผลกล้วยตากให้เป็นน้ำตาล โดยกระบวนการเอนไซม์ ดังนั้นผลผลิตที่ได้จึงไม่ใช่น้ำเชื่อมที่เกิดจากการนำกล้วยไปต้มแล้วใส่น้ำตาล แต่เป็นน้ำตาลที่ได้จากผลกล้วยโดยตรง

ในกระบวนการทำผลิตภัณฑ์บานาน่าไซรัประยะแรกนั้น เป็นการทำในห้องปฏิบัติการ ซึ่งได้ผลิตผลออกมาจำนวนน้อย ไม่เพียงพอสำหรับการจำหน่ายหรือทดลองตลาด แต่ทีมวิจัยพยายามนำไปทดสอบความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ ก็ปรากฏว่าตลาดยอมรับในคุณภาพ ทั้งเรื่องของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งก็หมายความว่า การทำบานาน่าไซรัปอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากกล้วย และในที่สุดสิ่งนี้ก็เป็นจริง เพราะว่าปัจจุบันมีการผลิตบานาน่าไซรัปออกวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำแล้ว

ความยุ่งยากลำบากอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้จนกระทั่งสามารถออกสู่ตลาดได้ ในขั้นแรกที่ทำได้สำเร็จในห้องปฏิบัติการ ก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่การที่จะให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับได้ของตลาดเป็นเรื่องยาก หมายความว่า ขั้นแรกต้องมีการผลิตให้ได้มากเพียงพอก่อน เพื่อที่จะได้มีโอกาสในการทดสอบตลาดอย่างจริงจัง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการขยายขนาดการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการมาเป็นระดับโรงงานต้นแบบ และต้องมีการลงทุนสร้างเครื่องไม้เครื่องมือสูงพอสมควร

ในที่สุดแหล่งทุนวิจัย อย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ก็ได้ดำเนินการสร้างเครื่องต้นแบบขึ้น เพื่อการทดสอบการผลิตเพื่อนำมาทดสอบตลาด จากจุดนั้นเองทำให้สามารถผลิตบานาน่าไซรัปได้มากพอที่จะนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อเนื่องอีกหลายอย่าง ทั้งในรูปเครื่องดื่มแบบค็อกเทล หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากบานาน่าไซรัป ซึ่งก็น่าสนใจ เพราะว่าสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้อีกหลายอย่าง ทำให้โอกาสทางการตลาดกว้างขวางมากขึ้นไปอีก

เหตุที่ สกว.จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาเครื่องต้นแบบเพื่อการผลิตบานาน่าไซรัปในปริมาณมากเช่นนั้น ก็เพราะว่าทางผู้บริหารมองเห็นศักยภาพของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในขณะที่ได้เชิญชวนเอกชนหลายรายให้มารับการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ว่าเนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีความใหม่มาก ภาคเอกชนยังไม่มั่นใจในผลิตภัณฑ์ จึงยังไม่มีใครกล้าลงทุน

ดังนั้น หากหยุดไว้เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากห้องปฏิบัติการก็คงไม่มีโอกาสพัฒนาจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางตลาดได้ถึงทุกวันนี้ นั่นก็หมายความว่าไม่เกิดนวัตกรรม เพราะนวัตกรรมคือการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยเพื่อให้สร้างรายได้ขึ้นมา ซึ่งบทสรุปจากเร่ื่องนี้ก็คือ ผลงานวิจัยหลายเรื่องที่มีศักยภาพ แต่ไม่อาจพัฒนาต่อไปกลายเป็นผลิตภัณฑ์ได้ กลายเป็นผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง ก็เป็นเพราะขาดการพัฒนาต่อไปจนถึงขั้นโรงงานต้นแบบ

              ฉะนั้น จำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมจากการวิจัยปกติธรรมดาครับ

ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไข่ดก ไก่พันธุ์ใหม่เพิ่มทางเลือกเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229625

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ  :  13 มิ.ย. 2559

บายไลน์-ดลมนัส กาเจ

 ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไข่ดก ไก่พันธุ์ใหม่เพิ่มทางเลือกเกษตรกร

จากการที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ กรมปศุสัตว์ ได้ทุ่มเทกับงานวิจัยพัฒนาบำรุงพันธุ์ไก่พื้นเมืองสายพันธุ์ต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2545 เพื่อขยายผลและส่งเสริมเกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมในครัวนั้น ล่าสุดได้ต่อยอดไก่พื้นเมือง “ประดู่หางดำ นำไปผสมกับไก่พันธุ์ไข่เรดฮอร์น” เพื่อให้เป็นไก่ไข่พันธุ์ใหม่ที่เลี้ยงแบบวิถีชาวบ้านหาอาหารกินเองได้บ้างเหมือนกับพันธุ์พ่อ คือไก่พื้นเมืองหรือไก่บ้านประดู่หางดำ ปรากฏว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี ได้ไก่ไข่พันธุ์ใหม่ “ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” แม่ไก่สามารถออกไข่ได้ปีละ 147 ฟอง โดยที่กรมปศุสัตว์ตั้งเป้าหมายไว้ปีละ 200 ฟอง เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยเลี้ยงไว้เป็นอาชีพเสริมในชนบท

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 มิ.ย.) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในงาน “9 ทศวรรษ บำรุงพันธุ์สัตว์ก้าวไกล ครั้งที่ 3” เปิดบ้านงานวิจัย นวัตกรรม และสัตว์พันธุ์ดีกรมปศุสัตว์ สู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2559 ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และได้ชูไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก เป็นไฮไลท์ของงานอีกด้วย

                พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในระหว่างการเป็นประธานแถลงผลงานวิจัย “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” ภายในพิธีเปิดงาน “9 ทศวรรษ บำรุงพันธุ์สัตว์ก้าวไกล ครั้งที่ 3” เปิดบ้านงานวิจัย นวัตกรรม และสัตว์พันธุ์ดีกรมปศุสัตว์ สู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน 2559 ว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายผลักดันงานวิจัยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาด รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ที่เหมาะสมทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อการพัฒนาการเกษตรให้ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงานชีวภาพในระดับครัวเรือนและชุมชน

ในส่วนของกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์สัตว์ ที่เน้นงานวิจัยในการสร้างพันธุ์ใหม่ให้มีศักยภาพของพันธุ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม นำไปสู่การใช้ประโยชน์ และเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรไทยสามารถแข่งขันทางการตลาดได้ โดยในปี 2545-2550 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ทำการวิจัยพัฒนาพันธุ์ไก่พื้นเมืองแท้ 4 พันธุ์ ได้แก่ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่เหลืองหางขาวกบินทร์บุรี ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ เพื่อพัฒนาต่อยอดไก่พื้นเมืองทั้ง 4 สายพันธุ์และขยายผลไปยังเกษตรกรให้ได้รับประโยชน์มากที่สุด และช่วงปี 2559-2564 กระทรวงเกษตรฯ มีแผนพัฒนาพันธุ์ “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่” เป็น “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” ที่ให้ผลผลิตไข่เพิ่มขึ้น 30%

ทั้งนี้ เนื่องจากไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ เป็นไก่พื้นเมืองไทยพันธุ์แท้ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด และสามารถกินอาหารที่เกษตรกรหาได้ในท้องถิ่น มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี และให้ไข่ดกกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ให้เนื้อที่มีคุณภาพที่ดีกว่าไก่เนื้อทางการค้า รสชาติอร่อย เป็นพันธุ์ที่ให้ไข่ดกที่สุดจึงถูกคัดเพื่อดำเนินโครงการนี้

“การสนับสนุนและส่งเสริมผลงานวิจัยไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก ครั้งนี้ สอดคล้องกับแนวทางนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยการปรับใช้กับเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรรายย่อย รายขนาดกลางนำไปเลี้ยงเพื่อบริโภคในชุมชน หรือจำหน่ายเป็นไข่ไก่พรีเมียม รวมทั้งโครงการพระราชดำริในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาการขนส่งอาหาร ถือเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดีในครัวเรือนของเกษตรกร เป็นไข่ไก่ที่เลี้ยงในธรรมชาติ และไข่ไก่อินทรีย์ และจะทำให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนมากขึ้นในอนาคตด้วย” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว

ด้าน นสพ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การพัฒนาสายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ทางกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ทำการพัฒนาสายพันธุ์ โดยการต่อยอดจากไก่พื้นเมืองประดู่หางดำผสมกับไก่พันธุ์ไข่ “เรดฮอร์น” โดยมี นายอำนวย เลี้ยวธารากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ ประจำศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยเป็นเวลา 5 ปี จนได้ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดกขึ้นมา ที่มีคุณสมบัติพิเศษทนทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคระบาด สามารถหาอาหารกินเองตามท้องถิ่น เหมาะที่จะให้เกษตรกรายย่อยเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมที่ปล่อยแบบไก่บ้านทั่วไป

จากการที่เลี้ยงแบบปล่อยพบว่า ฝูงพันธุ์ไก่พื้นเมืองประดู่หางดำเชียงใหม่ ให้ไข่ดกเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 30% หรือแม่ไก่ 1 ตัวให้ผลผลิตไข่ปีละ 90 ฟอง จากนั้นได้พัฒนาไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไป 5 ปี ได้ 117 ฟองต่อตัวต่อปี และจากการเลี้ยงในรูปแบบฟาร์ม โดยเกษตรกรรายย่อย พบว่า แม่ไก่ 1 ตัว สามารถเพิ่มจาก 147 ฟองต่อตัวต่อปี มาเป็นตัวละ 191 ฟองต่อปี เป้าหมายตั้งไว้ที่ตัวละ 200 ฟองต่อปี ที่ผ่านมาได้แจกจ่ายไปให้เกษตรกรทดลองเลี้ยงดูแล้วจำนวน 2,000 ตัว แต่กรมปศุสัตว์มีศักยภาพในการที่จะผลิตไก่ลูกผสมได้ปีละ 5 แสนตัว ไก่พันธุ์แท้ 4 แสนตัว นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มในเครือข่ายอีก 13 แห่งทั่วประเทศ ที่สามารถที่จะผลิตพันธุ์แท้ 6.2 แสนตัว ลูกผสม 8 แสนตัว ต่อไปจะส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อย ขนาดกลาง รวมถึงให้เลี้ยงตามโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารเลี้ยงเป็นอาหารกลางวันด้วย เบื้องต้นคิดว่าหลังจากทำการตลาดแล้ว ราคาขายลูกไก่อายุ 20 วัน ตกอยู่ตัวละ 15 บาท หากเป็นของเครือข่ายตัวละ 20 บาท

ขณะที่ นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการ สวก. บอกว่า สำหรับโครงการการพัฒนาพันธุ์แท้ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดกนั้น สวก.ได้สนับสนุนเงินจำนวน 6.4 ล้านบาท ให้กรมปศุสัตว์ดำเนินการโดยใช้งบประมาณปี 2560 จนสิ้นสุดโครงการปี 2564 เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในอนาคต

                 นับเป็นอีกหนึ่งผลงานของกรมปศุสัตว์ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากตามคุณสมบัติของไก่ไข่พันธุ์ใหม่ “ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” สามารถปล่อยเลี้ยงแบบธรรมชาติได้ แต่ผลที่ได้มาคือไข่ดกเหมาะอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงในยุคประเทศไทยกำลังประสบภัยแล้งอย่างปัจจุบัน

โรงเรียนชาวนา เรียนรู้ปลูกข้าวบนที่ดินเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229659

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  12 มิ.ย. 2559

อ.โนนไทย เปิดโรงเรียนชาวนา ให้ความรู้การทำนาบนพื้นที่แห้งแล้งและดินเค็ม

               การเปิดโรงเรียนชาวนาขึ้น เพื่อเรียนรู้การทำนาบนพื้นที่แห้งแล้งและดินเค็ม โดยมีชาวบ้านใน ต.โนนไทย ร่วมเรียนหลักสูตรทำนาจำนวน 120 คน สำหรับการเปิดโรงเรียนชาวนาในครั้งนี้ สืบเนื่องจากพื้นที่ใน อ.โนนไทย ส่วนใหญ่เป็นดินเค็ม และแห้งแล้ง เพราะอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งทุกปีชาวนาจะประสบกับปัญหาภัยแล้งและดินเค็ม ทำให้ข้าวได้รับความเสียหายกว่า 70% เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงไร่ละไม่เกิน 350 กิโลกรัม

ดังนั้นผู้นำชุมชน จึงได้ประสานให้ทางศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. อ.โนนไทย จัดเปิดโรงเรียนชาวนาขึ้น โดยเชิญปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เรื่องการปลูกข้าวบนพื้นที่ดินเค็มได้ผลผลิตสูง มาให้ความรู้กับชาวบ้าน ซึ่งแบ่งฐานการเรียนไว้ 5 ฐาน ได้แก่ 1.การคัดเลือกรวงข้าวพันธุ์ทนเค็ม 2.การเตรียมแปลงตกกล้าแบบรวง 3.การทำปุ๋ยหมัก 4.การวางแผนการทำนาตลอดฤดูกาล และ 5.การทำบัญชีต้นทุนอาชีพ ที่บริเวณทุ่งนาท้ายหมู่บ้านด่านกรงกราง หมู่ที่ 6 ต.โนนไทย อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา

คนใจร้ายแย่งที่กล้วยไม้(จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229623

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  12 มิ.ย. 2559

กล้วยไม้,บทความ,คมชัดลึก

บายไลน์ – ศ.ระพี สาคริก

ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

นี่แหละครับที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามนุษย์ไม่รู้จักให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ทำลาย เพราะจิตใจมนุษย์ที่มันแข็งนั้นไม่ได้แข็งไปในทางดี หากแข็งไปในทางทารุณโหดร้ายเช่นนี้แล้วเราเองจะคาดการณ์ผิดไปได้ยังไง ผมบอกตั้งแต่ตอนนั้นว่าผมไม่ชอบความไม่เป็นธรรมของมนุษย์ ถึงได้หันมาจับกล้วยไม้ ครั้นหันมาจับกล้วยไม้เราก็พบความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วจะให้ผมหวังอะไรได้กับมนุษย์ขี้เหม็น เคี้ยวเข็ญเทวดา

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เมืองทองธานี เขาเชิญผมไปให้สัมภาษณ์เขาก็ไป ผมพูดขึ้นมาเองว่า “เอาอีกแล้วหรือ???” บางคนถามว่า “คุณว่าใคร” ผมตอบง่ายๆว่า “ครับ ผมด่า แต่ผมด่าตัวเอง” เพราะไม่อยากเห็นคนทำลายธรรมชาติ เพราะมนุษย์มีธรรมชาติที่อดใจไม่อยู่ ถ้ามนุษย์อดใจไม่อยู่ มนุษย์ก็จะหันมาทำร้ายตัวเองด้วย แต่เราพูดอะไรหรือทำอะไรไปก็ตามมักรู้สึกตัวได้ยาก

จากสนามบินบ่อฝ้าย ผ่านพื้นที่หัวหินมาแล้ว ผมหวนกลับไปดูข้างหลังแล้วก็พูดว่า ข้างหลังเรานั่นแหละมันเคยมีกล้วยไม้อยู่มากมายก่ายกอง ผมนึกถึงครั้งหนึ่ง บริเวณหลังตลาดหัวหินนั่นเอง ที่มีผู้คนเดินเบียดเสียดเยียดยัดกันเต็มไปหมด ทีนี้ผมก็พูดขึ้นว่า “เอาอีกแล้วหรือ” ใช่แล้วครับตรงหลักกิโลเมตร 260 กว่าๆ นั่นแหละ ถ้าเหลียวไปทางซ้ายมือแล้วมองออกไปจนกระทั่งแทบจะสุดสายตา แต่ก่อนมีแต่ดงดอกไม้สวยๆ งามๆ ที่ธรรมชาติได้ปลูกไว้ประดับโลกใบนี้ให้มนุษย์มีคุณธรรมกับศีลธรรม

แต่แล้วก็ทำไม่สำเร็จ เพราะภาพรวมของมนุษย์มีทั้งใจดีใจร้าย ผมรู้ชัดเจนว่าคนใจร้ายมีมากกว่าคนใจดีเป็นไหนๆ คนใจร้ายมีแต่ความหิวโหย และสิ่งที่ร้ายที่สุดก็คือการหิวโหยอยากจะกินเลือดมนุษย์ ตรงนี้เองถ้าคุณไปค้นหาบทความเรื่องหนึ่งซึ่งผมเขียนไว้นานมาแล้วว่ากราบเถอะครับ กรุณาอย่าเหี้ยมโหดนะ คุณฆ่ามนุษย์หรือจะคิดฆ่าต้นไม้เราก็เรียกว่าคนใจร้ายได้ทั้งนั้น

ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าแม้แต่เราเห็นเศษกล้วยไม้มันตกอยู่ที่พื้นดิน แล้วใบมันก็ฉีกขาดแทบไม่เหลือ นั่นคือความทารุณโหดร้ายของมนุษยชาติ มิน่าละตามที่หลักธรรมท่านได้ชี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีวิถีการเปลี่ยนแปลงที่หมุนวนเป็นวัฏจักร

ผมเดินทางออกไปต่างประเทศครั้งแรก แม้มันจะใกล้นิดเดียวแต่ผมก็ได้เห็นในสิ่งที่น่าคิด ช่วงนั้นผมได้รับเชิญจากปีนังให้ไปร่วมงานแสดงกล้วยไม้ที่นั่น

ในช่วงนั้นเครื่องบินบินออกต่างประเทศก็ยังเป็นเครื่องบินดาโกตา 2 เครื่องยนต์ แต่ผมมีคนรู้จักมากมายจนกระทั่งกัปตัวบนเครื่องบินคนนี้เรียกผมขึ้นไปนั่งข้างๆ แทบทุกครั้งที่บินด้วยดาโกตา

ขากลับขณะที่กำลังเตรียมตัวร่อนลงสนามบินที่ภูเก็ต ผมใจหายใจคว่ำ เพราะเห็นกัปตันแกเครียดไปทั้งตัว แหม่ เกือบลงทะเลแน่ะครับ เพราะลูกล้อมันไปหยุดอยู่ที่ขอบสนามบินพอดี ผมได้ยินเสียงกัปตันบ่นว่า “อาจารย์ครับ ขาผมแข็งไปหมด”

พอดีกันแหละครับ พอผมเดินลงจากเครื่องบินซึ่งมีบันไดทอดลงมาข้างล่าง ขาผมเกือบเหยียบกล้วยไม้ม้าวิ่ง ที่มันขึ้นกระทั่งจากป่ามาถึงเครื่องบินด้วยแล้ว

นี่แหละครับอะไรที่คนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าตนไปอยู่ที่ไหน สิ่งนั้นมันก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ เพราะเหตุนี้เองละครับที่เขาเรียกกันว่า ที่ไหนมีน้ำที่นั่นก็มีมนุษย์มาอาศัยอยู่ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นก็มีต้นไม้มาอาศัยอยู่ ดังนั้นจึงอย่าไปทำร้ายต้นไม้เลยครับ

เป็นปีเดียวกันกับที่ผมถูกเพื่อนที่เคยเรียนชั้นเดียวกันมาก่อนเอาไปฟ้องอธิการบดีว่าผมเป็นคนทำอะไรเพื่อตนเอง ขอบคุณครับถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณเป็นใคร แค่นั้นก็นับว่าดีที่สุดแล้ว

รับนกเข้าบ้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229618

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  12 มิ.ย. 2559

คมลัมน์,พิชิตปัญหา,สัตว์เลี้ยง

โดย – ปานเทพ รัตนากร

                  นกที่ว่านี้เป็นนกจริงๆ เป็นลูกนกที่มักนิยมเลี้ยงกัน ในช่วงที่เริ่มหัดกินอาหารเองเป็นบ้างแล้ว มิใช่ลูกป้อนที่ยังต้องถูกป้อนอาหารโดยคนเลี้ยงอยู่

เนื่องจากลูกนกวัยเริ่มกินเองนี้มีขนขึ้นเกือบครบถ้วนแลดูเหมือนนกทั่วไป โดยเฉพาะตระกูลนกแก้ว เช่น กระตั้ว มาคอว์ ฯลฯ จึงมีพฤติกรรมและความซุกซนผิดกับลูกป้อนที่เอาแต่กินๆ นอนๆ ผู้เลี้ยงจึงต้องเตรียมตัวในการรับเอาเข้ามาอยู่ร่วมชายคาอย่างถูกวิธี โดยมีข้อปฏิบัติดังนี้

1.หาคอนฝึก ขนาดความสูงราวเอวผู้ใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางของคอนที่จะเกาะพอดีรอบการกำของนิ้วตีนนก เช่นเดียวกับกรงที่มีขนาดพอเหมาะตัว และแข็งแรงอีก 1 ใบเพื่อเป็นที่อยู่

2.ตัดแต่งขนปีกหรือซอยขนปีก จะเป็นการลดโอกาสร่อนหรือโผบินไปซุกซนลง

3.เมื่อมันมาถึงบ้านแล้วให้นกเข้ากรงที่จัดไว้ ปล่อยให้เขาใช้เวลาสำรวจและทำความคุ้นเคยกับสถานที่

4.ครั้งแรกที่นำนกออกจากกรง ต้องจำกัดเวลา เพื่อมิให้มันเครียดกับการพบสิ่งแปลกใหม่

5.เจ้าของอย่ากำหนดกิจกรรมประจำที่คุณเองมิอาจกระทำเป็นประจำได้จริงๆ เพราะจะเป็นการสร้างความสับสนให้กับมัน

6.อย่าเปิดประตูกรงให้ปีนป่ายออกมา คุณต้องเป็นผู้กำหนดการเข้าออก นั่นคือการสอนให้รู้ว่าคุณคือผู้กำหนดระเบียบ

7.เมื่อนำนกออกจากกรงแล้ว ให้โอบกอดหรือให้นกอยู่ในมือเราสักพักเป็นการลดความตื่นเต้น ทำให้นกรู้สึกปลอดภัย ก่อนนำไปร่วมกิจกรรมอื่น

8.อย่าปล่อยให้นกกัด เพราะมันไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรควรกัดไม่ควรกัด โดยทำเสียงดุ หรือเบี่ยงเบนกิจกรรม

9.อย่าให้นกเกาะบ่าแม้ว่าจะเริ่มคุ้นเคยอยู่กับคุณมากว่าอาทิตย์ก็ตาม

10.นกจะขึ้นบ่าเจ้าของได้ก็ต่อเมื่อคุณนำมันขึ้นเกาะเอง เพราะมีบางตัวปีนขึ้นลงบ่าหรือหัวเจ้าของจนชิน เพราะนี่คือการสร้างพฤติกรรมดื้อ

11.สอนให้รู้จักมาเกาะมือ รวมถึงเมื่อเจ้าของออกคำสั่ง โดยฝึกด้วยการให้อาหารและน้ำเสียงเพื่อควบคุม

12.อย่าปล่อยให้เตร็ดเตร่ไปทั่วพื้นที่ เพราะอาจเกิดอันตราย เช่น โดนแมวตะปบ ฯลฯ นี่เป็นการเริ่มนิสัยที่ไม่ดี

13.นำอาหารหลากหลายมาให้ลองกิน ยกเว้นพวกมีไขมัน หรือมีส่วนผสมของแอลกอฮอลส์

14.จัดเวลาให้ได้เล่นเป็นอิสระกับเวลาเพื่อฝึกสอนเป็นประจำทุกวัน

ดำเนินการตามแนวทางนี้ทันทีที่มีลูกนกใหม่วัยเริ่มกินเองเข้าบ้าน อย่าโอ้เอ้ หรือรอดูไปก่อน จะสายเกินการ

สวนสัตว์เขาเขียว…ลดราคาท้าฝน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229616

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > คอลัมน์ประจำ  :  12 มิ.ย. 2559

พื้นที่,ข่าว,เกี่ยวกับสัตว์

โดย – เม่นแคระ

               +++ “เม่นแคระ” ประเดิมเปิดโซนด้วย “องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก” โดย นางสุภาภรณ์ ลาสต์ ผู้อำนวยการองค์กร ประจำประเทศไทย ชื่นชมปฏิบัติการขนย้ายเสือออกจาก “วัดเสือ” เพื่อนำไปดูแลยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ ชี้เป็นก้าวสำคัญเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการรณรงค์หลายๆ โครงการขององค์กร ที่พยายามมุ่งรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงสวัสดิภาพของสัตว์ พร้อมเตรียมประสานบุคลากรขององค์กรพิทักษ์สัตว์ ประจำประเทศไทย ร่วมวางแผนในการดูแลเสือระยะยาวต่อไป

              +++ เปิดแล้วโครงการนำนักเรียนเข้าเรียนรู้ในสวนสัตว์ ของ สวนสัตว์อุบลราชธานี สวนสัตว์น้องใหม่ ที่มีประเภทไป-กลับ 1 วัน และประเภทค่ายเรียนรู้ 2 วัน 1 คืน ทั้ง 2 ออปชั่นฟรีบัตรผ่านประตู นั่งรถชมสัตว์ อาหารพร้อมน้ำดื่ม และวิทยากร…. สถาบันการศึกษาใด (ในพื้นที่) สนใจนำน้องๆ หนูๆ เข้าเยี่ยมชม ติดต่อได้ที่ฝ่ายการศึกษา สวนสัตว์อุบลราชธานี โทร. 08-4831-9311 หรือดูรายละเอียดที่ www.ubon-zoo.com

+++ ปิดท้ายโซนกันด้วย สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เอาใจผู้ปกครอง น้องๆ หนูๆ นักท่องเที่ยว ด้วยการจัดกิจกรรม “ลดราคาท้าฝน” 20% ที่พักสุดหรูภายในสวนสัตว์ สำหรับ 2 ท่าน แถมอาหารเช้าเมนูสุดเลิศ พร้อมบัตรเที่ยวสวนสัตว์ฟรีทั้งกลางวัน กลางคืน ช่วงระหว่างวันที่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค. (3 เดือนเต็มๆ) …สนใจร่วมกิจกรรมสัมผัสความน่ารักของเหล่าสัตว์ป่า ติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ 0-3831-8444 ต่อ 212

อนาโตเลียนฯ …ยอดหมาเลี้ยงแกะ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229615

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ  :  12 มิ.ย. 2559

โดย – เม่นแคระ

                ในบ้านเราน้องหมา อนาโตเลียน เชฟเพิร์ด (Anatolian shepherd) ยังนิยมเลี้ยงกันน้อยถึงน้อยมาก เป็นเฉพาะกลุ่มจริงๆ โดยเฉพาะคนรักหมาที่ชื่นชอบหมาไซส์บิ๊ก เพราะเหล่าอนาโตเลียนเกือบทั้งหมดทั้งฟากฝั่งยุโรป และฝั่งอเมริกานั้นตัวใหญ่น้องๆ เสือโคร่งทีเดียว

เป็นสุนัขที่มีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของประเทศตุรกี มีความอดทนสูงกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันพวกมันก็จะมีความสุข สนุกสนาน ได้วิ่งเล่น ออกกำลังกายในทุกคราที่ฤดูหนาวมาเยือน

เรื่องราวของพวกมัน ว่ากันว่ามีมานานหลายศตวรรษ โดยชาวเตอร์กิชจะเลี้ยงไว้เพื่อป้องกันฝูงแกะและต้อนแกะในฟาร์มปศุสัตว์ ต่อเมื่อมันได้กระจายพันธุ์มาทางยุโรป และอเมริกา ช่วงราวสงครามโลกครั้งที่ 1 พวกมันก็ยังคงรับหน้าที่เดิมในดินแดนแห่งใหม่ อันเป็นเพราะคุณสมบัติที่นอกจากตัวใหญ่ ความรับผิดชอบในหน้าที่ดีเป็นเลิศแล้ว การเข้ากันได้ดีมีเคมีตรงกับฝูงแกะ จึงทำให้พวกมันได้รับความนิยมอย่างมากเจ้าของปศุสัตว์แถบนี้

พวกมันเป็นสุนัขสายพันธุ์ใช้งาน ขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก : เพศผู้ 55-75 กิโลกรัม, เพศเมีย 40-60 กิโลกรัม ขณะที่ส่วนสูง เพศผู้ 29 นิ้ว ส่วนเพศเมียต่ำกว่า 2 นิ้ว ประมาณ 27 นิ้ว  (วัดจากหัวไหล่ไปยังพื้น) มีอายุขัยเฉลี่ยระหว่าง 12-15 ปี

ขนสั้น มีเกือบทุกสี แต่ที่พบได้บ่อยสุดคือสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีหน้ากากสีดำ

มีนิสัยที่ฉลาด ตื่นตัวตลอดเวลา ชอบความสงบ ช่างสังเกต มีความกล้าหาญในตัวเองสูงเช่นเดียวกับเยอรมัน เชฟเพิร์ด และซื่อสัตย์มากๆ

ด้วยธรรมชาติของพวกมัน ที่มีนิสัยชอบความเงียบสงบ ทว่า ในความเงียบสงบมันก็ชอบที่จะเป็นมิตรกับทุกคน แต่ด้วยมันเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่มาดของพวกมันจึงดูน่าเกรงขาไม่น้อย เด็กๆ จึงไม่นิยมเข้าหา ขณะที่ผู้ใหญ่เองก็ไม่สนับสนุนให้เข้าใกล้เด็กๆ สักเท่าไหร่ เพราะเกรงมันจะเล่นแรงจนเกิดอันตรายได้!

จึงสรุปได้ว่า พวกมันเหมาะกับเจ้าของที่ต้องการเลี้ยงหมาไซส์ใหญ่ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นครอบครัวที่ไม่มีเด็กเล็ก และคุณเจ้าของก็ต้องมีบ้านที่มีพื้นที่ว่างให้มันได้วิ่งเล่น หากไม่มีคุณต้องพามันไปออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันด้วย เพราะพวกมันเป็นหมาที่อยู่ในข่ายชอบออกกำลังมากๆ

ด้านการดูแล กินอาหารเม็ด การทำความสะอาด ด้วยเป็นหมาขนสั้น ให้พวกมันอาบน้ำสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ และอย่าลืมทำความสะอาดเล็บตีน รูหู ก่อนเช็ดให้แห้ง เพราะสายพันธุ์นี้นับเป็นหมารักความสะอาด (มาก) อีกพันธุ์หนึ่ง

อย่างที่บอก เป็นหมาใช้พลังงานเยอะ ฉะนั้น โรคที่มักจะเกิดกับมัน ก็จะมีโรคข้อสะโพกอักเสบ หรือโรคกระดูก ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ

ดังนั้น คุณที่เป็นเจ้าของก็ต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่มันหน่อย เพราะมันบอกเราไม่ได้ว่าเจ็บตรงนั้น ปวดตรงนี้ ทางที่ดีที่สุดคุณต้องพามันไปตรวจเช็กร่างกายกับสัตวแพทย์ให้เป็นประจำทุกเดือนได้ยิ่งดีครับ! …เพื่อจะได้หาทางป้องกันได้ทันท่วงทีหากมันเป็นโรคที่ว่านี้!!!

ที่มา – https://en.wikipedia.org/wiki/Anatolian_Shepher

         http://www.akc.org/akc-dog-lovers/anatolian-shepherd-livestock-guardian/

ตามผู้ว่าฯศรีสะเกษตระเวนชมสวนทุเรียนพันธุ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229642

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > สกุ๊ปข่าว/บทความ  :  12 มิ.ย. 2559

บายไลน์ – สุรัตน์ อัตตะ

               จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและภาคีเครือข่ายชวนนักท่องเที่ยวร่วมชิมเงาะ-ทุเรียน และเลือกซื้อผลิตผลของดีเมืองศรีสะเกษในงาน “เทศกาลเงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ” ประจำปี 2559 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-19 มิถุนายน ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ   ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง นับเป็นผลิตผลทางการเกษตร มีคุณภาพสูง ที่ปลูกอยู่ในบริเวณบ้านซำตารมย์ อ.กันทรลักษ์ และบ้านซำขี้เหล็ก อ.ขุนหาญ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ จุดเด่นเนื้อแน่น รสชาติหอมหวานมัน ไส้แห้ง จนเป็นที่รับรู้และยอมรับของผู้บริโภคในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีผลิตผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆ ทั้งเงาะ มังคุด ลำไย ลองกอง กระท้อน สะตอ ฝรั่ง ข้าวโพด หรือแม้แต่หอม-กระเทียมที่ขึ้นชื่อโด่งดังไปทั่วประเทศด้วย

“ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตามผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ “ธวัช สุระบาล” พร้อมคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตระเวนเยี่ยมชมสวนทุเรียนและของดีศรีสะเกษ โดยเริ่มจากสวนทุเรียนหมอนทองของ สมคิด บัวใหญ่ บ้านซำขี้เหล็ก หมู่ 10 ต.พราน อ.ขุนหาญ มีการตั้งวงเสวนาปัญหาทุเรียนศรีสะเกษที่เกิดขึ้นจากอดีตจนปัจจุบัน โดย รพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัด พร้อมผู้นำชาวบ้านและเกษตรกรเจ้าของทุเรียนประกอบด้วย ธนกฤติ พรหมจันทร์ กำนันตำบลพราน สมคิด บัวใหญ่ เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนหมอนทอง

สมคิด บอกว่า ปลุกทุเรียนมากว่า 15 ปีแล้ว โดยใช้พันธุ์หมอนทองทั้งหมด เนื่องจากขายได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันมีทุเรียนพันธุ์หมอนทองปลูกประมาณ 200 กว่าต้น บนเนื้อที่ 30 ไร่ มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นโรครากเน่าโคนเน่า

“แต่ก่อนจะปลูกข้าวโพด ทำไร่มันสำปะหลัง จากนั้นก็มาเปลี่ยนทดลองปลูกทุเรียนตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอขุนหาญ ไม่กี่ต้น เอาพันธุ์มาจากจันทบุรี ปรากฏว่าทำรายได้ดีกว่าปลูกข้าวโพด ปลูกมัน จากนั้นก็เอาทุเรียนมาปลูกเต็มพื้นที่ ต่อมาชาวบ้านก็หันมาปลูกทุเรียนกันทั้งหมู่บ้าน” สมคิดย้อนอดีตให้ฟังระหว่างนำเยี่ยมชมสวน พร้อมย้ำว่า ปีนี้ทุเรียนให้ผลผลิตน้อยกว่าทุกปี เนื่องมาจากปัญหาสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน

ขณะที่รพีทัศน์ให้ข้อมูลว่า ทุเรียนศรีสะเกษมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง รสชาติอร่อยหวานมัน ไม่เหมือนที่อื่น เนื่องจากแหล่งปลูกเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า มีแร่ธาตุอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้ทุเรียนศรีสะเกษมีราคาแพงกว่าทุเรียนทั่วไป ขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็มีปัญหามีพ่อค้าแม่ค้านำทุเรียนจากที่อื่นมาสวมรอยเป็นทุเรียนศรีสะเกษทำให้เกิดปัญหาลูกค้าโดนหลอก ทำให้ปีนี้มีการใช้มาตรการอย่างเด็ดขาดหากพบเห็นสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที

“เป็นคำสั่งของท่านผู้ว่าฯ ธวัช  ที่จะเอาผิดกับพ่อค้าแม่ค้าที่สวมรอยเอาทุเรียนจากที่อื่นมาขายและใช้คำว่าทุเรียนศรีสะเกษอย่างถึงที่สุด เพราะนอกจากหลอกลวงผู้บริโภคแล้วยังทำให้ภาพลักษณ์ของจังหวัดเสียหายด้วย” หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์ฯ คนเดิมระบุ

หลังเสร็จสิ้นตั้งวงเสวนาปัญหาทุเรียนจากนั้นก็มาเยี่ยมชมสวนลุงเสริม หาญชนะ เจ้าของสวนทุเรียนหมอนทองที่ถูกยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้สวนผลไม้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงประจำ อ.ขุนหาญ ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้าเยี่ยมชม พร้อมชิมผลไม้สดๆ จากสวนด้วย

จากนั้นแวะมาที่สวนทศพล สุวะจันทร์ ที่ได้หันมาปลูกทุเรียนและเงาะรายแรกๆ ของบ้านซำตารมย์ อ.กันทรลักษ์ ที่ปัจจุบันเจ้าของสวนรั้งตำแหน่งประธานกลุ่มไม้ผลคุณภาพดีและกลุ่มท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านซำตารมย์อีกด้วย ก่อนจะแวะไปยังฟาร์มโคขุนเบญจลักษ์และกลุ่มเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุน ซึ่งโคเนื้อที่ทางจังหวัดสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงอย่างเป็นลำเป็นสันเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยมี ผ่อง ทองสุข เจ้าของฟาร์ม บรรยายสรุปความเป็นมาของฟาร์มพร้อมการส่งเสริมการเลี้ยงแก่สมาชิก

วันต่อมาผู้ว่าฯ พาไปตะลอนเยี่ยมสหกรณ์โคนมศรีสะเกษ จำกัด ที่บ้านโนนหล่อง ต.หนองไฮ อ.เมืองศรีสะเกษ โดยมีประธานสหกรณ์ อัครวุฒิ ปาณาดี พร้อมคณะกรรมการต้อนรับกล่าวบรรยายสรุปการดำเนินงานของสหกรณ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันผลผลิตน้ำนมดิบที่ได้วันละ 1,000 ตัน ส่งให้แก่บริษัทผลิตนมยูเอชทีรายใหญ่หลายรายและอนาคตทางสหกรณ์จะลงทุนผลิตนมสำเร็จรูปเองเพื่อความยั่งยืนของสหกรณ์และสมาชิก

เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปยังบ้านอะล่าง ต.โคกจาน อ.อุทุมพรพิสัย แหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่เป็นมรดกจากภูมิปัญญาถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน ภายใต้กลุ่มผ้าไหมทอมือบ้านอะล่าง ปัจจุบันมี สมบูรณ์ เพ็งพันธุ์ รั้งตำแหน่งประธานกลุ่ม โดยผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือสามารถทำรายได้เข้ากลุ่มเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อเดือน

“การทอผ้าไหมถือเป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ เป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้หลักก็ว่าได้ ผู้หญิงที่นี่จะรู้จักการทอผ้ามาตั้งแต่เด็กมีการทอผ้าไหมเกือบทุกครัวเรือน โดยผู้หญิงจะทอผ้า ส่วนผู้ชายจะทำเครื่องสาน จนกลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนบ้านอะล่างไปแล้ว” สมบูรณ์กล่าวทิ้งท้าย

นี่เป็นส่วนหนึ่งของการตระเวนสวนผลไม้และของดีศรีสะเกษที่จะนำผลผลิตมาจัดแสดงในงาน “เทศกาลเงาะ-ทุเรียน และของดีศรีสะเกษ” ประจำปี 2559 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-19 มิถุนายน ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ

เลิกปลูกยาง หันปลูกดอกขจรสร้างรายได้ตลอดปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229525

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

ดอกขจร,ราคายางตกต่ำ,ยางพารา

เกษตรกรสวนยาง2สามีภรรยาเลิกปลูกยางพารา หลังราคายางตกต่ำ หันปลูกดอกขจรสร้างรายได้ทั้งปี

               เลิกปลูกยาง หันปลูกดอกขจรสร้างรายได้ตลอดปี

เลิกปลูกยาง หันปลูกดอกขจรสร้างรายได้ตลอดปี               นายชัยโรจน์ และนางเตือนใจ ปิติธีระกุล สองสามีภรรยาวัย 50 กว่าปี ซึ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้ทำการโค่นต้นยางทิ้งทั้งหมด หลังราคายางตกต่ำไม่คุ้มต้นทุนและหันมาปลูกดอกขจรแทน

เลิกปลูกยาง หันปลูกดอกขจรสร้างรายได้ตลอดปี

เลิกปลูกยาง หันปลูกดอกขจรสร้างรายได้ตลอดปี

โดยในช่วงแรกเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่างก็ตำหนิว่าบ้า ที่โค่นต้นยางทิ้งหมด หลังจากที่ได้ทำการปลูกดอกขจรมาเป็นเวลา 2 ปี สร้างรายได้จากการขายดอกขจรทำเงินได้ดีกว่าราคายางที่นับวันราคาตกต่ำลงเรื่อยๆ และดอกขจรสามารถเก็บขายทำเงินได้ดีตลอดทั้งปี ดีกว่าการทำสวนยาง