“ทอง หลอมประโคน” ดีเด่นไร่นาสวนผสมปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229226

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  8 มิ.ย. 2559

โดย ธานี กุลแพทย์

               1 ใน 16 เกษตรกรที่เข้ารับพระราชทานรางวัลเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2559 คือ นายทอง หลอมประโคน แห่ง อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ในฐานะเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ซึ่งยึดปลูกพืชหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตตกต่ำ ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ร่วมกับเลี้ยงสัตว์และทำประมงในที่ดินของตนเอง

นายทอง หลอมประโคน จบการศึกษาด้านวิศวะไฟฟ้ากำลัง แม้จะไม่ใช่ด้านเกษตร แต่ได้นำความรู้ทางช่างมาทำเกษตรจนประสบผลสำเร็จ หลังจากศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างถ่องแท้ จึงเกิดประกายความคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญา

เริ่มจากนำน้ำใต้ดินมาใช้ในพื้นที่เกษตรของเขา 20 ไร่ ซึ่งเดิมต้องอาศัยน้ำฝน จึงมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ทว่า ปัจจุบันพื้นที่นี้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของพืช อันเกิดจากการบริหารจัดการน้ำในแปลงนา ที่ใช้ระบบการส่งน้ำทั้งระบบท่อและส่งตามคลองส่งน้ำได้ทั่วถึงทั้งพื้นที่ ส่งให้การผลิตพืชเกษตรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและหมุนเวียนทั้งปี

ขณะที่พื้นที่ก็มุ่งบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน จำนวน 20 ไร่ แบ่งเป็นส่วนๆ ประกอบด้วย นาข้าว 17 ไร่ ที่รวมถึงเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหลากชนิดไว้บริการแก่ผู้ที่สนใจ ต่อเมื่อหลังฤดูทำนาจะใช้พื้นที่นี้ปลูกพืชหมุนเวียน และเลี้ยงปลา อีก 3 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและสระน้ำซึ่งใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งรดพืชผัก ไม้ผลไม้ยืนต้น เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงเป็ด ไก่

ทั้งมีการใช้ระบบสูบน้ำจากโซลาร์เซลล์ สร้างกังหันลมสูบน้ำ ใช้เครื่องนวดข้าวเมดอินไทยแลนด์ ปลูกต้นสบู่ดำใช้ทำไบโอดีเซล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง รวมถึงใช้ระบบน้ำหยด เพื่อประหยัดน้ำ ซึ่งทุกสิ่งประดิษฐ์เพื่อการเกษตรในพื้นที่ล้วนเกิดจากไอเดียของเขาทั้งสิ้น

สำหรับผลผลิตนายทองบอกว่า เป็นอาหารของครอบครัวกว่าร้อยละ 80 นอกเหนือจากสิ่งที่ต้องใช้จ่ายอื่นที่ไม่สามารถผลิตได้ในไร่นา ที่เหลือจำหน่ายแก่เพื่อนบ้าน ปัจจุบันไร่นาสวนผสมนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังเพื่อชีวิตที่พอเพียง ซึ่งมีเพื่อนเกษตรกร หน่วยงานต่างๆ สถาบันการศึกษา เข้ามาดูงานไม่ขาดสาย ส่วนผู้ที่สนใจเรื่องราวของเกษตรกรดีเด่นท่านนี้ โทรศัพท์ไปพูดคุยได้ที่ 09-3325-1678

‘ศรีไพรสถิต’ ถั่วลิสงแปรรูป สแน็กชาวบ้าน อร่อย5ดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229221

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เกร็ดทำกิน  :  8 มิ.ย. 2559

โดย ธานี กุลแพทย์

              จากที่ “ถั่วลิสง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันแทบทุกครัวเรือน ต่อเมื่อผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ชาวบ้านบ้านศรีสถิต ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นำโดย นางดาว ชุมพล จึงพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการรวมกลุ่มแปรรูปเป็นของว่าง ของฝากหลากเมนู การันตีความร่อยระดับ 5 ดาว สร้างชื่อ สร้างรายได้ ให้แก่ท้องถิ่นและสมาชิกกลุ่มได้อย่างยั่งยืน

นางดาว ชุมพล ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านศรีสถิต เล่าว่า เกษตรกร ต.หนองโก เมื่อก่อนจะปลูกถั่วลิสงหลังฤดูทำนากันแทบทุกบ้าน เพราะนอกจากช่วยบำรุงดินแล้ว ยังเพิ่มรายได้ในช่วงเวลาอันสั้น ทว่า ระยะหลังราคาตกต่ำ ขายได้เพียงปี๊บละ 100 บาท ปี 2543 ชาวบ้านจึงรวมกลุ่มนำถั่วลิสงมาแปรรูปเป็นสินค้า มีสมาชิก 32 คน

ผลิตเมนูง่ายๆ ถั่วลิสงคั่วทราย ส่งขายตามร้านค้าในหมู่บ้านได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดีจึงคิดแปรรูปให้หลากหลาย โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมขอนแก่น ภาค 5 ที่จัดหาวิทยากรให้ความรู้แก่สมาชิก พัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากนั้นกลุ่มจึงแปรรูปอย่างจริงจัง ปี 2549 ปัจจุบันนอกจากถั่วคั่วทรายแล้ว จะมีถั่วตัด ถั่วกรอบแก้ว ถั่วทอดสมุนไพร ฯลฯ ภายใต้แบรนด์ “ศรีไพรสถิต”

ด้วยใช้ถั่วลิสงผลิตผลในพื้นที่ทั้งหมด พี่ดาว ยอมรับว่า เป็นจุดเด่น จุดขาย ที่ทำให้สินค้าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถั่วทอดสมุนไพรที่จะทำขายเฉพาะช่วงออกร้านและตามออเดอร์ลูกค้าสั่งเท่านั้น จะไม่ส่งขายให้ร้านค้า เพราะเกรงจะทำให้ถั่วไม่กรอบ ไม่หอม จึงเลือกผลิตพร้อมจำหน่าย อีกทั้งทางกลุ่มได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ทั้งงาดำตัด งาขาวตัด ให้เป็นทางเลือกของลูกค้า เพราะงาต้องใช้เป็นส่วนผสมในการทำถั่วตัดอยู่แล้ว

รสชาติความอร่อยที่ลงตัว การใช้วัตถุดิบที่ดี ส่งให้ชื่อถั่วตัดของกลุ่ม และอีกหลายเมนู ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง นั่นทำให้ในปีต่อๆ มา ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มหลังส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือก จึงได้รับรางวัลโอท็อประดับ 5 ดาวของจังหวัด จึงเป็นที่มาของการเดินสายออกร้านกับหน่วยงานต่างๆ ที่ภาครัฐ และเอกชนจัดขึ้น ทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง

แม้ว่าสินค้าของกลุ่มจะมีการแข่งขันกันสูง พี่ดาว บอกว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบกับกลุ่มแม่บ้าน ตรงข้ามกลับส่งผลดีทำให้เกษตรกรมีแนวคิดในการต่อยอดผลผลิต ที่สำคัญชาวบ้านเห็นคุณค่าและมีแนวคิดในการนำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าไม่ปล่อยทิ้งให้เน่าเสีย

“ถั่วลิสงที่แปรรูปแล้วสามารถเพิ่มมูลค่าจากเดิมถึงร้อยละ 70 ทำให้ขณะนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการ บางช่วงขาดตลาด ทำให้เราต้องวางแผนเพาะปลูกควบคู่ไปด้วย ที่สำคัญผลิตแล้วขายให้ชาวบ้าน ลูกหลานก็จะได้กินของดีมีประโยชน์ด้วย” พี่ดาว กล่าว ทั้งฝากถึงผู้นิยมถั่วลิสงแปรรูปอร่อยๆ เชิญได้ที่กลุ่ม หรือโทรศัพท์สอบถามที่ 08-3357-8049

พร้อมบอกเคล็ดลับความอร่อยในการทำถั่วตัดว่า มีส่วนผสมคือ ถั่วลิสง งา น้ำตาล แบะแซ วิธีทำ นำถั่วลิสงและงาคั่วให้สุกจนกรอบมีกลิ่นหอม จากนั้นกะเทาะเปลือกถั่วออกทำให้เป็นซีก ใช้กระทะทองเหลืองตั้งไฟใส่น้ำตาลกับน้ำคนให้น้ำตาลละลาย เทแบะแซลงไปกวนต่อจนเหนียว จึงใส่ถั่วและงาลงในกระทะคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี เมื่อได้ที่ตักใส่ถาดที่เตรียมไว้ แต่งหน้าให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ให้เย็น จึงตัดเป็นชิ้น บรรจุลงถุงเตรียมจำหน่าย

ตื่นตาตื่นใจ…หิ่งห้อยส่องแสงระยิบระยับเต็มป่าบ้านรักไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229205

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  8 มิ.ย. 2559

หิ่งห้อย

“หิ่งห้อย” บ้านรักไทย อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ส่องแสงระยิบระยับ เต็มป่าสวนยางพารา ต้อนร้บนักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำธรรมชาติที่บริสุทธิ์

      คืนวานนี้(7มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บ้านรักไทย ม.7 ต.ชมพู ต.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้ปรากฏการณ์หิ่งห้อย เริ่มบินว่อนเต็มสวนยางพาราของชาวบ้านรักไทย มีทั้งหิ่งห้อยกิ่งไม้ ที่มีขนาดเล็กและหิ่งห้อยด้วงช้างขนาดใหญ่ ที่เปล่งแสงจากตัวเรืองแสงระยิบระยับสวยงามเป็นอย่างมาก ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงที่ทราบข่าวต่างมาชมหิ่งห้อยเรืองแสงในช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 19.00 น.เป็นต้นไปเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากปีนี้มีหิ่งห้อยออกมามากนานกว่าฤดูปกติ คือช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเริ่มพบเห็นปรากฏการณ์หิ่งห้อยจำนวนมหาศาลมาอย่างต่อเนื่องร่วม 6 ปีแล้ว

นายพิทักษ์ สุดจันทร์ ส.อบต.หมู่ 7 บ้านรักไทย ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้พาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพิสูจน์ก็พบว่า จุดที่หิ่งห้อยออกมาบินเปล่งแสงมากที่สุด อยู่บริเวณสวนยางพาราของชาวบ้านหรือบริเวณด้านหลังโฮมสเตย์บ้านรักไทยของตน โดยพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนยางพารา ที่ปลูกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี อยู่ใกล้แนวเขตป่าของอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นแปลงสวนยางพาราของชาวบ้านหลายราย เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ พบว่า ตั้งแต่ช่วงเวลา 19.00 น.ถึงเวลาประมาณ 22.00 น. จะมีหิ่งห้อยขนาดเล็กจำนวนมาก บินเต็มพื้นที่สวนยางพารา โดยเริ่มบินเหนือระดับพื้นดิน 1-2 เมตร และจะค่อยๆ บินไต่ระดับสูงไปเรื่อยๆ ขณะที่บริเวณพื้นดินของสวนยางพารา ที่ถับถมด้วยใบไม้ยางพาราก็พบแมลงชนิดอีกหนึ่ง เปล่งแสงเต็มพื้นไปหมด เป็นแมลงขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 2 นิ้ว คล้ายแมลงสาปหรือชาวบ้านเรียกว่า หิ่งห้อยด้วงช้าง หรือพญาหิ่งห้อย

นายพิทักษ์ สุดจันทร์ กล่าวว่า ปกติแล้ว ที่บ้านรักไทยในช่วงฤดูฝน ก็มักจะมีหิ่งห้อยออกมาบินอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับพบว่า มีหิ่งห้อยออกมาบินในสวนยางพารามากกว่าปกติ ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะช่วงฝนเริ่มตกใหม่ๆ จะมีหิ่งห้อยออกมาบินจำนวนมาก จนส่องแสงสว่างเต็มสวนยางพาราเต็มไปหมด ชาวบ้านที่ทราบข่าวก็แห่พากันมาชมโดยในปี 2556 ที่ผ่านมา มีอาจารย์จากภาควิชากีฏวิทยา(กี-ตะ-วิทยา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นมาทำการวิจัยและพบว่าหิ่งห้อยที่บ้านรักไทยพบว่าหิ่งห้อยขนาดเล็ก มีกว่า 6 สายพันธุ์ ซึ่งบางสายพันธุ์ ก็หาชมได้ยาก แต่ที่พบมากคือ ก็หิ่งห้อยด้วงช้างและหิ่งห้อยกิ่งไม้

ซึ่งปีนี้ชุมชน 4 หมู่บ้านในเขต ต.ชมพู ได้แก่บ้านซำต้อง บ้านรักไทย บ้านเผ่าไทยและบ้านร่วมเกล้า รวมกลุ่มกันทำมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชุมชนรักไทย เพื่อบริการนำเที่ยว บริหารจัดการ การท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศ และเที่ยวชมพญาหิ่งห้อยนับแสนตัว ซึ่งหากนักท่องเที่ยวต้องการมาเที่ยวหิ่งห้อยก็สามารถติดต่อมาที่กลุ่มมัคคุเทศน์นำเที่ยว จะมีโปรแกรมพาเที่ยวชมสวนผลไม้ในช่วงเย็นและไปเที่ยวชมหิ่งห้อยในช่วงหัวค่ำ หรือหากต้องการพักชมความงามก็มีโฮมสเตย์ใน 4 หมู่บ้านพร้อมบริการ

โดยชุมชนมีรถบริการนำเที่ยว จัดมัคคุเทศน์พาเข้าไปชม เก็บค่าบริการนำเที่ยวเข้ากลุ่ม และมีข้อปฏิบัติในการเข้าชมหิ่งห้อย อาทิ ควรเข้าชมในคืนเดือนแรม ไม่ฉายไฟ ไม่ถ่ายภาพโดยใช้แฟลช ไม่ก่อกวนหิ่งห้อย ไม่สูบบุหรี่ ไม่ส่งเสียงดัง นักท่องเที่ยวกลุ่มใดต้องการมาชมปรากฏการณ์หิ่งห้อยในช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกรกฏาคม 2559 สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่มัคคุเทศน์ท้องถิ่นชุมชนรักไทย ได้เป็นประจำทุกวัน

‘ห้วยหยวกป่าไซ’ สหกรณ์ต้นแบบวางระบบบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229158

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง  :  7 มิ.ย. 2559

บ้านห้วยหยวกป่าไซ,แม่สลองใน,กรมตรวจบัญชีสหกรณ์,แม่ฟ้าหลวง

โดย สุรัตน์ อัตตะ

               ด้วยสภาพถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญติดแนวตะเข็บชายแดนประเทศเมียนมาร์ ชาวบ้านที่อาศัยเต็มไปด้วยชนเผ่า 8 ชนเผ่าเป็นชาวไทยภูเขา 100%  ป่าถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยของชาวบ้านห้วยหยวกป่าไซ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย จนกระทั่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น สภาพป่าไม้ถูกทำลาย จากนั้นมีรับสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลด้านอาชีพเพื่อให้เขามีรายได้ที่มั่นคง ไม่ไปบุกรุกป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน  พร้อมจัดตั้งสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซ ดูแลผลประโยชน์แก่สมาชิกในเรื่องการลดต้นทุนการผลิตและการตลาด

ณัทพล รัตนาชัยมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านห้วยหยวกป่าไซ ในฐานะประธานสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซ ยอมรับว่าสหกรณ์แห่งนี้เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญสำหรับสมาชิกกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ เนื่องจากชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินพอในการลงทุนซื้อปัจจัยการผลิตจึงจำเป็นต้องกู้นอกระบบ จึงเป็นเหตุให้บริษัทค้าเมล็ดพันธุ์เข้ามาฉวยโอกาสตรงนี้ในการลงทุนให้ชาวบ้านไปก่อนแล้วค่อยจ่ายคืนตอนเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมรับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่บริษัทเป็นผู้กำหนด แต่หลังจากมีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในปี 2547 ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ก็เริ่มคลี่คลาย หลังชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับสหกรณ์มากขึ้น

“ข้าวโพดยังคงเป็นอาชีพที่ทำรายได้หลัก เพราะเขาปลูกกันมานาน ส่วนพืชผักก็ปลูกกันเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้น ส่วนชาและไม้ผลที่ปลูกไว้ก็จะเริ่มมีรายได้เข้ามาแทนข้าวโพด คิดว่าไม่เกิน 5 ปี เมื่อพืชสมุนไพร ชา เจียวกู่หลานและไม้ผลชนิดต่างๆ ให้ผลผลิตเต็มที่การปลูกข้าวโพดก็จะค่อยๆ ลดลงไปและล้มเลิกไปในที่สุด”

ประธานสหกรณ์ระบุอีกว่า ก่อนจะมีการจัดตั้งสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซก็จะมีการระดมทุนจากชาวบ้านเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่มอยู่แล้วมาระยะหนึ่ง โดยการสนับสนุนของสถานีพัฒนาพื้นที่สูงเชียงราย จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงรายร่วมกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาดูแลการจัดสหกรณ์และวางระบบบัญชีอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมจัดสร้างอาคารอเนกประสงค์ 1 หลังเพื่อใช้เป็นที่ทำการสหกรณ์และสถานที่จำหน่ายผลผลิตของสมาชิก

“เหตุผลหลักในการตั้งสหกรณ์คือบริการสินค้าแก่สมาชิก เพราะการเดินทางไปซื้อของที่จำเป็นในเมืองมีความลำบาก ใช้เวลานาน ซึ่งก่อนจะลงซื้อแต่ละครั้ง สหกรณ์จะประชุมสมาชิกทุกครั้งก่อนว่าต้องการสินค้าประเภทไหน มากน้อยเพียงไร เพื่อจะได้จัดการซื้อถูก ไม่ค้างไว้นาน เช่น ไข่ ปลากระป๋อง ข้าวสาร อาหารแห้งต่างๆ เพราะร้านค้าในหมู่บ้านไม่กี่ร้าน สินค้าก็ไม่หลากหลายตามที่ชาวบ้านต้องการมากนัก”

ด้าน สมปอง อินทร์ทอง อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวถึงสหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซระหว่างคณะสื่อมวลชนดูกิจกรรมของสหกรณ์ โดยระบุว่า ก่อนจะมาตั้งเป็นสหกรณ์เขาก็มีการรวมตัวกันมาก่อนแล้ว ต่อมามีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาวางระบบบัญชีให้ ซึ่งตรงนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความแข็งแรงในการใช้เงินและบริหารจัดการองค์กรได้ดีโดยใช้หลักการทางบัญชีในการวางแผนขับเคลื่อนองค์กรได้มีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยผ่านคณะกรรมการสหกรณ์ที่เข้มแข็งและมีการทำงานบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

“ระบบบัญชีมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสหกรณ์มีหลายประเภทหากไม่มีการบันทึกการจด สิ่งที่ดำเนินการไปก็จะตกหล่น บกพร่องและเป็นช่องทางทำให้เกิดการทุจริตได้ ระบบบัญชีที่เข้ามาเป็นการสะท้อนในแต่ละสหกรณ์ คุณมีกิจกรรมอะไรบ้าง มีรายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน เงินทุนหมุนเวียนเงินยังไง เหล่านี้จำเป็น สะท้อนความจริงออกมาให้สมาชิกได้รับทราบและเข้าใจ อยู่ในกรอบของสหกรณ์ที่ดี” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวทิ้งท้าย

สหกรณ์รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ห้วยหยวกป่าไซ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย นับเป็นอีกสหกรณ์ต้นแบบในการนำระบบบัญชีเพื่อมาใช้ในขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

ระวัง!โรคผลเน่า-ราดำ”ลองกอง-สละ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229143

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เกร็ดทำกิน  :  7 มิ.ย. 2559

โรคผลเน่า,โรคราดำ,ลองกอง,สตรอเบอร์รี่,สละ

เตือนเกษตรกรสวนผลไม้ ลองกอง สละ สตรอเบอร์รี่ ระวังโรคผลเน่าและโรคราดำ แนะแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง นำใบเป็นโรคทำลายนอกสวน

               กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ช่วงวันที่ 8-14 มิถุนายน 2559 ไม้ผลอย่างลองกองซึ่งอยู่ในระยะผลอ่อน บางส่วนกำลังเก็บเกี่ยว เช่นเดียวกับสละ ให้ระวังโรคผลเน่า และโรคราดำ ส่วนสตรอเบอร์รี่ ซึ่งอยู่ในระยะพักฟื้นจากการเก็บผลผลิตและผ่านช่วงแล้งมา ต้นจะโทรม ให้แต่งใบแก่และใบที่เป็นโรคออก

ข้อสังเกตอาการโรคผลเน่า มักพบที่ขั้ว ผล ลามลงไปที่ผิวเปลือก เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนและค่อยๆ เข้มขึ้น ผลนิ่มและเกิดแผลยุบตัวทำให้ผลหลุดจากขั้ว และจะพบเชื้อราสีขาวบริเวณขั้ว

แนวทางป้องกัน ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง,ตัดแต่งช่อผลเพื่อลดการเบียดกันจนทำให้เกิดแผล,ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้พืชขาดน้ำในช่วง 10 สัปดาห์หลังติดผล,หมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกสวน

เมื่อพบการระบาด พ่นด้วยสารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6-12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 1-2 ครั้ง ทุก 7 วันช่วงผลเริ่มสุก และหยุดพ่นอย่างน้อย 7 วันก่อนเก็บเกี่ยว

ส่วนโรคราดำ จะพบคราบราสีดำติดตามช่อดอก ช่อผล ทำให้ดอกผิดปกติ เหี่ยวและหลุดร่วง ทำให้ไม่ติดผล

แนวทางป้องกัน พ่นน้ำเปล่าล้างคราบราดำ เพื่อลดปริมาณเชื้อ,พ่นสารกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6-12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร บนช่อผลช่วงก่อนเก็บเกี่ยวทุก 14 วัน,พ่นสารกำจัดแมลงเพลี้ยหอย ได้แก่ มาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

วันสหกรณ์โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229122

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > เกร็ดทำกิน  :  7 มิ.ย. 2559

สหกรณ์โรงเรียน,วันสหกรณ์,กรมส่งเสริมสหกรณ์

เส้นทางอาชีพ : วันสหกรณ์โรงเรียน โดย สุรัตน์ อัตตะ

               ภายหลังจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายเสงี่ยม มาหมื่นไวย) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ให้มีการจัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนองแนวพระราชดำริ โดยการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำแก่ครูผู้สอนวิชาสหกรณ์ แนะนำถึงแนวทางการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในโรงเรียน เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ อาทิ การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรับฝากเงินจากนักเรียน การเชื่อมโยงกับโครงการเพื่ออาหารกลางวัน โดยรับซื้อผลผลิตการเกษตรที่นักเรียนผลิตขึ้น มาแปรรูปแล้วนำมาผลิตเป็นอาหารกลางวัน เพื่อเป็นการส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้แก่เยาวชน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากการอบรมถ่ายทอดความรู้ถึงกระบวนการทำงานร่วมกันในรูปแบบของสหกรณ์ให้แก่ครูและนักเรียนแล้ว ยังมีการจัดอบรม การจัดทำคู่มือการสอนวิชาการสหกรณ์ในโรงเรียน การประยุกต์กิจกรรมต่างๆ ให้เข้ามาสู่การสอนวิชาสหกรณ์เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจและเข้าใจในเรื่องสหกรณ์มากขึ้น โรงเรียนหลายแห่งมีการผลิตสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ ประเภท เกม บทเพลง การ์ตูน หนังสือนิทาน ซึ่งช่วยดึงดูดความสนใจจากนักเรียนได้มากขึ้น การเรียนการสอนวิชาสหกรณ์จึงได้แพร่ขยาย ไม่เฉพาะแค่ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเท่านั้น ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัด สพฐ. โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนสอนศาสนา ก็มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดให้ทุกวันที่ 7 มิถุนายน เป็นวันสหกรณ์นักเรียน ทุกจังหวัดจะมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสร้างการเรียนรู้เรื่องการสหกรณ์ให้แก่เด็กและเยาวชน และวันที่ 7 มิถุนายน 2559 นี้ ก็เช่นกัน ยังคงมีการถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเรื่องสหกรณ์ในวันสหกรณ์นักเรียนทุกจังหวัด สำหรับในส่วนกลาง กรมส่งเสริมสหกรณ์โดยสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 และ 2 ณ หอประชุม กรมราชองครักษ์(เกียกกาย) กรุงเทพ

สำหรับกิจกรรมในวันสหกรณ์นักเรียนปีนี้ จะมีการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นิทรรศการ 100 ปี สหกรณ์ไทย และนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์, สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย และชุมนุมสหกรณ์ประเภทต่างๆ คาดว่าจะมีครูและนักเรียนเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 800 คน โดยสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2  ภายใต้การนำของ ผอ.ธนิต จันทร์ประทีป ได้นำคณะครูและนักเรียนจาก 17 โรงเรียน ที่อยู่ในการดูแลมาร่วมงานจำนวน 400 คน นอกจากการแสดงนิทรรศการในงานแล้ว ยังมีฐานการเรียนรู้วิถีสหกรณ์และจัดกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมอีกด้วย

‘โสกเขา’ ไม้ป่าดอกสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/229120

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  7 มิ.ย. 2559

 

ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘โสกเขา’ ไม้ป่าดอกสวย

              ต้น “โสกเขา” พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ มักพบบ่อยตามริมลำธาร หรือที่ลาดชันในป่าดิบชื้น

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง อยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE ความสูงราว 10 เมตร มีบางต้นอาจสูงถึง 20 เมตร ต้นตรง ทรงพุ่ม เปลือกต้นสีเทาน้ำตาล

ใบ ประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3-7 คู่ ทรงรี กว้าง 3-8 ซม. ยาว 10-28 ซม. โคนใบสอบ ปลายแหลมมน ใบค่อนข้างหนา ขอบเรียบ

 

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยเป็นกลุ่มจำนวนมาก เป็นวงกว้างราว 15-25 ซม. ดอกย่อยมีก้านเป็นหลอดคล้ายดอกเข็มสีชมพูอมแดง เวลาบานกลีบเลี้ยงแตกเป็น 4 แฉก ด้านบนสีเหลือง ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ชูคล้ายหนวดแมว 3-5 อัน กลิ่นหอมอ่อนๆ

ผล เป็นฝักรูปขอบขนานแกมใบหอก ยาว 10-30 ซม. ปลายฝักโค้ง ด้านในมี 6-8 เมล็ด

ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ชอบความชื้น แสงแดดจัด

‘ตองแตก’ ถ่ายพยาธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228666

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  1 มิ.ย. 2559

ไม้ดีมีประโยชน์,เกษตร,ตองแตก,ถ่ายพยาธิ

ไม้ดีมีประโยชน์ ‘ตองแตก’ ถ่ายพยาธิ

                    “ตองแตก” หรือชื่ออื่น ทนดี มีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของอินเดีย และภาคเหนือของไทยที่ความสูง 700 เมตร เป็นสมุนไพรที่คนยุคก่อนนิยมนำใบหรือเมล็ด สกัดเป็นยาถ่ายพยาธิ
                    เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ในวงศ์ EUPHORBIACEAE ขนาดเล็ก ลำต้นแตกแขนงจากโคน สูง 1-2 เมตร
                    ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตามปลายกิ่ง รูปหอกกึ่งวงรี ขอบหยักเว้าห่าง 3-5 แฉก โคนสอบ ปลายเรียวแหลม ยอดอ่อนมีขน
                    ดอก เป็นช่อ ออกเรียงสลับตามซอกใบ มีกลีบเลี้ยงดอก 4-5 กลีบ อับเรณูสีเหลืองแกมเขียว ออกช่วงกันยายน
                    ผล คล้ายแคปซูล ปลายบุ๋ม เมื่อผลแก่แห้งแตกออกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 1 เมล็ด
                    ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ความชื้นปานกลาง แดดพอสมควร
———————-
(ไม้ดีมีประโยชน์ : ‘ตองแตก’ ถ่ายพยาธิ : โดย…นายสวีสอง)

‘มะดูก’ แก้ฝีในตับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228618

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  31 พ.ค. 2559

เกษตร,ไม้ดีมีประโยชน์,มะดูก,แก้ฝีในตับ

ไม้ดีมีประโยชน์ ‘มะดูก’ แก้ฝีในตับ

                ปัจจุบัน “มะดูก” นับเป็นไม้หายาก มีประโยชน์มาก อาทิ รากนำมาต้มแก้ฝีในตับ ปอด บำรุงกระดูก แก้น้ำเหลืองเสีย ส่วนดอกแก้เส้นเอ็นพิการ โรคผิวหนัง ขณะที่ผลกินได้ มีรสหวาน กลิ่นหอม
                เป็นไม้ต้นขนาดกลางอยู่ในวงศ์ CELASTRACEAE ลำต้นตรงสูงราว 15-25 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา
                ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามกิ่ง ทรงรี โคนใบสอบ ปลายใบแหลมมน ขอบใบหยัก ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเทา
                ดอก ออกเป็นช่อ ตามซอกใบ ช่อละ 2-4 ดอก แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนกลับติดกัน มีสีขาวนวล รูปไข่ ปลายกลมมน ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ 5 อัน
                ผล กลมรี มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 2-3 เซนติเมตร ยาว 4-6 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวพอสุกสีเขียวออกเหลืองและดำ
                ขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ชอบดินร่วน แสงแดดเต็มวัน

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228503

เกษตร,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,หนู,เครียด

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  29 พ.ค. 2559

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

เมื่อหนูเครียด จะแสดงอาการอย่างไร ?
เมื่อหนูเครียด จะแก้ไขอย่างไร ?
เมื่อหนูเครียด จะป้องกันอย่างไร ?
ฯลฯ
                    “หนู” ที่ว่านี้ หมายถึง หนูจริงๆ หรือ Rodent สัตว์ตระกูลที่มีฟันแทะคู่หน้าทั้งบนและล่างใหญ่จนดูเหมือนจอบ ชอบแทะเป็นนิสัย ตัวอย่างเช่น หนูถีบจักร หนูขาวใหญ่ หนูแฮมสเตอร์ หนูเจอร์บิลล์ หนูตะเภา หรือหนูแกสบี้ ฯลฯ
                    ปัจจุบันหนูเหล่านี้ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงฉบับกระเป๋า ที่ผู้เลี้ยงอาจพบปัญหา หนูดุ ขู่ ไม่เชื่อง ซึม ป่วย ตาย แม้จะได้รับการดูแล อาหาร ที่อยู่ก็ตาม สาเหตุหนึ่งมาจาก “ความเครียด”
                    ความเครียดในหนูเป็นภาวะที่มันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับภาวะแวดล้อม จนเกิดผลข้างเคียงตามมาทั้งร่างกายและจิตใจ ผลที่สุดอาจรุนแรงจนถึงกับชีวิต
                    หนูเครียด อาจแสดงอาการหลายรูปแบบ เช่น หงอย ซึม ซุกซ่อนตัว หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ไม่ชอบให้คนสัมผัส เบื่ออาหาร ดุกว่าเดิม จนกัดทำร้ายเจ้าของ คนเลี้ยง หรือแม้แต่พรรคพวกหนูด้วยกัน หนูที่เคยจับเล่นได้กลายเป็นสัตว์น่ากลัว อันตราย สมาชิกอื่นในบ้านไม่อยากสังฆกรรมด้วยอีกแล้ว ฯลฯ
                    บางครั้งอาจพบว่าหนูแสดงอาการป่วย และตายลงเนื่องจากความเครียดก็มี!
                    สาเหตุที่ทำให้หนูเครียด เช่น ถูกคนรบกวน ชวนเล่น มีศัตรูอยู่ห้อมล้อม (เช่น หมา แมว) อาหารและน้ำกินไม่พอเพียงต้องแก่งแย่งกัน เลี้ยงในที่คับแคบแออัดสกปรก หรือเลี้ยงหนูเพศเดียวกัน โดยเฉพาะเพศผู้ละก็เป็นเรื่อง ฯลฯ
                    การแก้ไขสถานการณ์สามารถลดความเครียดในหนูลงเป็นเบื้องต้น โดยการแยกคู่กัด คู่กรณี ไม่เลี้ยงหนูเพศเดียวกันไว้ด้วยกัน ขยายกรงให้กว้างขวางขึ้น จัดที่ให้น้ำ อาหาร ที่มีปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอ กระจายจุดให้น้ำให้อาหารไว้หลายๆ แห่ง จัดรังนอนให้มากพอจะได้ไม่แย่งกัน ลดการรบกวนก่อความรำคาญแก่หนู จัดเวลาให้มันได้อยู่เป็นส่วนตัว ฯลฯ
                    ทางที่ดีผมว่าน่าจะป้องกันมิให้หนูเกิดความเครียด เช่น รักษาสุขภาพร่างกายหนูให้แข็งแรงอยู่เสมอ จัดหาของเล่น ที่อยู่ให้ใช้อย่างพอเพียง และสะดวกสบาย
                    ที่สำคัญที่สุดคือ การจับต้อง การเล่น ของผู้เป็นเจ้าของต้องทะนุถนอม จับต้องไม่รุนแรง โดยเฉพาะเด็กๆ และต้องรู้จักเวลาพักผ่อนด้วย
                    รับรองว่าหนูของคุณก็จะไม่เครียดและไม่เป็นปัญหาต่อไปครับ!
———————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)