อดีตครูทำไร่สวนผสมเป็นศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229521

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

เมล่อน,มะละกอ,ไร่นาสวนผสม

อดีตข้าราชการครู จ.บุรีรัมย์ ใช้พื้นที่ 70 ไร่ ปลูกผักและผลไม้กว่า 20 ชนิด เป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

               อดีตครูทำไร่สวนผสมเป็นศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ อดีตข้าราชการครูวัย 57 ปีชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ได้หันมาปลูกพืชผัก ไม้ยืนต้นและไม้ผลแบบผสมผสานกว่า 20 ชนิด อาทิ มะม่วง มะละกอ กล้วยน้ำหว้าปากช่อง กล้วยหอมทองพันธุ์กาบดำ ทุเรียนเมล่อนพันธุ์ไข่ทองคำ หยกเทพ และผักหวาน บนเนื้อที่กว่า 70 ไร่ บริเวณบ้านห้วยมะไฟ ม.9 ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

อดีตครูทำไร่สวนผสมเป็นศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร               นอกจากการปลูกพืชผัก ไม้ยืนต้นและไม้ผลแบบผสมผสานกว่า 20 ชนิด แล้ว ยังมีการขุดเจาะบ่อบาดาลและติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซล จำนวน 4 จุดเพื่อดึงน้ำใต้ดินขึ้นมาหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร นอกจากนั้นยังได้เนรมิตธารน้ำตกจำลองความยาวประมาณ 100 เมตรภายในสวนเพื่อสร้างความชุ่มชื้น ร่มรื่น ทั้งนี้เพื่อให้เป็นสถานที่เรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับประชาชน และเยาวชนที่สนใจได้เข้าชมฟรี

อดีตครูทำไร่สวนผสมเป็นศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

รุก“ซีมาอาเซียน”ต่างแดน พิสูจน์งานเกษตรที่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229480

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

บายไลน์ – อาหมัด เบ็ญอาหวัง

                 ตามที่บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด จับมือกับบริษัท คมเอ็กซ์ โพเซียม จำกัด(COMEXPOSIUM) แห่งฟรั่งเศส ผู้ที่เป็นแม่งานในการจัดงานซีมา ปารีส

ซึ่งงานที่เกี่ยวกับการแสดงเทคโนโลยีและการเจรจาธุรกิจด้านการเกษตรที่เก่าที่สุดของโลก ที่ในกรุงปารีส ทุก 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อมาจัด “งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติเพื่อธุรกิจการเกษตรครั้งที่ 2” หรือ“ซีมา อาเซียน ไทยแลนด์ 2016 ” (SIMA ASEAN Thailand 2016) ระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2559 ณ อาคาร 5-6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คอาริน่า เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นั้น ล่าสุด อัจจิมา ร้อยศรี ผู้จัดการโดครงการฝ่ายจัดงานงานนี้เป็นงานใหญ่ระดับโลก และถือว่าเป็นการจัดงานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติที่เกี่ยวกับธุรกิจการเกษตรใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ดังนั้นทางทีมงานต้องออกไปประชาสัมพันธ์งานไปยังประเทศต่างๆเพื่อชักชวนให้มิตรประเทศทั่วโลกมาร่วมงานทั้งในรูปแบบของการมาออกบูธแสดงสินค้าภายในงาน และมาเจรจาธุรกิจการเกษตรระหว่างกัน รวมถึงการเดินชมความอลังการของเครื่องจักร์การเกษตรจากทั่วโลกที่มารวมในงานนี้กว่า 300 บริษัทด้วย อย่างชนิดที่ไม่เคยมีงานประเภทนี้จัดมาก่อนในกลุ่มประเทศอาเซียน และผล จากการที่ได้เดินประชาสัมพันธ์งานในประเทศต่างๆผลออกมาเป็นที่น่าพอใจและได้รับการตอบรับจากประเทศต่างๆเป็นอย่างดี

สำหรับประเทศที่ทีมงานไปประชาสัมพันธ์ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วยประเทศเยอรมันนี อินเดีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม เมียนมาร์ และล่าสุดประเทศมาเลยเซีย และยังมีโปรแกรมที่จะเดินทางไปยังประเทศอื่นๆอีกในกลุ่มอาเซี่ยน ซึ่งจากประชาสัมธ์ทุกประเทศให้ความสนใจ ล่าสุดมีประเทศต่างๆทั้งยุโรป เอเซีย อัฟริกา ที่ตอบรับเข้าร่วมออกบูธแล้วกว่า 70% คาดว่าจะมีผู้มาจองพื้นครบจำนวนที่กำหนดไว้ เนื่องจากการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มีทั้งจัดภายในอาคารและกลางแจ้งด้วย มีการสาธิตการใช้จักรในกิจกรรมต่างๆอย่างครบวงจร

“ประเทศที่เราไปนั้นบางประเทศจะมาออกบูธ บางประเทศจะเจรจาธุรกิจ และมาดูงาน อย่างมาเลเซีย ไม่ค่อยมีบริษัทผลิตเครื่องจักร์กลการเกษตรขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลและเอกชนสนใจในการที่จะมาเจรจากธุรกิจ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมการแรรูป สินค้าเกษตร ทางมาเลเซียให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ” เธอ กล่าว

สอดคล้องกับการยืนยันของ ศิรินทรา จันทพันธ์ อัคราชทูตไทย ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่บอกว่า ระหว่างที่ไปรับตำแหน่งประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ จะมีผู้ประกอบการชาวมาเลเซียนสนใจกิจการขนาดกลางและขนาดเล็กของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอท็อป ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าไปติดเพื่อจะขอไปดูงานในประเทศไทย ประจวบกับปีนี้ทางประเทศไทยมีการจัดงานซีฒา อาเซียน ซึ่งทราบว่าจะเน้นด้านนวัตกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตรด้วย จะได้แนะนำให้เข้าไปชมงานนี้ด้วย

งานซีมา อาเซียน ถือเป็นงานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จัดมาในกลุ่มประเทศอาเซียน เสมือนหนึ่งเป็นย่อส่วนงานซีมา ปารีส ที่ฝรั่งเศส มาอยู่ที่อาเซียนมาอยู่ในประเทศไทย จะทำให้กลุ่มผู้ประกอบการด้านการเกษตรและภาคการเกษตร จะได้เห็นถึงความก้าวหน้าเทคโนโลยีการของโลกที่จัดขึ้นในประเทศไทยนั่นเอง

ต่างชาติสนใจ “ปลากัด-หางนกยูง” ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229475

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

หลายประเทศสนใจ “ปลากัด-หางนกยูง” ไทย หลังไปโชว์ที่เยอรมัน ในงานแสดงสินค้าสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงนานาชาติ “Interzoo 2016”

               กรมประมงหนุนนำแนวทางนโยบายประชารัฐ ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปลาสวยงามจัดทัพผู้ส่งออกและผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงนานาชาติ “Interzoo 2016” ที่เยอรมนี ปรากฏว่าปลากัด หางนกยูงและพรรณไม้น้ำ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่กรมประมง ได้นำทีมผู้ส่งออกและผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการเพาะเลี้ยงจากประเทศไทยเข้าร่วมออกร้านและเจรจาธุรกิจในนามบูธของกรมประมงจำนวนกว่า 100 ราย เพื่อนำสินค้าสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำของไทยร่วมแสดงศักยภาพการเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก

พร้อมเปิดช่องทางการเจรจาธุรกิจการค้าเพื่อสร้างช่องทางการตลาดในเวทีระดับสากลในงาน “Interzoo 2016” ซึ่งเป็นงานแสดงสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่จัดขึ้นทุก ๆ 2 ปี โดยในปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 1,800 บูธ จาก 60 ประเทศทั่วโลก จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้าเมืองเนิอร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2559 ซึ่งถือเป็นหนึ่งที่ที่ประมงได้นำแนวทางนโยบายประชารัฐร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปลาสวยงามสู่ตลาดโลก

ผลจากการทีนำทีมในครั้งนี้ปรากฏว่า ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีและมีการร่วมเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ อาทิ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ ฮังการี สเปน โปแลนด์ เดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล สาธารณรัฐเชค และโปรตุเกส เป็นต้น โดยสินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ปลากัด ปลาหางนกยูง และพรรณไม้น้ำชนิดต่าง ๆ

นอกจากนี้ กรมประมงได้มีการพบปะกับผู้ประกอบการจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหากฎระเบียบการนำเข้า – ส่งออก พร้อมทั้งยังได้ทำการสำรวจข้อมูลเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าชนิดใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ได้แก่ กลุ่มปลาทะเล และปะการัง ซึ่งเป็นที่สนใจของตลาดกลุ่มประเทศยุโรปอีกด้วย

“กุมาริกา”ปลูกแนวรั้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229472

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

โดย – นายสวีสอง

               “กุมาริกา” หรือที่เรีย “สร้อยสุมาลี” เป็นไม้ดอกที่หาดูได้ยาก มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเซีย บ้านเราปลูกได้ทุกภาค เปลือกมีสรรพคุณทางยา คือบรรเทาอาการไข้จับสั่นได้

เป็นไม้เลี้อยกึ่งพุ่ม ในวงศ์ APOCYNACEAE ลำต้นเป็นเถาเลื้อย เปลือกเป็นสีน้ำตาล ชอบเลี้อยยึดเกาะสิ่งอื่น คนจึงนิยมปลูกเป็นไม้คลุมรั้ว สูง 1.5-2.5 เมตร

 

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นคู่ตามเถา รูปมนกึ่งรี โคนใบมน และปลายใบแหลม ขอบเรียบ ผิวเกลี้ยงสีเขียวเข้มเป็นมัน

ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยมาก โคนดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายดอกบานเป็น 5 แฉกสีขาวนวล กลิ่นหอมทั้งวัน

ผล เป็นฝักยาวรี ย่าวราว 8-10 ซม.ด้านในเมล็ดจำนวนมาก

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนชำกิ่ง ชอบแดดจัด

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ไทยแข่งขันไม่ได้ในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229471

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

บายไลน์ – รศ.สมพร อิศวิลานนท์

               ปาล์มน้ำมันเป็นพืชประจำถิ่นของแอฟริกาใต้ ผู้คนในแอฟริกาใต้ได้ใช้ผลปาล์มมาเป็นส่วนประกอบของพืชอาหารพื้นฐานมาแต่โบราณ โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เมื่อเกือยสองร้อยปีที่ผ่านมามีการนำเข้าไปปลูกในอินโดนิเซียเป็นไม้ประดับ ต่อมาปาล์มน้ำมันได้พัฒนาขึ้นเป็นพืชการค้าเมื่อชาติตะวันตกได้ได้รู้จักการนำผลปาล์มมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มเพื่อใช้เป็นองค์ประกอบในการผลิตน้ำมันหล่อลื่นในช่วงปลายคริสศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรม

ความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นในยุคนั้นได้เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวของแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามมา โดยเฉพาะพื้นที่ในเกาะชวาและเกาะสุมาตราของอินโดนิเซียตลอดจนคาบสมุทรมาลายูและเกาะเบอร์เนียวของ มาเลเชีย เพราะการผลิตน้ำมันหล่อลื่นจากน้ำมันปาล์มมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตจากวัตถุดิบประเภทอื่น

ในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 20 แม้ว่าการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อเป็นน้ำมันหล่อลื่นจะหดตัวไปแต่ความสำคัญของการใช้น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคในครัวเรือนกลับมีการค้าขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะมีราคาเปรียบเทียบต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ระดับราคาพลังงานจากฟอสซิลที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้ปาล์มน้ำมันได้เพิ่มมิติจากพืชอาหารมาเป็นพืชพลังงานโดยการนำมาใช้ในการผลิตไบโอดีเซลอีกมิติหนึ่งอีกทั้งในปัจจุบันปาล์มน้ำมันยังเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของสารสังเคราะห์ต่างๆที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมปลายน้ำต่างๆ เช่นสบู่ นมข้นหวาน เนยเทียม ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

ในประชาคมอาเซียนมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบคิดเป็นร้อยละ 88.9 ของผลผลิตน้ำมันปาล์มโลกจำนวน52.81 ล้านตันในจำนวนนี้มีอินโดนีเซียและมาเลเชียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่หรือร้อยละ 94 ของผลผลิตปาล์มในอาเซียนทั้งหมด อีกทั้งทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ในตลาดการค้าน้ำมันปาล์มของโลกด้วยเช่นกัน

สำหรับประเทศไทยการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเป็นเพียงการผลิตเพื่อพึ่งพิงตนเองเท่านั้น โดยมีผลผลิตผลปาล์มเพียง 12.5 ล้านตันหรือร้อยละ 5 ของผลผลิตผลปาล์มในอาเซียน ผลผลิตจำนวนนี้ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 2.15 ล้านตัน เท่านั้น ทั้งนี้ เพราะนโยบายในอดีตของไทยขาดการพัฒนาในกระบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ทำให้ อุตสาหกรรมการผลิตผลปาล์มและรวมถึงน้ำมันปาล์มของไทยแข่งขันไม่ได้หากเทียบกับความก้าวหน้าของมาเลเชีย

           อีกทั้ง มาเลเชียยังได้สร้างวิสัยทัศน์ไว้ชัดเจนว่าในอีกสองทศวรรษข้างหน้าจะพัฒนาปาล์มน้ำมันให้เป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบและตัวสินค้าในตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอีกด้วย

เปิดธุรกิจเพื่อสังคม แเฟรนไชส์ดอยคำจังหวัด2สาขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229470

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  10 มิ.ย. 2559

บายไลน์ – ดลมนัส กาเจ

           หลังจากที่บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อำหาร จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำผลไม้และและอาหารแปรรูปเพื่อสังคมภายใต้เครื่องหมายการค้า หรือแบรนด์”ดอยคำ” เปิดตัวแฟรนไชส์”ดอยคำ”ครั้งแรกในงานในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากเอเซีย”(( World of food ASIA 2016) หรือ “ไทยเฟ็กซ์” (THAIFEX) ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค อารินา เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบรี เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า มีผู้ที่สนใจจากจังหวัดต่างๆถึง 150 ราย ขณะที่ดอยคำกำหนดไว้เป็นร้านขายส่งเพียงจังหวัดละ 1 สาขา และขายปลีกอีก 1 ขาสา ล่าสุดบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหารฯ ประกาศเดินหน้าธุรกิจเพื่อสังคม ต้องมีจิตสำนึกต่อสังคม และสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ประกอบการอื่นที่ต้องรับผิดชอบต่สังคมด้วยการลดราคาสินค้าแบรนด์ดอยคำถึง 69 รายการ 3-7% จาก 113 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61.0 ของสินค้าทั้งหมด

พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดอยคาผลิตภัณฑ์อาหาร จากัด บอกว่า ปัจจุบันราคาน้ามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในหการผลิตและขนส่ง มีการปรับลดลง ส่งผลให้ต้นทุนในการขาย และการบริหาร ลดลงตามไปด้วย จึงทาให้เกิดนโยบายคืนกำไรกลับสู่ผู้บริโภค เพื่อเป็นการตอกย้ำปรัชญาองค์กรของดอยคำ ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ด้วยการเอาใจใส่ และให้ความสำคัญแก่ผู้มีส่วนได้เสีย อย่างรอบด้าน และครบวงจร ตั้งแต่พื้นฐานสำคัญ คือการสนับสนุน ช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการเพิ่มราคาวัตถุดิบที่มีคุณภาพให้สูงกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดมาก่อนหน้านี้แล้ว

“ตอนนี้กระแสรักสุขภาพมาแรง ทำให้ประชาชนเน้นบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น สอดรับกับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้ยอดการผลิตและการจาหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยการผลิตลดลง เกิดการประหยัดต่อขนาดในการผลิตในองค์รวมทั้งราคาน้ามันเชื้อเพลิงในปัจจุบันที่มีการปรับลดลง ส่งผลให้ต้นทุนในการขาย และการบริหาร ลดลงตามไปด้วย ทางเราอยากเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการายอื่นเมื่อต้นทุนลดลงควรจะลดสิ้นค้าลงด้วยเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่ขึ้นแล้วขึ้นอย่างที่เห็นอยู่” พิพัฒน์พงศ์ กล่าวและบอกว่าจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจของบริษัทดอยคำฯ จึงหันมาทำธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์และเปิดตัวแล้วครั้งในงานไทยเฟ๊กซ์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2559ที่อิมแพ็คเมืองทองมีคนจองเกินเป้าที่ตั้งไว้

ด้าน อรรถชลี กล่อมเอี้ยง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจค้าปลีก ที่รับผิดชอบธุรกิจแฟรนไชส์ดอยคำ บอกว่า การเปิดตัวแฟรนไชส์ดอยในงานไทยเฟ็กซ์นั้น วันแรกมีคนผู้สนใจจากจังหวัดจองกว่า 50 รายตลอดงานจองกว่า 150 ราย แต่ทางบริษัทดอยคำฯ ได้กำหนดเป้าไว้ว่า จะขายแฟรนไชส์ใน 2 รูปแบบคือเป็นสาขาขายส่ง จังหวัด 1 สาขา และข่ยปลีก จังหวัดละ 1 สาขาเท่านั้น เมื่องบางจังหวัดมีจำนวนเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ต้องเลือกเฉพาะผู้ที่คุณสมบัติที่มีความพร้อมกว่า ล่าวุดจากจำนวน 150 รายนั้นได้คัดแล้วมีผู้ที่ผ่านการพิจจารณาและอนุมัติแล้ว 15 ราย

สำหรับคุณสมบัติในการพิจารณา เธอ บอกว่า ผู้ที่จะซื้อแฟรนไชน์ดอยคำ ถ้าเป็นสาขาขายส่งต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 50 ตารางวา ส่วนขายปลีก 35 ตารางวา การจัดหน้าเหมือนกันแต่ขายส่งต้องมีพื้นที่สต็อกเก็ยสินค้าด้วย ทำเลต้องเป็นเส้นทางที่มีผู้คนสัญจรมากพอสมควร และต้องพร้อมที่จะจดเป็นนิติบุคบล ส่วนทมูลค่าการลงทุนครั้งแรกสำหรับขายส่งมูลค่า 1.4 ล้านบาท ขายปลีก 1.08 ล้านบาท เป็นค่าตกแต่งร้าน อุปกรณ์ พร้อมทุกอย่าง แต่ค่าสินค้าจะใช้ระบบเครดิต โดยผู้ที่ซื้อแฟรนไชน์จะได้กำไรคิดร้อยละ 30 ของการลงทุน หากเป็นขายส่งบวกอีกร้อย 5 ของเป็นต้น

              ธุรกิจแฟรนไชส์นับเป็นอีกก้าวใหม่ ของบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อำหาร จำกัดที่นักธุรกิจและนักลงทุนที่สนใจสามรถลงทุนได้

“บ่าห้อ”ผลตำส้มได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229351

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 มิ.ย. 2559

โดย – นายสวีสอง

               ต้น “บ่าห้อ” ชื่ออื่น มะห้อ มีถิ่นกำเนิดทางตอนใต้ของจีน ลาว เวียดนาม บ้านเราพบแถวภาคเหนือ ภาคอีสาน มีประโยชน์มาก ผลรสเปรี้ยวอมฝาด นำมาตำส้มตำได้ ขณะที่เปลือกต้นทำสีย้อมผ้า เป็นต้น

เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ วงศ์ ANACARDIACEAE สูงประมาณ 8-30 เมตร ต้นตรง ผิวแตกเป็นเส้น

 

ใบ เป็นใบประกอบคล้ายขนนกปลายคี่ ทรงรี ขึ้นเรียงสลับตรงข้ามกันเป็นคู่ ปลายเรียวมน มีขนนุ่ม ยาว 5-15 เซนติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อเล็ก ออกตามซอกใบแถวปลายกิ่ง สีขาว

ผล ผลอ่อน สีเขียว รูปไข่ มี 4 สัน ยาว 1 เซนติเมตร รสเปรี้ยวออกฝาด เมื่อสุกสีแดงอมส้ม ภายในมี 4 เมล็ด

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปลูกได้ทุกสภาพดิน ชอบความชื้น และแสงแดด ปานกลาง

เปิด’สวนสละคุณประสงค์’ชูกลยุทธ์’ตลาดนำผลผลิต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229343

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เกร็ดทำกิน  :  9 มิ.ย. 2559

สละ,ปลูกสละ,จันทบุรี

โดย สุรัตน์ อัตตะ

               ลูกหลานเกษตรกรพันธุ์แท้แห่งบ้านบ่อหิน ที่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากเจ้าของสวนไม้ผลหันมาสนใจ “สละ” หวังรายได้มากกว่าไม้ผลชนิดอื่นในยุคที่ผลผลิตผลไม้ตกต่ำเมื่อ 10 ปีก่อนสำหรับ “ประสงค์ สุวรรณารายณ์” เกษตรกรเจ้าของสวนสละวัยใกล้ 50 ปีแห่งบ้านบ่อหิน หมู่ 14 ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง ที่ทุกวันนี้มีอาชีพและรายได้จากการปลูกสละพันธุ์สุมาลีและเนินวงแล้วนำมาแปรรูปเป็นสละลอยแก้วตราสละลอยแก้วคุณประสงค์หนึ่งเดียวของ อ.เมืองระยอง ที่ได้รับการันตีคุณภาพด้วยผลิตภัณฑ์โอท็อปติดดาวระดับจังหวัด

ประสงค์ย้อนอดีตเมื่อก่อนมีอาชีพทำสวนผลไม้มีทั้งเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกองและอื่นๆ  บนเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ซึ่งเป็นที่ดินได้รับมรดกตกทอดมาจากพ่อแม่ สร้างอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัวตลอดจนกระทั่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วมีปัญหาผลผลิตตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา ทำให้ชาวสวนผลไม้จำนวนไม่น้อยต้องหันไปปลูกยางพารา ส่วนตัวเองไม่เอาด้วย เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องยาง จึงหันมาปลูกสละแทน ทั้งที่ไม่มีความรู้เช่นกัน แต่อย่างน้อยมีเกษตรกรปลูกในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการตลาด

“ช่วงนั้นราคาผลไม้ตกต่ำ มีการประท้วงเรียกร้องรัฐบาลประกันราคา บางคนก็โค่นทิ้งหันไปปลูกยางพาราแทน ส่วนผมก็หันมาปลูกสละมองว่าน่าจะดีกว่าไม้ผลชนิดอื่น เนื่องจากยังมีปลูกกันน้อยในพื้นที่ จ.ระยอง ส่วนใน ต.ตะพง ตอนนั้นยังไม่มีใครปลูก” ประสงค์ย้อนอดีตวิกฤติราคาผลไม้ภาคตะวันออกเมื่อ 10 ปีก่อน

พร้อมเผยต่อว่า หลังตัดสินใจปลูกสละจากนั้นจึงชวนภรรยา บุษกร สุวรรณารายณ์ ไปศึกษาดูวิธีการปลูกสละที่ จ.จันทบุรี พร้อมซื้อต้นพันธุ์สละเนินวงมาทดลองปลูกจำนวน 150 ต้น ต้นละ 500 บาท เมื่อปี 2543 หลังปลูกได้มาประมาณ 3 ปีก็เริ่มให้ผลผลิต จากนั้นจึงทดลองนำมาแปรรูปเป็นสละลอยแก้วเพื่อเพิ่มมูลค่าแทนการจำหน่ายผลสด จนกระทั่งสละที่ปลูกไว้มีอายุ 7 ปีขึ้นไปผลผลิตจะมีปัญหาจุดดำที่เนื้อสละ ซึ่งพยายามแก้ปัญหาโดยสอบถามนักวิชาการและผู้รู้ทั้งหลายแต่ยังไม่มีใครสามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้

“พันธุ์เนินวงมีปัญหาที่จุดดำบริเวณเนื้อสละนี่นแหละที่แก้ไม่ตก สำหรับต้นที่มีอายุตั้งแต่ 6-7 ปีขึ้นไปเป็นเหมือนกันหมด ไม่เฉพาะสวนผมสวนที่จันทบุรีก็เป็นเหมือนกันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ผมก็เลยรื้อทิ้งเปลี่ยนมาปลูกพันธุ์สุมาลีแทน ทยอยปลูกไปประมาณ 150 ต้น บางต้นก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว”

ประสงค์ยอมรับว่าการปลูกสละไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องดูแลต้นตลอดทั้งปี เนื่องจากสละจะให้ผลผลิตเกือบตลอดปี โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดในช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคม จากนั้นจะพักต้นแล้วจะเริ่มออกดอกใหม่ในช่วงปลายปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ ระหว่างนี้จะมีใส่ปุ๋ยคอก ขี้ไก่ พร้อมให้น้ำด้วยสปริงเกอร์ ขณะเดียวกันก็จะผสมเกสร โดยเอาเกสรจากต้นตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย โดยวิธีการถูแรงๆ หากเกสรตัวเมียไม่มีการผสมก็จะเหี่ยวแห้งไปโดยปริยาย

“เราไม่มีจำหน่ายผลสดเพราะผลผลิตมีน้อย แต่จะนำมาแปรรูปเป็นสละลอยแก้วแทน ตอนนี้ทำทุกวันวันละไม่ต่ำกว่า 300 ถ้วย ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงด้วย อย่างมกราคมถึงมีนาคมเป็นช่วงพักต้นสละมีน้อยหรือเกือบไม่มีเลย แต่ถ้าช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมช่วงนี้สละออกเยอะ เราก็ทำได้เยอะ เก็บไว้นานเป็นปีไม่มีสารกันบูด แต่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น”

ส่วนวิธีการทำนั้นไม่ยาก เริ่มจากนำผลสละสุกมาปอกเปลือก พร้อมลอกเยื่อแล้วนำมาล้างน้ำสะอาด ควั่นเอาเม็ดออกเหลือแต่เนื้อสละ จากนั้นแช่น้ำปูนประมาณ 1 ชั่วโมง ล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง ก่อนนำมานึ่งด้วยไฟอ่อนประมาณ 10 นาทีเพื่อให้เนื้อสละสุกแล้วนำมาใส่ถ้วย ถ้วยละ 5 ชิ้น จากนั้นก็นำน้ำเชื่อมที่เตรียมไว้ลงไป ตั้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เก็บไว้ในตู้แช่เย็นเพื่อรอจำหน่ายต่อไป สนนราคาถ้วยละ 15 บาท (ราคาส่ง) ปลีก 20 บาท สนใจโทร.08-6822-2039

สวนสละคุณประสงค์ นับเป็นตัวอย่างของเกษตรกรในการใช้กลยุทธ์การตลาดนำผลผลิตด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าการจำหน่ายผลสด

ไม้กวาด“ดอกอ้อ”เสริมรายได้ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229339

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 มิ.ย. 2559

วิถีชีวิต ประไพพรรณ ชุมแก้ว เกษตรกรวัย 39 ปี แห่งบ้านบางโก ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อยางราคาตกฯ เธอจึงขวนขวายหาอาชีพเสริมอย่างไม่ย่อท้อ

                วิถีชีวิตของชาวบ้านที่บ้านบางโก ม.9 ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เหมือนกับคนใต้ทั่วไปอาชีพหลักคือทำสวนยางพารา หรือหากไม่มีสวนเป็นของตัวเองต้องรับจ้างกรีดน้ำยาง แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ ประไพพรรณ ชุมแก้ว เกษตรกรวัย 39 ปี มองว่าหากหวังจะพึ่งจากการกรีดยางครอบครัวเองและญาติพี่น้องต้องประสบกับความอดอยากอย่างแน่นอน

ในที่สุดเธอตัดสินใจรวบรวมกลุ่มญาติพี่น้องในหมู่บ้านเดียวกัน ประกอบด้วย อุษา เยื้อโยธา วัย 54 ปี ,มาลี พรหมอินทร์ วัย 59 ปี และ อุทัยวรรณ พัฒนศักดิ์ วัย 53 ปี ที่มีแววใจรักและมีฝีมือในการทำไม้กวาด มาร้่วมตัวทำไม้กวาดดอกหญ้าและจักรสาน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จากนั้นพากันช่วยกันเก็บดอกอ้อ นำมาตากทำไม้กวาดขายให้กับเพื่อนบ้านในหมู่บ้าน ปรากฏว่า สร้างรายได้เสริมจากอาชีพหลักที่ทำสวนยางพารา ได้เป็นกอบเป็นกำ สามารถจุนเจื่อรายจ่ายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ประไพพรรณ บอกว่า เธอเป็นน้องคนเล็ก แต่ก็มีฝีมือในการถักทอทำไม้กวาดดอกอ้อเนื่องจากเห็นว่า ช่วงนี้ฝนเริ่มตกใหม่ ๆ ดอกอ้อกำลังเบ่งบาน ส่วนใหญ่จะขึ้นตามแนวป่าลึก พี่สาวจึงได้ไปเก็บดอกอ้อ ได้มาเป็นจำนวนมากจากนั้นนำไปตากแห้ง มาทำไม้กวาดโดยใช้ต้นหวายตากแห้งและทำเป็นด้ามจับ และใช้เชือกหวายถักทอให้แน่น ใช้งานได้ 2-3 ปี แต่ขายในหมู่บ้านด้ามละ 80 บาท ทำได้วันละ 30 – 40 ด้าม ส่วนที่ถักทอด้วยเชือกฟางและนำต้นอ้อประมาณ 30 ก้านมารวมกันขายด้ามละ 50 – 60 บาท ปรากฏว่าไม่เพียงพอกับความต้องการเนื่องจากดอกอ้อในพื้นที่ อ.พนมเฉพาะช่วงนี้มีปริมาณจำกัด และจะออกดอกช่วงฝนแรกเท่านั้น

กระนั้นหลังจากที่ดอกอ้อหมดฤดูกาลแล้วชาวบ้านกลุ่มนี้ยังได้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในท้องถิ่นโดยเฉพาะก้านใบจากมาถักทอสานทำเป็นตะกร้าอเนกประสงค์ใช้ในครัวเรือนและมอบเป็นที่ระลึกในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ อีกด้วย

“ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นช่วงลูกๆเปิดเทอม ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ลำพังจะพึ่งรายได้จากทำสวนยางพาราก็ไม่พอเพราะราคาผันผวนตลอดเวลา พอเรามาทำไม้กวาดจากดอกอ้อสามารถนำรายได้จากส่วนนี้มาสมทบเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมใหม่ได้เป็นอย่างดี ” เธอ กล่าว

ดูเหมือนจะเข้าตำราที่ว่า “ไม่คนจนในหมู่คนขยัน” ดุจเดียวกับกลุ่มแม่บ้านที่บ้านบางโก ต.ต้นยวน อ.พนม ที่มี “ประไพพรรณ ชุมแก้ว” เป็นแกนนำ แม้ราคายางพาราจะตกต่ำแต่พวกเธอหาวิธีอื่นด้วยการทำไม้กวาดจากดอกมาขาย เพื่อสร้างรายเสริมให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ฝังทำลายของกลางปศุสัตว์กันโรคระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229336

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  9 มิ.ย. 2559

ซากสัตว์,ทำลาย,ปศุสัตว์

กรมปศุสัตว์ฝังทำลายของกลางสินค้าปศุสัตว์มูลค่ากว่า 68 ล้านบาท หลังได้รับส่งมอบจากกรมศุลกากรที่ตรวจยึดได้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย ของโรคระบาดสัตว์เข้ามาภายในป

                นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เปิดเผยว่าจากการที่กรมปศุสัตว์ โดยกองสารวัตรและกักกันได้เข้มงวดในการตรวจสอบการเคลื่อนสัตว์หรือซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กรมการปกครองและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมศุลกากรนั้น

จากการดำเนินการของชุดเฉพาะกิจ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึงปัจจุบันได้มีการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ นำสินค้าปศุสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กำหนดไปแล้วทั้งสิ้น 130 คดี จำนวน 1,079,681 กิโลกรัม มูลค่า 105,335,911 บาท และได้ทำลายสินค้าปศุสัตว์ซึ่งนำเข้าผิดกฎหมายไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 807,645 กิโลกรัม รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 87,486,622 บาท ส่วนที่เหลืออีก 272,036 กก. มูลค่า 17,849,289 บาท อยู่ระหว่างดำเนินคดี และรอฝังทำลายต่อไป

ปัจจุบัน ถึงแม้กรมปศุสัตว์จะเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสัตว์หรือซากสัตว์จากต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย แต่ก็ยังพบการลักลอบกระทำผิดกฎหมายอยู่ กรมปศุสัตว์โดยกองสารวัตรและกักกัน จึงได้ดำเนินการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์อย่างเข้มงวด โดยตั้งจุดตรวจ 24 ชั่วโมงบนเส้นทางที่คาดว่าจะมีการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์และบนถนนสายหลักทั่วประเทศ หากมีข้อสงสัย ต้องการข้อมูลเรื่องการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ กฎหมายโรคระบาดสัตว์ หรือต้องการร้องเรียนผู้กระทำผิดกฎหมาย ติดต่อกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 0-2501-3473-5